เหตุผลวิบัติแมคนามารา

เหตุผลวิบัติแมคนามารา
ทหารอเมริกันจำนวนมากมายบินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคที่จะต่อสู้ภายใน
นามของเวียตนามใต้ ต่อสู้กับเวียตกงและคอมมิวนิสต์ของเวียตนามเหนือ
แต่กระนั้นอเมริกาแพ้สงครามเวียตนาม มันสามารถเกิดขึ้นได้อย่างไร
กองทัพยูเอสเดินตรงไปสู่เหตุผลวิบัติแมคนามารา การคำนวณสงคราม
เหตุผลวิบัติแมคนามาราเป็นการตั้งชื่อตามโรเบิรต แมคนามารา
ในฐานะของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมตั้งแต่ ค.ศ 1961 ถึง 1968
โรเบิรต เเมคนามารา
รับผิดชอบต่อการกำหนดกลยุทธ์อเมริกันภายในสงครามเวียตนาม
ในฐานะของผู้บริหารธุรกิจ โรเบิรต แมคนามารา ได้เรียนรู้ที่จะวางลำดับความ
สำคัญของตัววัดเชิงปริมาณ เดินตามด้วยวัฒนธรรมทางวิชาชีพของ
การวัดทางวิทยาศาสตร์สร้างโดยเฟรดเดอริค เทเลอร์ แมคนามารา
ได้ตัดสินใจว่าเขาสามารถชนะสงครามด้วยการคำนวณมัน
กลยุทธ์ของโรเบิรต แมคนามาราเพื่อการต่อสู้สงครามอยู่บนรากฐานอะไรที่เขา
ได้พัฒนา ณ ฟอร์ด ตรงที่ทุกสิ่งทุกอย่างถูกวัดและคำนวณ แมคนามารา
ได้สร้างชื่อระหว่างเวลาของเขา ณ ฟอร์ด ด้วยการเลือกจุดข้อมูลที่จะวัด
และเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการอย่างไม่ย่อท้อ คำนวณจุดข้อมูลเหล่านี้
ปรับปรุงประสิทธิภาพ ต้นทุน และคุณภาพ
โรเบิรต แมคนามารา ได้นำวิถีทางอย่างเดียวกันนี้มาสู่สงครามเวียตนาม
ตรงที่ตัววัดสำคัญเขา
ใช้พิจารณาความสำเร็จเป็นจำนวนศพหลังสงคราม แต่กระนั้นวิถีทางนี้
ล้มเหลว เมื่อเเมคนามารามองไม่เห็นพฤติกรรมมนุษย์ และความวุ่นวาย
และการทำลาย เเมคนามาราเชื่อว่าตราบเท่าที่จำนวนเวียตกงเสียชีวิต
สูงกว่าอเมริกันเสียชีวิต สวครามจะชนะในที่สุด สิ่งที่เราสามารถนับ
เราควรจะนับ เข่น การเสียชีวิต เเต่กระนั้นข้อมูลไม่ถูกต้อง กองทหาร
เวียตนามใต้ ได้รายงานอะไรที่พวกเขาคิดเพนตากอนต้องการได้ยิน
พวกเขาเล่นเกมตัวเลข และอเมริกาไม่สงสัยตัวเลข การวัดเหล่านี้เป็น
การสะท้อนที่ไม่ดีของความเป็นจริง พวกเขาล้มเหลวที่จะรับรู้ว่าเวียต
นามเหนือมีอุปทานของทหารใหม่พร้อมอยู่แล้ว
โรเบิรต แมคนามาราด้้วยมาตรฐานใดก็ตาม บรรลุคความสำเร็จ
อย่างกว้างขวาง เอ็มบีเอจากฮาร์วารฺด ซีอีโอฟอรด มอเตอร์ และรัฐ
มนตรีกระทรวงกลาโหม แต่เขามีข้อบกพร่องที่สำคัญอย่างหนึ่ง เขา
มองโลกเป็นตัวเลข
ภายในหนังสือของเขา “Voltaire’s Bastards” จอห์น ซอล ได้กล่าวถึง
ผู้บริหารแบบคำนวณ จอห์น ซอล ได้ชี้ไปที่โรเบิรต
เเมคนามารา เอ็มบีเอมีชื่อเสียงมากที่สุดของคณะ
บริหารธุรกิจฮารวารด 1939 เขาได้เข้าร่วมกับคณะสามปี ก่อนการรับใช้
ภายในสงครามโลกครั้งที่สองเป็นนายทหารการควบคุมทางสถิติ
จอห์น ซอล มองว่าโรเบิรต เเมคนามารา เป็นผู้บริหารที่คำนวณตัวเลข
วางโชคชะตาของเขาภายใน “ระบบ” – ภายในเทคนิคและการคำนวณตัวเลขอย่างลุ่มหลง
ต้องการที่จะสนับสนุนมัน แต่เมื่อเขาเสี่ยงภัยภายนอกการป้องกันของระบบ…..ภายในโลกที่เป็นจริงของ “สามัญสำนึก” เขาเป็นสถาปนิกของ
สงครามเวียตนามที่พ่ายแพ้ จอหน ซอล กล่าวว่า แมคนามารา เป็นบุคคลที่มีเกียรติ อาชีพของเขาได้ถูกสร้างบนความเชื่อว่า การประยุกต์ใช้ของเหตุผล
ตรรกะ และประสิทธิภาพ จำเป็นต่อการสร้างที่ดี
โรเบิรต แมคนามาราได้รับเอ็มบีเอของเขาจากคณะบริหารธุรกิจเมื่อ 1939
เขาได้เริ่มต้นมุมมองของการวางแผนกลยุทธ์มาโดยตรงจากคณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด เราต้องตัดสินใจก่อนนโยบายต่างประเทศของเราควรจะ
เป็นอะไร กำหนดกลยุทธ์ทางทหารดำเนินการนโยบายนั้น แล้วสร้าง
กองกำลังทหารดำเนินการกลยุทธ์ให้บรรลุความสำเร็จ นี่เป็นอะไรที่เขา
ทำภายในเวียตนาม ระหว่างสงครามเวียตนาม แมคนามาราประทับใจโดยตรรกะของสถิติ
เขาได้พยายามคำนวณผู้เสียชิวิตเท่าไรที่มันจะนำเวียตนามเหนือมาสู่โต๊ะ
การเจรจาต่อรอง
โรเบิรต แมคนามาราเชื่อภายในความสม่ำเสมอ แต่สงครามไม่ได้เป็นความสม่ำเสมอ
ความลับของความสำเร็จอยู่ที่ความสม่ำเสมอของความมุ่งหมาย
เหตุผลวิบัติแมคนามารากำเนิดจากสงครามเวียตนาม จำนวนศพหลังสงคราม
ของข้าศึกเป็นตัววัดความสำเร็จที่แน่นอนและมีตัวตน สงครามได้ถูกลดลง
เป็นโมเดลคณิตศาสตร์
เหตุผลวิบัติแมคนามารา รู้จักันเป็นเหตุผลวิบัติเชิงปริมาณด้วย เป็นชื่อ
เรียกเพื่อโรเบิรต แมคนามารา เกี่ยวพันกับการตัดสินใจบนพื้นฐานของ
ตัววัดเชิงปริมาณเท่านั้น และละเลยอย่างอื่นทุกอย่าง
เหตุผลวิบัติแมคนามาราเกิดขึ้นจากการตัดสินใจบนพื้นฐานการวัด
เชิงปริมาณเท่านั้น และละเลยตัววัดอื่นทุกอย่าง มันค่อนข้างธรรมดา
ภายในการตัดสินใจของบริษัท ภาพใหญ่สามารถหายไป เนื่องจากความ
ลุ่ม
หลงตัววัดอย่างเดียวหรือมากกว่า เหตุผลวิบัติประกอบด้วย
การขึ้นอยู่กับตัววัดเชิงปริมาณจนเกินไป และอาจจะสรุปได้ว่า ถัามันไม่สามารถวัดได้ มันไม่มีความสำคัญ แมคนามารา เชื่อว่าเขาสามารถชนะสงคราม
เวียตนามโดยการคำนวณมัน เขาได้ติดตามความก้าวหน้าของสงคราม
ด้วยการมุ่งที่อัตราส่วนการเสียชีวิตของข้าศึกต่อการเสียชีวิตของชาว
อเมริกัน ตราบเท่าที่พวกเขามีการเสียชีวิตของศัตรูมากกว่าการเสีย
ชีวิตของชาวอเมริกัน แมคนามาราสรุปว่าทหารอยู่บนเส้นทางไปสู่ชัยชนะ
อะไรที่โรเบิรค แมคนามาราไม่ได้ติดตามคือ เรื่องเล่าของสงคราม ความหมายที่
มันมีภายในทั้งกองกำลังทหารของแต่ละฝ่าย และภายในพลเมืองของ
ชาติที่เกี่ยวข้องด้วย เขาประยุกต์ใช้คำพังเพยธุรกิจที่เราไม่สามารถ
จัดการอะไรที่เราไม่สามารถวัด แมคนามารายืนยันว่าถ้าตัวแปรไม่
สามารถคำนวณได้ มันไม่ได้เกี่ยวพันต่อการบริหารสงครามเสียตนาม
ผลตามมารู้กันอย่างดี ทั้งที่เขาบรรลุตัววัดของเขา แมคนามาราแพ้สงคราม เหตุผลวิวัติแมคนามาราสันนิษฐานว่าโมเดลเชิงปริมาณของความเป็นจริง
ถูกต้องมากกว่าโมเดลอื่น
โรเบิรต แมคนามาราเป็นบุคคลตัวเลข เขายืนยันการได้ข้อมูลของทุกสิ่ง
ทุกอย่าง
ที่เขาสามารถ ด้วยการประยุกต์ใช้สถิติอย่างเข้มงวด เขาสามารถเข้าใจ
สถานการณ์ที่ซับซ้อน และตัดสินใจอย่่างถูกต้อง แมคนามาราแสวงหา
ความจริง และความจริงสามารถถูกพบได้ภายในตัวเลข บรรดาตัวเลขที่
กลับมาสู่เขาเป็นจำนวนผู้เสียชีวิต แมคนามาราพัฒนาความรักตัวเลข
ของเขา เมื่อเป็นนักศึกษาเอ็มบีเอ ณ คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด และเขา
เป็นอาจารย์หนุ่มที่สุดเมื่ออายุ 24 ปี เขาประยุกต์ใช้ความแม่นยำระหว่าง
สงครามโลกครั้งที่สองเป็นส่วนหนึ่งของทีมเพนตากอนเรียกว่า การควบคุม
ทางสถิติ นำการตัดสินใจขับเคลื่อนด้วยตัวเลขมาสู่ระบบราชการใหญ่ที่สุด
ของโลก
เมื่อสงครามเสียตนามรุนเเรงขึ้น และอเมริกาส่งกองกำลังมากขึ้น มัน
กลายเป็นชัดเจนว่านี่เป็นสงครามของความมุ่งหมายไม่ใช่พื้นที่ กลยุทธ์
ของอเมริกากระหน่ำเวียตกงมาสู่โต๊ะการเจรจาต่อรอง ดังนั้นวิถีทางวัด
ความก้าวหน้าเป็นจำนวนของข้าศึกที่ถูกฆ่า จำนวนผู้เสียชีวิตถูกพิมพ์
ทุกวันภายในหนังสือพิมพ์
นักประวัติศาสตร์หลายคนพูดอย่างตำหนิถึงการยุ่งเกี่ยวภายในเวียต
นามของอเมริกา ชาวอเมริกันได้เสียชีวิตมากกว่า 58,000 คน แต่นายพล
ดักกลาส คินนาร์ด ได้เเสดวความคิดที่ไม่ธรรมดาของการไม่เห็นด้วยกับสงคราม
นักเรียนนายร้อยเวสท์ พอยต์ เขารับใช้ภายในสงครามโลกครั้งที่สอง
สง
ครามเกาหลีและเวียตนาม ก่อนที่จะรับเอาอาชีพที่สองเป็นนักวิชาการ
เขาเป็นผู้เขียนหนังสือแปดเล่ม เล่มที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ “The War Managers”
1977 รายงานว่าส่วนใหญ่ของนายพลอเมริกันวิจารณ์สงครามเวียตนาม
ได้ถูกบริหารอย่างไร พวกเขาได้กล่าวว่าการเสียชีวิตของข้าศึกถูกกล่าว
เกินจริงที่จะแสดงความก้าวหน้า และยุทธวิธีทางทหารเหมือน เช่น ภารกิจค้นหาและทำลายไม่มีประสิทธิภาพ
ภายใน ค.ศ 1947 นายพลดักกลาส คินนาร์ด ได้ส่งแบบสอบถามอย่างกว้าง
ขวางไปยังนายพลกองทัพ 173 คนที่บริหารสงครามภายในเวียตนาม
หกสิบเจ็ดเปอร์เซ็นต์ของพวกเขาได้ทำแบบสอบแถมเสร็จเรียบร้อย
ด้วยการเพิ่มหน้าของข้อวิจารณ์ จากนั้นคินนาร์ด ได้สัมภาษณ์นายพล
ยี่สิบคนและสนับสนุนด้วยด้วยการวิจัยของศูนย์ประว้ติศาสตร์ทหาร
ของกองทัพ “The War Manager” เป็นผลลัพธ์ที่น่าประหลาดใจของการ
วิเคราะห์การตอบสนองของนายพลเหล่านี้
พวกเขาไม่แน่ใจวัตถุประสงค์ของสงครามเวียตนาม นายพลหลายคน
ยอมรับว่าพวกเขาประเมินสูงเกินไปกับความสามารถของกองกำลัง
เวียตนามใต้ และประเมินต่ำเกินไปกับกองกำลังเวียตนามเหนือ มากกว่า
50% ของพวกเขาคิดว่ากองกำลังยูเอสไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวการสู้รบภายใน
เวียตนาม มุมมองเหล่านี้ได้ถูกบันทึกเจ็ดเดือนก่อนการพังทลายของ
ไซง่อน บรรดาข้อมูลที่มีคุณค่าภายในหนังสือคือ นายพลเกือบทุกคน
ที่สัมภาษณ์ กล่าวว่า ตัววัดจำนวนศพหลังสงครามและอัตราส่วนการฆ่า
เป็นวิถีทางที่หลงทางของการวัดความก้าวหน้า มันได้ตกเป็นเหยื่อต่่อความลำเอียงการมองในแง่ดีตามธรรมชาติของทหาร มันได้ถูกประณามโดย
นายพลคนหนึ่งว่าปลอม ไร้คุณค่าอย่างสิ้นเชิง การกล่าวเกินจริงโดยหลายหน่วย เพราะว่าความสนใจอย่างไม่น่าเชื่อแสดงโดยแมคนามารา
โรเบิรต แมคนามารา เป็นรฐมนตรีกระทรวงกลาโหมอเมริการะหว่าง
ค.ศ 1961 และ 1968 เขาได้ถูกมองเป็นสถาปนิคของ
สงครามเวียตนาม เขาเป็นบุคคลหนึ่งของกลุ่มของผู้เชี่ยว
ชาญกองทัพอากาศเก้าคนของสงครามโลกครั้งที่สอง กลายเป็นผู้บริหาร
ของฟอร์ด มอเตอร์ ภายใน ค.ศ 1946 พวกเขาได้ดำเนินการกระบวนการ
ควบคุมทางสถิติ วิธีการควบคุมคุณภาพ ช่วยประสานงานการปฏิบัติการ
ทุกอย่าง และข้อมูลของการส่งกำลังบำรุง และปรับปรุงการทำสงคราม
ในฐานะของรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม โรเบิรต แมคนามารา ได้พยายาม
จะ
ทำซ้ำวิธีการที่บรรลุความสำเร็จ ณ ฟอร์ด เขาใช้วิธีการใหม่ที่จะทำสงคราม
เวียตนาม เหตุผลวิบัติได้อ้างถึงการคำนวณของความสำเร็จภายในสงคราม
ของแมคนามารา การละเลยตัวแปรอื่นทุกตัว ความสำเร็จถูกวัดในเเง่ของจำนวนของข้าศึกที่มีอยู่ เช่น จำนวนของชาวเวียตนามที่เสียชีวิต แต่กระนั้น วิถีทางนี้ได้ล้มเหลว เมื่อแมคนารามามองไม่เห็นพฤติกรรมของมนุษย์
และความวุ่นวายและการทำลายของสงคราม ดังนั้นวิถีทางของการลด
กระบวนการมนุษยฺ์ที่ลึกเป็นเพียงตัวเลขได้กลายเป็นเหตุผลวิบัติแมค
นามารา

ถ้อยคำที่สร้างโดยนักสังคมวิทยา แดเนียล แยนเคลโลวิช
อธิบายเหตุผลวิบัติภายในจุดสำคัญสี่จุด วัดอะไรที่สามารถวัดได้ง่าย นี่คือ
โอเคเท่าที่เป็นไปได้
ไม่มองอะไรที่ไม่สามารถวัดได้ง่าย หรือให้คุณค่าทางปริมาณตาม
อำเภอใจแก่มัน นี่เป็นการทำขึ้นเองและความเข้าใจผิด
สันนิษฐานว่าอะไรที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายไม่สำคัญ นี่เป็นการมองไม่เห็นสันนิษฐานว่าอะไรที่ไม่สามารถวัดได้ง่ายไม่มีอยู่ นี่เป็นการฆ่าตัวตาย
วันนี้มรดกของแมคนามารา โต้เถียงกันอยู่มาก การใช้อาวุธเคมีภายใน
สงคราม รวมทั้งฝนเหลืองที่มีชื่อเสียง เป็นเหตุผลโดยความลุ่มหลงกับ
การเดินตามเป้าหมายอย่างเดียว ฆ่าชาวเวียตนามให้มากที่สุดเท่าที่เป็น
ไปได้ กองทัพอเมริกาได้หลงทางของเป้าหมายทางกลยุทธ์ของสงคราม
พวกเขาล้มเหลวที่จะมองเห็นความมุ่งมั่นที่เพิ่มสูงขึ้นของศัตรู

ฟอร์ด มอเตอร์ ได้ว่าจ้างกลุ่มบุคคลวัยหนุ่มสาวที่ฉลาดเหล่านี้ที่มักจะถูกเรียกว่า “วิซคิดส์” เข้ามาสร้างความเข้มแข็งแก่บริษัทครอบครัวของเขาที่
กำลังยุ่งยากอยู่ โรเบิรต แมคนามารา ได้ถูกเลื่อนตำแหน่งหลายครั้ง และเขาได้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงเหมือนเช่นการผลิตรถยนต์ขนาดเล็กและการเพิ่มปลอดภัย เขาได้ถูกเรียกว่าเป็นผู้บริหารที่สร้างสรรค์และหลักแหลมด้วยความสามารถทางการบริหารที่เข้มแข็ง เขาทำงานอยู่ที่ฟอร์ด มอเตอร์ นานถึง 14 ปี
เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ฟอร์ด มอเตอร์ ได้เผชิญกับความยุ่งยาก บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ยังคงบริหารคล้ายกับบริษัทครอบครัวที่เจริญเติบโตเกินไป เฮนรี่ ฟอร์ด ยังคงรับผิดชอบบริษัทอยู่ แต่เขากำลังเข้าสู่วัยชรามากขึ้น เขาไม่ได้ปกปิดการเป็นผู้รักความสงบของเขา ความเชื่อมั่นต่อการต่อต้านยิวและการต่อต้านสหภาพ บุคคลจำนวนมากลังเลที่จะทำธุรกิจกับเขาหรือซี้อรถยนต์ของเขา บริษัทได้ขาดทุนอย่างต่อเนื่อง และเมื่อ ค.ศ 1945 บริษัทขาดทุนประมาณ 9 ล้านเหรียญทุกเดือน
เมื่อเปรียบเทียบกับเจ็นเนอรัล มอเตอร์ และไครสเล่อร์ บริษัทเหล่านี้กำลังเฟื่องฟู ดังนั้นเพื่อที่จะตามให้ทัน ภรรยาของเฮนรี่ ฟอร์ด ได้ยื่นข้อเสนอต่อ
เฮนรี่ ฟอร์ดที่สอง อายุ 28 ปี เป็นซีอีโอของบริษัท
เมื่อ ค.ศ 1960 โรเบิรต แมคนามารา ได้กลายเป็นซีอีโอคนแรกของฟอร์ด มอเตอร์ ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของครอบครัว เขาได้สร้างระบบการบริหารแก่
ฟอร์ด มอเตอร์ การให้อำนาจแก่การตลาดและผู้บริหาร ภายใต้การฟื้นฟู
ฟอร์ด มอเตอร์ของเข่า จนฟอร์ด มอเตอร์ สามารถลุกขึ้นมาเทียบเคียงกับ
เจ็นเนอรัล มอเตอร์ได้ และได้ถูกมองว่าเป็นจุดสุดยอดของบริษัทสมัยใหม่
แต่กระนั้นเขาได้เป็นซีอีโอไม่ถึงเดือน ต้องมุ่งหน้าไปวอชิงดัน เพื่อที่จะเข้ารับตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมคนที่แปดของรัฐบาลประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ เนื่องจาก
โรเบิรติ เคนเนดี้ กำลังแสวงหาบุคคลเพื่อที่จะเข้ามาปรับปรุงแผนการป้องกันประทศ และเขาได้พูดถึงโรเบิรต แมคนามาราว่าเป็นบุคคลฉลาดที่สุดเท่าเขาได้เคยพบมา
ภายใต้การปรับปรุงการบริหารเพนตากอน โรเบิรต แมคนามาราได้สร้างระบบ
การวางแผนและการงบประมาณ เพื่อที่จะสร้างความเข้มแข็งทางทหาร เขาได้มุ่งความต้องการกองกำลังแบบดั้งเดิมและฮาร์ดแวร์ทางหาร

เฮนรี มิงท์เบิรก กล่าวว่า เอ็มบีเอสอนบุคคลที่ผิดภายในวิถีทางที่ผิด
ด้วยผลตามมาที่ผิด การใช้ห้องเรียนช่วยพัฒนาบุคคลที่ปฏิบัติการบริหาร
อยู่แล้วเป็นความคิดที่สวยงาม แต่การเเสร้งทำที่จะสร้างผู้บริหารจาก
บุคคลที่ไม่เคยบริหารจะน่าละอาย ผู้นำไม่สามารถถูกสร้างภายใน
ห้องเรียน พวกเขาเกิดขึ้นภายในสภาพแวดล้อม เฮนรี มิงท์เบิรก มุ่ง
เป้าหมายของสิ่งแวดล้อมซวนเชื่อของแฟชันและกูรูการบริหาร และกล้า
ที่จะเสนอแนะว่าจักรพรรดิ์ไม่ใส่เสื้อผ้า
ภายในความรู้สึก การศึกษาเอ็มบีเอได้ให้เสื้อผ้าใหม่แก่ผู้บริหาร ทำนอง
เดียวกับช่างตัดเสื้อภายในเรื่องราว The Emperor’s New Cloths
ของฮันส์ แอนเดอร์เซน ความยุ่งยากคือเมื่อ
ผู้บริหารเหล่านี้ก้าวไปสู้ห้องทำงานผู้บริหาร ความเปลือยของเขาได้
ปรากฏขึ้น เขายึดกับอะไรที่พวกเขารู้ดีที่สุด ตัวเลขที่ทำถอยกลับไป
ยังคณะ เทคนิคที่ทำให้เกิดความซับซ้อน อย่างน้อยที่สุดบนกระดาษ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นใบมะเดื่อ สิ่งปกปิดความละอายต่อผู้บริหาร ผู้บริหาร- จักรพรรดิ์เปลือย
ถ้อยคำ “ใบมะเดื่อ” ได้ถูกใช้มาหลายปี และมันมาจากไบเบิ้ล เมื่ออดัม
และอีฟ
อยู่ภายในสวนอีเดน พวกเขาเปลือย ครั้งหนึ่งพวกเขาได้กินจากต้นไม้
แห่งความรู้ พวกเขารับรู้ว่าพวกเขาเปลือย พวกเขาได้ใช้ใบมะเดื่อปกปิด
ร่างกายของพวกเขา เนื่องจากพวกเขาละอายที่ถูกมองว่าเปลือย นี่คือ
ทำไมถ้อยคำใบมะเดื่อ ได้เริ่มต้นใช้เป็นคำพูดเปรียบเทียบหมายถึง
วัตถุหรีอการกระทำใดก็ตามของความละอายที่ต้องการถูกปกปิด เพื่อ
ไม่ให้ใครมองเห็น
ภายในเรื่องราวของ The Emporer’s New Cloths ช่างตัดเสื้อได้ชักจูง
จักรพรรดิ์ว่าเสื้อผ้าที่มองไม่เห็นราคาแพงที่เขานำเสนอเป็นเสื้อผ้าที่สวยงามต่อสายตาของผู้มองดู ดังนั้นเมื่อจักรพรรดิ์ได้ย่างก้าวเดินไปสู่สาธารณะ
ด้วยเสื้อผ้าใหม่ของเขา เด็กคนหนึ่งได้ร้องตะโกนเสียงดังว่า จักรพรรดิ์
ไม่ได้เสื้อผ้า สร้างความอับอายต่อจักรพรรดิ์อย่างมาก
เอ็มบีเอ ต้นกำเนิดเป็นปริญญาภายในการบริหารธุรกิจ และให้คำสัญญา
ของการนำเสนอการ
ศึกษาธุรกิจและองค์การ แต่ได้ถูกขายเป็นการบริหารและความเป็นผู้นำ
ด้วย คณะบริหารธุรกิจบางแห่งเรียกตัวพวกเขาเองเป็นคณะบริหาร
เอ็มบีเอมีเสื้อผ้าการบริหารหรือไม่
อาจารย์หลายคนภายในคณะบริหารธุรกิจคิดว่าไม่มี เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์
อาจารย์ของคณะบริหารธุรกิจแสตนฟอร์ด ได้ประเมินการศึกษาผลลัพธ์
ของการศึกษาของคณะบริหาร
ธุรกิจจำนวนหนึ่งและสรุปว่า เรามีหลักฐานน้อยที่การเรียนรู้ความรู้จาก
คณะบริหารธุรกิจยกระดับอาชีพของบุคคล
ครั้งหนึ่งเฮนรี่ มิงท์เบิรกได้กล่าวภายในการสัมภาษณ์ว่าวีรบุรุษคนหนึ่งของเขาคือ เด็กน้อยจากจากนิทานของฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์สัน The Emperor’s New Clothes ไม่ใช่เพราะว่าเขามีความกล้าหาญที่จะพูดว่าจักร
พรรดิไม่ใส่เสื้อผ้า แต่เพราะว่าเขามีหนทางที่จะมองมัน เพราะว่าเขามีความซื่อ
และบางทีผมจะมีความซื่อด้วย เฮนรี มิงท์เบิรก ได้แสดงบทบาทอย่างเดียวกันนี้หลายครั้งด้วยตัวเขาเอง เขาได้เรียกการปฏิบัติที่ดีที่สุดของการบริหารและกลยุทธ์ว่าเหลวไหลและไร้สาระ
The Emperor’s New Clothes เป็นนิทานสั้น ผู้เขียนเป็นชาวเดนมาร์ก ฮันส์ คริสเตียน แอนเดอร์เซน
นานมาแล้วเรามีจักพรรดิองค์หนึ่งที่ชอบเสื้อผ้าชุดใหม่มากเหลือเกิน
เขาใช้เงินของเขากับการแต่งกายอย่างดี เขาไม่สนใจการวิจารณ์จากทหารของเขา การไปโรงละครหรือการนั่งรถม้าที่จะอวดเสื้อผ้าชุดใหม่ของเขา
เขาเปลี่ยนเสื้อผ้าทุกชั่วโมงของวัน ดังที่บุคคลพูดเกี่ยวกับผู้ปกครองว่า จักรพรรดิภายในสภากลายเป็น จักรพรรดิ์ภายในห้องแต่งกายของเขา
ภายในเมืองใหญที่เขาดำรงชีวิตอยู่ ชีวิตจะมีความร่าเริงอยู่เสมอ ทุกวันคนแปลกหน้าหลายคนจะเข้ามาภายในเมือง และท่ามกลางพวกเขาวันหนึ่งคนหลอกลวงสองคนได้อ้างว่าเป็นช่างทอผ้าเข้ามาภายในเมืองของจักรพรรดิ์ และ
ป่าวร้องว่าพวกเขาสามารถตัดเสื้อผ้าดีที่สุด เบาที่สุด งดงามที่สุดเท่าโลกเคยเห็นมา ดังนั้นความน่าประหลาดของเสื้อผ้านี้คือ มันจะไม่ถูกมองเห็นต่อบุคคล
ที่โง่หรือไม่สามารถ ภายหลังจากได้ยินความสามารถที่น่าประหลาดของช่างทอผ้า จักพรรดิ์คิดว่าเขาสามารถใช้เสื้อผ้านี้ที่จะค้นพบว่า
บุคคลไหนภายในอาณาจักรของเขาไม่เหมาะสมกับหน้าที่ของพวกเขา
ดังนั้นจักรพรรดิได้จ่ายเงินจำนวนมากแก่ช่างทอผ้าที่จะตัดเสื้อผ้าให้แก่เขา
พวกเขาได้ติดตั้งเครื่องทอผ้าสองเครื่อง และแสร้งทำว่าทอ แม้ว่าไม่มีอะไรเลยบนเครื่องทอผ้า พวกเขาได้ทำงานกับเครื่องทอผ้าที่ว่างเปล่า
ช่างทอผ้าได้กล่าวว่าเสื้อผ้าชุดนี้จะมองไม่เห็น ในขณะที่ภายในความเป็นจริงพวกเขาไม่ได้ตัดเสื้อผ้าเลย การทำให้บุคคลทุกคนเชื่อว่าเสื้อผ้าจะถูกมองไม่เห็นต่อพวกเขา เมื่อจักรพรรด์ได้มีขบวนแห่ด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ ไม่มีใครเลยกล้าที่จะพูดว่าพวกเขามองไม่เห็นจักรพรรดิใส่เสื้อผ้าใดเลย ด้วยความกลัวว่าพวกเขาจะถูกมองว่าโง่ ในที่สุดเด็กชายคนหนึ่งได้ร้องตะโกน “เขาไม่ได้ใส่อะไรเลย” นิทานเรื่องนี้ได้ถูกแปลมากกว่า 100 ภาษา

เรื่องราวสั้นของฮานส์ แอนเดอร์เซน The Emperors’ New Cloths ฉลาดกว่า
ที่บุคคลส่วนใหญ่รับรู้ มันได้ยึดปรากฏการณ์ธรรมดามากภายในสังคม บุคคลส่วนใหญ่กลัวการไม่เห็นด้วยกับเพื่อน แม้ว่าเพื่อนผิดอย่างเห็นได้ชัด นี่รู้จักกันเป็น การเมินเฉยร่วมกันภายในจิตวิทยาสังคม การเมินเฉยร่วมกันอธิบาย
คำพูดที่ว่า เด็กและคนเมาเหล้าเท่านั้นบอกความจริง ภายในเรื่องราวของฮันส์ เเอนเดอร์เซน มันเป็นเด็กชายชี้ข้อเท็จริงที่ชัดเจนว่าจักรพรรดิ์ไม่ใส่เสื้อผ้า
นักจิตว้ทยาสังคมใช้ถ้อยคำ การเมินเฉยร่วมกัน อธิบาย ปรากฏการณ์
ตรงที่บุคคลหนึ่งมีความคิดเส่วนตัวอย่างหนึ่ง แต่เชื่อว่ากลุ่มมีความคิด
ตรงกันข้าม ดังนั้นกลุ่มต้องเป็นความคิดเที่ถูกต้อง ดังนั้นพวกเขาได้คล้อยตามอะไรที่กลุ่มคิดโดยส่วนรวม ความเชื่อว่ามันเป็นความคิดของกลุ่ม มันต้อง
ถูกต้อง ในขณะที่ยึดความคิดที่ขัดแย้งของพวกเขาเป็นความลับไว้ที่ตัว
พวกเขาเอง ต่อนักจิตวิทยาสังคมแล้ว เรื่องราวจักรพรรดิ์ไม่ใส่เสื้อผ้า
เป็นตัวอย่างตำราของการเมินเฉยร่วมกัน ปรากฏการณ์ทางสังคมที่ไม่มีใครเชื่อ แต่บุคคลทุกคนเชื่อว่าบุคคลอื่นเชื่อ
ภายในสตอคโฮล์ม เด็กหญิงชื่อ เกรต้า ธันเบิรกบอกความจริงเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ
เกรต้า ธันเบิรก นักเคลื่อนไหวทางสิ่งแวดล้อมชาวสวีเดน เธอเป็นที่รู้จักระหว่างประเทศต่อการท้าทายผู้นำโลกมีการกระทำทันทีต่อการบรรเทาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ
การเคลื่อนไหวของเธอได้เริ่มต้นโดยการชักจูงพ่อแม่ของเธอรับเอาการเลือกวิถีชีวิตที่ลดรอยเท้าคาร์บอนของพวกเขาเอง เมื่อ ค.ศ 2018 ณ อายุ 15 ปี เธอได้เริ่มต้นการใช้วันโรงเรียนของเธอข้างนอกสภาสวีเดน เรียกร้องการกระทำที่เข้มแข็งขึ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ด้วยการถือป้าย
เขียนว่า โรงเรียนประท้วงภูมิอากาศ เธอเป็นวัยรุ่นกระโจนจากโรงเรียนและบันดาลใจการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศที่จะต่อสู้การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เมื่อ ค.ศ 2019 เธอได้เดินทางไปนิวยอร์คที่จะปราศัยการประชุมภูมิอากาศของยูเอ็น เกรต้า ธันเบิรก ได้ปฏิเสธที่จะนั่งเครื่องบินเนื่องจาก
ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม ดังนั้นเธอได้ใช้วิถีทางของเธอไปที่นี่บนเรือ
ยอชท์แข่งภายในการเดินทางที่นานสองอาทิตย์
เมื่อเธอเดินทางมาถึง บุคคลหลายล้านคนทั่วโลกได้มีส่วนภายในการประท้วงภูมิอากาศ ภายในการปราศัยการประชุม เธอได้ระเบิดใส่นักการเมืองต่อการใช้เด็กวัยหนุ่มสาวเพื่อคำตอบต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ เธอกล่าวว่า
กล้าดียังไง ฉันไม่ควรจะอยู่ที่นี่ ฉันควรจะกลับไปโรงเรียนบนด้านหนึ่งของมหาสมุทร คุณทุกคนมาหาเราบุคคลวัยหนุ่มสาวเพื่อความหวัง กล้าดียังไง
เกรต้า ธันเบิรด ได้ถูกเรียกชื่อเป็นบุคคลแห่งปีของวารสารไทม์ คุณได้ขโมยความฝันของฉันและความเป็นเด็กของฉัน เสียใจ คุณยังไม่พยายามเพียงพอ
เกรต้า ธันเบิรกได้กล่าว่า รัฐบาลและธุรกิจทั่วโลกไม่ได้ก้าวไปอย่างรวดเร็วที่จะกำจัดมลพิษคาร์บอน และได้โจมตีผู้นำโลกต่อความล้มเหลวกับบุคคลวัยหนุ่มสาวเริ่มแรกการประท้วงของเธอมุ่งที่เป้าหมายภูมิอากาศของรัฐบาลสวีเดน และเธอได้กระตุ้นนักเรียนทั่วโลกมีการเรียกร้องอย่างเดียวกันภาย
ในประเทศของพวกเขาเอง

ตั้งแต่ ค.ศ 1965 ถึง 1975 สงครามเวียตนามได้ตีแผ่เวียตนามแบ่งแยกเป็น
เหนือและใต้ สงครามเวีสตนามรู้จักกันเป็นตัวแทนสงครามเย็นระหว่างอเมริกาและรัสเซียด้วย
ภาพยนตร์สารคดีของเออรโรล มอรรีส The Fox of War สิบเอ็ดบทเรียนรวบรวมจากชีวิตของโรเบิรต แมคนามารา บทเรียนที่หก
” ได้ข้อมูล” เล่าเรื่องราวช่วงเวลาของแมคนามารา ณ ฟอร์ด มอเตอร์ และการค้นพบของเขา ณ ที่นี่ บุคคล 40,000 คนเสียชีวิตภายในอุบัติเหตุรถยนต์
ชนแต่ละปี ส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากร่างกายกระเเทกพวงมาลัย เนื่องจากผลของการกระเเทก ตรงกันข้ามกับการเสียชีวิตเพราะว่าการกระเเทก
ตัวมันเอง ด้วยการใช้ข้อมูลนี้นำทางการวิจัยและการพัฒนา ไปสู่การ
ออกแบบรถยนต์ที่บรรลุความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ต่อมาฟอร์ด
เริ่มต้นติดตั้งรถยนตด้วยเข็มขัดนิรภัยรักษาชีวิตได้จำนวนมาก
บทเรียนที่หนึ่งของภาพยนต์เรื่องนี้ : เข้าใจกับศัตรูของเรา
โรเบิรต แมคนามารา ได้เล่าเหตุการณ์วิกฤติจรวดคิวบาแสดงเราเข้าใกล้สงครามนิวเคลียร์อย่างไร เขากล่าวว่าแม้ว่าเขาและจอห์น
เคนเนดี้ต้องการรักษาชาติพ้นจากสงคราม
องค์ประกอบอื่นภายในทำเนียบขาวต้องการบุกคิวบา
จอห์น เคนเนดี้ ได้รับสองข่าวสารจากครุสเชฟ ระหว่างวิกฤติ แมคนามารา
เรียกข่าวสารหนึ่งว่า ข่าวสารแข็ง และข่าวสารที่สองว่า ข่าวสารอ่อน
ข่าวสารอ่อน ยืนยันว่ารัสเซียจะเคลื่อนย้ายจรวดออกจากคิวบา ถ้า
อเมริกาสัญญาไม่บุกคิวบา ได้รับก่อน แต่กระนั้นก่อนที่ จอห์น เคนเนดีสามารถตอบสนอง เขาได้รับข่าวสารแข็ง ประกาศว่ารัสเซียจะตอบสนองด้วยกองกำลังจำนวนมาก ถ้าอเมริกาบุกคิวบา
The Fox of War : Eleven Lessons from the Life of Robert S. Macnamara เป็นภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับชีวิตและช่วงเวลาของโรเบิรต แมคนามารา อดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่องนี้คือ เออร์โรล มอร์รีส และได้รับรางวัลออสการ์เป็นภาพยนตร์สารคดีดีเยี่ยมด้วย The Fox of War เป็นการตัดต่อภาพการสนทนาของคณะรัฐมนตรี และการสัมภาษณ์โรเบิรต แมคนามาราเมื่ออายุ 85 ปี เออร์โรล มอร์รีส ได้ขอให้โรเบิต แมคนามาราเล่าเรื่อวราวชีวิตจากมุมมองของเขา และได้แบ่งภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นสิบเอ็ดบทเรียน
ชื่อของ The Fox of War เป็นแนวคิดทางทหารที่ได้พรรณาถึงความยุ่งยากภายในการตัดสินใจท่ามกลาง
การทำสงคราม ความไม่แน่นอนของการรับรู้ทางสถานการณ์ที่เผชิญโดยกองกำลังทางทหาร ต้นกำเนิดของถ้อยคำว่า The Fox of War มาจากนักยุทธศาสตร์ทางทหารชาวปรัสเซียชื่อ คาร์ล วอน เคลาสวิทซ์
ตัวอย่างเช่น เราสามารถวางแผนให้กองทหารเดินแถวจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่ง แต่ถ้าทหารหกสิบคนแต่ละคนหยุดหนึ่งนาทีผูกเชือกรองเท้า ทำให้แถวทหารข้างหลังพวกเขาต้องหยุดเดิน ทหารคนสุดท้ายจะมาสายหนึ่งชั่วโมง เนื่อจากการสะสมของความล่าช้า เหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงจะทำให้เกิดความฝืดที่สร้างความล่าช้าอยู่เสมอ คาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ได้กล่าวถึงความฝืดภายในสงครามว่า
เป็นแนวคิดเดียวเท่านั้นที่แบ่งแยกระหว่างถ้อยคำสงครามทางทฤษฎีและประสบการณ์ทางสงครามจริง การแบ่งแยกระหว่างสงครามจริงและสงครามบนกระดาษ สิ่งที่น่าประหลาดใจที่ได้เกิดขึ้นระหว่างเวลาสงครามทำให้แม้แต่สิ่งง่ายที่สุดยุ่งยากได้
โรเบิรต แมคนามารา ได้อ้างถ้อยคำของคาร์ล วอน เคลาเซวิทย์ ว่า สงครามอยู่ภายในดินแดนแห่งความไมแน่นอนภายในภาพยนตร์สารคดีเรื่อง
The Fox of War
เมฆหมอกแห่งสงคราม บทเรียนชีวิตสิบเอ็ดบทของโรเบิรต แมคนามารา ชื่อของภาพยนตร์จะได้มาจากแนวคิดเมฆหมอกแห่งสงครามของทหาร พรรณาความยุ่งยากของการตัดสินใจท่ามกลางความขัดแย้ง เดอะ ฟอกซ์ ออฟ วอร์ จะเป็นภาพยนตร์สารคดีเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตและช่วงเวลาการทำงานของ
โรเบิรต แมคนามารา รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมก่อนหน้านี้ ภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ และลินดอล จอห์นสัน ภาพยนตร์สารคดีเรื่องนี้จะครอบคลุมเหตุการณ์ที่สำคัญเหมือนเช่น สงครามโลกครั้งที่สอง สงครามเวียตนาม วิกฤตขีปนาวุธคิวบา และเหตุการณ์อื่นที่รู้เห๊นโดยโรเบิรต แมคนามา
วิกฤติขีปนาวุธคิวบา ค.ศ 1962 ที่มองว่าโลกกำลังจะเกิดสงครามนิวเคลียร์วิกฤติขีปนาวุธคิวบาจะเป็นเหตุการณ์น่ากลัวที่สุดของสงครามเย็น การเผชิญหน้า 13 วันระหว่างอเมริกาและรัสเซียอาจจะทำให้สองมหาอำนาจของโลกไปสู่ริมขอบของของสงครามนิวเคลียร์ เมื่อ ค.ศ 1963 อเมริกาได้ค้นพบว่ารัสเซียได้ติดตั้งขีปนาวุธบนเกาะคิวบา อยู่ห่างจากชายฝั่งอเมริกาเพียงเก้าสิบไมล์เท่านั้น จอห์น เคนเนดี้ และคณะรัฐมนตรีของเขามองว่าอาวุธเหล่านี้เป็นการคุกคามที่ยอมรับไม่ได้ต่ออเมริกา นิกิต้า ครุชเชฟ นายกรัฐมนตรีรัสเซีย ได้สัญญาที่จะป้องกันคิวบา และเชื่อว่าอเมริกาจะไม่ขัดขวางการติดตั้งขีปนาวุธข้ามทวีปภายในประทศคาริบเบียนคอมมิวนิสต
ภายใต้สถานการณ์ของการติดตั้งขีปนาวุธภายในคิวบา จอห์น เคนเนดี้และ
นิกิต้า ครุชเชฟได้เจรจรต่อรองกันด้วยข้อมูลที่น้อยจากระบบราชการนโยบายต่างประเทศของแต่ละประเทศ วิกฤติได้แพร่กระจายไปทั่วด้วยการสื่อสารที่ผิดพลาด จอห์น เคนเนดี้ได้บอกกล่าวชาวอเมริกันเกี่ยกับการติดตั้งขีปนาวุธของรัสเซียภายในคิวบา และได้อธิบายการตัดสินใจของเขาที่จะปิดล้อมคิวบาด้วยกองทัพเรือ และทำให้มันชัดเจนว่าอเมริกาได้ตระเตรียมที่จะใช้กำลังทหาร ถ้าจำเป็นที่จะกำจัดการคุกคามนี้ต่อมั่นคงของชาติ บุคคลจำนวนมากกลัวว่าโลกกำลังใกล้จะเกิดสงครามนิวเคลียร์ แต่กระนั้นในที่สุดความหายนะได้ถูกยุติลง เมื่ออเมริกาได้ตกลงกับข้อเสนอของนิกิต้า ครุชเชฟที่จะย้ายขีปนาวุธออกจากคิวบา แลกเปลี่ยนกับคำสัญญาของอเมริกาที่จะไม่บุกคิวบา จอห์น เคนเนดี้ ได้ตกลงเป็นความลับที่จะย้ายขีปนวุธของอเมริกาออกจากตุรกี
Cr : รศ สมยศ นาวีการ

