ความฝันของบัณฑิตจาก ม.เกษตรศาสตร์

ผมเคยเป็นนักส่งเสริมฯ คนหนึ่ง
เมื่อเด็กๆ ไม่ได้มีความฝันหรือทะเยอทะยานว่าอยากจะเป็นอะไร ได้แต่เรียนๆๆ ตามหน้าที่ที่พึงมี จนกระทั่งมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงเริ่มมีความฝันที่จะเป็นเกษตรกรขับแทรกเตอร์ทำงานในไร่ อาบเหงื่อต่างน้ำ แล้วก็ แน่นอน ต้องมีนางเอกในความฝัน ที่จะมาหาตอนขณะที่กำลังขับแทรกเตอร์อยู่ จนในที่สุด ก็ได้มีโอกาสขับแทรกเตอร์จริงๆด้วย เป็นเวลาหลายเดือน ใช้แทรกเตอร์หลายๆคัน เพราะได้ไปอยู่กับครอบครัวเกษตรกรอเมริกัน ที่รัฐไอดาโฮ และไอโอว่า เมื่อปี ๒๕๑๔ แต่ต่างจากในความฝันเมื่อสมัยเรียน คือไม่ใช่ไร่ของตนเอง และไม่มีนางเอกที่ไหนมาหา มีแต่ความเดียวดายเช่นที่เคยๆมาตลอด
ในที่สุด ผมก็ได้เข้าทำงานที่กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งเป็นความตั้งใจ ที่อยากจะเป็นนักส่งเสริมฯ ซึ่งตอนแรกๆ ไม่มีประสบการณ์ และไม่รู้จะทำอะไร ไม่เข้าใจว่างานส่งเสริมการเกษตรเป็นอย่างไร คิดว่าไปแนะนำพูดๆ แล้วเกษตรกรก็จะทำตาม แต่จริงๆแล้วผิด จนกระทั่งผ่านไปหลายๆปี จึงได้รับประสบการณ์ และแนวความคิดเกี่ยวกับงานส่งเสริมการเกษตรในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า งานส่งเสริมการเกษตรแต่ละประเทศ ต้องไม่เหมือนกัน
ยังจำเหตุการณ์ที่ย่ำแย่ของผม รวม ๒ ครั้ง ครั้งแรก ขณะที่สำรวจมะม่วง ที่อำเภอบางคล้า ฉะเชิงเทรา ซึ่งผู้ใหญ่บ้านได้พาผมไปเยี่ยมเกษตรกรชาวสวนคนหนึ่ง เขากำลังคุยกับผู้ใหญ่บ้านเรื่องมะม่วง ผมโพล่งไปว่า ทำไมไม่ใส่ปุ๋ย ควรจะใส่ปุ๋ย เกษตรกรคนนั้นตอบว่า พูดแบบนี้ผมไล่ลงจากบ้านไปหลายคนแล้ว ทำให้รู้สึกอาย และเสียใจที่พูดออกมา สำหรับครั้งที่ ๒ ได้มีนักการเมืองผู้ทรงคุณวุฒิ ได้เชิญให้ผมไปบรรยายเรื่องการปลูกมันสำปะหลัง ที่อำเภอศรีราชา ชลบุรี ซึ่งได้เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกมันสำปะหลังอย่างเต็มที่ เพราะโดยส่วนตัวแล้ว ก็เคยปลูกและคลุกคลีกับมันมาก่อนพอควร แต่พอบรรยายไปได้สักพัก มีเกษตรกรยกมือ และลุกขึ้นพูดว่าเขาไม่ต้องการฟังที่ผมบรรยาย เขาอยากจะรู้เรื่องสถานการณ์ตลาดเท่านั้นว่าราคาตอนนี้เป็นอย่างไร สรุปแล้วคือขอให้ผมหยุดพูด
ดังจะเห็นได้ว่า ชีวิตการทำงานไม่ได้ราบรื่น โรยไปด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป ต้องพบปัญหาที่ไม่คาดคิดบ้าง ประสบการณ์ ทำให้ทราบว่าเกษตรกรไทยที่อยู่ไม่ว่าสังคมไหน จะแบ่งออกเป็นกลุ่มๆ คือกลุ่มที่สนใจหาความรู้ ซึ่งมีไม่มาก แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นกลุ่มที่รอทำตามเพื่อนๆ ว่าถ้าดี ก็จะทำตาม และกลุ่มสุดท้าย คือ ไม่ยอมรับอะไรง่ายๆ ใครพูดไม่ถูกหูก็โขกสับเลย ทั้งนี้ เพื่อเกษตรกรกลุ่มที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ จึงมีกิจกรรมแปลงสาธิตขึ้นมาตอนที่ผมทำงานใหม่ๆ
ใครๆก็คิดว่างานส่งเสริมการเกษตรเป็นงานง่ายๆ ใครๆก็ทำได้ แต่พอลงไปในไร่นาแล้ว ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด จะพูดอะไรส่งเดช ก็ไม่ได้ เดี๋ยวจะถูกไล่ลงจากบ้าน ตามแนวคิดของการส่งเสริมการเกษตรนั้น อยากขอเปรียบเทียบกับ บริษัทผลิตรถยนต์ ที่กว่าจะมีการออกแบบผลิตรถยนต์ขึ้นมาได้สักรุ่น ก็ต้องมีการวิจัยว่าลูกค้าชอบแบบไหน ให้มีรูปร่างและประสิทธิภาพยังไงถึงจะถูกใจลูกค้า แล้วแข่งกับยี่ห้ออื่นๆได้ จึงออกมาเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ที่สวยงาม แต่เกษตรกรไทยไม่มีนักวิจัยของตัวเอง จะผลิตสินค้ายังไงก็ไม่มีคนแนะนำ รัฐ จึงจ้างนักส่งเสริมฯ ขึ้นมา เป็นบริการฟรี เพื่อให้นักส่งเสริมเหล่านี้ไปหาผลงานวิจัยที่เกษตรกรสามารถใช้ได้ไปปรับปรุงผลิตภัณฑ์ เป็นการแน่นอน ที่ไม่ใช่จะปลูกๆตามความเคยชินแล้วขายไม่ออกหรือราคาถูก แต่จะต้องรู้ว่าลูกค้าหรือผู้ซื้อต้องการอะไร เช่นผลไม้ พันธุ์อะไร เป็นที่ชื่นชอบ ผักต่างๆปลอดภัยจากสารเคมีหรือไม่ หรือ จะขายในรูปผลิตภัณฑ์ยังไงถึงจะได้ผลตอบแทนคุ้มทุนแรงงาน และเทคโนโลยีที่ใช้
ฉะนั้น นักส่งเสริมการเกษตร โดยแท้ที่จริงแล้ว ต้องทำงานภายใต้เกษตรกร หรือกลุ่มเกษตรกร หรือสหกรณ์ มีสหกรณ์หลายแห่งที่มีนักส่งเสริม อยู่ภายในสังกัดของตนเอง โดยเฉพาะสหกรณ์โคนม ในรอบปี นักส่งเสริมอาจจะต้องมีแผนการทำงานกับเกษตรกร เพื่อเป็นการคาดล่วงหน้า ว่า จะผลิตอะไรบ้าง ใช้พื้นที่อย่างไร และในช่วงเวลาไหนต้องทำอะไร เมื่อถึงเวลาต้องทำงานแล้วจะได้ไม่ติดขัด และเตรียมเงินไว้ใช้จ่ายได้เพียงพอ
เมื่อทำงานไปได้หลายๆปี ได้สั่งสมประสบการณ์การทำงาน มีเรื่องที่ประทับใจอยู่หลายเรื่อง มีอยู่เรื่องหนึ่งคือ ตอนที่เป็นนักวิชาการ ส่งเสริมพืชน้ำมัน และอยู่ในหน้าที่นี้เป็นเวลานานมาก ได้ทำการบูมเรื่องถั่วเหลืองโดยอาศัยการประชาสัมพันธ์ เป็นที่โด่งดังมาพักหนึ่ง ในสมัยนั้น ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่ง (ต่อมาท่านได้เสียชีวิต อุบัติเหตุเครื่องบินตกที่กาญจนบุรี) ได้ฟังผมบรรยายเรื่องถั่วเหลืองแล้วท่านประทับใจเรื่องข้อมูลมากๆ ได้กล่าวชมในที่ประชุม และอีกครั้งหนึ่ง ตอนจวนจะเกษียณอายุนี่เอง ทางองค์การข้าวนานาชาติ( IRRI ที่ฟิลิปปินส์) ได้จัดประชุมที่อุบลราชธานี ได้เชิญให้ผมซึ่งในสมัยนั้น เป็นรองปลัดกระทรวงที่รักษาการ ผอ. สำนักงานข้าวแห่งชาติ ยังไม่ได้ตั้งเป็นกรมการข้าวในปัจจุบัน ให้บรรยายเรื่องสถานการณ์ข้าวเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งนอกจากจะมีนักวิชาการเตรียมข้อมูลให้ ก็ได้เพิ่มเติมประสบการณ์ที่เคยได้รับมาตลอดเวลาการทำงาน ทำให้ได้รับคำชมเชยไม่เฉพาะ ผู้เชี่ยวชาญ จาก IRRI เท่านั้น นักวิชาการข้าวที่สำนักงานข้าวแห่งชาติ ก็ชมว่าการบรรยายครั้งนี้ดีผิดความคาดหมาย คิดว่าจะอ่านคำบรรยายที่เขียนเตรียมไว้ให้ แต่กลับ พูดเอง ประกอบกับ power point ทั้งหมด ทำให้ฟังได้เรื่องราวดี โดยเฉพาะเรื่องที่ไม่ต้องการให้เกษตรกรเผานาก่อนปลูก หรือ เรื่องเหตุผลที่ทำไมเกษตรกรในเขตอีสานจึงปลูกข้าวหอมมะลิ
ความจริงแล้ว ผมไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาอังกฤษ ไม่ค่อยรู้ศัพท์ด้วยซ้ำ แต่ตอนที่ไปเข้าโครงการแลกเปลี่ยนเยาวชนชนบท เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๔ ได้ไปอยู่กับครอบครัวอเมริกันทุกครอบครัวได้จัดให้ผมไปบรรยายเกี่ยวกับประเทศไทย และสถานการณ์การเกษตรในประเทศไทย รวมทั้งได้ออกวิทยุ และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่น จากที่พูดภาษาอังกฤษได้แบบไทยๆ กลายเป็นพูดคล่อง สามารถพูดให้คนแก่ที่หูไม่ค่อยดีรู้เรื่อง ตอนที่ไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ ก็ได้เป็นตัวแทนคนไทย พูดเรื่องเมืองไทยให้เพื่อนๆร่วมหลักสูตรฟัง มีเรื่องที่จำได้อีกเรื่องหนึ่งคือ เมื่อผมไปอยู่กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งได้ไปอยู่เพียงปีเดียวเท่านั้น ได้มีการประชุมนานาชาติ เกี่ยวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน (ถ้าจำไม่ผิด) เขาได้เชิญให้ผมในฐานะอธิบดี ขึ้นเป็นองค์อภิปรายกับผู้ทรงคุณวุฒิ อีก ๓-๔ คน เป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งในขณะนั้น เพิ่งไปรับงานสหกรณ์ ไม่ทราบข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเครดิตยูเนี่ยน ท่านที่นั่งข้างๆผม รู้สึกเห็นใจส่งกระดาษ ที่เขาจะพูดมาให้ผมดู แต่ข้อมูลก็ไม่ได้ช่วย เพราะเป็นข้อมูลที่เขาจะพูด ในที่สุด ผมก็พูดแบบดำน้ำ โดยอาศัยหลักการสหกรณ์ที่เคยเรียนมาบ้างในสมัยเด็กๆ และเคยเป็นประธานและกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ที่กรมส่งเสริมการเกษตรมาก่อน ทำให้รู้ประสบการณ์ในเรื่องนี้อยู่บ้าง ตอนนั้น ถึงไม่มีคนชม แค่ลงเวทีมาได้อย่างราบรื่น ก็นับว่าบุญแล้ว ตอนหลังได้ไปดูงานสหกรณ์เครดิตยูเนียนที่เพชรบุรี และ ได้เรียนรู้ว่าสหกรณ์ประเภทนี้ โดยส่วนใหญ่ประสบความสำเร็จในการดำเนินการได้ดี
กลับมาเรื่องส่งเสริมการเกษตร ในขณะที่ผมยังเป็นข้าราชการ ระดับ ๔ ประมาณ ปี ๒๕๒๐ ผมได้ขอ ผอ. ซึ่งเป็นรุ่นพี่ ขึ้นเครื่องบินไปจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งข้าราชการระดับ ๔ตอนนั้น จะต้องได้รับอนุมัติจาก ผอ. จึงจะขึ้นเครื่องบินได้ ผมไปขายแนวคิดเรื่องการจัดงานวันสาธิต (field day) ซึ่งไม่เคยได้ยินว่ามีการทำกิจกรรมแบบนี้มาก่อน ท่านเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ในสมัยนั้น ได้ชวนไปประชุมเกษตรอำเภอที่ สะเมิง และเป็นที่ตกลงกันว่าจะจัดงานวันสาธิต โดยผมได้ไปขอเงินจากบริษัทศรีกรุงวัฒนาจำกัดมาได้ ๓๐,๐๐๐ บาท มาสนับสนุนการจัดงานครั้งนี้
แต่จริงๆแล้วในครั้งนั้น งานวันสาธิตเป็นการจัดงานให้คนมาชมเชิงประชาสัมพันธ์ แต่ก็ดีที่เริ่มต้น ความจริงงานวันสาธิต ที่ตั้งใจทำนั้น คือ หลังจากทำแปลงสาธิตแล้ว ก็ให้เกษตรกรมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น เพื่อเกษตรกรอื่นๆจะได้นำไปทำแบบที่สาธิตบ้าง เป็นการกระตุ้นเกษตรกรอีกทีหนึ่ง ซึ่งปกติแล้ว แปลงสาธิต ก็ควรจะเหมือนๆกับแปลงทดลอง คือ แสดงเพียงเรื่องเดียวหรือ ๒ เรื่อง ไม่ใช่ทำให้ครบสมบูรณ์แบบ จนเกษตรกรทำตามไม่ถูก ในต่างประเทศ ก็มีการจัดงานวันสาธิตเหมือนกัน แต่ก็แตกต่างกันไป โดยเขาเตรียมการตั้งแต่ก่อนฤดูปลูก ให้บริษัทต่างๆมาจับจองที่เป็น แปลงย่อยๆเป็นบล็อกๆ แล้วให้ทดลองปลูก ใส่ผลิตภัณฑ์ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่บริษัทจำหน่าย แยกเป็นเรื่องๆ เช่น เครื่องจักรกลอยู่ส่วนหนึ่ง เรื่องเมล็ดพันธุ์อยู่อีกทางหนึ่ง ฯลฯ ให้ออกผลพร้อมๆกัน แล้วผู้จัดก็นัดประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรมาดูกัน เขาจัดเป็นประจำทุกปี และมีชื่อเสียงมากๆ เกษตรกรบางรายขับเครื่องบิน (ที่ใช้ในไร่) มาร่วมงานทุกๆปี
โดยสรุปแล้ว จะเห็นได้ว่า งานส่งเสริมการเกษตรนี้ เป็นศิลปะ ที่จะนำเทคโนโลยีไปสู่เกษตรกร เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ตามที่ลูกค้าหรือตลาดต้องการ กล่าวเป็นภาษาอังกฤษว่า “Extension is where art and science meet”.ในที่สุด ตัวละครที่โลดแล่นในอาชีพนักส่งเสริมฯก็จบลง ก่อนที่จะเกษียณอายุถึง ๖ ปี เนื่องจากต้องย้ายไปปรับตำแหน่งให้สูงขึ้น ไม่มีรางวัลสำหรับผลงานที่ทำมา เพียงได้ภูมิใจอยู่เงียบๆ และไม่ได้น้อยใจอะไร เพราะเข้าใจอยู่แล้วว่า งานของเราเป็นงานที่ปิดทองหลังพระ หรือ extension worker is the king maker not being the king.
บู๊ คนเคยหนุ่ม






