INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ขบวนการ 4 พฤษภาคม(May Fourth Movement)

375px Beijing students protesting the Treaty of Versailles May 4 1919

ขบวนการ 4 พฤษภาคม(May Fourth Movement)

โดย รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ขบวนการ 4 พฤษภาคม (May 4th Movement)
ในวันที่ 4 พฤษภาคม ค.ศ. 1919 ในประเทศจีนมีการเดินขบวนประท้วงรัฐบาลที่เรียกกันว่า ขบวนการสี่พฤษภา(五四运动)ซึ่งเป็นเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์จีนที่มีผลต่อความคิด วัฒนธรรมและภาษาของคนจีนในยุคปัจจุบัน
ในบ่ายของวันที่สี่ พฤษภาคม คศ 1919 ที่กรุงปักกิ่งในประเทศจีนนักศึกษาและประชาชนหลายพันคนรวมตัวกันเดินขบวนประท้วงรัฐบาล การประท้วงได้ลุกลามไปยังเมืองต่างๆทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว สาเหตุเนื่องมาจากรัฐบาลมีทีท่าจะยอมเซ็นสัญญาในการประชุมสันติภาพที่จัดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และมีมติให้ญี่ปุ่นครอบครองดินแดน และได้รับสิทธิประโยชน์ในมณฑลซานตง(山东省)ที่เดิมเยอรมัน(ซึ่งเป็นประเทศที่แพ้สงคราม)ครอบครองอยู่

330px Tianjin students 54 2
แม้การปฏิวัติที่นำโดยซุนยัดเซน(孙中山)ประสบผลสำเร็จ สามารถโค่นล้มราชวงศ์ชิง(清) ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่มีการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชราชวงศ์สุดท้ายของจีน และสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นในปีค.ศ.1912 แต่ฝ่ายปฏิวัติก็ไม่มีอำนาจในการปกครองประเทศ เนื่องจากยวนซีไข(袁世凱)ซึ่งกุมกำลังทหารของรัฐบาลราชวงศ์ชิงอยู่ในเวลานั้น ต่อรองกับฝ่ายปฏิวัติให้เขาเป็นประธานาธิบดี แลกเปลี่ยนกับการบีบบังคับให้กษัตริย์ชิงสละราชบัลลังก์ ฝ่ายปฏิวัติก็ต้องจำยอม เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะกันทางทหาร แต่มีข้อแม้ว่า เขาต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวของสาธารณรัฐ แต่เมื่อยวนซีไขได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีแล้ว ก็พยายามบ่ายเบี่ยง ไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ทั้งยังสร้างกระแสให้พรรคพวกของเขา เรียกร้องให้ประเทศจีนกลับสู่การปกครองระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และให้เขาเป็นกษัตริย์ แม้ในที่สุด เขาก็ได้เป็นกษัตริย์สมความปรารถนา แต่ก็ต้องสละราชบัลลังก์ในเวลาเพียง 83 วัน เพราะถูกต่อต้านจากฝ่ายต่างๆ โดยเฉพาะจากผู้กุมอำนาจทางทหารที่เป็นลูกน้องของเขา จนต้องยอมสละบัลลังก์และตรอมใจตายในที่สุด
หลังจากที่ยวนซีไขตาย แม้ประเทศจีนได้กลับเป็นสาธารณรัฐอีกครั้งแต่อำนาจการปกครองประเทศยังคงตกอยู่กับผู้ที่คุมกำลังทหาร ฝ่ายปฏิวัติไม่มีอำนาจใดๆเลย ในรัฐบาลก็มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแย่งชิงอำนาจกันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ( ค.ศ. 1914-1918 ) ประเทศจีนได้เข้าร่วมกับฝ่ายพันธมิตร ส่งทหารไปร่วมต่อสู้กับเยอรมันในทวีปยุโรป จึงถือเป็นประเทศที่ชนะสงครามด้วย ในการประชุมสันติภาพหลังสงครามที่กรุงปารีสในประเทศฝรั่งเศส จีนก็ส่งผู้แทนเข้าร่วมด้วย ผู้แทนจีนได้เรียกร้องให้ประเทศต่างๆยกเลิกสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่นานาชาติทำไว้กับจีน เช่น สิทธิสภาพนอกอาณาเขต การมีเขตเช่า และอภิสิทธ์ของชาวต่างชาติในจีน และขอให้ญี่ปุ่นยกเลิกสัญญา 21 ข้อที่ทำไว้กับจีนในสมัยรัฐบาลยวนซีไข แต่ข้อเรียกร้องของจีนไม่ได้รับการพิจารณา โดยที่ประชุมเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ไม่อยู่ในวาระการประชุม ยิ่งกว่านั้น ที่ประชุมยังมีมติให้จีนยกดินแดนและสิทธิประโยชน์ในมณฑลซานตงที่เคยเป็นของเยอรมันให้แก่ญี่ปุ่น แม้ผู้แทนจีนจะคัดค้าน แต่ผู้แทนของประเทศที่เข้าร่วมประชุม โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส ซึ่งมีอำนาจครอบงำที่ประชุม กลับยืนยันมติที่ให้จีนยกดินแดนและสิทธิประโยชน์ให้แก่ญี่ปุ่น และให้ผู้แทนจีนลงนามรับรอง เมื่อผู้แทนจีนรายงานเรื่องนี้สู่กรุงปักกิ่ง รัฐบาลจีนก็มีทีท่ายอมทำตาม

Chinese protestors march against the Treaty of Versailles May 4 1919
เมื่อได้ทราบข่าวผลการประชุม ที่จีนต้องยกผลประโยชน์มณฑลซานตงให้ญี่ปุ่น ประชาชนจีนโกรธแค้นมาก จึงพากันคัดค้าน ที่กรุงปักกิ่ง นักศึกษาและประชาชนหลายพันคน นำโดยนักศึกษามหาวิทยาลัยปักกิ่ง จัดชุมนุมที่จตุรัสเทียนอันเหมิน(天安门) ผู้ชุมนุมพากันร้องตะโกนว่า “ภายนอกปกป้องสิทธิประโยชน์ของชาติ ภายในลงโทษผู้ทรยศ”(外争国权 内惩国贼) เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิเสธลงนามในการประชุมสันติภาพ และยกเลิกสัญญา 21 ประการที่เคยทำไว้กับญี่ปุ่น ผู้ชุมนุมได้บุกไปที่บ้านรัฐมนตรีคลัง ซึ่งกำลังจัดงานเลี้ยงฑูตจีนประจำญี่ปุ่นอยู่ แล้วจุดไฟเผา ทั้งยังทำร้ายร่างกายทูตจีนประจำญี่ปุ่น ฝ่ายรัฐบาลส่งตำรวจและทหารเข้าปราบปราม และจับกุมนักศึกษาผู้ก่อความไม่สงบไปหลายสิบคน

330px Student Demonstrations June 4th and 5th 1919 2

การโต้ตอบของรัฐบาลต่อผู้ชุมนุม สร้างความโกรธแค้นแก่นักศึกษาและประชาชนมาก ในกรุงปักกิ่ง นักศึกษามหาวิทยาลัยและนักเรียนชั้นมัธยมพากันหยุดเรียน และออกมาเดินขบวนชุมนุมประท้วงมากขึ้น การชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้ลุกลามไปยังเมืองต่างๆทั่วประเทศ รัฐบาลจับกุมผู้ชุมนุมประท้วงไปหลายพันคน ซึ่งยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนมากขึ้น นอกจากนักเรียน นักศึกษาแล้ว คนงานในโรงงานต่างพากันนัดหยุดงาน ร้านค้าก็หยุดขายของ เพื่อมาร่วมประท้วงด้วย เหตุการณ์การประท้วงรัฐบาลได้บานปลายออกไป
เมื่อเหตุการณ์บานปลายไปมาก รัฐบาลจึงยอมถอย ยอมปล่อยตัวนักศึกษาและประชาชนที่ถูกคุมตัว และสั่งผู้แทนจีนที่ร่วมประชุม ณ กรุงปารีสปฏิเสธการลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ และสั่งปลดเจ้าหน้าที่สามคนที่นิยมญี่ปุ่นออกจากตำแหน่ง เหตุการณ์ชุมนุมจึงได้สงบลง ข่าวคราวเกี่ยวกับขบวนการสี่พฤษภานี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก และถือกันว่าเป็นเหตุการณ์ที่จบลงด้วยชัยชนะของประชาชน
สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับขบวนการสี่พฤษภาคม คือการรณรงค์วัฒนธรรมใหม่(新文化运动) ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับเหตุการณ์สี่พฤษภา นักวิชาการ นักศึกษาและประชาชนจีน มีความตื่นตัวในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาประเทศ ในปีค.ศ. 1915 เฉินตู๋ซิ่ว(陈独秀)และเพื่อนนักวิชาการในมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ได้ออกวารสารมีชื่อว่า”หนุ่มสาวสมัยใหม่”(新青年杂志)เผยแพร่ความคิดทางวัฒนธรรม วรรณคดี สังคม และการเมืองสมัยใหม่ วารสารนี้ได้รับความนิยมมาก แท้ที่จริงแล้วความคิดในการเรียนรู้วัฒนธรรมตะวันตกนี้ มีมาตั้งแต่สมัยตอนปลายราชวงศ์ชิงแล้ว ในสมัยนั้น มีคนที่รู้ภาษาต่างประเทศ แปลหนังสือออกเผยแพร่ แต่มีคนอ่านไม่มากนัก เจ้าหน้าที่รัฐบาลซึ่งเป็นพวกหัวเก่า ก็ไม่ให้ความสนใจความคิดของโลกตะวันตก คิดว่าวัฒนธรรมจีนเหนือกว่าวัฒนธรรมตะวันตก ประชาชนจีนที่อ่านออกเขียนได้ ต่างมุ่งศึกษาคัมภีร์ของนักปราชญ์โบราณเพื่อสอบเข้ารับราชการ ความคิดของคนจีนทั่วไป จึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนัก
แต่หลังจากเปลี่ยนการปกครองเป็นสาธารณรัฐ มีนักวิชาการและประชาชนที่ผิดหวังกับสภาพบ้านเมืองมากขึ้น และพยายามหาทางออกในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ ในช่วงเวลานั้น มีการตีพิมพ์หนังสือและบทความที่เผยแพร่ความคิดในโลกตะวันตกมากขึ้น และมีการเน้นเรื่องสิทธิเสรีภาพ ความเสมอภาค และการปกครองระบอบประชาธิปไตย และป่าวประกาศความคิดเกี่ยวกับเรื่องวิทยาศาสตร์และประชาธิปไตย ที่เรียกกันว่า”คุณไซ่”และ”คุณเต๋อ“(” 赛先生和德先生“ Mr. science and Mr. Democracy) นักวิชาการและประชาชนบางคนถึงกับวิพากษ์วิจารณ์ความคิดทางวัฒนธรรมเดิมของจีน และคำสอนของสำนักขงจื๊อว่า เป็นอุปสรรคที่ถ่วงความเจริญของประเทศ (ในความเป็นจริง ความคิดเรื่องเสรีภาพ เสมอภาค และประชาธิปไตย มีในจีนมาประมาณ2500 ปีก่อนแล้ว โปรดดูบทความ”ความคิดนักปราชญ์จีนในสมัยโบราณ”ในบล็อกนี้)

