ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (38)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (38)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ในทำนองเดียวกัน โอ้อะลี จะมีคนกลุ่มหนึ่งเรียกขานเจ้าว่าเป็นพระเจ้า ในอีกกลุ่มจะเรียกขานเจ้าว่าเป็นกาเฟร(ผู้ปฏิเสธ) คนทั้งสองกลุ่มนี้ จะไปนรก ส่วนบรรดาผู้ที่พิจารณาเห็นว่า เจ้าเป็นข้าทาสคนหนึ่ง และเป็นคอลีฟะฮ์ของศาสดาของเขาจะได้รับความจรรโลง”
3.13 คุณธรรมและความประเสริฐต่างๆของ อีซา
อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกรตรัสว่า “และเราได้มอบให้กับอีชาด้วย กับข้อโต้แย้งต่างๆอันชัดแจ้งและเสริมพลังให้กับเขาด้วยกับ วิญญานอันศักดิ์สิทธิ์” (2:87)
บางท่านกล่าวไว้ว่า วิญญานอันศักดิ์สิทธิ์นี้อัลลอฮ์เป็นผู้ทรง สร้างและพระองค์ทรงเป่ามันเข้าไปในอีซา มีรายงานไว้ในวจนะที่ เชื่อถือได้ว่า วิญญานอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นการสร้างสรรค์ของอัลลอฮ์ ซึ่งมี ความสูงส่งกว่าของเทวทูตญิบรออีล และมีกาอีล และมวลทวยเทพ ของผู้ซึ่งมีความสัมพันธ์กับศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ และบรรดาอิมามผู้ปราศ จากบาป และผู้ซึ่งช่วยเหลือพวกท่านนับแต่วันถือกำเนิดของพวกท่าน และนำทางพวกเขาจนถึงวาระสุดท้าย ดังที่อัลลอฮ์ผู้ทรงเกรียงไกร กล่าวไว้อีกว่า
“เมื่ออัลลอฮ์จะตรัสว่า โอ้อีชาบุตรของมัรยัม จงรำลึกถึง ความโปรดปรานของข้าที่ให้กับเจ้าและมารดาของเจ้า เมื่อข้า ได้เสริมพลังให้กับเจ้าด้วยกับวิญญานอันศักดิ์สิทธิ์ และเจ้าพูด กับผู้คนขณะอยู่ในเปล และเมื่อลูสู่ความเป็นผู้ใหญ่ ข้าได้สอน เจ้าให้รู้คัมภีร์ และวิทยญาน และคัมภีร์เฏารอตและอินฮีล และเมื่อเจ้าปลงใจจากดินให้เป็นสิ่งหนึ่งเสมือนเป็นรูปร่างของ นกตัวหนึ่ง ด้วยกับอนุมัติของข้า และเจ้ารักษาคนตาบอด และเป็นโรคเรื้อนด้วยกับพระอนุมัติของข้า และเมื่อเจ้าทำ คนตายให้ฟื้นคืนชีพด้วยกับพระอนุมัติของข้า (5:110)
เป็นที่รู้จักกันดีว่า นกที่อีซาทำขึ้นมานั้นเป็นค้างคาวตัวหนึ่ง
ดังได้มีการอธิบายไว้ ดังฮะดีษบทหนึ่งของอะมีรุ้ลมุอฺมีนีน ดังว่า มีสัตว์อยู่ด้วยกันหกชนิด ซึ่งมิได้เกิดมาจากครรภ์ของมารดาของ พวกมัน ชนิดหนึ่งคือค้างคาวซึ่งอีซาปั้นขึ้นมาจากดิน ด้วยกับ คำบัญชาของอัลลอฮ์ มีนจึงกลายเป็นสิ่งซึ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่ บินออกไป มีเรื่องเล่ามาจากวะฮาบ บิน มุนับบะฮ์ว่า ครั้งหนึ่งเกิด เหตุการณ์ขึ้นว่ามีผู้คนที่ป่วยไข้จำนวนห้าหมื่นคนมาห้อมล้อมอยู่รอบ ตัวอีซา ผู้ใดก็ตามที่เขาไม่สามารถเข้ามาหาอีซาได้ เขาก็จะเข้าไป หาผู้ป่วยคนนั้นแทน เขาจะรักษาคนป่วยให้ก็ต่อเมื่อเขาผู้นั้นเชื่อศรัทธาในคำเทศนาของเขา มีการกล่าวไว้ในระยะเริ่มต้นนั้น เขาได้นำ บุคคลที่ตายแล้วสี่คน ให้กลับพื้นคืนชีพ คนแรกคือ อะซัรเพื่อน ของเขา สามวันภายหลังจากที่เพื่อนคนนี้เสียชีวิต อีซาบอกกับน้อง สาวของผู้ตายให้พาเขาไปยังหลุมฝังศพของพี่ชายของเธอ เมื่อถึง สถานที่นั้นแล้ว อีซาจึงกล่าวขึ้นว่า “โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเจ็ด
ชั้นฟ้าและแผ่นดิน แท้จริงพระองค์ทรงส่งข้าฯมายังประชาชาติ อิสราเอล เพื่อว่าข้าจะดัเชิญชวนพวกเขามาสู่ศาสนาของพระองค์ และแจ้งแก่พวกเขาว่า ข้าฯกำลังทำคนตายให้ฟื้นคืนชีพ ดังนั้นขอพระองค์ทรงทำให้อะซัรกลับพื้นคืนชีพเถิด” อะซัร จึงถูกทำให้กลับมี ชีวิต และจึงออกมาจากหลุมฝังศพ หลังจากนั้นเขาจึงมีชีวิตยืนนาน อยู่อีก จนได้มีบุตรหลานสืบไป บุคคลที่สองคือบุตรชายของหญิงชรา คนหนึ่ง ซึ่งโลงศพของเขาผู้คนได้แบกหามผ่านหน้าอีซาไป เพื่อเป็น การตอบรับต่อการวิงวอนของอีซา อัลลอฮ์จึงทำให้ผู้ตายคนนี้กลับมา มีชีวิตและลุกขึ้นมานั่งในโลง จากนั้นเขาจึงก้าวออกมาจากโรงศพด้วย กับการวางเท้าของเขาลงบนบ่าของบรรดาผู้แบกโรงศพเหล่านั้น จากนั้นจึงขอให้นำเสื้อผ้าของเขามาและสวมใส่มัน และจึงเดินกลับบ้าน ไป และไปทำหน้าที่ของบิดากับบรรดาลูกๆของเขา บุคคลที่สามเป็น เด็กหญิงคนหนึ่งที่มีชื่อว่าอัชอาร ผู้คนต่างบอกกับอีซาว่า เธอได้เสียชีวิตไปเมื่อวานนี้ และขอให้เขานำเธอกลับมามีชีวิตอีก อีซาจึง วิงวอนต่ออัลลอฮ์ และเธอจึงกลับพื้นคืนชีพและมีบุตรชายสืบทอด ต่อไป บุคคลที่สี่คือ บุตรของโนอา นามว่า ซัม ผู้ซึ่งอีซาทำให้เขา มีชีวิตขึ้นมา (ด้วยกับพระนามของอัลลอฮ์อันจำเริญ) ซัม ออกมาจาก หลุมฝังศพของเขา ผมของเขาครึ่งหนึ่งเป็นสีขาว ซัม กล่าวว่า บางที วันนี้จะเป็นสุดท้ายของการตัดพิพากษา อีชา จึงกล่าวว่ามิใช่ดอก แต่ฉันได้วิงวอนต่ออัลลอฮ์ โดยผ่านทางพระนามอันจำเริญของ พระองค์ เพื่อว่าพระองค์จะทรงประทานชีวิตให้กับท่าน ซัม กลับมา มีชีวิตในโลกนี้อีกห้าร้อยปี โดยที่ผมของเขาไม่ขาวเลย แต่เมื่อถึง ชั่วโมงดังกล่าวนั้น ผมของเขากลายเป็นสีเทาเพราะความหวาดกลัวใน วันตัดสินพิพากษา อีซา จึงกล่าวกับเขาว่า “ณ บัดนี้จึงตายได้แล้ว” ซัมจึงกล่าว ว่า “ขอเป็นเงื่อนไขหนึ่งว่า อัลลอฮ์จะทรงปกป้องฉันจาก ความทุรนทุรายในความตาย” ดังนั้นอีซาจึงวิงวอนให้กับเขา และเขา จึงกลับคืนสู่พระผู้อภิบาลของเขา
“….และเมื่อข้าได้ยั้งวงวานของอิสราเอลไว้จากเจ้า เมื่อเจ้าไป หาพวกเขาด้วยกับบรรดาข้อโต้แย้งที่แจ้งชัด และบรรดาผู้ ปฏิเสธในหมู่พวกเขากล่าวว่า สิ่งนี้ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเป็น
มายากลอันชัดแจ้ง” (5:110)
มีบันทึกอยู่ในแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ โดยอิมาม อัลบากิร ว่า เมื่ออีซากล่าวว่า “ฉันเป็นศาสนทูตจากอัลลอฮ์ ถูกส่งลงมายัง พวกท่าน ฉันสามารถปั้นรูปนกขึ้นจากดินและให้ชีวิตกับมัน ฉัน เป็นผู้มีความสามารถรักษาผู้คนที่ตาพิการมาจากกำเนิด” ผู้คน ชาวอิสราเอลต่างพากันกล่าวว่า ” ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นมายากล จงนำข้อพิสูจน์อื่นๆมาอีก เพื่อว่าเราจะได้เป็นผู้ศรัทธาที่ซื่อสัตย์” อีซาจึง กล่าวว่า “หากฉันจะบอกกับพวกท่านว่า พวกท่านได้บริโภคสิ่งใดไป บ้าง และเจ้าเก็บไว้ในบ้านของพวกท่าน แล้วพวกท่านจะเชื่อว่าฉันพูดความจริงหรือไม่” พวกเขาต่างพากันกล่าวว่า “ขอรับ” อีซาจึงเริ่ม เปิดเผยว่า พวกเขาบริโภคอะไรเป็นประจำวัน พวกเขาหาสิ่งของ อะไรกันมา และพวกเขาเก็บอะไรไว้ในตู้เก็บของ บางคนของพวก เขาเชื่อศรัทธาในตัวเขา แต่ที่เหลือยังคงยืนกรานในการปฏิเสธ
ของพวกเขา มีบันทึกไว้ในวจนะต่างๆที่น่าเชื่อได้ จากอิมาม อัศศอดิก กล่าวว่า อีซา กล่าวไว้ในคำเทศนาของเขาบางตอนที่มีต่อชาว อิสราเอลดังว่า ผู้ช่วยเหลือของฉันก็คือมือของฉัน และยานพาหนะ ของฉันก็คือเท้าของฉัน แผ่นดินก็คือเตียงนอนของฉัน และก้อนหิน ก็คือหมอนของฉัน ดวงอาทิตย์ก็คือความอบอุ่นที่ให้ไฟกับฉัน และตะเกียงในยามกลางคืนก็คือดวงจันทร์ อาหารของฉันก็คือความหิวโหย เสื้อผ้าอาภรณ์ของฉันก็คือ ความยำเกรงในอัลลอฮ์ และที่ใช้คลุมกายของฉันก็คือ ผ้าพวยที่หยาบหนา ซึ่งทำด้วยเส้นผม ผลไม้และดอกไม้ของฉันก็คือ หญ้าที่สัตว์กิน ฉันผ่านเวลากลางคืน ของฉันไปโดยมิได้เป็นเจ้าของสิ่งใด เมื่อฉันตื่นขึ้น ฉันก็ไม่มีอะไร ติดตัวมาที่มีอยู่บนหน้าโลกนี้ แต่กระนั้นก็ไม่มีผู้ใดที่ร่ำรวย หรือไม่มี ความต้องการในสิ่งใดๆมากไปกว่าฉัน
มีกล่าวไว้ในฮะดีษที่จริงแท้บทหนึ่งว่า มีบางคนมาสอบถาม อิมาม อัศศอดิก ว่า อีซา มีอาการเจ็บป่วยต่างๆ เช่นเดียวกันกับบุตร หลานทั้งหมดของอาดัมหรือไม่ อิมามกล่าวว่า “ใช่ เขาต้องประสบกับ อาการเจ็บป่วยต่างๆของคนมีอายุ ในขณะที่เขายังอยู่ในเยาววัย ครั้งหนึ่งเขาต้องประสบกับความป่วยไข้ ซึ่งโดยปกติแล้วจะเป็นกับ พวกชาวเรือทะเล เขาขอให้มารดาของเขานำเอาน้ำมันมะกอกมา ผสมกับน้ำผึ้งสักเล็กน้อย มารดาจึงนำมาให้เขาขณะที่เขากินยานี้ อีซาแสดงอาการคลื่นไส้ออกมา อันเนื่องจากรสชาติของมัน มารดา ผู้ศักดิ์สิทธิ์จึงถามขึ้นว่า ทำไมถึงแสดงอาการที่ไม่ชอบออกมา ทั้งๆ ที่เขาขอมันเอง อีซาจึงกล่าวตอบว่า เป็นเพราะโดยอาศัยความรู้ของเขาในฐานะเป็นศาสนทูตของพระเจ้า เขาจึงขอสิ่งนี้ แต่รสชาติของ มันไม่ดีเลย และเสมือนกับเด็กเล็กทั่วๆไป เขาจึงแสดงความ ไม่ชอบออกมา แต่กระนั้นเขาก็กินมัน (และจึงหายจากการป่วยไข้)
ในอีกรายงานหนึ่ง อิมามท่านเดียวกันนี้กล่าวไว้ว่า อีซา(ใน ช่วงเป็นเด็ก) ร้องไห้มากเหลือเกิน ซึ่งทำให้มารดาของเขารู้สึกเป็น ห่วงกังวลอย่างมาก ดังนั้นเขาจึงบอกกับมารดาของเขาว่า “โอ้มารดา ผู้เมตตากรุณา จงป้อนฉันด้วยกับผงของเปลือกของต้นไม้ต้นนั้น ต้นนี้ เพื่อว่าความเจ็บป่วยของฉันจะได้หายไป และฉันก็จะหยุด ร้องไห้” เมื่อมัรยัมป้อนยานั้นเข้าไปในคอของอีซา แต่เขากลับร้องให้ มากยิ่งขึ้น มัรยัมจึงถามเขาว่าทำไมเขาจึงร้องไห้มากยิ่งขึ้น เมื่อเขา เองก็ต้องการสิ่งนี้ เด็กน้อยกล่าวตอบว่า ใบสั่งยาของฉันนั้นมา จากการเป็นศาสนทูตของฉัน การร้องไห้ของลูกก็เป็นไปตาม ธรรมชาติ(อันเนื่องจากยังเป็นเด็ก)
ตามการายงานที่เป็นของจริงแท้ อิมาม อัรริฎอ กล่าวว่า ศาสดาของอัลลอฮ์กล่าวว่า “ขออัลลอฮ์ทรงทำให้มะอุซูร (ถั่วแดงและ ถั่วเหลือง) มีรสชาติที่ดีสำหรับพวกเจ้า มันมีความจำเริญและบริสุทธิ์ มันทำให้หัวใจอ่อนน้อมและเพิ่มพูนการร่ำไห้ (ความอ่อนโยน) ศาสดา จำนวนเจ็ดสิบคน ได้ให้ความจำเริญกับมัน ผู้ซึ่งในจำนวนนี้อีซา เป็นคนสุดท้าย”
ตามสายรายงานเดียวกันของบรรดาผู้รายงาน อิมามกล่าวว่า วลีสองวลีที่อีซากล่าวจารึกไว้เป็นประจำก็คือ “ความดีเป็นของข้า ทาสผู้หนึ่งที่เขารำลึกถึงอัลลอฮ์อันเนื่องมาจากพระองค์ และความเลว ก็คือ บุคคลหนึ่งที่เขาลืมอัลลอฮ์ อันเนื่องมาจากพระองค์
รายงานจากแหล่งต่างๆที่เชื่อถือได้ รายงานว่า อิมาม ฮะซัน อัลมุจตะบะ กล่าวว่า “อีซาเมื่อมีอายุสามสิบสามปีบนโลกนี้ อัลลอฮ์ ทรงยกเขาขึ้นสู่สวรรค์ เขาจะกลับมาสู่โลกนี้อีก เพื่อการสังหารดัจญัล
ตามการายงานวจนะที่เป็นของจริงแท้และน่าเชื่อถือกล่าวว่า


