INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: “ผลตอบแทน”และ“ความคุ้มค่า

ความคิดทางเศรษฐศาสตร์ที่น่าสนใจ: “ผลตอบแทน”และ“ความคุ้มค่า

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

คำว่า“ผลตอบแทน”และ“ความคุ้มค่า” เป็นคำที่ใช้กันทั่วๆไป ไม่ใช่ศัพท์เฉพาะทางเศรษฐศาสตร์ แต่ในการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ อาจมีการใช้คำว่า“ อัตราผลตอบแทน”(rate of returns) ซึ่งหมายถึงสัดส่วนหรืออัตราส่วนการตอบแทนที่ได้จากการลงทุน และ“จุดคุ้มทุน“(break-even point) ที่หมายถึงจุดที่รายรับโดยรวมเท่ากับต้นทุนรวม หลังจากนั้นถ้ารายรับมากกว่ารายจ่าย ผู้ผลิตหรือผู้ขายก็จะได้รับกำไร

คนที่ไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์บางคนอาจเข้าใจว่า เศรษฐศาสตร์คือวิชาที่เกี่ยวกับการแสวงหากำไรสูงสุด (profit maximization) แต่ที่จริง เศรษฐศาสตร์ มีเนื้อหาครอบคลุมกว้างขวาง วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง และพฤติกรรมมนุษย์ได้ แต่ไม่ได้สอนให้แสวงหากำไรสูงสุด (ผู้สนใจ อ่านบทความ“ เศรษฐศาสตร์คืออะไร เรียนแล้วได้ประโยชน์อะไร” ในบล็อกนี้ได้)

อย่างไรก็ดี ความคิดเกี่ยวกับผลตอบแทนและความคุ้มค่านี้ พบได้บ่อยในการศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ แต่มีความหมายกว้างขวาง ไม่จำกัดเพียงผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน และคุณค่าที่แสดงออกเป็นหน่วยเงินตราเท่านั้น โดยทั่วไป นักธุรกิจอาจคิดเฉพาะผลตอบแทนหรือความคุ้มค่าในระยะสั้นที่วัดได้เป็นตัวเงินเท่านั้น แท้จริงแล้วการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ต้องคำนึงถึงทั้งคุณค่าระยะสั้น ระยะยาวและประโยชน์ที่ไม่สามารถวัดเป็นตัวเงินได้ชัดเจน เช่น ผลประโยชน์ที่มีต่อประเทศและสังคม ผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเศรษฐกิจต่างๆ ซึ่งนักธุรกิจทั่วไปที่สนใจในเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน มักไม่คำนึงถึง

ตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ในปัจจุบัน ก็คือ การบริหารราชการแผ่นดินในสหรัฐอเมริกา ที่มี โดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) เป็นประธานาธิบดีและ อีลอน มัสก์(Elon Musk) เป็นรัฐมนตรีมนตรีกระทรวงประสิทธิภาพของรัฐ(Department of Government Efficiency) ทั้งทรัมป์และมัสก์เป็นนักธุรกิจที่สนใจในเรื่องกำไรขาดทุน เมื่อดำรงตำแหน่ง จึงมุ่งตัดงบประมาณและปลดข้าราชการในกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆในภาครัฐ ที่มีค่าใช้จ่ายแต่ไม่มีรายรับเป็นตัวเงินที่ “คุ้มค่า” กับจำนวนเงินที่จ่ายออกไป กล่าวหาว่า หน่วยงานเหล่านี้ “ไม่มีประสิทธิภาพ” มีการใช้จ่ายมาก จ้างคนจำนวนมาก แต่มีรายรับที่ “ไม่คุ้ม”กับรายจ่าย กิจกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และการให้ความช่วยเหลือต่างประเทศจำนวนมากถูกตัดงบประมาณ พนักงานต้องถูกปลดออก เพื่อลดค่าใช้จ่าย นัยว่า การทำเช่นนี้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่หน่วยงานเหล่านี้ หารู้ไม่ว่า การทำเช่นนี้ มีผลเสียแก่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในระยะยาว ชาวต่างชาติที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จะไม่มาทำงานที่อเมริกาอีกต่อไป และผู้ที่ยังทำงานอยู่ก็จะออกจากอเมริกา กิจกรรมการวิจัยพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีจะลดน้อยลงไปมาก ในระยะยาว ความโดดเด่นทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของอเมริกาจะสู้ประเทศอื่นไม่ได้ และความสามารถในการแข่งขันในภาคเศรษฐกิจต่างๆก็จะลดน้อยลง

ในเศรษฐศาสตร์ ผลตอบแทนและความคุ้มค่าพิจารณาจากคุณค่าหรือผลประโยชน์ที่ได้มาจากการประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ไม่ได้พิจารณาเฉพาะความคุ้มค่าที่เป็นเงินเท่านั้น บ่อยครั้ง ผู้ลงทุนหรือผู้จ่ายเงินทำกิจกรรมอย่างหนึ่ง อาจไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินจากสิ่งที่ลงทุนไป แต่สิ่งที่ได้ลงทุนลงแรงทำไปนั้น เป็นสิ่งที่มีประโยชน์แก่คนจำนวนมาก ผู้ลงทุนไม่ได้รับประโยชน์ทางตรงอันใดแม้จะเสียค่าใช้จ่ายในการทำกิจกรรมนั้น

รัฐบาลประเทศต่างๆ มีการใช้จ่ายงบประมาณสร้างสินค้าสาธารณะ (public goods) โดยประชาชนทั่วไปสามารถใช้ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนใดๆเป็นการเฉพาะเจาะจง เช่น สร้างถนน และสวนสาธารณะโดยไม่เก็บเงินจากผู้ใช้บริการ เป็นต้น ทำกิจกรรมทางการศึกษา สาธารณสุขให้ประชาชน ก็อาจเก็บเงินเพียงบางส่วนซึ่งไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด แต่สิ่งที่รัฐทำนี้ เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ผู้ใช้บริการจะได้รับประโยชน์จากบริการ ทางการศึกษาและสาธารณสุขนั้น

ในระดับโลก ทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมที่ดี ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ระบบการเงินของโลกที่มีความมั่นคง สังคมโลกที่มีความสงบสุข ไม่มีศึกสงคราม เป็นสิ่งที่พึงปรารถนา สิ่งมีประโยชน์ต่อโลกเหล่านี้จึงเป็นสินค้าสาธารณะโลก (global public goods) ปัจจุบัน องค์การระหว่างประเทศต่างๆ เช่น หน่วยงานในสังกัดขององค์การสหประชาชาติ ธนาคารโลก และองค์การการเงินระหว่างประเทศ มีหน้าที่ดูแลและให้ความช่วยเหลือประเทศต่างๆในแต่ละด้าน องค์การระหว่างประเทศเหล่านี้ จึงมีกิจกรรมการสร้างสินค้าสาธารณะระดับโลกที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโลก การจัดทำกิจกรรมต่างๆขององค์การระหว่างประเทศ ย่อมต้องใช้ทรัพยากร และต้องใช้คน ซึ่งมีค่าใช้จ่าย โดยทั่วไป องค์การระหว่างประเทศแต่ละแห่งมีรายรับค่าสมาชิกที่มาจากประเทศต่างๆ ประเทศที่มีฐานะเศรษฐกิจดี จะจ่ายเงินมาก ประเทศที่มีฐานะยากจน จ่ายเงินน้อย หลังจากที่ได้รับเงินมา องค์การระหว่างประเทศเหล่านี้ อาจทำกิจกรรมที่ให้ความช่วยเหลือให้แก่ประเทศยากจนมากกว่า ด้วยเหตุนี้ นักการเมืองที่มีพื้นฐานทางธุรกิจ ที่คำนึงถึงแต่ความคุ้มค่าทางธุรกิจในประเทศที่ต้องจ่ายค่าสมาชิกให้องค์การระหว่างประเทศในสัดส่วนสูง จึงมักเห็นว่าประเทศตนไม่ได้รับประโยชน์จากค่าสมาชิกที่จ่ายออกไป จึงไม่ให้การสนับสนุน ทั้งยังถอนตัวจากองค์การระหว่างประเทศบางแห่งเพื่อประหยัดงบประมาณ

ในกว่าศตวรรษที่ผ่านมา มหาเศรษฐีในประเทศต่างๆ เช่น ร็อกกี้เฟลเล่อร์(John D. Rockefeller) ในอเมริกาได้จัดตั้งมูลนิธิ บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล ให้ทุนการศึกษาช่วยเหลือประชาชนในประเทศต่างๆ ในการนี้ ผู้จ่ายเงินไม่ได้รับผลตอบแทนที่เป็นตัวเงินใดๆเลย แต่มีผู้ได้รับประโยชน์จากการนี้เป็นจำนวนมาก แม้ผู้บริจาคเงินไม่ได้ผลตอบแทนที่เป็นตัวเงิน แต่ได้ทำสิ่งมีคุณค่ามาก ในปัจจุบัน มหาเศรษฐีชาวอเมริกัน เช่น บิลล์ เกตส์(Bill Gates)และ วอเรน บัฟเฟตต์(Warren Buffet) รวมถึงลีกาชิง(李嘉诚) มหาเศรษฐีชาวจีน ก็บริจาคเงินจำนวนมากสนับสนุนการศึกษา ส่งเสริมการวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยตนเองไม่ได้รับผลตอบแทนทางการเงินใดๆเลย แต่สิ่งที่เขาได้ทำไปนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่า และเป็นประโยชน์มาก

บุคคลทั่วไปที่ไม่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี ก็สามารถให้ความช่วยเหลือ บริจาคเงินหรือสิ่งของให้แก่ผู้อื่น โดยเฉพาะแก่ผู้ยากไร้ โดยไม่ได้รับผลตอบแทนทางการเงินใดๆ การให้ที่ไม่หวังผลตอบแทนนี้เป็นสิ่งมีคุณค่า ผู้บริจาคได้รับความพึงพอใจ หรือความสบายใจ ส่วนผู้รับความช่วยเหลือ ก็ได้สิ่งที่มีค่าต่อเขา ความช่วยเหลือที่ไม่หวังผลตอบแทนจึงสอดคล้องกับอรรถประโยชน์สูงสุด(utility maximization) ทางเศรษฐศาสตร์

กิจกรรมต่างๆทางเศรษฐกิจ มีความเชื่อมโยงกัน ในเศรษฐศาสตร์อุตสาหกรรม มีแนวคิดเรื่องผลการเชื่อมโยง(linkage effect) คือ การขยายตัวในอุตสาหกรรมหนึ่ง มีผลกระตุ้นให้กิจกรรมเศรษฐกิจอื่นขยายตัวไปด้วย ผลการเชื่อมโยงนี้ อาจเป็นการเชื่อมโยงไปข้างหน้า จากผลิตภัณฑ์หนึ่งสู่อีกผลิตภัณฑ์หนึ่ง เช่น จากยางธรรมชาติไปสู่ยางแท่ง นํ้ายาง และไปสู่สินค้าที่ใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นวัตถุดิบ เช่น ล้อรถ และสายพานยาง และการเชื่อมโยงไปข้างหลังเป็นการเชื่อมโยงจากสินค้าสำเร็จรูปไปสู่สินค้าขั้นกลางและวัตถุดิบ เช่น จากการประกอบรถยนต์ ไปสู่การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ จากเสื้อผ้าสำเร็จรูป เชื่อมโยงสู่การปั่นด้าย การทอผ้า และการฟอกย้อม ดังนั้นการขยายตัวผลิตสินค้าหนึ่งจึงมีผลทำให้มีการขยายตัวในสินค้าอื่น และทำให้ประเทศมีระดับการพัฒนาเศรษฐกิจโดยรวมสูงขึ้น

ตัวอย่างผลการเชื่อมโยง แสดงให้เห็นว่า การที่รัฐบาลส่งเสริมการพัฒนาในอุตสาหกรรมหนึ่ง อาจมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ในกรณีเช่นนี้ การวัดผลตอบแทนหรือความคุ้มค่า ของกิจกรรมการใช้จ่ายการพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐ จึงต้องพิจารณาปัจจัยและผลลัพธ์หลายอย่าง ซึ่งกว่าจะเห็นผล อาจต้องใช้เวลานานพอควร บ่อยครั้งที่นักการเมืองที่ไม่เข้าใจปัญหาเศรษฐกิจ มักคิดว่า การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมของรัฐ ไม่คุ้มค่า เพราะต้องใช้เงินมาก แต่ไม่ได้รับผลตอบแทนในระยะสั้น ในช่วงที่เขาเป็นรัฐบาลอยู่

ในประเทศไทย ก็มีนักการเมืองและผู้บริหารเศรษฐกิจของประเทศที่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำว่า“ ผลตอบแทน” และ“ความคุ้มค่า” ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศที่ ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับที่เจ็ด (ค.ศ. 1992-1996} ด้วยความตระหนักถึงความสำคัญของการเพิ่มความสามารถการแข่งขันในอุตสาหกรรมสาขาต่างๆ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในการผลิต การส่งออก และการจ้างงาน จึงได้ก่อตั้งสถาบันเฉพาะทางขึ้นหลายแห่ง เช่น สถาบันสิ่งทอ อาหาร ยานยนต์ เหล็กและเหล็กกล้า ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ในระยะแรกสถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่ได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาล แต่รัฐบาลในเวลานั้นมีเป้าหมายว่าสถาบันเหล่านี้ต้องพึ่งตนเองทางการเงินได้ โดยไม่ต้องรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาล เดิมนักวิชาการและนักธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ตั้งความหวังว่า อุตสาหกรรมที่มีสถาบันเฉพาะทางเหล่านี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ดีขึ้น เพราะได้รับการสนับสนุนทางวิชาการและเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร การเพิ่มประสิทธิภาพ และมีการปรับปรุงในคุณภาพของสินค้า ทำให้อุตสาหกรรมต่างๆ มีการพัฒนาที่ดีขึ้น มีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น มีส่งออกมากขึ้น จ้างงานมากขึ้น การทำกิจกรรมเหล่านี้มีการใช้จ่าย โดยอาจมีรายรับไม่มากนัก และสถาบันฯอาจมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย แต่อุตสาหกรรมที่ได้รับบริการและประเทศชาติโดยส่วนรวมได้รับประโยชน์จากกิจกรรมของสถาบันเหล่านี้ ภารกิจของสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทางเหล่านี้ จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก แม้สถาบันจะมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย อย่างไรก็ตาม ความคิดที่จะให้สถาบันต้องสามารถเลี้ยงตนเองได้นี้ มีผลทำให้สถาบันเฉพาะทางต่างๆ ต้องลดการลงทุนในกิจกรรมการวิจัยพัฒนา และพัฒนาบุคลากร ที่กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน ทั้งยังได้รับผลตอบแทนการเงินในระยะสั้นน้อย สถาบันฯ จึงมุ่งทำกิจกรรมที่มีรายได้ เช่น จัดสัมมนาที่เก็บเงินจากผู้เข้าร่วม และทำการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานของสินค้า โดยมีการเก็บค่าบริการ การกระทำในลักษณะเช่นนี้ มีผลทำให้ประโยชน์แท้จริงที่พึงได้รับจากสถาบันอุตสาหกรรมลดน้อยไปมาก จนถึงปัจจุบัน เวลาล่วงเลยมาเกือบสามทศวรรษแล้ว สถาบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังคงมีอยู่ แต่ดูเหมือนมีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมไม่มาก อุตสาหกรรมไทยรวมทั้งอุตสาหกรรมที่มีสถาบันเฉพาะทางต่างๆ มีความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง จึงกล่าวได้ว่า สถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทาง ไม่ได้ประสบผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้ง

ในการบริหารประเทศ ความไม่เข้าใจเกี่ยวกับ“ ผลตอบแทน” และ“ความคุ้มค่า” สร้างความเสียหายได้มาก ตัวอย่างทางด้านการศึกษา คือ ครั้งหนึ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา สั่งให้ตัดวิชาศีลธรรมและหน้าที่พลเมืองออกจากหลักสูตรการเรียนการสอนในชั้นประถมและมัธยม จนบัดนี้ เวลาล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว โรงเรียนในประเทศไทยยังไม่มีการเรียนศีลธรรมและหน้าที่พลเมือง ปัจจุบัน มีคนไทยจำนวนมากเป็นผู้ไม่มีจริยธรรม และไม่รู้จักปฎิบัติตนตามหน้าที่พลเมืองที่เหมาะสมนั้น ซึ่งอาจเป็นผลที่สืบเนื่องมาจากการที่เด็กไทยไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเรื่องเหล่านี้มาหรือไม่นั้น เป็นเรื่องน่าคิด

เหมือนให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์พื้นฐานซึ่งเป็นวัตถุประสงค์สำคัญของการจัดตั้งหน่วยงานนี้น้อยลง แต่ให้ความสนใจในการแสวงหารายได้ในกิจกรรมการศึกษาวิจัยมากขึ้น ซึ่งเปลี่ยนสถานะ สวทช.จากที่รับผิดชอบการวิจัยขั้นพื้นฐานเป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ที่มุ่งหาทุนวิจัย และพิจารณาผลงานของนักวิจัยจากตัวเงินที่หามา ว่าได้มากน้อยเพียงใด ทำให้นักวิจัยที่มีความรู้ความสามารถในการศึกษาวิจัยแต่หาเงินได้ไม่เก่งลาออกออกไปทำงานที่อื่น จึงอาจคาดการณ์ได้ว่าบทบาทสวทช.ในการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีในประเทศไทย จะลดน้อยลงมากตามกาลเวลา

จากตัวอย่างการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอเมริกาและในประเทศไทยที่กล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า คำบางคำที่มีการใช้กันทั่วไป เมื่อนำมาศึกษาวิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจ ควรมีความเข้าใจที่ถ่องแท้ในความหมายทางเศรษฐศาสตร์ มิฉะนั้น ก็จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย ตัวอย่างในการดำเนินงานของรัฐบาล โดยทั้งรัฐมนตรีและข้าราชการไม่มีความรู้เศรษฐศาสตร์แต่มีอำนาจบริหารเศรษฐกิจ ที่ก่อเกิดผลเสียหายแก่ประเทศชาติยังมีอยู่มากมาย แต่จะไม่กล่าวในที่นี่ ในบทความต่อไป จะกล่าวถึงคำอีกคำหนึ่งที่มีการใช้บ่อยในการวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจ คือ “ พัฒนา” ซึ่งก็มีความหมายกว้างขวาง และนำมาใช้กับสถานการณ์ในระดับโลก ระดับประเทศ องค์กรและสถานประกอบการและระดับบุคคลได้ ซึ่งถ้าหากมีความเข้าใจผิดในความหมายที่แท้จริงของคำนี้ ก็สร้างความเสียหายได้มากเช่นกัน

Facebook Comments

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *