INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การพัฒนาที่ยั่งยืน(sustainable development)

ai generated 8708404 1280

การพัฒนาที่ยั่งยืน(sustainable development)

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ความนำ

“พัฒนา” มีความหมายว่า ทำให้เจริญขึ้น เป็นคำที่ใช้กันทั่วไป ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ แต่การศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ มีการใช้คำนี้บ่อย การพัฒนาประเทศ หมายถึงทำให้ประเทศมีสภาพที่ดีขึ้นในด้านต่างๆ เช่น ในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และขีดความสามารถในการแข่งขัน ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ก็มีสาขาเศรษฐศาสตร์การพัฒนา (development economics) ที่ศึกษา ปัจจัยต่างๆ ในการพัฒนาเศรษฐกิจด้วย

โดยทั่วไป เรามักเรียกประเทศรายได้สูงที่มีเศรษฐกิจและสังคมที่เจริญกว่าประเทศอื่นส่วนใหญ่ในโลกว่า“ ประเทศพัฒนาแล้ว”(developed countries) ประเทศที่มีรายได้ไม่สูงที่พัฒนาไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงขึ้นว่า เป็น “ประเทศกำลังพัฒนา(developing countries” ส่วนประเทศที่มีระดับการพัฒนาในด้านต่างๆตํ่า เช่น มีรายได้เฉลี่ยต่ำ มีเศรษฐกิจ สังคมที่ล้าหลัง ขาดแคลนสิ่งสาธารณูปโภค มีการศึกษา สาธารณสุขไม่ดี มีความสามารถแข่งขันไม่สูงว่า“ประเทศด้อยพัฒนา(less developed countries)“

การแบ่งประเทศพัฒนาแล้ว ประเทศกำลังพัฒนา และประเทศดัอยพัฒนาตามระดับรายได้ต่อหัวของประชาชนนี้ เป็นเกณฑ์การวัดที่ไม่สมบูรณ์นัก ประเทศที่มีรายได้สูงบางประเทศ อาจมีสภาพบางด้านที่ไม่ได้พัฒนามากนัก เช่น มีการพัฒนาเทคโนโลยีน้อย มีสังคมที่ไม่สงบ มีการเมืองการปกครองยุ่งเหยิง ไร้เสถียรภาพ “ ในขณะที่ประเทศที่มีรายได้ต่ำบางประเทศมีการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่น่าชื่นชมในบางด้าน แม้ประชาชนมีรายได้ระดับต่ำ แต่มีอาหารการกินเพียงพอ ไม่อดอยาก มีสังคมที่สงบสุข มีการเมืองการปกครองมั่นคง เป็นต้น หากประเทศรายได้ต่ำเหล่านี้ มีนโยบายการพัฒนาที่ดี ก็สามารถขยับฐานะขึ้นมาเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางและรายได้สูงได้เมื่อเวลาผ่านไป

บทความนี้ จะกล่าวถึงการพัฒนาในระดับโลก ประเทศ องค์กร สถานประกอบการ ปัจเจกบุคคล รวมทั้งสิ่งที่ควรมีการพัฒนา และปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาในแต่ละระดับ

โลกมนุษย์มีวิวัฒนาการมาเป็นเวลานาน เฉพาะที่มีการบันทึกทางประวัติศาสตร์ ก็มีเวลากว่า 5000 ปีแล้ว ในเวลาที่ผ่านมา โลกมนุษย์มีการพัฒนาหลายด้าน มีอารยธรรมสูงขึ้น มีความเจริญด้านวัตถุ มีชีวิตที่สะดวกสบายขึ้น มีความรู้มากขึ้น มีเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าขึ้น และมีการสร้างสถาบันที่เอื้อต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองขึ้นจำนวนมาก

อย่างไรก็ดี แม้สังคมโลกมีความเจริญด้านวัตถุ แต่จนถึงปัจุบัน ยังไม่สงบสุข ประเทศจำนวนมากมีปัญหาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่หลากหลาย โลกนี้แม้มีความเจริญขึ้นทางวัตถุ แต่จิตใจของคนในโลก ยังไม่มีการพัฒนามากนัก และยังมีข้อบกพร่องอยู่มาก

บทความนี้จะไม่วิเคราะห์ข้อบกพร่องของมนุษย์ ซึ่งมีสาเหตุที่หลากหลาย แต่กล่าวถึงสิ่งที่ควรมีการพัฒนาในระดับโลก ประเทศ องค์กร สถาบัน สถานประกอบการ ปัจเจกบุคคล และปัจจัยต่างๆที่นำไปสู๋การพัฒนาที่ยั่งยืนในแต่ละระดับ

สิ่งที่พึงปรารถนาของโลก คือ:

ก. โลกมนุษย์มีความสงบสุข ไม่มีสงคราม ไม่มีความขัดแย้ง ประเทศต่างๆในโลกมีความปรองดองสมานฉันท์

ข. คนในโลกมีความเป็นอยู่ที่ดี ไม่ยากจน ไม่อดอยาก

ค. ชีวิตคนมีความปลอดภัย ภัยธรรมชาติ และอุบัติเหตุที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินลดลง

ง. คนในโลกทุกคนมีสุขภาพที่ดีขึ้น มีอายุที่ยืนยาวขึ้น

จ. คนชรา ผู้เจ็บป่วย พิการ และเด็กเล็กที่ไม่สามารถช่วยตัวเอง ได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง

ฉ. เด็กและเยาวชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา

ช. ทุกคนในโลกมีสิทธิเสรีภาพ มีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ไม่มีการกดขี่ข่มเหง บังคับขู่เข็ญ ไม่รังเกียจคนต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างศาสนา และต่างชั้นวรรณะ

ซ. ความเหลื่อมล้ำในรายได้และทรัพย์สินระหว่างประชาชนในประเทศต่างๆ และในประเทศเดียวกันลดน้อยลง

ฌ. มีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ดี

ญ. วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้า นำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างความสดวกสบายแก่มนุษย์ ได้ แต่ไม่ถูกใช้ในทางก่อให้เกิดความเสียหาย

ครามที่ทำลายชีวิตและทรัพย์สินในภูมิภาคต่างๆ นอกจากสงครามที่ใช้อาวุธต่อสู้กันแล้ว ยังมีความขัดแย้งกันทางการค้า ทางศาสนา ลัทธิการเมืองการปกครอง และการกีดกันการพัฒนาเทคโนโลยีด้วย

 

สิ่งมี่ควรพัฒนา

สิ่งที่ควรมีการพัฒนาในระดับโลก คือ: ก. ความรู้ ข. สถาบันและธรรมาภิบาลโลก ค. ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ ง. สินค้าสาธารณะโลก

ก. ความรู้

ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน โลกมีการสะสมความรู้ที่เป็นประโยชน์มาจำนวนมากแล้ว แต่ยังต้องมีการพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งความรู้วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และความรู้แขนงอื่นๆ ความรู้เป็นพื้นฐานความเจริญของโลกมนุษย์ ตั้งแต่การรู้จักใช้ไฟ ประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ รู้วิธีการเพาะปลูก รู้จักใช้ภาษา และการประดิษฐ์ตัวหนังสือในสมัยดึกดำบรรพ์ จนถึงมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า สามารถสร้างปัญญาประดิษฐ์ ที่ทำงานดีกว่าคนได้ในปัจจุบัน ล้วนเกิดขึ้นได้จากความรู้ การพัฒนาความรู้ การเรียนรู้ การสะสม ถ่ายทอดความรู้ และนำความรู้มาใช้จึงเป็นหน้าที่ของทุกคนและทุกประเทศในโลก ประเทศต่างๆต้องร่วมมือกันสร้างความรู้ที่เป็นประโยชน์ ไม่กีดกันการพัฒนาความรู้และวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีดังที่เห็นกันอยู่ในปัจจุบัน

ข. ธรรมาภิบาลโลก(global governance)

ธรรมาภิบาลโลก หมายถึงระบบ สถาบัน กฎระเบียบ มาตรฐาน ที่เอื้อประโยชน์ต่อการจัดระเบียบโลก คนในโลกจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ก็ต่อเมื่อมีหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่ทุกประเทศเห็นชอบร่วมกันเช่น หลักสิทธิมนุษยชน หลักเกณฑ์และกฎระเบียบการค้าการลงทุน สุขอนามัย การรักษาสันติภาพ การทะนุถนอมรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศต่างๆตระหนักถึงความสำคัญของการมีธรรมาภิบาลโลก จึงร่วมการจัดตั้งองค์การระหว่างประเทศที่มีบทบาทการจัดระเบียบโลก เช่น องค์การสหประชาชาติ (United Nations) ที่มีหน่วยงานที่ในสังกัดหลายแห่ง ทำหน้าที่ดูแล กำกับ ส่งเสริมธรรมาภิบาลโลกในด้านต่างๆ ธนาคารโลก (World Babk) ที่ให้ความช่วยเหลือกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ องค์การการเงินระหว่างประเทศ (Internaional Monetary Fund) ที่ดูแลความมั่นคงของเสถียรภาพทางการเงินของโลกและข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า(General Agreement on Tariffs and Trade) ซึ่งต่อมาเป็นองค์การการค้าโลก(World Trade Organization) ที่ดูแลความมั่นคงและกฎระเบียบทางการค้าระหว่างประเทศ และข้อตกลงปารีส(Paris Agreement)ที่เกี่ยวกับการปกป้องภูมิอากาศของโลก เป็นต้น

องค์การและข้อตกลงเหล่านี้ เมื่อจัดตั้งขึ้นใหม่ๆ มีบทบาทในการจัดระเบียบโลกด้านต่างๆพอสมควร องค์การสหประชาชาติมีกองกำลังทำหน้าที่รักษาสันติภาพ และช่วยเหลือผู้ประสบภัยสงคราม แต่ยังมีบทบาทไม่มากนัก จากการมีกำลังพลที่จำกัด เมื่อเทียบกับประเทศมหาอำนาจที่มีแสนยานุภาพสูง อย่างไรก็ดี หน่วยงานอื่นๆภายใต้องค์การสหประชาชาติ เช่น องค์การอาหารและการเกษตร(FAO) ที่ส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรในประเทศสมาชิก ส่งเสริมการผลิตอาหาร เพื่อลดการขาดแคลนอาหาร ในประเทศต่างๆ องค์การอนามัยโลก(WHO) ที่ดูแลความปลอดภัยและสุขภาพของประชาคมโลก องค์การทุนเพื่อเด็ก(UNICEF) ที่ส่งเสริมสุขภาพเด็กทางด้านโภชนาการและสุขาภิบาล ลดโรคระบาดที่เป็นอันตรายต่อเด็ก องค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) ที่ส่งเสริมสวัสดิภาพแรงงาน ให้ได้รับความยุติธรรมและสวัสดิการที่ได้มาตรฐาน การประชุมสหประชาชาติในการค้าและการลงทุน (UNCTAD) ที่ศึกษาและให้คำแนะนำด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ฯลฯ

นอกจากหน่วยงานในสังกัดองค์การสหประชาชาติแล้ว องค์การระหว่างประเทศอื่น เช่น ธนาคารโลก (WB) ที่ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศกำลังพัฒนาทางการเงินในกิจกรรมเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ที่ดูแลความมั่นคงทางการเงิน และระบบการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ข้อตกลงทั่วไปว่าด้วยภาษีศุลกากรและการค้า(GATT) และองค์การการค้าโลก(WTO) ที่ดูแลเรื่องกฎระเบียบและมาตรฐานทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ได้จัดประชุมเจรจาระดับโลกหลายรอบ ทำให้ระดับภาษีศุลกากร และมาตรการการกีดกันทางการค้าของประเทศต่างๆ ทั่วโลกลดลงมาก ส่งผลให้การค้าการลงทุนระหว่างประเทศมีการเจริญเติบโตในอัตราสูงขึ้น เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศต่างๆทั่วโลก

องค์การระหว่างประเทศในระดับภูมิภาค เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย(ADB) ที่ให้เงินกู้ และให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศในเอเชียแปซิฟิก และธนาคารเพื่อการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย(AIIB) ที่ให้เงินกู้เพื่อสร้างสิ่งสาธารณูปโภคในประเทศในเอเชีย ธนาคารใหม่(New Delelopment Bank: NDB) ที่จัดตั้งขึ้นโดยองค์การความร่วมมือกลุ่มบริกส์ที่ให้เงินกู้แก่การพัฒนาในประเทศสมาชิก ก็มีบทบาทส่งเสริมการพัฒนาในระดับภูมิภาคและระดับโลก

อย่างไรก็ดี ในปัจจุบัน องค์การและข้อตกลงระหว่างประเทศเหล่านี้ ดูเหมือนมีบทบาทน้อยลงไปมาก การสนับสนุนและความร่วมมือจากบางประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหา เศรษฐกิจสังคมและการเมืองในประเทศ ก็ให้การสนับสนุนต่อองค์กรและข้อตกลงเหล่านี้ลดน้อยลง

ค. ทรัพยากร

ทรัพยากรที่เป็นประโยชน์ นอกจากที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ทรัพยากรจำนวนมาก ยังเกิดจากการสร้างขึ้นของมนุษย์ วิชาเศรษฐศาสตร์กล่าวว่า ความต้องการของมนุษย์มีอยู่ไม่จำกัด แต่ทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด จึงต้องมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า ในอีกด้านหนึ่ง ความต้องการของมนุษย์ที่มีมาก ประกอบกับความรู้ทางวิทยาศาสตร์เทคโลโลยีที่ก้าวหน้า ก็ทำให้เกิดทรัพยากรใหม่ขึ้น และทำให้สามารถใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัดได้มากขึ้น ปัจจุบัน จึงมีสิ่งผลิตใหม่ๆที่เป็นทรัพยากรที่ใช้ประโยชน์เกิดขึ้นในโลกเป็นจำนวนมาก แต่การอนุรักษ์ทรัพยากร ไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสุรุ่ยสุร่าย ก็ยังมีความจำเป็น

ง. สินค้าสาธารณะโลก(global public goods)

สินค้าสาธารณะ(public goods) คือ สินค้า(และบริการ) ที่ทุกคนสามารถใช้ได้โดยไม่ถูกกีดกัน(non-excludability) ไม่มีปรปักษ์ หรือความขัดแย้งในการใช้(non-rivalrious) คือ การบริโภคของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ไม่ทำให้คนอื่นต้องใช้สินค้าหรือบริการนั้นน้อยลง ตัวอย่างสินค้าสาธารณะโลก คือ ความรู้ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมืองโลก เส้นทางการสื่อสารคมนาคมที่ทุกคน ทุกประเทศใช้ร่วมกันได้ รวมทั้งกฎระเบียบระดับโลกต่างๆที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

การสร้างสินค้าสาธารณโลกต้องใช้ทรัพยากร แต่เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วคนทั่วโลกได้รับประโยชน์ทั่วกัน โดยทั่วไป ประเทศขนาดใหญ่ที่มีรายได้สูง มีทรัพยากรและบุคลากรมาก มีส่วนออกเงินในการจัดสร้างสินค้าสาธารณะโลกมากกว่าประเทศเล็กที่มีรายได้ต่ำ แต่ในปัจจุบันดูเหมือนไม่เป็นเช่นนั้น รัฐบาลของประเทศใหญ่ที่มีรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกา ไม่ได้สนใจในการสร้างสินค้าสาธารณะระดับโลกมากนัก ทั้งยังได้ถอนตัวออกจากข้อตกลงบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อชาวโลกไปแล้ว

 

อนาคตการพัฒนาระดับโลก: ทิศทางและวิธีการ

จากที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า ความร่วมมือระหว่างประเทศมีความสำคัญต่อการพัฒนาสิ่งต่างๆในโลก แต่สภาพการณ์ในปัจจุบัน ดูเหมือนมีแนวโน้มไปในทางที่ไม่ดี สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งองค์กรที่เอื้อประโยชน์ต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมโลกหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจุบัน ได้กลายมาเป็นประเทศที่เห็นแก่ตัว สร้างความเดือดร้อนแก่ประเทศอื่น การพัฒนาโลกในอนาคตอันใกล้ จึงมีแนวโน้มที่ไม่สู้จะสดใสนัก ถ้ายังไม่มีการเปลี่ยนรัฐบาลที่เห็นแก่ตัวในประเทศใหญ่ของโลกอย่างอเมริกาแล้ว สิ่งที่ทำได้สำหรับประเทศอื่นๆ คือ ส่งเสริมความร่วมมือกันเอง สร้างกฎเกณฑ์โลกาภิวัตน์ที่ปราศจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็ต้องพยายามทำ

 

ทิศทางในการพัฒนาระดับโลก

ก่อนก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ประเทศสมาชิกขององค์การสหประชาชาติได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมาย “การพัฒนาสหัสวรรษ”(millennium development goals: MDGs) เพื่อลดความอดอยาก ยากจน โรคระบาด และปัญหาอื่นๆที่เป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญของโลก ต่อมา ในปีค.ศ. 2015 มีการขยายเป้าหมายสหัสวรรษนี้ เป็นเป้าหมาย“การพัฒนาที่ยั่งยืน”(sustainable development goals:SDGs) เป็นแนวทางในการพัฒนาในระหว่างปีค.ศ. 2016-2030

homeless man 7855421 1280

ถ้าพัฒนาอย่างยั่งยืนของสหประชาชาติ มี 17 เป้าหมาย คือ 1. ยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกที่(no poverty ) 2. ยุติความอดอยากหิวโหย(no hunger ) 3. ส่งเสริมการมีสุขภาพที่ดี และความอยู่ดีกินดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัย(goodhealth and well-being ) 4. สร้างหลักประกันให้ทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพ(good quality of education) 5. ความเสมอภาคเรื่องเพศ เพิ่มบทบาทของสตรีและเด็กหญิงทุกคน(gender equality) 6. สร้างหลักประกันน้ำ สุขาภิบาล และมีระบบการจัดการนํ้าที่มีประสิทธิภาพ (clean water and sanitation ) 7. สร้างหลักประกันเข้าถึงพลังงานสะอาด(clean energy) 8. ส่งเสริมการเจริญเติบโตที่ยั่งยืน มีการจ้างงานเต็มที่ ทำงานที่มีคุณค่า (decent work) 9 .สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน และส่งเสริมนวัตกรรม(promote industry, innovation, infratructure) 10. ลดความไม่เสมอภาคระหว่างประเทศ (reduce inequality) 11. ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความคลอบคลุม ปลอดภัย และยั่งยืน(sustainable cities) 12. มีการผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน (responsible production and consumption) 13. ร่วมต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและผลที่เกิดขึ้น (action on climate change) 14. อนุรักษ์มหาสมุทร ทะเล ทรัพยากรนํ้าและสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน (preserve water and lives under water) 15. ปกป้อง ฟื้นฟูระบบนิเวศน์บนบกที่ยั่งยืน (presearve lives on land) 16. ส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม โดยมีสถาบันที่เข้มแข็ง (peace, justice, and strong institutions) 17. เสริมความเข้มแข็งการดำเนินงาน สร้างสภาพการมีสภาพหุ้นส่วน และความร่วมมือระดับโลกสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน 17 ข้อนี้ สอดคล้องกับสิ่งที่พึงปรารถนาของโลกที่กล่าวมาในตอนต้นของบทความนี้ นอกจากมีการกำหนดหัวข้อที่เป็นเป้าหมายใหญ่แล้ว คณะทำงานสหประชาชาติ ยังกำหนดเป้าหมายย่อย และพัฒนาตัวชี้วัด เพื่อติดตามความคืบหน้าของการปฎิบัติงาน การดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในการพัฒนาที่ยั่งยืนนี้ ถือได้ว่าเป็นทิศทางนำไปสู่การพัฒนาที่ยังยืนได้

อย่างไรก็ตาม หากมีเป้าหมายหรือทิศทางแล้ว ไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติได้ ก็ไม่มีประโยชน์ใดๆ จนถึงปัจจุบัน เวลาได้ล่วงเลยมา 10 ปีแล้ว การดำเนินงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ดูเหมือนว่าจะยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ การพัฒนาระดับโลกที่พึงปรารถนา จึงยังอยู่ห่างไกลอีกมาก

 

วิธีการพัฒนา

ท่ามกลางความขัดแย้งที่มีอยู่ในโลกปัจจุบัน การพัฒนาเศรษฐกิจสังคมของโลกให้มีความยั่งยืนตามเป้าหมายของสหประชาชาติ คงเป็นไปได้ยาก การนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนสู่การปฏิบัติจนทำให้เกิดผลชัดเจนคงจะยากมาก สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันคือตั้งความหวังไว้ก่อน รอให้วันหนึ่งผู้มีอำนาจบริหารในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในประเทศใหญ่ ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือกัน ยอมลดความขัดแย้งกัน แล้วนำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมาดำเนินการอย่างจริงจัง ถึงเวลานั้น การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับโลกจึงมีความเป็นไปได้

 

ถ้าจะให้โลกมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ประเทศต่างๆควรทำอะไรบ้าง สิ่งที่ควรทำคือ:

ก. ประเทศต่างๆยุติความขัดแย้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน แล้วหันมาร่วมมือกัน

ข. เลิกความคิดและนโยบายที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งในประเทศ ที่แต่ละประเทศสามารถทำไ ด้ด้วยตนเอง เช่น ยุติ การเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ และการแบ่งชั้นวรรณะ

ค. นำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนมากำหนดเป็นนโยบายนำสู่การปฏิบัติ

chess 8691908 1280

ยุติความขัดแย้ง

ปัจจุบันประเทศต่างๆในโลกมีความขัดแย้งกันมาก เช่น มีสงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส ที่ยือเยื้อเป็นเวลานาน มีการโจมตีเรือบรรทุกสินค้าและเครื่องบินอเมริกาของ กลุ่มฮูติ และการตอบโต้ของอเมริกาที่ยิงระเบิดเข้าไปในเยเมน มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น ระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน แบะความขัดแย้งภายในประเทศ เช่น ในพม่าและเกาหลีใต้ เป็นต้น

หลังจากที่โดนัลด์ ทรัมป์ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินนโยบายขึ้นภาษีศุลกากรนำเข้า ในสินค้าที่มาจากประเทศต่างๆทั่วโลก สร้างความปั่นป่วนให้แก่การค้าระหว่างประเทศ และเมื่อประเทศคู่ค้า เช่นจีน ทำการตอบโต้ ก็ส่งผลเสียแก่การบริโภคและการส่งออกของอเมริกา ทำให้ประชาชนอเมริกันไม่พอใจ มีการชุมนุมประท้วง ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ในสหรัฐอเมริกา และในประเทศ อื่นๆตกลงมาก มีเงินเฟ้อสูงขึ้น

ความขัดแย้งต่างๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน คงไม่สามารถคลี่คลายลงได้ หากผู้บริหารรัฐบาลในประเทศที่มีส่วนในการสร้างความขัดแย้งนี้ ไม่ตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดจากสงครามและความขัดแย้งเหล่านี้ และมีความคิดที่จะหันมาร่วมมือกัน

 

ความร่วมมือระหว่างประเทศ

มีคำบางคำที่ใช้กันบ่อยในด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เช่น “เคารพซึ่งกันและกัน” “ ร่วมมือกันแล้ว ทั้งสองฝ่ายได้รับประโยชน์” “แม้ความคิดไม่เหมือนกัน แต่ก็ร่วมมือกันได้” “แสวงหาจุดร่วม แม้ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน” ฯลฯ คำเหล่านี้เป็นคำพูดที่ดี แต่บ่อยครั้งไม่ได้ถูกนำมาใช้ปฏิบัติ ยกเว้นในบางกรณี ที่ประเทศคู่ขัดแย้งตระหนักถึงผลเสียของความไม่ลงรอยกัน แล้วหันมาคืนดีกัน ตัวอย่างเช่นกรณีของซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน ที่ขัดแย้งกันมาเป็นเวลานาน ทั้งสองฝ่ายได้รับความเสียหาย แต่ในที่สุด กลับมาคืนดีกัน ด้วยการไกล่เกลี่ยของประเทศจีน การปรองดองระหว่างซาอุดิอาระเบียกับอิหร่าน นอกจากทั้งสองประเทศจะได้รับประโยชน์แล้ว ประเทศจีนที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย ก็ได้รับประโยชน์ด้วย มีการทำการค้าการลงทุนในสองประเทศนี้ได้มากขึ้น

ในการเจรจาระหว่างประเทศ ข้อตกลงระงับการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และงดใช้อาวุธเคมีชีวภาพ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพคน ก็มีประโยชน์ต่อการสร้างสันติภาพในระดับโลก การเจริญเติบโตของการค้าและการลงทุนโลก หลังสงครามโลกครั้งที่สอง เอื้อประโยชน์ต่อประเทศต่างๆมาก การร่วมมือกันพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความร่วมมือกันในลักษณะต่างๆที่มุ่งสู่การสร้างสันติภาพ และความเจริญก้าวหน้าของโลก จึงเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา

การร่วมมือกันระหว่างประเทศในการพัฒนาความรู้เป็นสิ่งดี หากนักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ และผู้ชำนาญการในทุกสาขาความรู้ที่มีอยู่ในประเทศต่างๆ ผนึกกำลังกันทำการศึกษาวิจัย ร่วมมือกันพัฒนา องค์ความรู้ และเทคโนโลยีที่มีอยู่ในโลก จะเพิ่มพูนขึ้นมามาก เมื่อหลายปีก่อนมีผู้เสนอแนวความคิดว่า สหรัฐอเมริกาซึ่งมีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และมีบุคลากรทางด้านนี้มาก หากร่วมมือกับประเทศอื่นๆ เช่นประเทศจีนและประเทศในยุโรป พัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีแล้ว ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของโลกจะมีอัตราสูงขึ้นอย่างมาก เมื่อประมาณ 20 ปีก่อน เฟอกูสันและชูลาริค (Ferguson and Shularick)ใช้คำว่า ชินอเมริกา(Chinamerica) ซึ่งเป็นคำประสมของชื่อทั้งสองประเทศ ได้เสนอความคิดความร่วมมืออเมริกากับจีน มหาอำนาจเศรษฐกิจของโลก ระบุเรื่องต่างๆของระหว่างสองประเทศนี้ ที่จะทำให้โลกมีสันติสุข แต่ความคิดความร่วมมือระหว่างประเทศนี้ ไม่ได้นำสู่การปฏิบัติ ในทางตรงกันข้าม ปัจจุบัน อเมริกากับจีน ไม่เพียงแต่ไม่ร่วมมือกัน แต่ยังมีความขัดแย้งกันมากขึ้น

ในปัจจุบัน แม้จะมีโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างประเทศอยู่เป็นจำนวนมาก ประเทศต่างๆมีการส่งคนออกไปศึกษาหาความรู้ในประเทศอื่นจำนวนมาก แต่ความร่วมมือวิจัยและพัฒนาในทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีระหว่างประเทศยังมีอยู่จำกัด บางประเทศยังมีนโยบายกีดกันการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศที่ถือว่า เป็นศัตรูหรือคู่แข่งด้วย

ในเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน แม้จะมีการศึกษาวิจัย มีหนังสือและบทความในเรื่องนี้ตีพิมพ์ออกมามาก องค์การสหประชาชาติ ก็มีการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และมีการรณรงค์ในเรื่องนี้ แต่จนถึงบัดนี้ ความร่วมมือระหว่างประเทศในการผลักดันเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปสู่การปฏิบัติ ยังไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

การเปลี่ยนแปลงแนวความคิดและการปฏิบัติในแต่ละประเทศ

เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนบางประการ แต่ละประเทศสามารถทำให้เกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องพึ่งความร่วมมือจากประเทศอื่น หนึ่งในนั้นก็คือ การยุตินโยบายและพฤติกรรมการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ และยุติการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้อื่นที่ตนเห็นว่าไม่เป็นคนพวกเดียวกัน

ตัวอย่างที่ดีของการสร้างความปรองดอง เลิกการเหยียดผิว เหยียดเชื้อชาติ คือ ประเทศแอฟริกาใต้ โดยเนลสัน แมนเดลา(Nelson Mandella) ซึ่งเป็นประธานาธิบดีของประเทศแอฟริกาใต้ ที่ได้รับการเลือกตั้ง และดำรงตำแหน่งระหว่างปีค.ศ. 1994 ถึง 1999 ก่อนหน้านั้นเขาเป็นนักเคลื่อนไหว ต่อต้านการรังเกียจผิวของรัฐบาลคนผิวขาวที่ปกครองประเทศ แล้วถูกจับเข้าคุกรวมเป็นเวลา 27 ปี เขาได้รับการปลดปล่อยในปี 1990 เมื่อคนผิวดำได้รับสิทธิ์ในการเลือกตั้ง แมนเดลลาได้รับชัยชนะและก้าวขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีคนผิวดำคนแรกของแอฟริกาใต้ เขามีนโยบายที่ประนีประนอม ไม่แก้แค้นหรือทำร้ายคนผิวขาวซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยในประเทศ และเร่งพัฒนาเศรษฐกิจของแอฟริกาใต้จนเจริญขึ้นมากตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา คนผิวขาวและคนผิวดำพื้นเมืองในประเทศ สามารถอยู่ร่วมกันโดยสันติ ไม่มีความขัดแย้งกันอีก

ในประเทศสิงคโปร์และจีน ประชาชนต่างเผ่า ต่างภาษา และต่างเชื้อชาติ ก็อยู่ร่วมกันโดยสันติได้ ในสิงคโปร์ ประชาชนที่มีเชื้อชาติจีนเป็นคนหมู่มาก แต่ก็มีชาวสิงคโปรที่มีเชื้อชาติอินเดีย มาเลเชีย และอื่นๆ ซึ่งเป็นคนกลุ่มน้อยอยู่ด้วย ประชาชนต่างเชื้อชาติเหล่านี้ อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ ทุกคนเป็นชาวสิงคโปร์ มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน ชาวสิงคโปร์ไม่ใช่เชื้อชาติจีน บางคนได้รับการแต่งตั้งให้มีตำแหน่งสูงในรัฐบาล

คนเชื้อสายจีนซึ่งมีมาก แต่ก็มีบรรพบุรุษมาจากต่างท้องถิ่น และพูดภาษาพื้นเมืองของตนเอง สิงคโปร์ที่แต่เดิมใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางหรือภาษาทางการ ได้เพิ่มภาษาจีน เป็นภาษาทางการเข้าไปในหนังสือราชการด้วย แต่คนสิงคโปร์เชื้อสายจีน มีแนวโน้มที่จะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่พูดภาษาจีนท้องถิ่นเดียวกัน ในสมัยที่ลีกวนยู(李光耀)เป็นนายกรัฐมนตรี จึงได้ส่งเสริมให้คนเชื้อสายจีนในสิงคโปร์พูดภาษาจีนกลาง(mandarin) เพื่อสะดวกในการสื่อสารและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันและเพื่อให้มีความสามัคคีกันมากขึ้น ในสิงคโปร์ แม้คนเชื้อสายจีนจะเป็นประชาชนส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่มีสิทธิ์ใดๆเหนือประชาชนที่มีเชื้อชาติอื่น คนต่างชาติต่างภาษา ก็อยู่ร่วมกันได้อย่างสันติมาเป็นเวลานาน

ในประเทศจีน มีประชาชนเผ่าฮั่น(汉族)เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่มีคนเผ่าอื่นที่พูดภาษาท้องถิ่นของตนเอง อาศัยอยู่ตามมณฑลต่างๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ในมณฑลซินเจียง(新彊)มีคนเผ่าอุยกูร์(维吾尔族) มณฑลทิเบต(西藏)มีคนเผ่าธิเบต(藏族) มณฑลกวางสี(广西)มีคนจ้วง(壮族) และในมณฑลหนิงเซี่ย(宁夏)ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนามุสลิม นโยบายของรัฐบาลจีน คือ ให้มณฑลที่มีชนกลุ่มน้อยเป็นคนส่วนใหญ่ของมณฑล เป็นเขตปกครองตนเอง(自治区)มีฐานะเป็นมลฑล และแต่งตั้งให้คนพื้นเมืองมีส่วนในการปกครองบริหารมณฑลนั้น นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้มีการรักษา ขนบธรรมเนียมประเพณีและศิลปะวัฒนธรรมท้องถิ่นของชนกลุ่มน้อยด้วย ให้ความเสมอภาคแก่ชนกลุ่มน้อยด้วยการแต่งตั้งให้ผู้แทนจากมลฑลเหล่านี้ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และเข้าร่วมประชุมสมัชชาประชาชนในระดับชาติได้

จีนเป็นประเทศใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวางและมีประชากรมาก แม้ชนเผ่าฮั่นจะเป็นคนส่วนใหญ่ แต่ในพื้นที่ต่างๆ ก็มีภาษาท้องถิ่นของตนเอง สมัยก่อน คนที่อยู่ในท้องถิ่นต่างๆ และมีภาษาพื้นเมืองที่แตกต่างกัน จะพูดกันไม่รู้เรื่อง หรือแม้แต่คนที่อยู่ในมณฑลเดียวกัน เช่น มณฑลกวางตุ้ง หรือกว่างตง(广东省)ที่มีคนอยู่หลายล้านคน มีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกันหลายภาษา เช่น ภาษากวางตุ้ง ภาษาแคะ ภาษาแต้จิ๋ว และภาษาอื่นๆอีก คนที่อยู่ต่างมลฑลและต่างท้องที่ สื่อสารด้วยภาษาท้องถิ่นไม่ได้ โชคดีที่ประเทศจีน มีภาษาแมนดารินหรือภาษาจีนกลางเป็นภาษากลาง ที่คนส่วนใหญ่พูดและฟังเข้าใจ แม้จะมีสำเนียงที่แตกต่างกันบ้าง ก็ยังสื่อสารกันได้ สำหรับภาษาเขียน ภาษาจีนเป็นคำโดดๆ ไม่ใช้ตัวสะกด หนังสือแต่ละตัวมีความหมายในตัวของมันเอง เมื่อเขียนออกมา ทุกคนที่เห็นก็จะรู้ความหมาย ถึงแม้จะออกเสียงต่างกัน ก็ตาม

ตัวอย่างของแอฟริกาใต้ สิงคโปร์และจีน แสดงให้เห็นว่า การสร้างความปรองดองระหว่างคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนา ต่างเผ่าพันธุ์ เป็นสิ่งที่ทุกประเทศสามารถทำได้ เอกภาพทางด้านภาษา มีประโยชน์ต่อการสานความสัมพันธ์ของคนกลุ่มต่างๆที่อยู่ในประเทศเดียวกัน

นอกจากการลดการเหยียดผิวเหยียดเชื้อชาติแล้ว เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอื่นๆ เช่น การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม การใช้พลังงานสะอาด การลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนภายในประเทศ ก็เป็นสิ่งที่แต่ละประเทศสามารถทำด้วยตนเองได้ในระดับหนึ่งโดยไม่ต้องพึ่งความร่วมมือจากประเทศอื่นมากนัก

 

นำนโยบายการพัฒนายั่งยืนสู่การปฏิบัติ

เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ได้นำเสนอมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แต่ประเทศต่างๆยังไม่ได้ให้ความสนใจในการนำเป้าหมายนี้ไปสู่การปฏิบัติ การพัฒนาอย่างยั่งยืนจะประสบผลได้ ต่อเมื่อทุกประเทศตระหนักถึงความสำคัญของการมีการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศของตน และกำหนดเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ นำเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน มากำหนดเป็นนโยบาย มีคณะทำงานที่ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการบริหารของประเทศ ร่วมกันกำหนดแผนปฎิบัติการและมาตรการที่ละเอียด โดยมีข้าราชการ นักวิชาการ ผู้แทนภาคเอกชนและประชาชนกลุ่มต่างๆ ร่วมทำงานการขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการที่นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามรายการที่เสนอโดยสหประชาชาติ มีการประเมินผล และแก้ไขปรับปรุงปัญหาอุปสรรคที่ผ่านเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ในประเทศที่มีการเลือกตั้ง และมีรัฐบาลใหม่ตามกำหนดเวลา แม้มีรัฐบาลใหม่ นโยบายการพัฒนายั่งยืนก็ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้หยุดชะงัก

 

บทส่งท้าย

โลกที่สงบสุข ไม่มีความอดอยากยากจน มีความเจริญรุ่งเรือง ไม่มีสงคราม ไม่มีความขัดแย้ง มีระบบนิเวศและสภาพแวดล้อมที่ดี ทุกคนมีชีวิตอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรี มีสิทธิเสรีภาพ มีความเท่าเทียมกัน ประเทศต่างๆมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองทีดี เป็นสิ่งพึงปรารถนา แต่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ยาก หากคนในโลกจำนวนมาก โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในประเทศต่างๆ ยังเห็นแก่ตัว มีความโลภ โกรธ หลง อิจฉา เกลียดชัง มุ่งแสวงหาผลประโยชน์แก่ตน อยากมีอำนาจครอบงำคนอื่น ความมุ่งหมายการพัฒนาโลกไปสู่ทางที่พึงปรารถนาคงเป็นไปได้ยาก

การเปลี่ยนแปลงความคิด ตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดี เดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำความคิดที่ดีนั้นสู่การปฏิบัติ เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นทั้งในระดับโลก ระดับประเทศ องค์กร สถานประกอบการ และปัจเจกบุคคล ปัจจุบันโลกนี้มีคนกว่า 8,000 ล้านคน มีกว่า 200 ประเทศ หากทุกคนทุกประเทศมุ่งพัฒนาไปทางที่ดี ที่ถูก โลกก็จะมีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสงบสุขตลอดไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *