INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สื่อระดับโลกในฐานะเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ


สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
สื่อระดับโลกในฐานะเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ

ผมทำงานสื่อมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ จนทุกวันนี้ แม้ออกจากงานแล้ว ก็ยังทำอยู่ ศิริรวมการทำงานแล้ว ก็ราว ๕๕ ปีครับ

ยาวนานพอที่จะมองออกว่า สื่อไหนมีนโยบายอย่างไร ค่อนข้างจะแจ่มแจ้ง

มองออกด้วยว่า สื่อไหนโลเล สื่อไหนมั่นคง ต่อนโยบายของตน

จะเอียงซ้าย จะเอียงขวา หรือเอียงไปเอียงมา รู้นะครับ

ถ้าจะให้ยกตัวอย่างชัด ๆ รับรองว่า “ทัวร์ลง”ผมแน่

ไม่ว่าสื่อใดจะมีหลักการอย่างไร แต่ส่วนตัวผมมีนโยบายของตนเอง คือยึดหลักไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด

แม้กระนั้น หลายหน”อคติ”ในตัวตนของผม ก็มักจะแสดงออกให้เห็นในข้อเขียนบ่อยๆ คือไม่ค่อยจะมีความเป็นกลางอะไรนัก

ก็ได้แต่เตือนตัวเตือนใจอยู่เสมอมาและแก้ไข เป็นครั้งคราวไป พยายามยึดกลางๆ เข้าไว้ ไม่ตกเป็นเครื่องมือของการโฆษณาชวนเชื่อ

ยึดเอาผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ทั้งระดับชาติและระดับสากล

พูดถึงการโฆษณาชวนเชื่อ คือการกระพือเรื่องราวข่าวสารให้คนเชื่อนั้น ก็อยากจะเขียนถึงว่าระยะหลังๆ นี่ มีการใช้สื่อเป็นเครื่องมือมากขึ้น

ผมจะไม่ยกตัวอย่างสื่อในเมืองไทย แต่ยกตัวอย่างสื่อสากล
ให้เห็นกันชัดๆ

ก่อนลงลึกในเรื่องนี้ ก็ใคร่สรุปเอาเองว่าในโลกใบนี้มีทฤษฏีสื่อสื่อสาร แค่เพียงสองทฤษฎีใหญ่ๆ เท่านั้นคือ:-
๑ ทฤษฎีสื่อสารเสรีนิยม
๒ ทฤษฏีสื่อสารอำนาจนิยม

ผมไม่สนใจว่า ตำรับตำราทางวิชาการที่แต่งกันขึ้นมาจะแบ่งเป็นกี่ทฤษฎีที่ดูเหมือนจะมีมากมาย

แต่ผมว่ามีเท่านี้แหละครับ

สำหรับในข้อ ๑ นั้น
ยกตัวอย่างชัดๆก็คือสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร(อังกฤษ)ฝรั่งเศส ซึ่งปกครองด้วยระบอบระชาธิปไตยเสรี ก็ย่อมจะมีสื่อที่เสรีตามไปด้วย มีสิทธิเสรีภาพที่จะแสดงออกทางความคิดเห็นและการเสนอขาวสาร โดยแทบจะไม่จำกัด ยกว้นจะไปล่วงละเมิด”อะไร”ที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย
รัฐไม่มีอำนาจพิเศษอะไร จะไปจำกัดสิทธิเสรีภาพที่ว่านี้ครับ

สำหรับข้อ ๒
ก็คือสื่อในจีนและในรัสเซีย ซึ่งสื่อสำคัญส่วนใหญ่จะสังกัดหน่วยงานรัฐ มีส่วนน้อยเท่านั้นที่พอจะมีเสรีอยู่บ้าง แต่ก็ต้องตระหนักในขอบข่ายการนำเสนอข่าวสารและความคิดเห็น ที่จะต้องไม่ทำให้รัฐเสียหาย

ส่วนนอกเหนือไปจากนั้นก็มั่วๆ กันไประหว่างสองทฤษฎีนี้โดยไม่มีใครจะไปบังคับควบคุมได้

ย้อนกลับไปพูดถึงประเด็นหลักที่จะเขียนคือ”สื่อระดับโลกในฐานะเครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อ”
จะพบว่าเหตุการณ์โลกขณะนี้ หยิบยกมาเฉพาะ”สงครามฮามาส”เป็นการณีศึกษานั้น ทำให้ชาวโลกรุ่นใหม่ เกิดความเข้าใจผิดในความถูกต้องชอบธรรม ไม่ต้องตรงตามความเป็นจริงคือ

ผู้รับข่าวสารจำนวนหนึ่งสนใจ ฝักใฝ่และเห็นใจ”อิสราเอล”ที่ถูกกระทำก่อน


แต่อีกจำนวนหนึ่งเห็นใจ”กลุ่มฮามาส”ซึ่งกระทำการรุนแรงต่อชาวอิสราเอล ทำในนามของชาวปาเลสไตน์

จนกระทั่งมีการชุมนุมเกิดขึ้นที่นั่นที่นี่ทั่วโลกหนุนกันแต่ละฝ่าย ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

ข้อเท็จก็คือ สื่อกระแสหลักจากตะวันตก เช่นซีเอ็นเอ็น(ธุรกิจเอกชนในสหรัฐ)และ บีซีซี(ธุรกิจอิสระแยกจากรัฐ) ออกข่าวออกความเห็นหนุนอิสราเอลกลายๆ

ในขณะที่สื่อจากฝ่ายอาหรับ เช่น”อัลญาซีรา”(ของ”กาตาร์”)และ”อาหรับนิวส์”(ของราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย)นำเสนอข่าวและความเห็นสนับสนุนกลุ่มฮามาสซึ่งเป็นตัวแทนชาวปาเลสไตน์

ดังนั้นในข่าวเดียวกัน จึงนำเสนอแง่มุมไม่เหมือนกัน เช่นกรณี”ระเบิดโรงพยาบาล”ใน”กาซา ซิตี้”นั้น

“ซีเอ็นเอ็น”และ”บีบีซี” นำเสนอข่าวว่า”เกิดระเบิดครั้งใหญ่”โดยระบุจำนวนผู้เสียชีวิต แต่ไม่กลับชัดเจนว่า ฝ่ายไหนคือตัวการทำให้เกิดการระเบิด

ในขณะที่”อัลญาซีรา”และ”อาหรับนิวส์”ระบุว่า เกิดจากการโจมตีทางอากาศของอิสราเอลที่ยังกระทำต่อเนื่องก่อนบุกเข้ากวาดล้างกลุ่มฮามาสนั่นเอง

เห็นหรือยังว่า สื่อสามารสร้างภาพ สร้างเรื่องให้เกิดความรัก ความเกลียดตลอดจนความห็นอกเห็นใจ ในบรรดา”ผู้รับสาร”ได้ อย่างแนบเนียนจริงๆ

อีกนัยหนึ่งคือการปกป้องสมัครพรรคพวก คือชาติที่สื่อสังกัด หรือปกป้องผลประโยชน์ของสื่อนั้นๆ เอง

สรุปกว้างๆ ว่า สื่อมวลชนไม่ว่าระดับไหน ล้วนถูกใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณาชวนเชื่อ

โดยการโฆษณาชวนเชื่อนั้นก็คือ :-

“….การสื่อสารรูปแบบหนึ่งที่มุ่งชักจูงทัศนคติของประชาคมต่ออุดมการณ์หรือมุมมองบางอย่างโดยการนำเสนอการให้เหตุผลเพียงข้างเดียว การโฆษณาชวนเชื่อมักทำซ้ำและกระจายในสื่อหลายชนิดเพื่อสร้างผลที่เลือกสรรแล้วในทัศนคติของผู้ชม” (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

จึงเรียนมา เพื่อความรู้รอบและเพื่อจะได้ช่วยกันพิจารณาครับ

ดังนั้น เวลาเสพสื่อพึงตระหนักว่าสื่อนั้น เข้าข้างฝ่ายไหน แล้วกรองออกมา เป็นข้อเท็จจริง ที่พึงเชื่อได้เท่านั้น

สื่อบ้านเรา ก็อยู่ในอีหรอบเดียวกันครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com