INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เตรียมแก้วิกฤตชาติให้พร้อมหลัง”โควิด 19”

suthichai yoon 1

สบาย สบาย สไตล์เกษม

เกษม อัชฌาสัย

เตรียมแก้วิกฤตชาติให้พร้อมหลัง”โควิด 19”

 

สวัสดีครับ

นานที จะเอ่ยคำว่า “สวัสดี”ขึ้นต้นบทความ แสดงว่าวันนี้ผมจะพูดถึงแต่เรื่องดีๆ เท่านั้น

คือดีต่อราษฎร ดีต่อรัฐบาล ดีต่อคนไทยทั้งชาติ

ต้องขอขอบคุณ”สุทธิชัย หยุ่น”ครับ ที่ช่วยทำให้ผมได้สติ ได้ความคิดดีๆ นำมาคิดต่อ-ทำต่อ ในเรื่องที่พูดไว้ในประเด็น”การเมืองน้ำเน่า โควิด-19” ในรายการ”กาแฟดำวิเคราะห์”เมื่อเช้าวันที่ ๘ มิถุนายนที่ผ่านมา ผ่านทางเฟซบุ๊ก

ซึ่งผมสรุปสั้นๆ ถึงการแสดงความเห็นของ”กาแฟดำ”ในเชิงสร้างสรรค์ว่า

“ทำไมนักการเมือง ไม่เลิกเล่นการเมืองแบบไร้สติ มัวแต่แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แย่งชิงอำนาจ แต่หันมาปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง เตรียมการรับมือความตกต่ำทางเศรษฐกิจ โดยใช้โมเดล “โควิด 19” หลังสถานการณ์แพร่ระบาด”

ผมไม่เคยเห็น”กาแฟดำ”หรือ”สุทธิชัย หยุ่น”พูดจาด้วยสีหน้าท่าทาง เช่นนี้มาก่อน แสดงว่าเขาเป็นห่วงชาติบ้านเมืองครั้งนี้มากกว่าครั้งใดๆ

แม้จะเคยทำงานร่วมกันมา บางครั้งแทบจะจับเข่าคุย สมัยที่เข้าไปร่วมงานตระเวณทำ Road show ประชาสัมพันธ์ธุรกิจของ”เครือเนชั่น” ด้วยการจัดอภิปรายปัญหาท้องถิ่นในเชิงลึก ถ่ายทอดสดทางวิทยุ ต้องขึ้นเหนือ-ล่องใต้ ยุคที่”เครือเนชั่น”เฟื่องฟู (ช่วง”รัฐบาลคุณชวน” ระหว่างปี ๒๕๓๕-๒๕๓๘) พร้อมกับแตกธุรกิจไปในหลายสาขา จากสื่อสิ่งพิมพ์ธรรมดาๆ รวมทั้งตั้งสำนักพิมพ์ทำหนังสือเล่ม ไปเป็นวิทยุและโทรทัศน์ (ทั้งๆ ไม่มีช่องเอง)

จนกระทั่งหุ้นในตลาดหลักทรัพย์โด่งดังระบือเลื่องลือไปจนถึงบ้านใกล้เรือนเคียง เช่น สิงคโปร์ มาเลเซียและทำท่าจะเลยไปถึงเมืองจีนในช่วงนั้น

ผมก็ได้แต่ลุ้นว่า The Nation จะกลายเป็นสื่อของภูมิภาค อะไรทำนองนั้นเลยทีเดียว

ก็ไม่มีสักครั้ง ที่เคยเห็นทีท่าของเขา เช่นนี้

ตอนนั้น “เครือ เนชั่น”เปิดกว้างทำธุรกิจ แม้กระทั่งกิจการโรงแรมและสนามกอล์ฟ (ที่หัวหิน) หรือแม้แต่เปิดโรงเรียนประชาสัมพันธ์ ทั้งมีแผนเปิด”มหาวิทยาลัยเนชั่น” เน้นการเรียนการสอนจากของจริง จากนักวิชาชีพตัวเป็นๆ ในวิชาสื่อสารมวลชนด้วย

เพราะนั่นเป็นช่วงที่”สุทธิชัย หยุ่น”จับอะไร ก็ดูจะเป็นเงินเป็นทองไปหมด

โด่งดัง ขนาดที่ตลก”ยาว ลูกหยี”นำเอาไปล้อเลียนเสียงพูดข่าว ได้ใกล้เคียงมาก เป็นที่ขำขัน

แต่เมื่อเกิดภาวะ”วิกฤติต้มยำกุ้ง”ในปี ๒๕๔๐ ขึ้นมา ”เครือเนชั่น”ต้องลดขนาดธุรกิจลง ตัดค่าใช้จ่าย ปลดพนักงานเป็นจำนวนมาก นั่นก็คือการเริ่มต้นของการซวดเซของธุรกิจทั้งมวล ต้องขยับขยาย ทยอยผ่องถ่ายธุรกิจอื่นๆออกไป กลับมาเน้นทำเฉพาะธุรกิจสื่อ

แต่ธุรกิจสิ่งพิมพ์กลับเสื่อมถอยไม่เลิกรา แบบซึมลึก เพราะการเข้ามาแทนที่ของสื่อ”ดิจิตัล ออนไลน์”ผ่าน”เครือข่ายสังคม”ที่แย่งงบโฆษณาส่วนใหญ่ของสื่อตามปกติ

จนในที่สุด”เครือ เนชั่น” ก็สูญเสียหุ้นส่วนใหญ่ให้กลุ่มธุรกิจอื่น ที่เข้าถือหุ้นใหญ่และส่งคนเข้าบริหารแทน

จากนั้นก็ต้องสูญเสีย หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ The Nation ซึ่งเคยเป็น”เรือธง”ของบริษัทฯมาในสมัยหนึ่ง สูญเสียนิตยสาร”เนชั่นรายสัปดาห์” สูญเสียประเภท”หนังสือพิมพ์ประชานิยม”คมชัดลึก”(แต่ยังคงไว้ซึ่งสื่อออนไลน์) ซึ่งเคยมียอดขายติดอันดับที่ ๓ ในบรรดาหนังสือพิมพ์”หัวสี”ประเภทเดียวกัน

และอาจจะมีธุรกิจอื่นๆ อีกที่เลิกไป แต่ผมไม่รู้

ท้ายสุดเหลือแค่ หนังสือพิมพ์ประเภท”เพ่งคุณภาพ”คือ”กรุงเทพธุรกิจ” ซึ่งกลายมาเป็น”เรือธง”แทนและเหลือสื่อโทรทัศน์กับสื่อวิทยุ ที่ยังพอมีทางประคับประคองเอาตัวรอด ในการทำงานผสมผสานกับสื่อออนไลน์

ส่วน”สุทธิชัย หยุ่น”เอง ก็ต้องผันตัวเองออกมาจาก”เครือเนชั่น” ตั้งแต่ปีที่แล้ว จนทุกวันนี้ทำงานสื่อเดี่ยวๆโดดๆ แบบ Lone wolf (ด้วยการสนับสนุนของหน่วยงานส่วนตัวขนาดเล็ก)อย่างครบเครื่อง ด้วยการใช้แทบจะครบทุกสื่อ(ยกเว้นการเป็นช่างภาพมืออาชีพ)

เท่ากับการสอนวิธีการปรับตัวที่ดี ของนักสื่อสารมวลชนที่มีความสามารถสูงรอบตัว อย่างน่าภาคภูมิใจแทน

วันๆ “สุทธิชัย หยุ่น”แทบจะไม่ได้หลับได้นอน ทำงานด้วยความบ้า คลั่ง ด้วยความรักในอาชีพ

ที่ยกตัวอย่างมานี้ เพื่อเป็นหลักฐานเพื่อสะท้อนว่าภาวะเศรษกิจไทย ย่ำแย่ลงจริงๆ ตามกระแสเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบถึงสื่อสิ่งพิมพ์ตรงๆ คนอ่านน้อยลง โฆษณาลดลงฮวบฮาบ เพราะคนรุ่นใหม่หันไปนิยมใช้สื่อออนไลน์ มีแต่คนรุ่นเก่าวัย ๔๐ ขึ้นเท่านั้น ที่ยังจงรักภักดีอ่านหนังสือพิมพ์

นอกจากนั้น การที่สื่อสิ่งพิมพ์หดตัว ยังมาจากการผลกระทบในการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”ที่ลุกลามมาถึงด้วย ตามที่ผู้บริหารสูงสุดของ”เครือเนชั่น”คนล่าสุด“ฉาย บุนนาค”อ้างเหตุผลล่าสุดในการลดค่าใช้จ่าย ด้วยการลดการว่าจ้างพนักงาน

ความเสื่อมถอยของ”เครือเนชั่น”มีสภาพเช่นเดียวกับการเมืองไทยในระบอบประชาธิปไตยเสรี ซึ่งก็ต้องวนกลับมาตั้งต้นใหม่ซ้ำ เพราะความเหลวแหลกจากการแสวงหาประโยชน์ของนักการเมืองเลว ก่อความร้าวฉานขึ้นในชาติ อันนำไปสู่การรวบอำนาจของกลุ่มทหารมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๗ เพิ่งจะมาคลายตัวเล็กน้อยในรูปประชาธิปไตยแบบจำกัด นับแต่การเลือกตั้งครั้งหลังสุดในปี ๒๕๖๒ เป็นต้นมา

ที่”โหมโรง”เขียนมาอย่างยืดยาวนี้ นัยหนึ่ง เพื่อเล่าเรื่องราวที่ผมเข้าไปเกี่ยวข้องกับ”เครือเนชั่น” ชี้ให้เห็นว่า ระยะหนึ่งเคยรุ่งเรืองมาอย่างไร ด้วยอะไรและเหตุปัจจัยอะไรบ้าง ที่ทำให้เสื่อมถอย ในสายตาของผม

แต่นัยที่สำคัญไปกว่านั้น ก็คือผมใคร่เสนอข้อแนะนำรัฐบาลเสริมต่อจากเสียงเรียกร้องของ”กาแฟดำ” ว่าสมควรทำอะไร หลังจากการแพร่ระบาดของโรค”โควิด 19”สร่างซาแล้ว

จึงขอเสนอดังต่อไปนี้ครับ

๑ นอกจากสิ่งที่”กาแฟดำ”เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกทะเลาะเบาะแว้งชิงตำแหน่งกัน หากมีการปรับครม.ใหม่ ผมใคร่ขอเรียกร้องเพิ่มเติมให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”อย่าเอาแต่”ลอยตัว”เหนือปัญหา แต่ต้องเป็น”ตัวกลาง”เร่งรัดยุติปัญหาด้วยตนเอง โดยยืนยันเป็นเบื้องแรกว่า ถึงอย่างไรๆ ก็ต้องเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ ในสภาวะที่จำเป็นอย่างนี้

๒ เมื่อจัดระเบียบพรรคเข้าที่เข้าทางแล้ว ก็เชิญผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเข้าร่วมประชุมด่วน โดยมีนายกฯนั่งหัวโต๊ะเหมือนกับการประชุม ศบค.(ศูนย์บริหารสถานการณ์การระบาดของ โควิด 19) เพื่อสรุปและทบทวนหัวข้อนโยบายบริหารเศรษฐกิจที่ผ่านมา ว่าสมควรปรับปรุงอย่างไร เพิ่มเติมหรือตัดแต่งอย่างไร

ทั้งนี้ ในแง่ของผู้เชี่ยวชาญล้วนๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยเร็ว

๓ นำข้อเสนอของคณะผู้เชี่ยวชาญ ไปพิจารณาด่วนใน ครม.ว่าทำได้หรือไม่แค่ไหน อย่างไร อะไรคือปัญหา

หากมีปัญหาก็เชิญคณะผู้เชี่ยวชาญเข้าร่วมประชุมหารือกับครม. เป็นเรื่องๆ ไป เพื่อหาข้อสรุปดำเนินการต่อเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและกำหนดวางแผนแก้ไขระยะยาว

๔ กำหนดมาตรการป้องกันการกลับมาระบาดของ “โควิด 19”อย่างเช้มงวดแต่ ยืดหยุ่นได้ มิให้กลับมาระบาดอีก เมื่อถึงคราวต้อง”ปลดล็อก”อย่างเต็มรูปแบบ ในตอนนี้ ด้วยความหวังดีต่อชาติส่วนรวม

๕ ที่ใคร่ขอฝากไว้ ณ ที่นี้แบบเน้นๆ ก็คือ รัฐบาลอย่าไปตอบโต้ ผู้ที่ออกมา”สร้างกระแสการเมือง”เพื่อปลุกระดมในประการใดๆ ทั้งสิ้น ให้เอาหูทวนลมเสีย อย่างกรณีล่าสุด เรียกร้องให้ตอบปัญหาการหายตัวของ”วันเฉลิม”เป็นต้น

๖ การ์ดอย่าตก ต้องประกาศใช้ภาวะฉุกเฉินต่อ ขยายเวลาออกไปจนกว่าบ้านเมืองจะเข้าที่-เข้าทาง เพียงแต่อย่าลืม”ยกเลิก”มาตรการนี้ โดยพลัน เมื่อหมดความจำเป็น อย่าฉวยโอกาสขยายต่อ

ซึ่งการกระทำอย่างนี้ ย่อมจะถูกกล่าวหา ว่าเป็นเผด็จการแน่นอน

 

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่คนด้อยสติปัญญาอย่างผม พึงจะนึกได้ในตอนนี้ ด้วยความหวังดีต่อชาติส่วนรวม ซึ่งถ้าทำได้เพื่อบ้านเพื่อเมือง เพื่อประชาชนส่วนรวมตามที่เสนอ ก็จงทำไปเถิด

ไหนๆ ก็ทำมาก่อนหน้านี้แล้ว ทำเพิ่มอีกหน่อย จะเป็นไรไป

แต่ถ้าพบว่าใครโกง ก็”อย่าทำเป็นแกล้งลืม” โดยไม่ชำระสะสาง ให้กลายเป็น”หอกข้างแคร่”

ส่วนใครที่อยากได้ประชาธิปไตโดยไร้กาละเทศะนั้น ขอบอกว่าเวลาที่จะพัฒนาเป็นประชาธิปไตย ยังมีอีกมากในอนาคต จะเอากันขั้นถึงเป็นประชาธิบไตยชนิดที่มีประธานาธิบดี อย่างสหรัฐก็ย่อมได้ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ จะต้องไม่ถูกนักการเมืองต้มตุ๋น หลอกใช้ หรือมอมเมาเหมือนที่ผ่านๆมา

ครับ ผมเอาใจช่วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์

หวังอย่างยิ่งว่า บรรณาธิการเว็บไซต์ INEWHORIZON จะไม่เปิดไฟแดงโดยพลัน ระงับลงบทความนี้นะครับ    

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *