เติมตะกร้าบุคคลอื่นให้เต็ม แล้วการทำเงินกลายเป็นข้อเสนอที่ง่าย

เติมตะกร้าบุคคลอื่นให้เต็ม แล้วการทำเงินกลายเป็นข้อเสนอที่ง่าย
คิป ทินเดลล์ ผู้ก่อตั้งร่วมและซีอีโอของเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ ต้นกำเนิดของร้านผลิตภัณฑ์จัดเก็บและจัดระเบียบบ้าน เปิดประตูของพวกเขาเมื่อ ค.ศ 1978 ภายในดัลลัส เราได้เปิดร้านนำเสนอส่วนผสมของผลิตภัณฑ์ที่ผิดธรรมดาและเลือกสรรสิ่งที่ดีที่สุด ทุ่มเทที่จะช่วยเหลือบุคคลจัดระเบียบและทำให้ชีวิตของพวกเขาเรียบง่าย ภายในการทำสิ่งนี้ เราได้ริเริ่มการค้าปลีกใหม่ของการจัดเก็บและการจัดระเบียบ ร้านค้าเเห่งเเรกของเราวางผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าไม่สามารถพบภายในร้านค้าปลีกอื่น มันเป็นเหมือนลังชิ้นส่วน ลิ้นชักลวด กล่องจดหมาย กระป๋องข้าวโพดคั่ว
คิป ทินเดลล์ รู้ว่าบุคคลที่วุ่นวายต้องการเวลามากขึ้น และการมีที่จัดเก็บสิ่งที่ประหยัดเวลา เราได้สูญเสียเวลามองหากุญแจรถยนต์อย่างไร ดังนั้น ทินเดลล์ ได้ตัดสินใจเปิดร้านผลิตภัณฑ์จัดระเบียบบ้าน การรวบรวมผลิตภัณฑ์ค่อนข้างผิดธรรมดา แต่เมื่อใช้ภายในบ้านหรือสำนักงาน มันเป็นข้อแก้ปัญหาประหยัดพื้นที่ของลูกค้าและในที่สุดเวลา
ตลอดหลายปี บริษัทได้ถูกยกย่องจุดมุ่งของพวกเขาต่อแนวคิดต้น
กำเนิดเป็นสูตรแห่งความสำเร็จของพวกเขา แต่ต่อคิป ทินเดลล์แล้ว เป้าหมายไม่เคยเจริญเติบโตเพื่อประโยชน์ของการเจริญเติบโต มันเป็นการยึดต่อหลักการรากฐานบนพื้นฐานค่านิยมของบริษัท มุ่งที่วัฒนธรรมบุคคลลำดับแรก บริการลูกค้าที่เหนือกว่า การบริหารสินค้าที่เข้มงวด การเจริญเติบโตและความสำเร็จเป็นผลลัพธ์ตามธรรมชาติและหลีกเลี่ยงไม่ได้
คิป ทินเดลล์ได้พูดกับเอ็ดวาร์ด ฟรีแมนเกี่ยวกับเขาเริ่มต้น “ธุรกิจตรงที่บุคคลทุกคนเจริญเติบโตอย่างไร” แม้แต่นายธนาคารยังชอบเรา เราต้องการสร้างธุรกิจตรงที่เราสามารถคล้ายกับจิมมี สจ๊วต เป็นจอร์จ เบลี่ย์ ภายในภาพยนตร์คลาสสิค “It’s a Wonderful Life”
นั่นคือ เราได้เริ่มต้นอย่างไร คิป ทินเดลล์ ได้อธิบายรูปแบบที่เรียบง่ายของโมเดลผู้มีส่วนได้เสีย การเริ่มต้นด้วยค่านิยม รวบรวมและให้อำนาจแก่บุคคล ทำให้พวกเขาเห็นด้วยกับความมุ่ง
หมายของธุรกิจ เรียนรู้จากกระบวนการนั้น ปฏิบัตต่อผู้ขาย และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียอย่างไร เพราะว่าโดยจุดนั้น พวกเขาต้องการทำงานเพื่อเรา พวกเขาไม่ต้องการทำธุรกิจกับบุคคลอื่น…..เพราะว่าพวกเขาบรรลุความสำเร็จด้วยการทำงานกับเรา
คิป ทินเดลล์ กล่าวว่า เราเป็นวัฒนธรรมของบุคคลลำดับเเรก ถ้าบุคคลของเราเป็นลำดับแรก แล้วพวกเขาจะดูแลลูกค้าอย่างดี และเมื่อทั้งสองมีความสุข ดังนั้น
ผู้ถือหุ้นมีความสุขด้วย ที่จริงแล้วครั้งหนึ่งนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง มิลตัน ฟรีดแมน กล่าววา เหตุผลเดียวเท่านั้นบริษัทดำรงอยู่คือ สร้างผลตอบแทนสูงสุดแก่ผู้ถือหุ้น ด้วยความเคารพต่อมิลตัน ฟรีดแมน
ณ เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ เราใช้วิถีทางที่แตกต่างกัน
เราเชื่อว่าบริษัทที่มีจิตสำนึกต้องสมดุลและตอบสนองความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขาทุกคนพร้อมกัน เราเริ่มต้นด้วยการวางบุคคลชองเราลำดับแรกภายในทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ เราเชื่อว่าถ้าเราดูแลบุคคลของเราดีกว่าบุคคลอื่น ด้วยการให้รายได้พวกเขาดีกว่า และฝึกอบรมพวกเขามากกว่า พวกเขาจะดูแลลูกค้าของเราดีกว่าบุคคลอื่น มันทำให้ลูกค้าของเรากลับมาหาเราครั้งแล้วครั้งเล่า ในที่สุดผู้ถือหุ้นของเราได้ประโยชน์ด้วย
ปรัชญานี้อยู่ ณ หัวใจของวัฒนธรรมของเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ นับตั้งแต่ ค.ศ 1978 และมันทุกอย่างเริ่มต้นด้วยความผูกพันของเราที่จะว่าจ้างบุคคลที่ยอดเเยี่ยมด้วย หลักการรากฐานข้อหนึ่งของเราคือ บุคคลที่ยอดเยี่ยม
คนหนึ่งเท่ากับบุคคลที่ดีสามคน ในเเง่ของประสิทธิภาพของธุรกิจ ดังนั้น
ทำไมไม่ว่าจ้างบุคคลที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น ดังนั้นมันคุ้มค่าที่จะให้รายได้
พวกเขาเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
ตอนเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเยสุอิต คิป ทินเดลล์ ชอบรวบรวมคำอ้างอิงปรัชญาและประยุกต์ใช้กับธุรกิจ สิ่งเหล่านี้นำไปสู่หลักการพื้นฐานของคอนเทนเนอร์ สโตร์
หลักการพื้นฐานข้อหนึ่งคือ การสื่อสารคือความเป็นผู้นำ เราเชื่อภายในการสื่อสารทุกสิ่งทุกอย่างที่ไม่ย่อท้อแก่บุคคล เรายิ่งใหญ่บนอะไรที่เราเรียกว่าแนวคิดสมองทั้งหมด เพียงแค่ที่จะกำจัดไซโล ดังนั้นเราน่าจะมีบุคคลมากกว่าที่เราต้องการภายในการประชุมแต่ละครั้ง เเละเราได้นวัตกรรมจำนวนมากด้วยวิถีทางนี้
ผมศึกษาปรัชญามากมาย ณ โรงเรียนมัธยมปลายเยสุอิตภายในดัลลัส สิ่งหนึ่งที่ยืดติดผมอย่างแท้จริงคือ บุคคลส่วนใหญ่ดูเหมือนคิดว่าเรามีการแยก
จรรยาบรรณภายในธุรกิจจากชีวิตส่วนบุคคลของคุณ และผมเชื่ออยู่เสมอ
มันควรจะเป็นอย่างเดียวกัน
วิถีทางที่เราสร้างสถานที่ตรงที่บุคคลต้องการมาทำงานผ่านจุดสำคัญสอง
อย่าง หลักการพื้นฐานข้อหนึ่งของเราคือ ความเป็นผู้นำและการสื่อสารเป็น
สิ่งเดียวกัน การสื่อสารคือ ความเป็นผู้นำ ดังนั้นเราเชื่อมั่นต่อความพยายาม
อย่่างไม่ย่อท้อสื่อสารทุกสิ่งทุกอย่างแก่บุคคลของเราตลอดเวลา และเรา
เปิดกว้างอย่างมาก เราร่วมทุกสิ่งทุกอย่าง เราเชื่อต่อความโปร่งใส เราเชื่อ
ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะไม่ให้ข้อมูลแก่บุคคล ยกเว้นเงินเดือนของบุคคล
เท่านั้น
หลักการพื้นฐานอึกข้อหนึ่งของเราคือ ปรัชญาการว่าจ้างและเงินเดือนของเรา บุคคลที่ยอดเยี่ยมหนึ่งคนสามารถมีประสิทธิภาพเท่ากับบุคคลที่ดีสามคน มันไม่แตกต่างมากจากความพยายามที่จะสร้างทีมบาสเกตบอลลชนะ
เอ็นบีเอ เราพยายามได้บุคคลดีที่สุดเท่าที่เราสามารถภายในร้าน ภายในสำนักงาน และภายในศูนย์กระจายสินค้า
เราพยายามจ่าย 50 ถึง 100% สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม มันดีต่อบุคคลของเรา ลูกค้าของเรา และบริษัทของเราด้วย เพราะว่าเราได้ประสิทธิภาพสามเท่า ณ ต้นทุนแรงงานสองเท่าเท่านั้น เราต้องการบุคคลที่มีไอคิวสังคม
มาก ทินเดลล์ กล่าว ไอคิวปัญญาจะยิ่งใหญ่ แต่มันไม่สำคัญเท่ากับสังคม
เอ็ดวาร์ด ฟรีเเมน กล่าวว่า เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ สร้างบนความรัก พวก เขาสร้างธุรกิจด้วยบุคคล ณ จุดศูนย์กลาง และนั่นคือความรัก จุดสำคัญต่อ
ความสำเร็จชองเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ คือ ลงทุนภายในความสัมพันธ์
กับผู้ขาย ไม่มีสัญญาแต่ “จับมือและกอด” ผลิตกล่องร้องเท้าดีที่สุดของโลก และสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าพวกเขารู้ว่าบริษัทจะดูแลผลประโยชน์ของพวกเขาตลอดระยะยาว
เมื่อคิป ทินเดลล์ และเพื่อนร่วมห้องเรียนมหาวิทยาลัยของเขา จอห์น แมคคีย์ ผู้ก่อตั้งโฮล ฟูดส์
เข้ามหาวิทยาลัยเท็กซัส พวกเขาไม่เคยอภิปรายปรัชญาธุรกิจ ในขณะนี้
ทินเดลล์ และเเมคคีย์ ทั้งสองเป็นผู้สนับสนุนแนวหน้าของทุนนิยมจิต
สำนึก เเนวคิดที่พวกเขาไม่มีความคิดร่วมกันภายในมหาวิทยาลัย ทินเดลล์กล่าวว่า เราไม่ได้พูดเกี่ยวกับมันภายในมหาวิทยาลัย เราพูดเกี่ยวกับผู้หญิง
คิป ทินเดลล์และจอห์นเเมคคีย์ ได้รวมกันอีกครั้งหนึ่งสองทศวรรษภายหลังการเป็นเพื่อนร่วมชั้น แมคคีย์ ได้มุ่งหมายที่จะวางลูกค้าลำดับแรก ณ โฮล ฟูดส์ ในขณะที่ทินเดลล์ สร้างคอนเทนเนอร์ สโตร์มุ่งบุคคลของพวกเขาเป็นลำดับเเรก
คิป ทินเดลล์ กล่าวว่า ทุนนิยมจิตสำนึกเป็นบางสิ่งบางอย่างที่ผมลุ่มหลง
มันมีความหมายอย่างเดียวกับหลักการพื้นฐานของเรา ณ เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์
มันเป็นปรัชญาธุรกิจของเรา ทุนนิยมจิตสำนึก มุ่งที่การปฏิบัติต่อผู้มีส่วน
ได้เสียของบริษัททุกคนด้วยความเคารพ
ิบุคคลถูกเลี้ยงดูที่จะเชื่อว่าธุรกิจเป็นเกมเเพ้ชนะ แต่บุคคลอื่นต้องไม่แพ้เพื่อคุณที่จะชนะ ทินเดลล์ กล่าว หนังสือของเขา “Uncontainable” ได้ระบุแนวคิด
ของการสร้างธุรกิจตรงที่บุคคลทุกคนเจริญเติบโต บุคคลทำเงินมากที่สุดสร้างสถานการณ์ ชนะ ชนะ ชนะ กับผู้มีส่วนได้เสียอื่น เราเชื่อว่าถ้าคุณดูแล
บุคคลของคุณดีกว่าบุคคลอื่น พวกเขาจะดูแลลูกค้าของคุณดีกว่าบุคคลอื่น
บริษัทมหาชนเหมือนเช่น โฮล ฟูดส์ เซ้าธ์เวสท์ แอร์ไลน์ และคอสโก ปฏิบัติทุนนิิยมจิตสำนึก
เรามีบทเรียนภายในความสำเร็จบนท้องฟ้าสูงของเซ้าธ์้เวสท์ แอร์ไลน์ และยังคงเป็นสายการบินยิ่งใหญ่ที่สุดของอเมริกา ความจงรักภักดีต่อเซ้าธ์เวสท์ไม่ใช่เรื่องตลก เซ้าธ์เวสท์ เป็นสายการบินทุนนิยมจิตสำนึกมาก่อนใครก็ตาม เซ้าธ์เวสท์ป็นบริษัทจิตสำนึก เดินตามวิถึทางสามบรรทัด เลยพ้นไปจากเพียงแค่บัญชีเพื่อกำไรและขาดทุน ทำไมบุคคลของเซ้าธ์เวสท์ ยิ้มอยู่เสมอ บริษัทมีความมุ่งหมายทำให้ท้องฟ้าเป็นประชาธิปไตย ภายในการเดินตามความมุ่งหมายนั้น เซ้าธ์้เวสท์ รับรู้ความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ถือหุ้น การมุ่งค่านิยมนี้ต้องการให้พวกเขาสมดุลความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน
ตลอดเวลา เซ้าธ์เวสท์เป็นบริษัทที่บุคคลเป็นศูนย์กลาง วางความสำคัญบนสวัสดิการของบุคคลของเรา บริการลูกค้าของเรา และให้กลับคืนแก่ชุมชนของเรา บุคคลของเราให้มากกว่าบริการลูกค้าคุณภาพสูง ทำให้ผู้โดยสารเป็นลูกค้าที่จงรักภักดี พวกเขาสร้างนวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความคิดที่จะลดต้นทุน ดังนั้นเราสามารถรักษาค่าโดยสารให้ต่ำ และให้กลับคืนแก่ชุมชนและโลกของเรา
โฮวาร์ด ชูลท์ ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ กล่าวเกี่ยวกับวิสัยทัศน์ของบริษัทว่า
การทำกำไรเป็นเป้าหมายที่ตื้น ถ้ามันไม่ได้มีความมุ่งหมายที่แท้จริง และ
ความมุ่งหมายที่จะเเบ่งกำไรกับบุคคลอื่น เราทุกคนรู้ สตาร์บัคส์รู้จักกันอยู่เสมอเป็นศูนย์กลางลูกค้า และความเป็นมิตรของบุคคลของเรา เราภูมิใจ
ต่ออะไรที่เรากำลังทำภายในชุมชน อะไรที่เรากำลังทำกับบุคคลของเรา
และบริษัทได้สร้างตัวมันรอบความมุ่งหมายไม่เพียงแค่เกี่ยวกับทำเงินอย่างไร
ต่อโฮวาร์ด ชูลท์ ประสบการณ์ชีวิตผ้าขี้ริ้วไปสู่ความร่ำรวยของเขา ทำให้เขาเป็นบุคคลของวันนี้ วิสัยทัศน์ของทุนนิยมจิตสำนึกของเขา อาจจะไม่เป็นการทำลายเส้นทาง แต่แน่นอนมันเป็นการก้าวไปข้างหน้าภายในทิศทางที่ถูกต้อง โฮวาร์ด ชูลท์ได้อ้างความสำเร็จของบริษัทของเขาต่อโมเดลธุรกิจที่สมดุลการทำกำไรและจิตสำนึกทางสังคม การวางบุคคลและชุมชนลำดับเเรก เป็นหัวใจต่อความสำเร็จของยักษ์ใหญ่กาแฟ
เมื่อ ค.ศ 1987 โฮวาร์ด ชูลท์ กลายเป็นซีอีโอของสตาร์บัคส์ เมื่อ ค.ศ 1988 สตาร์บัคส์ได้เริ่มต้นขยายการครอบคลุมทางการแพทย์แก่บุคคลทำงานเต็มและไม่เต็มเวลา ณ เวลาที่บริษัทส่วนใหญ่ไม่ทำกัน เราผูกพันต่อความสำเร็จของบุคคลของเรา พวกเขาได้รับค่าเล่าเรียน 100% ของการศึกษาปริญาตรีครั้งแรก ผ่านโครงการออนไลน์ของมหาวิทยาลัยอริโซนา
สเตรท สิ่งเหล่านี้ชี้อย่่างชัดเจนว่าทุนนิยมจิตสำนึก ไม่ได้เป็นเพียงแค่ถ้อยคำที่นึกฝันแต่เป็นความจริง
เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ มีการเข้าออกจากงานเลขหลักเดียวภายในอุตสาหกรรมที่การเข้าออกจากงานเลขสามหลัก เฮิรบ เคลลีเฮอร์ ผู้ก่อตั้งเซ้าธ์เวสท์ เเอร์ไลน์
บอกผมว่า คิป คุณสามารถสร้างธุรกิจได้ดีกว่ามากบนพื้นฐานความรักไม่ใช่ความกลัว ด้วยการเป็นแฟนภาพยนตร์คลาสสิค It’s a Wonderful Life คิป
ทินเดลล์ เชื่อว่าบุคคลทุกคนสร้างระลอกภายในชีวิตเหมือนกับระลอกของเรือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำและไม่ทำกระทบต่อโลกรอบเรา ถ้าเรามีสติของระลอกนี้ เราจะกระทำแตกต่างกัน และก้าวไปจากการไร้สติผ่านชีวิตไม่ให้ความสนใจบุคคลรอบเรา
คิป ทินเดลล์ เชื่อว่า ผู้นำมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมที่ยิ่งใหญ่ มั่นใจว่าบุคคลมองไปข้างหน้ามาทำงานทุกเช้า เขาได้ชักจูงความเป็นผู้นำที่แสดงความโปร่งใสและการสื่อสาร การปฏิบัติต่อบุคคลตามวิถีทางนั้น และบริหารตามวิถีทางที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญานมนุษย์ เราต้องการผู้นำที่นำด้วยไอคิวปัญญาและอารมณ์และสังคมด้วย ด้วยการเป็นผู้นำแบบรับใช้
ทุนนิยมจิตสำนึกเป็นวิถีทางจริยธรรมต่อการทำกำไร มุ่งเน้นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม เปรียบเทียบกับทุนนิยมสมัยเดิม ทุนนิยมจิตสำนึกใช้มุมมองที่กว้างขึ้นของการสร้างคุณค่า และผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท ทุนนิยมจิตสำนึกแสวงหากำไรเพื่อผู้ถือหุ้น ในขณะที่สร้างคุณค่าแก่บุคคล ลูกค้า ซัพพลายเออร์ ชุมชน และสิ่งเเวดล้อมของบริษัท
ปรัชญาชีวิตส่วนบุคคลของคิป ทินเดลล์ได้กลายเบ้าหล่อของหลักการพื้น
ฐานเจ็ดข้อของเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ที่นำทางวัฒนธรรมและการปฏิบัติทางธุรกิจของบริษัทในที่สุด

1 หนึ่งบุคคลที่ยอดเยี่ยมเท่ากับสามบุคคลที่ดี เรามองใน่แง่ของประสิทธิภาพของธุรกิจ เราต้องคัดเลือกบุคคลอย่างมากภายใน
การว่าจ้าง และให้รายได้แก่บุคคลที่ดีเยี่ยมสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม
2 การสื่อสารคือความเป็นผู้นำ มันเป็นสิ่งเดียวกัน ด้วยคำพูดที่ง่าย เรา
ต้องการให้บุคคลแต่ละคนทุกคนภายในบริษัทของเรารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทุกวัน เราปฏิบัติการสื่อสารอย่างสม่ำเสมอ เชื่อถือได้ คาดคะเนได้ รอบคอบ และสุภาพ
3 การเติมตะกร้าบุคคลอื่นให้เต็ม แล้วการทำเงินเป็นข้อเสนอที่ง่าย
มันเป็นปรัชญาของเราที่ยอมให้เราสร้างความสัมพันธ์มีประโยชน์ร่วม
กันกับผู้ขายของเรา ธุรกิจไม่ได้เป็นเกมแพ้ชนะ บุคคลบางคนไม่ต้องเเพ้
เพื่อบุคคลบางคนชนะ
4 การคิดเลือก บริการ และราคาดีที่สุด สิ่งเหล่านี้เเยกจากกันไม่ออก
้เราทำงานที่จะนำเสนอการรวบรวมที่แก้ไขอย่างดี ถูกต้อง และระมัดระวัง
ของผลิตภัณฑ์ 10,000 อย่าง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำและบริการลูกค้าที่มี
ความสุข และราคาที่แข่งขันได้
5 สัญชาติญานไม่ได้มาสู่จิตใจที่ไม่ได้เตรียมการ การฝึกอบรมอย่างกว้างขวางของเราคู่กับประสบการณ์ชีวิตของบุคคลของเรา ทำให้พวกเขา
แก้ปัญหาอย่างมีสัญชาติญานของความท้าทายจัดเก็บและจัดระเบียบของ
ลูกค้าของเราทุกคน
6. การขายชายภายในทะเลทราย มันเป็นปรัชญาการขายของเรา และเราใช้มันที่จะประหลาดใจแก่ลูกค้าของเรา ด้วยการคาดคะเนความต้องการของพวกเขา และเลยพันความต้องการของพวกเขา
7. บรรยากาศแห่งความตื่นเต้น สามก้าวไปสู่ประตู คุณจะรู้ร้านค้าของ
เรามีบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น มันเป็นอะไรที่ทำให้บุคคลของเราและลูกค้าเหมือนกันต้องการอยู่ภายในร้านของเรา

เกือบสี่สิบปีที่แล้ว เพิ่งจบจากมหาวิทยาลัย คิป ทินเดลล์ ได่ก่อตั้งร่วมเดอะ
คอนเทนเนอร์ สโตร์ ด้วยเงิน 35,000 เหรียญ และร้าน 1,600 ตารางฟุตแห่งหนึ่ง นับแต่นั้นมา บริษัท “ข้อแก้ปัญหาพื้นที่จัดเก็บ” ได้เจริญเติบโตเป็นร้านมากกว่า 80 เเห่งทั่วอเมริกา นำเสนอผลิตภัณฑ์มากกว่า 10,000 อย่าง ออกแบบยึดทุกสิ่งทุกอย่าง ตั้งแต่ยาตามใบสั่งแพทย์ไปจนถึงกระดาษห่อ ธุรกิจของเขาได้อยู่บนรายชื่อ 100 บริษัทดีที่สุดเพื่อการทำงานของวารสารฟอร์จูน เราเป็นลำดับหนึ่งสองครั้ง แล้วเป็นลำดับสองครั้ง และเราอยู่บนลำดับ 17 ปี
ภายในแถว คิป ทินเดลล์ ได้สร้างวัฒนธรรมบนรากฐานหลักการพื้น
ฐานที่เข้มแข็ง มุ่งที่บุคคลของเขาลำดับแรก ผู้สนับสนุนที่ลุ่มหลงต่อ
ทุนนิยมจิตสำนึกและความเป็นผู้นำแบบรับใช้
ทิป คินเดลล์ กล่าวว่า เรามีบริษัททุนนิยมจิตสำนึกจำนวนหนึ่งเป็นมหาชน
และเจมส์ ซิเนกัลของคอสท์โค บุกเบิกสิ่งนี้หลายอย่าง เขาถูกว่ากล่าวอย่างมากต่อการให้รายได้บุคคลของเขาไปไกลมากกว่าคู่แข่งขันของเขา แต่
คุณรู้หรือไม่ พวกเขาทำได้ดีกว่าคู่แข่งขันของเขามาก เขาให้รายได้บุคคล
ของเขาเป็นสองเท่าของงานอย่างเดียวกัน
เซ้าธ์เวสท์ แอรไลน์ เป็นสายการบินดีที่สุด แน่นอน เฮิรบ เคลลีเฮอร์
สร้างตัวอย่างที่ยิ่งใหญ่ของทุนนิยมจิตสำนึก ที่จริงผมมีชิวิตอยู่ภายใน
ดัลลัส และเฮิรบ เคลลีเฮอร์ ด้วย และเราเป็นเพื่อนกัน เฮิรป บอกผมสาม
สิบห้าปีที่แล้ว คิป คุณสามารถสร้างองค์การที่ดีกว่ามากบนความรักไม่ใช่
ความกลัว เขาเป็นที่ปรึกษาที่ยิ่งใหญ่ต่อผม
ที่น่าสนใจ ผมได้เคยทานอาหารเช้ากับกับโจ ไบเดน อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกา มันเป็นอาหารเช้าขนาดเล็ก เพียงเเค่บุคคลสี่หรือห้า
คน และเราได้อภิปรายระยะสั้นนิยมของวอลล สตรีท และสามารถทำอะไร
เกี่ยวกับมัน ผมเชื่อว่าวิถีทางที่ดีที่สุดของการสร้างธุรกิจคล้ายกับการสร้างฟาร์มครอบครัว ทุกสิ่งทุกอย่างมุ่งระยะยาว เราจะทำอะไรวันนี้เพื่อดินช่วย
เหลือฟาร์มสิบปีจากนี้ไป
เมื่อ คิป ทินเดลล์ ก่อตั้งร่วม เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ ภายในดัลลัสเมื่อ
ค.ศ 1978 เขาต้องการที่จะมั่นใจผ่านทุนนิยมจิตสำนึก เดอะ คอนเทนเนอร์
สโตร์ ไม่ทำให้ลูกค้ามีความสุขเท่านั้น เเต่บุคคล ผู้ขาย และใครก็ตาม
ที่ติดต่อกับธุรกิจมีความสุขด้วย หลักการของทุนนิยมจิตสำนึกหมุนรอบ
การมีความมุ่งหมายที่สูง นอกเหนือจากเพียงเเค่ทำเงิน ทุนนิยมจิตสำนึก
ทำให้การเข้าออกจากงานของบุคคลต่ำ และเงินเดือนของบุคคลเฉลี่ย
เกือบสองเท่าของมาตรฐานอุตสาหกรรม
เมื่อถามเกี่ยวกับการพัฒนาความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับผู้ขาย คิป ทินเดลล์
ได้ยกย่องภรรยาของเขา เราเชื่อมั่นต่อการรักษาและการสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและประโยชน์ร่วมกันกับผู้ผลิตของเรา มันตรงข้ามกับ
อะไรที่ผู้ค้าปลีกทำกับผู้ขายของพวกเขา เราต้องเรียนรู้อย่างมากเกี่ยว
กับธุรกิจของพวกเขา และพวกเขาต้องเรียนรู้อย่างมากเกี่ยวกับธุรกิจ
ของเราเพื่อที่จะทำสิ่งนี้
โดยปรกติเรารู้เมื่อไรวงจรการขายและการผลิตของผู้ขายแต่ละคน
อยู่ภายในหุบเขา เเละเราพยายามอยู่เสมอให้คำสั่งซื้อใหญ่ที่สุดของ
เราแก่ผู้ขายตรงกับหุบเขาของปีของพวกเขา เมื่อเครื่องจักรของพวก
เขาว่าง
คิป ทินเดลล์ ได้เล่าเรื่องราวหนึ่งที่ได้ฟังจากบุคคลของร้านของเขา
ผู้หญิงคนหนึ่งได้เข้ามาหาบุคคลของเรา ภายในที่จอดรถยนต์ของร้าน
ของเราด้วยช่อดอกไม้สวยงาม เมื่อผู้หญิงเข้ามาใกล้ บุคคลของเราจำเธอได้ว่าเป็นลูกค้าไม่นานมานี้ ลูกค้าได้กล่าวว่า ฉันเพียงแค่กลับมาและบอก
คุณ ฉันชื่นชมแค่ไหนต่อสิ่งที่คุณได้ทำแก่ฉัน คุณได้ออกแบบตู้เสื้อผ้าใหม่
แก่ฉัน และมันไม่เพียงแต่ยิ่งใหญ่เท่านั้น มันได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของฉัน
เมื่อฉันพร้อมเพื่องาน ฉันรู้สึกสงบและเป็นสุข มันเริ่มต้นวันหยุดของฉันด้วยวิถีทางที่สดใส ฉันไม่สามารถบอกคุณ ความแตกต่างอะไรมันได้สร้างภายในความสุของฉัน ดังนั้นฉันต้องการนำดอกไม้มาให้คุณเพื่อขอบคุณ
คิป ทินเดลล์ กล่าวว่า ผมคิดว่าสิ่งสำคัญที่สุดสองสิ่งเกี่ยวกับหลักการพื้น
ฐาน และวัฒนธรรมของเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ คือ ข้อ 1 เราต้องทำงาน
กับบุคคลที่ยอดเยี่ยมที่เราเคารพ และเราหนุนหลังอย่างแท้จริง และข้อ 2
การสื่อสาร ไม่มีอะไรทำให้บุคคลรู้สึกเหมือนกับพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของ
ทีมได้มากกว่าการสื่อสาร ดังนั้นเราคิดว่าบุคคลที่ยอดเยี่ยมและการสื่อสาร
เป็นสิ่งสำคัญที่สุดสองอย่างของวัฒนธรรมของเรา
ผมแน่นอนไม่เชื่อว่ามนุษย์ใครก็ตามดีกว่ามนุษย์คนอื่น นั่นไม่ใช่เกี่ยวกับปรัชญาหนึ่งเท่ากับสามของเรา บุคคลที่ยอดเยี่ยมหนึ่งคนสร้างสามเท่าของธุรกิจของบุคคลที่ดี การว่าจ้างบุคคลที่ยอดเยี่ยมกลายเป็นรากฐานของธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเราต้องทำการคัดเลือกบุคคลที่ว่าจ้างอย่างมาก การให้รายได้พวกเขาเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม การให้พวกเขามากกว่าประสบการณ์ที่เพียงพอ
สิ่งเหล่านี้ทุกอย่างรวมกันที่จะสร้างสภาพเเวดล้อมตรงที่บุคคลถูกบันดาลใจที่จะทำงาน หยดลงมาตามธรรมชาติสู่ลูกค้า ดังที่เเอนดรูว์ คาร์เนกี้ ครั้ง
หนึ่งกล่าวว่า เติมตะกร้าของบุคคลอื่นให้เต็ม แล้วการทำเงินกลายเป็นข้อ
เสนอที่ง่าย บุคคลอื่นเริ่มต้นด้วยบุคคลของบริษัท
ความเชื่อของผมคือบุคคลทุกคนต้องถูกปฏิบัติวิถีทางเดียวกัน ตั้งแต่ภารโรงไปจนถึงประธาน ปรัชญาธุรกิจของคิป ทินเดลล์ตรงไปตรงมาอย่างมาก การปฏิบัติต่อบุคคลให้ดี
บทเรียนที่ชอบอย่างหนึ่งของคิป ทินเดลล์มาจากนักอุตสาหกรรมแอนดรูว์
คาร์เนกี้ เติมตะกร้าของบุคคลอื่นให้เต็ม แล้วการทำเงินกลายเป็นข้อเสนอที่ง่าย เขาได้วางคำแนะนำนี้สู่การปฏิบัติด้วยการให้รายได้
บุคคลของเขาเป็นสองเท่าของค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และถามผู้ขายว่าเขา
สามารถช่วยเหลือพวกเขาอย่างไรให้บรรลุความสำเร็จ ไม่ใช่ความพยายาม
เอาเปรียบพวกเขา
ทุกการตัดสินใจที่เจ้าของธุรกิจทำ มีโอกาสที่จะกระทบต่อบุคคล ลูกค้า
ผู้ขาย ผู้ถือหุ้น และชุมชน เราต้องการธุรกิจเป็นการชนะ-ชนะ ต่อทุกคน
ตามเเอนดรูว์ คาเนกี้ การทำเงินกลายเป็นข้อเสนอที่ง่ายภายหลังตะกร้า
ของบุคคลอื่นถูกเติมให้เต็ม ได้กลายเป็นกฏทองต่อธุรกิจของเรา การสร้าง
ความสัมพันธ์กับลูกค้า บุคคล และผู้ขาย มันหมายความว่าธุรกิจไม่ต้องเป็นเกมเเพ้ชนะ ไม่มีใครต้องการแพ้เพื่อบุคคลอื่นชนะ แต่พยายามพัฒนาความสัมพันธ์ประโยชน์ร่วมกันกับผู้ขายของเราช่วยพวกเขาผลิต
ปรัชญาการขาย ณ เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ รู้จักกันภายในบริษัทเป็น
การขายบุคคลภายในทะเลทราย วิถีทางการขายนี้เกี่ยวพันกับการเปิดเผย
ความต้องการของลูกค้า และพวกเขาได้ใข้คำพูดเปรียบเทียบชายภายในทะเลทรายอธิบายมัน บุคคลภายในทะเลทรายต้องการน้ำอย่าง
ชัดเจน แต่นั่นไม่ได้เป็นทุกอย่างที่เขาต้องการ ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่หยุดด้วย
การแก้ปัญหาความต้องการของลูกค้าที่เห็นได้ชัด ทำนองเดียวกับชายภาย
ในทะเลทรายต้องการสิ่งเลยพ้นไปจากน้ำ เช่น รองเท้า แว่นกันแดด ที่ร่ม
เสื้อผ้า เป็นต้น ลูกค้ามีความต้องการอื่นนอกจากความต้องการที่เห็นได้ชัด
ของพวกเขา เดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ ฝึกอบรมบุคคลของพวกเขาค้นหาความต้องการของลูกค้าที่ยังไม่ตอบสนองและไม่รู้มาก่อน
หลักการพื้นฐานข้อหนึ่งของเรา ดังที่ อัลเบิรต ไอสไตน์ กล่าวว่า สัญชาติญานไม่ได้มาสู่จิตใจที่ไม่เตรียมการ มันหมายความว่าบุคคลถูกคาดหวังที่จะมีความลุ่มหลงกับการเรียนรู้ เพื่อที่จะสามารถและพร้อมประยุกต์ใช้อะไรที่พวกเขารู้ที่จะช่วยเหลือลูกค้า บุคคลทำงานเต็มเวลาได้รับการฝึกอบรม 235 ชั่วโมงภายในปีเเรกของพวกเขา แลการศึกษาอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น
ลูกค้าของเราประสบกับบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นทุกครั้งที่พวกเขา
เกี่ยวพันกับเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ มันเป็นเหตุผลที่สำคัญอย่างหนึ่งที่
พวกเขาพิจารณาเราเป็นสถานที่ความสุขของพวกเขา และบุคคลทุกคน
ของเรารับผิดชอบโดยตรงต่อมัน เราเรียกมันว่าบรรยากาศแห่งความตื่นเต้น
เมื่อคุณเดินเข้าไปร้านค้าปลีก และบุคคลทุกคนตื่นเต้นที่จะอยู่ที่นี่
การรวมกันทั้งหมดของอะไรที่ลูกค้ามอง
เห็น ได้ยิน ดมกลิ่น และรู้สึก เมื่อพวกเขาก้าวสามเท้าไปสู่ประตูของร้านค้า
พวกเขาบอกได้ว่าร้านค้าปลีกมีบรรยากาศแห่งความตื่นเต้นหรือไม่ เเละเรารู้ว่าเดอะ คอนเทนเนอร์ สโตร์ มีมัน “บรรยากาศแห่งความตื่นเต้น” เป็น
ใบหน้ายิ้มแย้มของบุคคลของเรา
ต้นกำเนิดของแนวคิดทุนนิยมจิตสำนึกมาจากหนังสือ 2012 “Conscious
Capitalism : Liberating the Heroic Spirit of Business” เขียนโดย
จอห์น แมคคีย์ และราเจนดา แมคคีย์ เป็นผู้ก่อตั้ง โฮล ฟูดส์ ราเจนดา เป็นอาจารย์การตลาด มหาวิทยาลัยบาบสัน ทุนนิยมจิตสำนึกมีหลักการนำทางสี่ข้อคือ
1 ความมุ่งหมายที่สูงขึ้น
ทุนนิยมจิตสำนึกมองกำไรเป็นวิถีทางที่จะบรรลุความมุ่งหมายที่สูงขึ้น ธุรกิจทุกอย่างมีความมุ่งหมายเลยพ้นการทำเงิน มันเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของธุรกิจ บริษัทควรจะระบุความมุ่งหมายภายในถ้อยแถลงภารกิจและแผนธุรกิจ ความมุ่งหมายสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่่อเเนวคิดของ “ทำไม” ของ
ไซมอน ซีเนค เขากล่าวว่า ถ้าคุณคิดคุณอยู่ภายในธุรกิจที่จะทำเงิน คิดอีกครั้งหนึ่ง นั่นไม่ได้เป็นความมุ่งหมายของคุณ มันเป็นเพียงแค่ผลลัพธ์ ความมุ่งหมายเป็นเหตุผลที่เรากระทำอะไรที่สร้างกำไร
ธุรกิจทุกอย่างมีความมุ่งหมายเลยพ้นทำกำไร ด้วยคำพูดของเอ็ดวาร์ด
ฟรีเมน เราต้องการเม็ดเลือดแดงที่จะมีชีวิตอยู่ วิถีทางเดียวกันที่ธุรกิจต้องการกำไรที่จะมีชีวิตอยู่ แต่ความมุ่งหมายของชีวิตมากกว่าสร้างเม็ดเลือดแดง วิถีทางเดียวกันความมุ่งหมายของธุรกิจมากกว่าเพียงแค่สร้างกำไร
2 การมุ่งผู้มีส่วนได้เสีย
ทุนนิยมจิตสำนึกใช้มุมมองที่กว้างของผู้มีส่วนได้เสีย ผู้มีส่วนได้เสียเลยพ้นไปจากผู้ถือหุ้น มันได้รวมใครก็ตามหรืออะไรก็ตามกระทบโดยธุรกิจ ธุรกิจมีผู้มีส่วนได้เสียหลากหลายคือ ลูกค้า บุคคล ซัพพลายเออร์ ผู้ถือหุ้น ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ในขณะที่บริษัทบางบริษัทมุ่งผู้ถือหุ้นของพวกเขาเท่านั้น
ดังที่เฮิรบ เคคลีเฮอร์ เข้าใจ บุคคลที่ถูกปฏิบัติดี ปฏิบัติต่อลูกค้าดี ลูกค้ามี
ความสุข ดังนั้นพวกเขาจะกลับมา ทำให้ผู้ถือหุ้นพอใจ บริษัทจิตสำนึกหลาย
บริษัทวางลูกค้าลำดับเเรก แต่พวกเขาสร้างคุณค่าและยุ่งเกี่ยวกับความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับผู้มีส่วนได้เสียของพวกเขาทุกคน
3 ความเป็นผู้นำจิตสำนึก
ทุนนิยมจิตสำนึกเริ่มต้นด้วยผู้นำ ผู้นำต้องมีระดับที่สูงของความตระหนักตัวเอง – ของทั้งจุดเเข็งและจุดอ่อนของพวกเขา ความรู้สึกผลกระทบการ
กระทำของพวกเขาต่อบุคคลอื่น และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เราต้องจำไว้อยู่เสมอว่าผู้นำทิ้งเงาที่ยาวแก่บุคค หมายความว่าทุกสายตาอยู่ที่ผู้นำ ผู้นำต้องสร้างตัวอย่างพฤติกรรมแก่บุคคล ผู้นำจิตสำนึกเข้าใจความมุ่งหมายที่สูงของธุรกิจ และมุ่งการสร้างคุณค่าเพื่อ และประสานผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้เสียทุกคน
ความเป็นผู้นำจิตสำนึกเน้นย้ำความคิด “เรา” ไม่ใช่ “ผม”ขับเคลื่อนธุรกิจ ผู้นำต้องบันดาลใจบุคคลที่จะยืนหยัดความมุ่งหมายที่สูงของบริษัท ในขณะที่สร้างคุณค่าแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกคน
4 วัฒนธรรมจิตสำนัก
ดังถ้อยคำของกูรูการบริหาร ปีเตอร์ ดัคเกอร์ วัฒนธรรมกินกลยุทธ์
เป็นอาหารเช้า วัฒนธรรมจิตสำนึกโปร่งใส ยุติธรรม และครอบคลุมมันสอดคล้องกับความมุ่งหมายของธุรกิจ และมันให้คุณค่ากับความรับผิดชอบ และความซื่อสัตย์ วัฒนธรรมจิตสำนึก เป็นการรวมค่านิยมและหลักการที่สร้างสิ่งทอทางสังคมและศีลธรรมของธุรกิจ ซึมซาบการกระทำของมันและเชื่อมโยงผู้มีส่วนได้เสียต่อกันและกัน และต่อความมุ่งหมาย บุคคล และกระบวนการของบริษัท
วัฒนธรรมจิตสำนึกส่งเสริมความรัก การดูแล และการรวมเข้าไว้และสร้างความไว้วางใจท่ามกลางบุคคลของบริษัท การส่งเสริมจิตวิญญานของความไว้วางใจละความร่วมมือท่ามกลางผู้มีส่วนได้เสีย วัฒนธรรมเป็นวิญ
ญานของบริษััท มันแสดงวิถีทางที่บุคคลถูกปฏิบัติอย่างไร

ผู้มีส่่วนได้เสียภายในโลกธุรกิจเป็นบุคคลหรือกลุ่มที่มีผลประโยชน์ภายในบริษัท พวกเขาสามารถอ้างเป็นผู้รับผลประโยชน์ด้วย เพราะว่าพวกเขารับผลประโยชน์ภาบในบริษัท ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบริษัทขึ้นอยู่กับบุคคลหรือกลุ่มนี้ ยิ่งกว่านั่นผู้มีส่วนได้เสียกระทบต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของบริษัท ผู้มีส่วนได้เสียพื้นฐานภายในบริษัทโดยทั่วไปคือ ผู้ถือหุ้น บุคคล ลูกค้า และซัพพลายเออร์ แต่กระนั้นด้วยความ
สนใจที่เพิ่มขึ้นต่อความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัท ผู้มีส่วนได้เสีย
ได้ขยายออกไปด้วยการรวมชุมชน รัฐบาล และสมาคมการค้า เข้ามา
ผู้มีส่วนได้เสียสามารถเป็นภายในหรือภายนอกต่่อบริษัท ผู้มีส่วนได้
เสียภายในคือ บุคคลที่มีผลประโยชน์ภายในบริษัทผ่านความสัมพันธ์
โดยตรง เช่น การจ้างงาน ความเป็นเจ้าของ หรือการลงทุน ในขณะที่
ผู้มีส่่วนได้เสียภายนอกเป็นบุคคลไม่ได้ทำงานโดยตรงกับบริษัท แต่ถูก
กระทบโดยการกระทำและผลลัพธ์ของบริษัท ซัพพลายเออร์ เจ้าหนี้
และชุมชน ได้ถูกมองเป็นผู้มีส่วนได้เสียภายนอก
เรามีวิถีทางหลายอย่างที่จะพิจารณาใครและอะไรเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
ขององค์การ ทฤษฑีผู้ถือหุ้น ได้วางตัวเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 โดยนักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล มิลตัน ฟรีดแมน กล่าวว่า บริษัทต้องทำกำไรเพื่อผู้ถือหุ้นของพวกเขาเท่านั้น ผลงานของมิลตัน ฟรีดแมน มีอิืธิพลอย่างมากต่อบริษัทอเมริกันศตวรรษที่
20 เขาเป็นผู้เชื่อมั่นภายในตลาดเสรี และไม่มีการแทรกเเซงของรัฐบาล
ความเชื่อนี้ได้ช่วยสร้างทฤษฎีผู้ถือหุ้นของทุนนิยมของเขา ความรับผิดชอบ
อย่างเดียวเท่านั้นของบริษัทคือ ทำกำไรเพื่อผู้ถือหุ้นของพวกเขา เราเรียกกันว่า “หลักการฟรีดแมน” ด้วย
ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียได้ถูกอธิบายครั้งแรกโดยเอ็ดวาร์ด ฟรีแมน อาจารย์
มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย ภายในหนังสือของเขา “Strategic Management :
A Stakeholder Approach” ทฤษฎีของเอ็ดวาร์ด
ฟรีแมน เสนอแนะว่าความสำเร็จอย่างแท้จริงของบริษัทอยู่ที่
การให้ความพอใจผู้มีส่วนได้เสียทุกคนของพวกเขา ไม่เพียงแค่บุคคลที่ทำกำไรจากหุ้นเท่านั้น
หนังสือของเอ็ดวาร์ด
ฟรีแมน สวนทางกับความเชื่อสมัยเดิมของเวลานั้น ยึดทฤษฎี
ผู้ถือหุ้นของมิลตัน ฟรีดแมน เป็นมาตรฐานทองคำ เอ็ดวารฺด ฟรีแมน ได้วิจารณ์หลักการฟรีดแมน สร้างบนความคิดที่เรียบง่าย ความเป็นจริงจะยุ่งเหยิง มนุษย์
จะซับซ้อน ทฤษฎีผู้ถือหุ้นละเลยความซับซ้อนเหล่านี้ และปฏิบัติทุนมนุษย์
เป็นเพียงแค่ทรัพยากรอย่างหนึ่งที่จะทำกำไรสูงสุด
ผมต้องการเม็ดเลือดแดงที่จะมีชีวิตอยู่…..แต่มันไม่ได้เดินตามความ
มุ่งหมายของชีวิตของผมที่จะสร้่างเม็ดเลือดแดง ฟรีแมน กล่าว ธุรกิจต้อง
มีกำไรที่จะดำรงอยู่….. แต่มันไม่ได้เดินตามความมุ่งหมายทจะทำเงินให้มากเท่าที่คุณสามารถ ความมุ่งหมายที่สำคัญคืออย่างอื่น
“ความมุ่งหมาย” เป็นถ้อยคำสำคัญของเอ็ดวาร์ด ฟรีแมน ผู้ประกอบการใครก็ตาม
ฟีีแมนเชื่อว่าต้องวางความมุ่งหมายสูงกว่ากำไรที่จะพบความสำเร็จ ผู้ประ
กอบการที่บรรลุความสำเร็จเริ่มต้นธุรกิจ เพราะว่าพวกเขาต้องการเปลี่ยน
แปลงโลก ฟรีเเมน ได้กล่าวถึงเพื่อนของเขา จอห์น เเมคคีย์ ผู้ก่อตั้งโฺฮล
ฟูดส์
จอห์น แมคคีย์ เริ่มต้นบนไฟเกี่ยวกับการนำอาหารออร์แกนิคมาสู่ตลาด ทำให้มันหามาได้มากขึ้นแก่บุคคล เขาทำให้มันกลายเป็นธุรกิจหลายพันล้านเหรียญ- ธุรกิจ แต่มันมีความมุ่งหมาย มันมีความลุ่มหลง เขาได้เปลี่ยนแปลงวิถีทางที่้เราคิดเกี่ยวกับอาหารภายในอเมริกา
ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียเป็นมุมมองของทุนนิยมอย่างหนึ่งที่เน้นความสัมพันธ์
เชื่อมโยงระหว่างกันระหว่างธุรกิจ ลูกค้า ซัพพลายเออร์ บุคคล นักลงทุน
ชุมชน และบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียภายในองค์การ ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสีย
ยืนยันว่าบริษัทควรจะสร้างคุณค่าเพื่อผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ไม่เพียงแค่
ผู้ถือหุ้นเท่านั้น

โฮล ฟูดส์ มองตัวมันเองเป็นมากกว่าร้านขายของชำ และพยายามมีความ
สัมพันธ์ที่ดีกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวพันภายในธุรกิจ สโลแกนของโฮล ฟูดส์
“โฮล ฟูดส์ โฮล พีเพิล โฮล แพเนท” รวมอยู่กับการปฏิบัติของบริษัททำให้
มันเป็นมากกว่าเพียงแค่ร้านของชำ
นอกเหนือจากการให้อาหารคุณภาพสูงสุด บริ็ัษัทพยายามที่จะมั่นใจ
ความสุขของบุคคลและลูกค้าของพวกเขา ในขณะที่มีส่วนช่วยต่อชุมชน
ที่พวกเขาดำเนินงานอยู่ ในฐานะของซัพพลายเออร์อาหารออร์แกนิค โฮล
ฟูดส์ ทำให้การดูแลสิ่งเเวดล้อมเป็นความสำคัญ ผ่านการสนับสนุนเกษตร
กรรมที่ยั่งยืน แลการริเริ่มการลดของเสีย โมเดลธุรกิจนี้ถูกควบคุมโดย คำประกาศอิสระภาพ ด้วยการระบุผู้มีส่วนได้เสียที่หลากหลายของโฮล ฟูดส์
และรับรู้ความสำคัญของมันต่อบริษัท โฮล ฟูดส์ สร้างตัวมันเองเป็นบริษัท
ที่มุ่งผู้มีส่วนได้เสีย เน้นย้ำการปฏิบัติทางธุรกิจที่ยั่งยืนและมีจริยธรรม
โฮล ฟูดส์ ระบุลูกค้าไม่ใช่ผู้ถือหุ้นเป็นผู้มีส่วนได้เสียสำคัญที่สุด บริษัท
ไปไกลมากที่จะมั่นใจว่าลูกค้าถูกบอกกล่าวเกี่ยวกับการตัดสินใจซื้อ และพอใจประสบการณ์การซื้อสินค้าของพวกเขา
โฮล ฟูดส์ มีเป้าหมายอย่างเดียวคือ คุณค่าของลูกค้า โฮล ฟูดส์ ได้ประกาศตัวมันเองว่าเป้าหมายของมันคือ วางลูกค้าลำดับแรก ปรัชญา
ผู้มีส่วนได้เสียนี้ : ลูกค้าลำดับแรก แล้วบุคคลของเราสมดุลกับอะไรดีต่อ
ผู้มีส่วนได้เสียอื่น เช่น ผู้ถือหุ้น ซัพพลายเออร์ ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
จอห์น แมคคีย์ ได้อธิบายปรัชญาผู้มีส่วนได้เสียรวมกับทุนนิยมอย่างไร
เราไม่เหมือนใครอยู่เสมอที่เรามีปรัชญาผู้มีส่วนได้เสีย เเละมันนำทางเรา
อย่างต่อเนื่อง
ความสวยงามของทุนนิยมคือ มันมีความสามัคคีของผลประโยชน์ ผู้มีส่วนได้เสียเหล่านี้ทุกคนมีความสำคัญ มันสำคัญที่เจ้าของและบุคคลของเราร่วมมือที่จะให้คุณค่าแก่ลูกค้า
จอห์น แมคคีย์ เรียกมันว่า ทุนนิยมจิตสำนึก รูปแบบของการทำธุรกิจที่พยายามสร้างคุณค่าเพื่อผู้มีส่วนได้เสียทุกคน – บุคคล ลูกค้า ชุมชน
ผู้ถือหุ้นของบริษัท ความคิดเก่าแก่ย้อนหลังไปไกลถึง ค.ศ 1980 ต่อผลงาน
ของเอ็ดวารด ฟรีเเมน บิดาของผู้มีส่วนได้เสีย
เพื่อที่จะแสดงการพิจารณาอย่างแท้จริงต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกคนของพวกเขา โฮล ฟูดส์ ได้ผูกพันที่จะให้กลับคืนต่อชุมชนที่พวกเขาดำเนินงานอยู่ เพื่อ
การสนับสนุนความสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน บริษัทให้เวลายี่สิบชั่วโมงที่ได้เงินอยู่ แก่บุคคลเป็นอาสาสมัครต่อปี ร้านค้าแต่ละเเห่งสามารถใช้ 5% ของวัน
ตรงที่พวกเขาจะบริจาค 5% ของกำไรของวันแก่ชุมชนท้องที่ ร้านได้บริจาค
5% ของกำไรแต่ละปีแก่ชุมชนด้วย การกุศลทั้งสองเป็นการเลือกของร้าน
ท้องที่
เพื่อที่จะสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและชุมชน โฮล ฟูดส์ พยายามสร้างความ
สัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์ด้วย เพื่อการส่งเสริมเกษตรกรท้องที่ ร้าน
จะยึดตลาดเกษตรกรภายในที่จอดรถยนต์ของพวกเขา เพราะว่าบริษัท
ตระหนักว่าซัพพลายเออร์ของพวกเขาหลายรายผลิตขนาดเล็ก ร้านได้ว่าจ้างผู้หาอาหารเเสวงหาซัพพลายเออร์ใหม่ของท้องที่ บริษัทได้ให้เงินกู้แก่
ผู้ผลิตท้องที่ เช่น เกษตรกรเห็ดสามารถเริ่มต้นเป็นซัพพลายเออร์แก่โฮล
ฟูด
ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียยืนยันว่าบริษัทต้องมุ่งผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ทุกคน ไม่ว่าผู้มีส่วนได้เสียลำดับแรกของพวกเขาเป็นซัพพลายเออร์ ผู้ถือหุ้น ลูกค้า บุคคล หรืชุมชนของบริษัท
ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสียเป็นมุมมองของทุนนิยมอย่างหนึ่งที่เน้นความสัมพันธ์
เชื่อมโยงระหว่างกันระหว่างธุรกิจ ลูกค้า ซัพพลายเออร์ บุคคล นักลงทุน
ชุมชน และบุคคลอื่นที่มีส่วนได้เสียภายในองค์การ ทฤษฎีผู้มีส่วนได้เสีย
ยืนยันว่าบริษัทควรจะสร้างคุณค่าเพื่อผู้มีส่วนได้เสียทุกคน ไม่เพียงแค่
ผู้ถือหุ้นเท่านั้น
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

