สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ 5

สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ ๕ —ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับไทยและโลก
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
บทเรียนที่โลกยังไม่ได้เรียน
วิกฤตสายเคเบิลใต้น้ำในปี ๒๕๖๙ เปิดเผยจุดอ่อนเชิงระบบที่รู้มานานแต่ไม่มีใครแก้ไขอย่างจริงจัง น้ำมันได้รับการออกแบบระบบสำรองมาหลายสิบปี มีคลังสำรองยุทธศาสตร์ มีท่อส่งสำรอง มีแผนฉุกเฉินระดับชาติและระดับนานาชาติ แต่อินเทอร์เน็ต ซึ่งสำคัญไม่น้อยกว่าในเศรษฐกิจยุคใหม่ กลับถูกปล่อยให้เป็นความรับผิดชอบของภาคเอกชนโดยไม่มีกรอบความมั่นคงระดับรัฐรองรับ
Sam Zabin นักวิเคราะห์จาก CSIS ชี้ว่า กรอบความมั่นคงของสหรัฐฯ ที่อยู่เบื้องหลังการลงทุน AI ในอ่าวเปอร์เซียมุ่งเน้นไปที่การควบคุมห่วงโซ่อุปทานและความสอดคล้องทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ใช่การป้องกันทางกายภาพในสถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรง ซึ่งส่งผลให้เมื่อสงครามเกิดขึ้นจริง Data Center มูลค่าพันล้านดอลลาร์ของ Amazon และ Microsoft ในอ่าวเปอร์เซียถูกถล่มด้วยโดรน ขณะที่โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังไม่มีการป้องกันที่เทียบเคียงกับสินทรัพย์น้ำมัน
ข้อเสนอแนะระดับนานาชาติ
ในระดับนานาชาติ ปัญหาสำคัญคือช่องว่างทางกฎหมาย กรอบที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ได้แก่ อนุสัญญาปี ๑๘๘๔ ว่าด้วยการปกป้องสายโทรเลขใต้น้ำ และ UNCLOS ปี ๒๕๒๕ ล้วนล้าสมัยและมีอำนาจจำกัด มีนักวิชาการเสนอว่าจำเป็นต้องมีสนธิสัญญาระหว่างประเทศฉบับใหม่ที่กำหนดให้สายเคเบิลใต้น้ำเป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานพลเรือนที่ได้รับการคุ้มครอง’ ในระดับเดียวกับโรงพยาบาลหรือเขื่อนในช่วงสงคราม
นอกจากนี้ การสร้างกลไก rapid-response ระดับโลกสำหรับการซ่อมแซมเคเบิลในพื้นที่ขัดแย้งก็มีความจำเป็นเร่งด่วน ปัญหาปัจจุบันคือแม้ทุกฝ่ายยินยอมให้ซ่อม การขออนุญาตผ่านน่านน้ำของหลายประเทศต้องใช้เวลาหลายเดือน ITU และ ICPC กำลังพัฒนาแนวทาง ’emergency repair protocol’ แต่ยังไม่มีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ในสภาพปัจจุบันที่ระเบียบโลกได้รับการท้าทายอย่างมาก จากตัวอย่างการกระทำของบางประเทศ เช่นการโจมตีโรงพยาบาลหรือโรงเรียน โดยที่องค์การระหว่างประเทศทำอะไรไม่ได้แม้แต่จะประณาม
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับไทย
ในระดับประเทศ ไทยอยู่ในตำแหน่งที่น่าสนใจ เราเป็นประเทศที่มีจุดขึ้นฝั่งเคเบิลหลายจุด มีภาคโทรคมนาคมที่แข็งแกร่ง และมีนโยบายวางตัวเองเป็น Digital Hub ของภูมิภาค แต่ยังขาดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่ครอบคลุมเรื่องความเสี่ยงของโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำ
ระยะสั้น (๑–๒ ปี) ควรจัดทำแผน Business Continuity สำหรับภาคส่วนสำคัญโดยเฉพาะระบบธนาคาร โดยกำหนดมาตรฐาน latency ที่ยอมรับได้และแผนสำรองที่ชัดเจน ควบคู่กับการเร่งรัดการสร้าง Content Delivery Node ในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาการเชื่อมต่อระหว่างประเทศสำหรับเนื้อหาที่ใช้บ่อย
ระยะกลาง (๒–๕ ปี) ควรเร่งผลักดัน TalayLink ให้แล้วเสร็จ ซึ่งจะเพิ่มเส้นทางสำรองที่ไม่ผ่านทะเลแดงในทิศทางใต้ นอกจากนี้ควรลงทุนในการเชื่อมต่อภายในอาเซียนโดยเฉพาะกับสิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เพราะแม้เส้นทางยุโรปขัดข้อง การค้าและการสื่อสารภายในภูมิภาคควรยังคงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
ระยะยาว (๕ ปีขึ้นไป) ไทยควรพิจารณาเข้าร่วมกลุ่มประเทศในโครงการ SONIC ที่ซาอุดีอาระเบียและโอมานกำลังพัฒนาร่วมกัน ซึ่งเป็นระบบเคเบิลบนบกเชื่อมสถานีขึ้นฝั่งทั่วตะวันออกกลาง และร่วมมือในโครงการเคเบิลผ่านทวีปแอฟริกาที่จะเป็นเส้นทางสำรองสำคัญในทศวรรษหน้า
ประเทศที่เตรียมพร้อมสำหรับวิกฤตเคเบิลใต้น้ำในวันนี้คือประเทศที่จะกลายเป็น Digital Hub ที่น่าเชื่อถือในทศวรรษหน้า
บทสรุป: ยุคใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์ใต้น้ำ
สายเคเบิลใต้น้ำเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดที่คนทั่วไปไม่เคยมองเห็น พวกมันเชื่อมโลกเข้าด้วยกันในระดับที่ไม่มีเทคโนโลยีอื่นทดแทนได้ในศตวรรษนี้ การที่เส้นทางสำคัญผ่านเขตความขัดแย้งและอยู่ภายใต้การควบคุมของผู้เล่นที่ไม่เป็นมิตรกันเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่กำลังเปลี่ยนรูปแบบการทำสงครามและการต่อรองระหว่างประเทศ
สำหรับไทย การเป็น Digital Hub ของภูมิภาคไม่ใช่แค่เรื่องของ Data Center หรือความเร็วอินเทอร์เน็ต แต่คือความสามารถในการรับประกันการเชื่อมต่อที่เสถียรในทุกสภาวะ รวมถึงสภาวะสงครามและวิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ของโลก
โลกใต้น้ำที่เคยถูกละเลยได้กลายเป็นสมรภูมิใหม่ที่ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน มีแต่ผู้ที่เตรียมพร้อมและผู้ที่ไม่เตรียมพร้อม คำถามคือเราจะอยู่ฝั่งไหน
— จบ —
บทความชุดนี้เรียบเรียงจากแหล่งข้อมูลอ้างอิงระดับสากล ได้แก่ CSIS, TeleGeography, Rest of World,
Capacity Global, German Marshall Fund, Submarine Networks, Bangkok Postและ inewhorizon.net
ข้อมูล ณ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๙







