มนุษย์องค์การ

มนุษย์องค์การ
บิลล์ จอร์จ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้กล่าวว่า ผมคิดว่าเราได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างมากของความเป็นผู้นำ ในขณะนี่คุณได้มองเห็นประเภทที่แตกต่างกันมากของผู้นำ ลำดับชั้นน้อยลงมากความร่วมมือร่วมใจมากขึ้น การให้อำนาจบุคคลมากขึ้น และการมองโลกมากขึ้น ผู้นำลำดับชั้นที่เเพร่หลายมากภายในศตวรรษที่แล้วได้ถูกทดแทนด้วยผู้นำให้อำนาจ ร่วมมือร่วมใจ และเเท้จริง แนวคิดเก่าของผู้นำ เป็นบุคคลฉลาดที่สุดภายในห้องได้ถูกแทนที่โดยผู้นำด้วยระดับที่สูงของความตระหนักตัวเองและความฉลาดทางอารมณ์เราทุกคนกำเนิดด้วยของขวัญของความเป็นผู้นำที่เฉพาะต่อเรา เราต้องพัฒนาตัวเราเองกลายเป็นผู้นำแท้จริงที่มีประสิทธิภาพสร้างความแตกต่างภายในโลก และหลีกเลี่ยงความกดดันและการล่อใจไล่ล่าเงิน ชื่อเสียงและอำนาจ กระบวนการพัฒนานี้ใช้ความเข้มงวดและต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตของเรา เมื่อเราได้ความตระหนักตัวเอง ความรู้สึกของความมุ่งหมายความเป็นผู้นำ และความสามารถให้อำนาจแก่บุคคลมากขึ้นประธานาธิบดีบารัค โอบามามีความ่รู้สึกที่ชัดเจนของทิศเหนือแท้จริงเข้าใจและมีชีวิตอยู่กับค่านิยมของเขา และมุ่งด้านของความสำคัญยิ่งใหญ่ต่อเขาและประเทศ เขามีมุมมองระยะยาว ณ เวลานั้นเดินตามเส้นทางด้วยความต้องการตอบสนองเเรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศ แต่เขาได้บริหารด้วยความซื่อสัตย์ และไม่เคยประนีประนอมความเชื่อพื้นฐานของเขา เมื่อ ค.ศ 2008 เราได้ชนกำแพงของการพังทลายทางการเงิน มันจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อบุคคลมองความเป็นผู้นำอย่างไร ซีอีโอได้ถูกมองเป็นวีรบุรุษ พวกเขาอยู่บนหน้าปกวารสาร คุณได้มองเห็นความล้มเหลวของซีอีโอที่เรียกกันมีบารมีจำนวนมาก ครึ่งหนึ่งของซีอีโอมาจากภายนอกบริษัท เราได้เปลี่ยนแปลงไปสู่มุมมองภายนอกนี้ และพวกเขาหลายคนล้มเหลวในขณะนี้เราได้เปลี่ยนแปลงกลับมาเเล้ว ซีอีโอมาจากภายในบริษัท มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ บุคคลดหมือนเช่นแฟรงค์ เบลค ณ โฮม ดีโปท์ แอนน์ มัลคาฮี ณ ซีรอกซ์ อินดรา นูยี ณ เป้ปซี่ มาจากภายในบริษัทพวกเขาไม่ได้โอ้อวด และพวกเขาความฉลาดทางอารมณ์สูง ลำดับชั้นที่เป็นทางการใช้ไม่ได้ต่อไปอีกแล้ว ผู้นำลำดับชั้นออกไป ผู้นำให้อำนาจเข้ามาระหว่างครึ่งสุดท้ายของศตวรรษที่ 20 ความเป็นผู้นำธุรกิจได้กลายเป็นวิชาชีพบุคคลหัวกระทิ ครอบงำโดยผู้บริหารควบคุมบริษัทของพวกเขาจากบนลงล่าง ด้วยอิทธิพลจากสงครามโลกครั้งที่สองและการตกต่ำทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ลำดับชั้นขององค์การได้ถูกสร้างเหมือนทหาร ด้วยโครงสร้างหลายระดับที่จะสร้างการควบคุมผ่านทางกฏและกระบวนการ บุคคลปีนขึ้นไปตามระดับเพื่อแสวงหาอำนาจ เงิน และสิทธิพิเศษ ดังที่อธิบายโดยภายในหนังสือคลาสสิคของวิลเลียม ไวท์ ค.ศ 1956 “The Organization Man” และนิยาย ค.ศ 1955 ของสโลน วิลสัน “The Man in the Gray Flannel Suit”ภายในไตรมาสสุดท้ายของศตรรษที่ยี่สิบ ตลาดหุ้นได้กลายเป็นระยะสั้นเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้นำบริษัทมุ่งที่กำไรรายไตรมาส และมักจะกีดกันเจริญเติบโตระยะยาว การบรรลุมูลค่าของผู้ถือหุ้นสูงสุดเปลี่ยนแปลงไปสู่มูลค่าระยะสั้นสูงสุด และมันได้นำไปสู่เรื่องอื้อฉาวของบริษัท มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องอื้อฉาวทางจริยธรรมของเอ็นรอนและเวิรลด์คอมเท่านั้น มันเป็นบริษัทเหมือนเช่นบริสตอล ไมเยอร์ส และซีรอกซ์ มีเรื่องอื้อฉาวการบัญชีด้วย ด้วยเหตุนี้บุคคลสูญเสียความไว้วางใจผู้นำธุรกิจ พวกเขาควรจะสร้างองค์การที่ยั่งยืน ไม่ใช่รับใช้ตัวพวกเขาเองและผู้ถือหุ้นระยะสั้น
“The Organization Man” เป็นหนังสือขายดีที่่สุด 1956 โดยวิลเลียม ไวท์ นักเขียนวารสารฟอร์จูน ได้ถูกพิจารณาท่ามกลางหนังสือการบริหารมีอิทธิพลมากที่สุดเท่าที่เคยเขียน วิลเลียม ไวท์ ได้สัมภาษณ์อย่างกว้างขวางกับซีอีโอและผู้บริหาร ณ บริษัทอเมริกันที่สำคัญ เช่น เจ็นเนอรัล อีเลคทริค และฟอร์ด มอเตอร์การถามอะไรที่พวกเขาได้มองเห็นการเปลี่ยนแปลงตลอดเส้นทางของอาชีพของพวกเขา ล้ำหน้าโดยจริยธรรมทางสังคม ความเชื่อว่าองค์การสามารถตัดสินใจได้ดีกว่าและเป็นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้น มันทำให้ไม่เพียงแต่จำเป็นทางเศรษฐกิจเท่านั้น เเต่เป็นความถูกต้องทางศีลธรรมด้วย บุคคลลบล้างตัวพวกเขาเองต่อความต้องการขององค์การความคิดแกนของวิลเลียม ไวท์ภายใน “The Organization Man” คือจริยธรรมโปรเตสเต้นที่อธิบายคุณลักษณะของความสำเร็จส่วนบุคคลของประวัติศาสตร์อเมริกันได้ถูกทดแทนภายในสมัยใหม่ด้วยจริยธรรมทางสังคม การเน้นกลุ่มเป็นแหล่งที่มาของความคิดสร้างสรรค์ และย้ำว่าความต้องการยิ่งใหญ่ที่สุดของบุคคลคือ การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
วิลเลียมไวท์ ได้เปรียบเทียบจริยธรรมทางสังคมกับเอกบุคคลนิยมที่เข้มงวดของจริยธรรมโปรเตสเต้นท์ สร้างการก่อตั้งอเมริกา และได้ถูกยึดไว้ภายใน “Democracy in America” ผลงานคลาสสิคของเอเล็กซิส เดอต็อกเคอวิลล์ ต็อกเคอวิลล์ได้พืจารณาการปฏิวัติประชาธิปไตยที่เขาเชื่อว่าได้เกิดขึ้นตลอดหลายร้อยปีก่อนหน้าภายในหนังสือของเขาวิลเลียม ไวท์ ได้อธิบายต้นทุนทางจิตใจและสังคมของแนวโน้มที่สำคัญภายในชีวิตชาวอเมริกันระหว่าง ค.ศ 1950 แนวโน้มเป็นการเคลื่อนไหวของบุคคลมากขึ้นออกไปจากงานปกเสื้อสีน้ำเงิน – งานใช้แรงงาน และไปสู่งานปกเสื้อสีขาว – งานสำนักงาน ภายในบริษัทใหญ่ วิลเลียม ไวท์ ยืนยันว่าเเนวโน้มมาด้วยราคาการบรรลุความสำเร็จภายในโลกบริษัทต้องการให้บุคคลระงับความคิดส่วนบุคคล จุดสำคัญคือ บุคคลกลายเป็นถูกชักจูงว่าองค์การสามารถตัดสินใจได้ดีกว่าบุคคล ดังนั้นการรับใช้องค์การกลายเป็นดีกว่าทางเหตุผล พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของบุคคล วิลเลียม ไวท์ รู้สึกว่ามันตรงข้ามกับความจริง เขาได้ระบุตัวอย่างของความคิดสร้างสรรค์ของบุคคลสร้าง ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการรวมเป็นกลุ่มอย่างไรอเมริกากำลังทดแทนจริยธรรมโปเตสเต้นท์ของเอกบุคคลนิยมด้วยจริยจรธรรมทางสังคม เน้นย้ำความร่วมร่วมมือและการบริหาร บุคคลได้ถูกรวมอยู่ใต้องค์การมันดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญภายในคุณลักษณะของชาวอเมริกัน ชาวอเมริกันได้ละทิ้งเอกบุคคลนิยม ขับเคลื่อนอเมริกาไปข้างหน้า แนวโน้มที่วิลเลียม ไวท์ ยืนยันว่ามันไม่นำไปสู่สิ่งที่ยิ่งใหญ่เลยแนวคิดการคิดตามกลุ่มของเออร์วิง จานิส นักจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเยล ความคิดที่ความต้องการร่วมเพื่อการเห็นพ้องกันได้ครอบงำการประเมินทางเลือกที่แท้จริง และได้นำไปสู่การตัดสินใจที่ไม่ดี การคิดตามกลุ่มเป็นหัวขัอที่สำคัญของตำราสังคมศาสตร์ เเต่กระนั้นอะไรที่ได้ถูกลืมคือ 20 ปีก่อนการคิดค้นที่คิดกันของเออร์วิง จานิส วิลเลียม ไวท์ ได้สร้างถ้อยคำการคล้อยตามกลุ่มภายในบทความของวารสารฟอร์จูนของเขาเมื่อ 1950 การคิดตามกลุ่มเป็นการวิเคราะห์ผลกระทบอาการไม่สบายต่อทั้งการศึกษาและการปฏิบัติของการบริหารของวิลเลียม ไวท์เมื่อ ค.ศ 1952
ถ้อยคำการคิดตามกลุ่มตามความรู้สึกสมัยใหม่ได้ถูกสร้างโดยเออร์วิง จานิส เมื่อ ค.ศ 1971 เขาได้เสนอถ้อยคำเป็นชื่อต่อการวิเคราะห์อาการป่วยที่ไม่รู้จักก่อนหน้านี้ เขาได้มองเห็นเป็นการแทรกแซงกับความสามารถของบุคคลตัดสินใจที่ดีภายในสภาพเเวดล้อมกลุ่ม เพื่อการสร้างถ้อยคำเรียกชื่อแนวคิดใหม่นี้ เออร์วิง จานิส ได้เลือกการคิดตามกลุ่มขนานกับการคิดซ้อน แนวคิดจาก ค.ศ 1984 ของจอร์จ ออร์เวลล์ เมื่อบุคคลร่วมกันภายในกลุ่ม เออร์วิง จานิส เสนอเเนะว่าพวกเขาขึ้นอยู่กับแรงกดดันของการทำตาม อคติความสามารถให้เหตุผลอย่างชัดเจนของพวกเขาแต่กระนั้นอะไรที่บุคคลหลายคนไม่รู้คือ เออร์วิง จานีส ไม่ได้เป็นบุคคลเเรกที่ใช้ถ้อยคำนี้ ความมีชื่อเสียงนั้นไปสู่นักหนังสือพิมพ์ วิลเลียม ไวท์ เขาได้สร้างถ้อยคำการคิดตามกลุ่มภายในบทความของวารสารฟอร์จูน เมื่อ ค.ศ 1952 และได้อธิบายบนแนวคิดภายในหนังสือขายดีที่สุด 1956 ของเขา “The Organization Man”

วิลเลียม ไวท์ ได้มองเห็นว่าบุคคลทำงานภายในองค์การพวกเขามักจะพัวพันภายในการคิดตามกลุ่ม เขาได้ระบุการคล้อยตามกลุ่มเป็นปรัชญาของการทำตามอย่างมีเหตุผล การถือว่าค่านิยมของกลุ่มถูกต้องและดีอย่างเลี่ยงไม่ได้
“The Man in the Gray Flannel Suit” พิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1955 เป็นนิยายเขียนโดยนักเขียนวารสารฟอร์จูน สโสน วิลสัน นิยายขายได้ดีและได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์แสดงโดยเกรกอรี เปค เป็นทอม ราธ และเจนนิ
เฟอร์ โจนส์ เป็นเบทซี ราธ ภายหลังการเปิดตัวของนิยายเริ่มแรกไม่นาน มันเป็นนิยายขายดีที่สุดระหว่างประเทศ แปลเป็นภาษาต่างประเทศ 26ภาษา เเละได้ถูกห้ามภายในรัสเซีย – เนื่องจากสนับสนุนค่านิยมทุนนิยมภาพยนตร์ ได้ถูกเขียนบทและกำกับโดย นันแนลลี จอห์นสัน และมุ่งที่ทอม ราธ ทหารผ่านศึกสงครามโลกครั้งที่สอง พยายามที่จะสมดุลแรงกดดันของการแต่งงานต่อภรรยาที่ทะเยอทะยานและครอบครัวที่เจริญเติบโตกับความต้องการของอาชีพ ในขณะที่รับมือกับผลกระทบภายหลังของสงคราม และงานที่เครียดมากทอม ราธ ได้ถูกหลอกหลอนด้วยความทรงจำของสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งความรักยามสงครามกับผู้หญิงอิตาเลียน มาเรีย และลูกที่เขาไม่เคยเห็น กดดันจากภรรยาที่ไม่มีความสุขของเขา เพื่อที่จะได้งานรายได้สูง ทอม ราธ ได้ไปทำงานเป็นนักประชาสัมพันธ์ของเครือข่ายโทรทัศน์ เขาได้พบว่าเขาต้องเลือกอาชีพหรือครอบครัวของเขา

แม้ว่าหนังสืออาจจะหลุดจากแฟชั่นตั้งแต่นั้นมา ชื่อของมัน “The Man in the Grey Flannel Suit” ยังคงเป็นสัญลักษณ์การทำตามของชนชั้นกลางภายในอเมริกา ค.ศ 1950 กล่าวคือความต้องการของผู้ชายที่จะยอมต่อการแข่งขันอย่างดุเดือดภายในไล่ตามความฝันอเมริกัน
ผู้ชายภายในสูทผ้าสักหลาดสีเทาเป็นภาพหนึ่งที่ยั่งยืนของ ค.ศ 1950 ผู้ชายดังกล่าวนี้อนุรักษ์นิยมและจงรักภักดีต่อองค์การที่เขาทำงาน แสดงสัญลักษณ์ลักษณะเป็นหนึ่งเดียวกันของวัฒนธรรมธุรกิจภายในค.ศ 1950 บุคคลทุกคนเป็นเจ้าของสูทผ้าสักหลาดสีเทานิยายเรื่องนี้ของสโลน วิลสัน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาวอเมริกันค้นหาความมุ่งหมายภายในโลกครอบงำด้วยธุรกิจ นักแสดงที่สำคัญคือทอม และเบทซี ราธ เป็นคู่ชนชั้นกลางร่วมการต่อสู้ค้นหาความพอใจภายในชีวิตของพวกเขา และในขณะที่นิยายนี้เป็นผลงานไม่มีตัวตน มันเป็นความจริงด้วยความรู้สึกที่มันดึงมาจากประสบการณ์ภายในชีวิตของสโลน วิลสันเองภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นิยายเรื่องนี้ ดังที่มองเห็นภายในชื่อ สามารถประยุกต์ใช้ได้กับผู้ชายคนใดก็ตาม ทำงาน ณ ธุรกิจ ด้วยสูทผ้าสักหลาดสีเทาถูกใส่โดยทั่วไปโดยบุคคลเหล่านี้ใครก็ตาม

อดีตทหารผ่านศึกเผชิญกับคำถามจริยธรรม เมื่อเขาได้พยายามมีรายได้เพียงพอที่จะสนับสนุนภรรยาและลูกของเขาอย่างดี ทอม ราธ อาศัยอยู่ภายในคอนเนตติคัท และเดินทางไปทำงานทุกวันภายในแมนฮัตตัน เขาแต่งงานอย่างมีความสุข และภรรยาที่น่ารักและลูกสามคน เงินตึงเล็กน้อยและเมื่อโอกาสเกิดขึ้น เขาได้สมัครงานประชาสึมพันธ์กับเครือข่ายโทรทัศน์ที่สำคัญ ระหว่างการเดินทางไกลไปทำงานทุกวันของเขา ทอมได้รำลึกถึง
เกี่ยวกับสงคราม แม้ว่า 10 ปีผ่านมาแล้ว เขายังถูกหลอกหลอนด้วยความรุนเเรงและทหารที่ถูกฆ่า เขาได้คิดถึงมาเรีย สาวอิตาเลียนที่เขารักตอนที่อยู่โรม ณ งานใหม่ของเขา หัวหน้าเครือข่ายชอบเขา ในไม่ช้าทอมได้รับรู้ว่าเขาจะต้องเลือกระหว่างกลายเป็นบุคคลบริษัทที่ทุ่มเททั้งหมด หรือรักษาความสมดุลงาน – ชีวิตที่มีสุขภาพเมื่อเขาได้เรียนรู้ว่ามาเรียได้ให้กำเนิดลูกชายของเขาภายหลังเขาได้ออกมาจากอิตาลี เขาได้ตัดสินใจที่จะให้ภรรยาของเขารู้และมั่นใจว่าลูกชายได้ถูกห่วงใย
“คุณไม่สามารถมีมันทุกอย่าง” หกสิบปีก่อนที่สิ่งนี้ได้กลายเวทมนตร์งาน – ชีวิต มันเป็นถ้อยคำแกนของนิยายขายดีที่สุด 1955 ของสโลน วิลสัน “The Man in the Gray Flannel Suit” ชื่อ ได้กลายเป็นคำพูดติดปากอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนที่จะอธิบายมันทั้งหมดเกี่ยวกับประเภทผู้บริหารภายในอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่สอง แลกเปลี่ยนโครงสร้างแบบทหารเพื่อบริษัทใหญ่ภาพยนตร์และนิยายได้กลายเป็นรับรู้อย่างกว้างขวางเป็นการมีส่วนช่วยที่สำคัญต่อชีวิตทางสังคมและค่านิยมภายในสังคมอเมริกันภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทอม ราธ เป็นทหารผ่านศึก และได้เผชิญกับสภาวะสงครามที่น่ากลัวภายในยุโรปและเเปซิฟิกนิยายได้เล่าวว่าทอมฆ่าบุคคล 17 คนภายในสงคราม และเขาได้เจ็บปวดจากผลกระทบความรู้สึก ด้วยการย้อนหลังจากเหตุการณ์สยดสยองบางอย่างที่เขาได้เผชิญระหว่างสงคราม เริ่มแรกพวกเขาอาศัยอยู่ภายในชุมชนยากจนแต่ในที่สุดทอมได้งานประชาสัมพันธ์ ณ เครือข่ายโทรทัศน์ ทอมได้ชักจูงนายของเขาว่าวิถีทางรณรงค์ในขณะนี้ไม่ถูก และมันได้นำเสนอที่ผิดต่อค่านิยมของบริษัท นายได้ประทับใจเขาต่อข้อเสนอบริการสุขภาพจิตของประเทศ เมื่ออาชีพของทอมได้ก้าวหน้าไป เขาได้มองเห็นความเครียดเเละทำงานมากเกินไปทำลายชีวิตและการสมรสของนายของเขาอย่างไร ทอมได้ประเมินใหม่สถานการณ์ของเขาเอง และในที่สุดเขาได้ปฏิเสธตำแหน่งแรงกดดันสูง ดังนั้นเขาสามารถใช้เวลาได้มากขึ้นกับครอบครัวของเขาระหว่างปีแห่งสงคราม ผู้หญิงหลายคนรับงานของผู้ชาย และได้พบเสรีภาพใหม่ข้างนอกบ้าน ดังนั้นภายหลังสงครามเสรีภาพใหม่ได้เกิดขึ้น เมื่อผู้ชายกลับบ้าน พวกเขาได้รับรู้อย่างรวดเร็วผู้หญิงสามารถทำงานเคียงข้างพวกเขา มันได้กระทบต่อสถานการณ์ทางสังคมของครอบครัวด้วยพ่อแม่ทำงานสองคน ผู้หญิงได้ต่อสู้เพื่อรายได้และสิทธิที่เสมอภาคของงาน แต่เมื่อ ค.ศ 1950 มันได้เกิดถ้อยคำเบบี้ บูม แนวคิดการแต่งงานสมัยเดิมกลับมาสู่แฟชั่น ด้วยแม่ดูแลูก แลผู้ชายทำงานเพื่อครอบครัว
Cr : รศ สมยศ นาวีการ