330px Burn Japanese goods Tsinghua School 1919
อีกอย่างหนึ่งที่เป็นผลพวงขบวนการสี่พฤษภา ก็คือการปฏิรูปทางด้านภาษา ก่อนหน้านั้น ภาษาหนังสือกับภาษาพูดในจีน มีความแตกต่างกันมาก คนจีนที่ไม่ได้รับการศึกษาจะไม่สามารถอ่านหนังสือและข้อความต่างๆที่เขียนออกมาได้อย่างเข้าใจ ภาษาเขียนของจีน แม้มีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องและอ่านเข้าใจได้ง่ายขึ้นมาตามลำดับ แต่จนถึงปีค.ศ.1919 ภาษาเขียนยังแตกต่างกับภาษาพูดอยู่มาก ในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์สี่พฤษภา มีนักวิชาการจีนบางคนเสนอความคิดการเปลี่ยนแปลงภาษาเขียนให้มีลักษณะคล้ายกับภาษาพูด ที่ทำให้คนทั่วไป ที่แม้จะไม่ได้รับการศึกษาก็สามารถเข้าใจได้ ในระยะแรก ข้อเสนอปฏิรูปภาษาเขียนนี้ ได้ถูกคัดค้านจากนักวิชาการและประชาชนจำนวนมาก แต่ในที่สุด วิธีการเขียนหนังสือในประเทศจีนก็ได้เปลี่ยนมาเป็นรูปแบบที่ใกล้เคียงกับภาษาพูด และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ประชาชนจีนในสมัยสี่พฤษภา เมื่อรับทราบว่า ประเทศในโลกตะวันตกมีความเจริญก้าวหน้ากว่าจีนมาก จึงพากันค้นหาหนทางที่จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากความล้าหลัง ประชาชนมี สิทธิ เสรีภาพ เสมอภาค และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ในปีค.ศ. 1917 ประเทศรัสเซียเกิดการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟของพระเจ้าซาร์ โดยพรรคที่นิยมลัทธิมาร์คได้ก่อตั้งรัฐบาลขึ้น ความคิดของมาร์คและเลนิน ไดเผยแพร่เข้ามา จีน นักวิชาการจีนที่เคยนิยมการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก ก็หันมานิยมลัทธิคอมมิวนิสต์ และเผยแพร่ความคิดของมาร์คและเลนิน โดยคิดว่า ลัทธิคอมมิวนิสต์ จะเป็นแนวทางที่ทำให้ประเทศจีนมีการพัฒนา และคนจีนมีความเสมอภาคกัน ในช่วงนั้น มีการตีพิมพ์บทความเล่าถึงประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงในรัสเซีย วารสารหนุ่มสาวสมัยใหม่ ก็หันมามาเผยแพร่ความคิดลัทธิคอมมิวนิสต์ จนมีการก่อตั้งพรรคคอมมูนิสต์จีน และจัดประชุมพรรคครั้งแรกในกลางปีค.ศ. 1921 โดยเฉินตู๋ซิ่ว(陈独秀)ได้รับเลือกเป็นเลขาธิการคนแรกของคอมมิวนิสต์จีน ในระยะแรก พรรคคอมมิวนิสต์จีน ยังมีผู้เข้าร่วมไม่มาก แต่ต่อมาก็ได้รับความนิยม และขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนมีกองกำลังของตนเอง และทำสงครามต่อสู้กับรัฐบาลก๊กมินตั๋งเป็นเวลาหลายปี จนสามารถยึดอำนาจการปกครองประเทศได้ในปี ค.ศ. 1949

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *