INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

จงดูญี่ปุ่นเป็นบทเรียน

chrome 2018 06 07 04 14 54
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
จงดูญี่ปุ่นเป็นบทเรียน

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอะไรดีๆหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องคุณสมบัติของพลเมืองญี่ปุ่น กล่าวคือ เป็นประเทศที่ประชาชนมีระเบียบวินัย และจิตสำนึกต่อส่วนรวมเป็นอันดับต้นๆของโลก
แต่คุณสมบัตินี้มิได้พึ่งมาเกิด มันบ่มเพาะกันมาเกือบพันปี ด้วยลัทธิบูชิโด ที่สร้างคนญี่ปุ่นให้เคารพจงรักภักดีต่อเจ้าเมืองที่เรียกว่าไดเมียว หรือ LAND LORD พลเมืองเหล่านี้ถูกสอนให้ยึดแบบธรรมเนียมประเพณีอย่างเคร่งครัด ถ้าใครไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกลงโทษอย่างทารุนจนเสียชีวิต ส่วนเจ้าเมืองก็มีหน้าที่ปกป้องพลเมืองของตนจากการโจมตีของศัตรูหรือโจรร้าย โดยมีนักรบในสังกัดที่เรียกว่าซามุไร ชนชั้นนักรบนี้ก็จะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเจ้านายอย่างที่สุด และปฏิบัติหน้าที่ในกรอบของขนบธรรมเนียมประเพณีโดยเคร่งครัด แม้กระทั่งยอมฆ่าตัวตายที่เรียกว่าเซบปุกุ คือคว้านท้องตนเองหากมีความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ เพราะเมื่อเขาตายเยี่ยงนี้ครอบครัวก็จะได้รับเกียรติและไม่ถูกย่ำยีหรือถูกทารุนกรรม หากเจ้านายเสียชีวิตซามุไรก็จะกลายเป็นโรนินซัดเซพเนจรไปอย่างยากไร้ และยากที่จะมีใครรับเข้าสังกัด จนในที่สุดบางส่วนกลายเป็นโจร บางส่วนกลายเป็นนินจาที่รับจ้างฆ่าคน
ส่วนพลเมืองก็มีค่าเพียงมดปลวกในสายตาของเจ้านายและต้องทำงานทั้งเป็นกรรมกร หรือเกษตรกรเพื่อมอบให้เจ้านายเป็นส่วนใหญ่ ที่เหลือจึงเก็บไว้บริโภค
ด้วยกฎเหล็กแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีตามลัทธิบูชิโดจึงได้หล่อหลอมและทำให้คนญี่ปุ่นกลายเป็นคนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย และยอมถวายหัวให้เจ้านาย ซึ่งเป็นจุดรวมสูญของอาณาจักร และถือกันว่าอะไรที่ทำให้เจ้านายคือการทำให้อาณาจักรไปในตัว ครั้นมาถึงยุคปัจจุบัน แม้การปกครองจะเปลี่ยนแปลงไปมาก จนกลายมาเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ความเคร่งครัดในระเบียบวินัย ความจงรักภักดีต่อเจ้านายก็มิได้จางหายไป โดยมันเปลี่ยนรูปร่างไปเป็นความจงรักภักดีและทุ่มเทให้กับหัวหน้าตระกูลที่เป็นเจ้าของบริษัท
ดังนั้นเมื่อญี่ปุ่นเปลี่ยนแปลงมาสู่ยุคสมัยใหม่ ตัวจักรสำคัญที่ทำให้ญี่ปุ่นพัฒนาไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด คือพลังของพลเมืองที่มีระเบียบวินัยเหล่านี้ ตลอดจนความจงรักภักดีต่อเจ้าของบริษัทที่ถือเป็นหัวหน้าตระกูลหรือเจ้าเมืองในสมัยก่อน
การทุ่มเทเพื่อส่วนรวมด้วยความเสียสละนี่เองนำบริษัทเหล่านี้สร้างกำไรได้มหาศาล ด้วยผลิตสินค้าต่างๆ จากเทคโนโลยีที่ลอกเลียนมาจากตะวันตก และด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า สินค้าญี่ปุ่นจึงออกไปตีตลาดทั่วโลก จนญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจ ญี่ปุ่นจึงเน้นในเรื่องการส่งออกอย่างมาก ประกอบกับการสนับสนุนจากรัฐาบาล เช่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้กิจการของญี่ปุ่นก้าวข้ามพรมแดนไปลงทุนยังต่างประเทศ ขณะที่ในช่วงหนึ่งสินค้าส่งออกของญี่ปุ่นขายถูกกว่าสินค้าอย่างเดียวกันในประเทศด้วยซำ ทำให้เป็นการส่งเสริมผลิตภาพ (Productivity) และประสิทธิภาพ (Efficiency)ของบริษัทที่มุ่งเน้นการส่งออก ขณะที่การผลิตภายในประเทศไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร
ยิ่งเหตุการณ์สงครามเกาหลีที่พันธมิตรโดยสหรัฐฯเป็นผู้นำรบกับจีนนั้น สหรัฐฯใช้ญี่ปุ่นเป็นฐานในการส่งกำลังบำรุง ญี่ปุ่นก็เลยได้ทั้งเงินลงทุนจากต่างประเทศ และเทคโนโลยีที่ต่อมาทำให้เป็นฐานสำหรับญี่ปุ่นในการวิจัยพัฒนาทั้งต่อยอด และคิดค้นคว้าขึ้นเอง จนญี่ปุ่นผงาดขึ้นมาเป็นอันดับ 2 รองจากสหรัฐฯในทางเศรษฐกิจ หลายคนก็คาดว่าญี่ปุ่นจะแซงสหรัฐฯในช่วงศตวรรษ 2000
แต่เหตุการณ์มิได้เป็นดังที่คาด เพราะเกาหลีใต้และจีนได้มีการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองไล่ตามญี่ปุ่นมาติดๆ ในช่วงสงครามเวียดนาม สหรัฐฯก็ใช้เกาหลีเป็นฐานในการส่งกำลังบำรุง ทำให้เกาหลีมีเงินลงทุนไหลเข้าพร้อมเทคโนโลยี จนเกาหลีสามารถเติบโตไล่ตามญี่ปุ่นมาติดๆ ที่เป็นอันตรายต่อญี่ปุ่นที่เน้นการส่งออกเป็นพลังการผลักดันการเติบโต อันสำคัญต้องชะงักงันลงไป เพราะเกาหลีส่งสินค้าออกมาตีตลาดต่างประเทศด้วยราคาที่ถูกกว่า แต่คุณภาพใกล้เคียง แถมปรับปรุงการใช้งานเอาใจลูกค้าได้มากกว่า ในขณะที่ญี่ปุ่นเน้นนวัตกรรมที่สูงขึ้นและอายุการใช้งานนานขึ้น แต่ราคาก็แพงขึ้น ทำให้ตลาดต่างประเทศหดหายไป เพราะผู้บริโภคเน้นการซื้อของถูก ไม่สลับซับซ้อนเอาใจลูกค้า ไม่เน้นการใช้งานระยะยาว เพราะลูกค้ามองเห็นว่าเทคโนโลยีมันปรับตัวรวดเร็ว ใช้งานแค่ 2-3 ปีก็พอเมื่อเสียก็เปลี่ยนใหม่ด้วยสินค้าเทคโนโลยีที่สูงกว่า เช่นโทรทัศน์ที่เราเห็นกันอยู่
ยิ่งพอจีนตั้งหลักได้และส่งสินค้าราคาถูกออกตีตลาดทำให้สินค้าญี่ปุ่นในตลาดต่างประเทศอนาคตดับวูบลงไป เพราะผู้บริโภคระดับล่างต่างก็หันไปใช้สินค้าจีน ซึ่งแม้จะด้อยคุณภาพแต่ราคาถูกกว่ามาก
แต่ปัญหาของญี่ปุ่นมิได้หมดเพียงแค่นั้น ประการแรกการเมืองญี่ปุ่นแม้จะมีเสถียรภาพ คือ ปกครองโดยพรรค LDP มาตลอดระยะเวลานาน แต่ภายในพรรคมันมีมุ้งต่างๆที่คอยกระตุกขากันมาตลอดช่วง 50 ปี ญี่ปุ่นเปลี่ยนนายกเกือบ 20 คน เฉลี่ยคือคนละ 2 ปีครึ่ง แต่ที่แย่กว่านั้นคือญี่ปุ่นแก้ปัญหาไม่ตรงจุด คือคิดว่าที่เศรษฐกิจของตนชะงักงันนั้น เพราะการบริโภคภายในประเทศตกต่ำ จึงทุ่มอัดฉีดเงินลงไป ทั้งนโยบายการเงินที่กดอัตราดอกเบี้ยต่ำ และนโยบายการคลังที่ทำงบขาดดุลมหาศาล จนหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นสะสมมาเกิน 200% ในทุกวันนี้ ซึ่งนับว่ามากที่สุดในโลก แถมญี่ปุ่นพยายามใช้นโยบาย Q.E ซึ่งเป็นนโยบายที่ปล่อยธนบัตรออกมาเกินหลักทรัพย์สำรอง เพราะหวังให้ค่าเงินเยนต่ำ จะได้ส่งออกมากขึ้น แต่ทั้ง 2 นโยบายก็ล้มเหลว
ด้วยเหตุใหญ่ 2 ประการคือ การบริโภคไม่เพิ่มมากขึ้นเพราะคนญี่ปุ่นเป็นยอดนักประหยัดเก็บเงินออมไว้มาก จนเงินล้นธนาคาร ทำให้อัตราดอกเบี้ยติดลบด้วยซ้ำ ญี่ปุ่นจึงพยายามให้ประเทศต่างๆกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยต่ำ และซื้อพันธบัตรสหรัฐเป็นจำนวนมาก แต่รายได้ก็ไม่กระเตื้อง อัตราการเจริญเติบโตของญี่ปุ่นไม่เคยเกิน 1% หรือเกือบเป็นศูนย์มาตลอดช่วง 30 ปีนี้ ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญคือการที่ การบริโภคภายในไม่กระเตื้องด้วยเหตุดังกล่าวแล้ว การส่งออกที่ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเจริญเติบโตของญี่ปุ่นก็ซบเซา เพราะถูกทั้งจีนและเกาหลีใต้ตีตลาด
บริษัทต่างๆของญี่ปุ่นจึงพยายามปรับปรุงตัวเองด้วยการทุ่มเทในการวิจัยพัฒนา แต่การวิจัยพัฒนานั้นต้องใช้ทุนมาก และหวังผลได้น้อย คือมีความเสี่ยงสูง และต้องมีวิสัยทัศน์ในการจับทิศทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่แค่นั้นผลิตภาพและประสิทธิภาพในการผลิตของญี่ปุ่น เริ่มตกต่ำลงเพราะวัฒนธรรมองค์กรของญี่ปุ่นเปลี่ยนไป ลูกจ้างที่เคยถูกจ้างตลอดชีพ ถูกเปลี่ยนมาเป็นระบบแบบตะวันตก คือจ้างตามสัญญา หรือจ้างชั่วคราวมากขึ้น ซึ่งไม่มีสวัสดิการเหมือนลูกจ้าประจำ ความจงรักภักดีเริ่มจางหายไป ลูกจ้างเริ่มมองเห็นว่าเจ้านายที่เป็นทายาทของตระกูลเจ้าของบริษัทเอารัดเอาเปรียบและใช้จ่ายฟุ่มเฟือย ในขณะที่ให้พนักงานประหยัด และทุ่มเททำงานหามรุ่งหามค่ำ ระบบอาวุโสเริ่มถูกท้าทาย เพราะการแข่งขันภายในที่รุนแรง ประเด็นเหล่านี้เริ่มกัดกร่อนประสิทธิภาพและผลิตภาพของบริษัทญี่ปุ่นจนไม่อาจแข่งขันกับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งหลายได้
ที่เป็นปัญหากดทับการเจริญเติบโตของญี่ปุ่นอย่างแรงก็คือ โครงสร้างประชากรญี่ปุ่น ที่มีอัตราการเกิดน้อยมาก แต่คนสูงอายุมีจำนวนมากขึ้น กำลังแรงงานที่ถือว่าเป็นทรัพยากรสำคัญจึงขาดหายไป แถมรัฐบาลต้องรับภาระในการเลี้ยงดูผู้สูงอายุเหล่านั้นด้วยระบบสวัสดิการ
คนญี่ปุ่นในทุกวันนี้จึงตกอยู่ในภาวะเคร่งเครียด อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น อัตราการติดเหล้าพุ่งกระฉูด เพราะชีวิตคนญี่ปุ่นมันเครียด ราคาสินค้าแม้ไม่เพิ่มขึ้นก็อยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับรายได้และทรัพยากรก็มีอยู่จำกัด แม้ราคาอสังหาริมทรัพย์จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่คนที่มีกำลังซื้ออย่างมหาศาลคือจีนซึ่งเป็นฝ่ายรุกเข้ามาซื้อหา ไม่ใช่คนญี่ปุ่นอีกต่อไป
ที่สำคัญนักการเมืองญี่ปุ่นไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาได้อย่างเบ็ดเสร็จ นอกจากซื้อเวลาทุ่มเงินด้วยงบขาดดุลลงไป แต่ละคนก็แสวงประโยชน์ร่วมกับนายทุน และมาเฟีย ยากูซ่า ซึ่งแม้ว่าการเมืองจะดูว่ามีเสถียรภาพ แต่ก็มิได้ช่วยให้ญี่ปุ่นหลุดพ้นบ่วงกรรมได้เลย
บทเรียนจากญี่ปุ่นคงจะเป็นอุทธาหรณ์ได้ว่า แม้พลเมืองจะมีคุณภาพ มีวินัย การเมืองจะมีเสถียรภาพ แต่หากไม่มีการกระจายรายได้ หรือเฉลี่ยสุขให้ประชาชนโดยทั่วไป สุดท้ายสิ่งเหล่านั้นมันก็ไร้ประโยชน์ ประเทศที่ไร้ความสุขแม้จะมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 อย่างญี่ปุ่นสุดท้ายก็จะค่อยๆกลายเป็นอาทิตย์อัศดง
ประเทศไทยประชาชนก็ไร้วินัยและจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ขาดแคลนเงินทุน ขาดการสร้างนวตกรรม แถมเรากำลังเคลื่อนไปสู่สังคมสูงอายุ ที่ย่ำแย่คือพยายามเน้นการเจริญเติบโต ด้วยการทำงบประมาณขาดดุลอย่างต่อเนื่อง จนหนี้สาธารณะเพิ่มไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราจะเป็นอย่างไรลองนึกภาพดูครับ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *