การปฏิรูปในประเทศจีน : จากอดีตถึงปัจจุบัน (3)

การปฏิรูปในประเทศจีน : จากอดีตถึงปัจจุบัน (3)
รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
รัฐในอุดมคติของหวางหม่าง(王莽)
ความนำ
ราชวงศ์ฮั่น(汉朝) มีอำนาจปกครองประเทศจีนนาน กว่า 400 ปี แบ่งเป็นฮั่นตะวันตก(西汉) และฮั่นตะวันออก(东汉)โดยมีราชวงศ์ซิน (新) ขึ้นมามีอำนาจ คั่นอยู่ 17 ปี ราชวงศ์ฮั่นถือว่าเป็นราชวงศ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีน มีความเจริญรุ่งเรืองในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ต่อมาก็ได้เสื่อมถอยลง หวางหม่าง(王莽) พระมหากษัตริย์พระองค์เดียว ของราชวงศ์ซิน เขาเป็นขุนนางที่มีอุดมการณ์ มีความคิดจะแก้ไขปัญหา ที่สะสมมานาน ทั้งปัญหาทางเศรษฐกิจ และสังคม เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์ เขามีนโยบายการปฏิรูปประเทศที่มีครอบคลุมกว้างขวาง แต่การปฏิรูปของเขาได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ประชาชนจำนวนมาก การปฏิรูปจึงจบลงด้วยความวุ่นวาย หวางหม่างถูกฆ่าตาย และเป็นการสิ้นสุดของราชวงศ์ซิน
การปฏิรูปของหวางหม่าง เป็นตัวอย่างของการมีความตั้งใจดี แต่มีนโยบายและวิธีการที่ผิดพลาด ผลที่ได้แทนที่จะแก้ปัญหา กลับทำให้ประเทศเสียหาย ประชาชนได้รับความเดือดร้อน เกิดความวุ่นวายจนเกิดการกบฏ และราชวงศ์ซินถูกโค่นล้มลงในที่สุด
ในตอนท้ายของบทความนี้ จะสรุปข้อคิดจากความล้มเหลวในการปฏิรูปของหวางหม่าง ที่แสดงให้เห็นว่า ความหวังดีหรือความตั้งใจดีของผู้นำ ไม่ใช่เงื่อนไขที่เพียงพอที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญ
เส้นทางขึ้นสู่บัลลังก์กษัตริย์ของหวางหม่าง
หวางหม่างเกิดในตระกูลขุนนางมีอำนาจในราชวงศ์ฮั่นตะวันตกในปี ก่อนคริสต์ศักราช 45 ปี ตระกูลหวางเป็นตระกูลใหญ่ ที่มีคนของตระกูล เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคน หวางหม่างกำพร้าพ่อตั้งแต่เขายังเป็นเด็ก เขาจึงมีชีวิตที่ยากลำบาก จนอายุกว่า 20 ปี เขาก็ยังไม่มีตำแหน่ง ไม่มีอำนาจใดๆ
หวางหม่างเป็นคนขยัน มีความมานะพยายาม และทะเยอทะยาน เขามุ่งศึกษาคัมภีร์ของนักปราชญ์จีนโบราณจน มีความรอบรู้ และมีภาพลักษณ์ดี เป็นที่ชื่นชอบแก่ผู้ที่ได้วิสาสะด้วย แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขาเก่งในการเสแสร้ง สร้างภาพ และมีกลยุทธ์ในการขึ้นสู่อำนาจ ภาพลักษณ์ที่ดีของเขา ทำให้มีคนชื่นชอบ มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่ว ได้รับคะแนนนิยมจากทั้งในหมู่ขุนนางและประชาชนจำนวนมาก
เมื่อหวางหม่าง อายุ 23 ปี หวางฟ่ง(王凤) อัครเสนาบดีล้มป่วยลง ญาติพี่น้องของหวางหม่าง ไม่มีผู้ใดมาปรนนิบัติดูแล มีเพียงหวางหม่างที่คอยดูแลใกล้ชิด ปรนนิบัติหวางฟ่งทั้งกลางวันและกลางคืน ทำให้หวางฟ่งรู้สึกประทับใจมาก เมื่อเขาป่วยหนักใกล้เสียชีวิต จึงกราบบังคมทูลกษัตริย์ว่า หวางหม่างเป็นผู้มีความรู้ มีความประพฤติและอุปนิสัยดี สมควรแต่งตั้งให้เป็นขุนนาง กษัตริย์จึงแต่งตั้งหวางหม่างเป็นหัวหน้าองครักษ์ในพระราชวัง ในเวลานั้นหวางหม่าง มีอายุเพียง 23 ปี
หวางหม่างมีความรู้ดี มีชื่อเสียงว่าเป็นคนมีอัธยาศัยดี ซื่อสัตย์สุจริต และมีความยุติธรรม อุปนิสัยและความประพฤติของเขา ได้รับความชื่นชมมากในหมู่ขุนนางชั้นผู้ใหญ่ เวลานั้น ข้าราชการมีการวิ่งเต้นกันเพื่อให้ได้ตำแหน่งสูงขึ้น แต่หวางหม่างทำตัวเป็นคนสมถะ มุ่งปฏิบัติหน้าที่เป็นอย่างดี โดยไม่วิ่งเต้นขอเลื่อนตำแหน่ง ความดีความชอบความของเขาเป็นที่ชื่นชอบ ของกษัตริย์ เขาจึงได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น
ต่อมา อาของหวางหม่างเห็นว่า เขามีความรู้ความสามารถมาก ควรขึ้นมาดำรงตำแหน่งสูงขึ้น จึงกราบทูลกษัตริย์ว่า น่าจะแต่งตั้งให้หวางหม่างเป็นอัครเสนาบดี เพื่อจะให้เขามีโอกาสทำงานได้มากกว่านี้
ในที่สุด กษัตริย์ก็ได้แต่งตั้งให้หวางหม่างเป็นอัครเสนาบดี มีตำแหน่งสูงสุดในหมู่ขุนนาง เมื่อเป็นอัครเสนาบดี หวางหม่างก็ยิ่งแสดงความดีของตน ยกที่ดินและบำเหน็จที่ได้ให้แก่ญาติพี่น้อง ช่วยเหลือคนยากจน โดยตนเองและครอบครัวยังคงมีชีวิตความเป็นอยู่อย่างสมถะ
เมื่อกษัตริย์ผู้แต่งตั้งหวางหม่างเป็นอัครเสนาบดีเสียชีวิต กษัตริย์องค์ใหม่ก็แต่งตั้งให้คนอื่นขึ้นเป็นอัครเสนาบดีแทน ลดตำแหน่งและอำนาจของหวางหม่างลง แต่เขายังคงปฏิบัติตัวดี และแสดงความจงรักภักดีต่อกษัตริย์พระองค์ใหม่
ในเวลานั้น ครอบครัวของขุนนางข้าราชการจำนวนมาก มีทาสรับใช้ หวางหม่างก็มีทาส แต่เขาปฏิบัติกับทาสเป็นอย่างดีไม่ถือว่าทาสเป็นคนต่ำต้อย มีอยู่ครั้งหนึ่งลูกชายของหวางหม่างทะเลาะกับทาสอย่างรุนแรงและทำร้ายทาสคนนั้นจนเสียชีวิต เรื่องเช่นนี้เป็นเหตุการณ์ธรรมดาที่เกิดขึ้นได้บ่อยๆในยุคนั้น แต่หวางหม่างโกรธมาก สั่งให้ลูกชายฆ่าตัวตาย เพื่อชำระความผิดของตน ข่าวการฆ่าตัวตายของลูกหวางหม่างแพร่สะพัดออกไป มีทั้งคนที่ชื่นชมและคนที่ตำหนิติเตียน แต่ชื่อเสียงของหวางหม่างเรื่องที่มีความเห็นอกเห็นใจทาส ซึ่งเป็นคนชั้นต่ำ ก็ถูกล่ำลือไปทั่ว
ต่อมาไม่นาน กษัตริย์ที่ปลดหวางหม่างเสียชีวิตลง กษัตริย์ใหม่ที่มีอายุเพียงเก้าขวบ ได้แต่งตั้งหวางหม่างกลับมาเป็นอัครเสนาบดีอีก และมอบอำนาจการปกครองให้เขาเต็มที่ หวางหม่างนอกจากจะแต่งตั้งคนใกล้ชิดให้มีตำแหน่งสูงขึ้น และหาทางกำจัดขุนนางชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นปรปักษต่อเขาแล้ว ยังพยายามสร้างภาพพจน์ที่ดีให้แก่ตนเองเพิ่มขึ้น
ในปีต่อมา มีภาวะฝนแล้งและมีคนอดอยากมาก หวางหม่างได้บริจาคเงินและสิ่งของจำนวนมากให้แก่ประชาชน และรณรงค์ให้ขุนนางข้าราชการอื่น ร่วมบริจาคเงินทอง สิ่งของและอาหารให้แก่ประชาชนผู้มีความขัดสน ด้วย
เมื่อดูจากสภาพภายนอกแล้ว หวางหม่างเป็นคนมีความดีเพียบพร้อม ไม่มีที่ติ แต่แท้ที่จริง เขาเป็นคนที่เก่งในเรื่องการเสแส้างและสร้างภาพ ทำทุกอย่างเพื่อให้คนอื่นเห็นว่าเขาเป็นคนดีที่มีคุณธรรม แต่เมื่อขึ้นมามีอำนาจ ก็พยายามกำจัดขุนนางข้าราชการที่ไม่ใช่พรรคพวกของตน แต่งตั้งผู้ใกล้ชิดขึ้นมาดำรงตำแหน่งที่มีความสำคัญต่างๆ ทั้งยังมีความโหดร้าย เช่นขูดรีดภาษีประชาชน รวมทั้งคนยากจน ลงโทษข้าราชการที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายการปฏิรูปของเขาอย่างรุนแรง และสั่งการให้ทหารผู้คุมกำลังทำร้ายประชาชนที่ลุกฮือขึ้นมาต่อต้านเขา
ไม่กี่ปีต่อมา กษัตริย์ฮั่นผิงตี้ (汉平帝) ซึ่งยังมีอายุน้อยและไม่มีทายาทเสียชีวิตลง การเลือกให้ใครขึ้นเป็นกษัตริย์ เป็นหน้าที่ของเหล่าขุนนางที่หวางหม่างเป็นผู้นำ คนที่หวางหม่างและพรรคพวกเลือก คือเด็กที่มีอายุเพียงสองขวบ โดยอ้างว่าเป็นที่มีคนดวงชะตาดี เป็นคุณแก่บ้านเมือง
เมื่อกษัตริย์เป็นเด็กเล็ก หวางหม่างจึงทำหน้าที่แทนกษัตริย์ มีอำนาจสั่งงานในรัฐบาลอย่างเต็มที่
ในช่วงเวลานั้น เกิดเหตุการณ์หลายอย่างที่สนับสนุนให้หวางหม่างขึ้นเป็นกษัตริย์ เช่น มีคนพบก้อนหินที่มีตัวหนังสือสลักไว้ว่า บ้านเมืองจะสงบได้ ถ้าหวางหม่างขึ้นมาเป็นกษัตริย์“ มีภัยธรรมชาติร้ายแรงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศ และมีลางต่างๆที่ทำให้คนเชี่อว่า หากราชวงศ์ฮั่น ไม่มีการเปลี่ยนกษัตริย์ บ้านเมืองจะวุ่นวายมาก ขุนนางซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนของหวางหม่าง และประชาชนอีกจำนวนมาก ก็เห็นว่า หวางหม่างควรขึ้นมาเป็นกษัตริย์ตัวจริง แทนที่จะเป็นเพียงผู้สำเร็จราชการ ทำหน้าที่เพื่อรอให้กษัตริย์โตพอที่จะขึ้นมาบริหารราชการแผ่นดินเท่านั้น
แต่หวางหม่างก็ยังคงปฏิเสธที่จะขึ้นมาเป็นกษัตริย์ จนมีลางบอกเหตุต่างๆปรากฏขึ้นอีกหลายครั้ง ที่ล้วนบอกว่า หวางหม่างจำเป็นต้องขึ้นมาเป็นกษัตริย์เพื่อให้บ้านเมืองมีความสงบเรียบร้อย เขาจึง ทำเป็นจำยอมขึ้นมาเป็นกษัตริย์ เพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง 
ในประวัติศาสตร์จีน การเปลี่ยนราชวงศ์หรือเปลี่ยนตัวกษัตริย์ ที่ไม่ใช่รัชทายาท มักต้องมีการต่อสู้ บ่อยครั้งมีการสู้รบกันอย่างดุเดือด แต่การเปลี่ยนแปลงจากราชวงศ์ฮั่น เป็นราชวงศ์ซิน และการขึ้นเป็นกษัตริย์ความหวางหม่างเป็นไปอย่างสันติ ไม่มีการต่อสู้หรือการสู้รบใดๆ ทั้งยังได้รับการสนับสนุนจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่จำนวนมาก และจากประชาชนบางส่วนที่เชื่อว่า หวางหม่างเป็นคนเก่ง คนดี ที่จะมากอบกู้ประเทศ ให้รอดพ้นจากภยันตราย
ต่อมาภายหลัง เมื่อการปฏิรูปของหวางหม่างประสบความล้มเหลว ทำให้บ้านเมืองมีความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า มีคนพบหลักฐานว่า ลางบอกเหตุต่างๆที่ปูทางให้เขาขึ้นมาเป็นกษัตริย์นั้น ความจริงเป็นเรื่องที่สร้างขึ้นโดยหวางหม่างและลูกน้องของเขา
นโยบายการปฏิรูปของหวางหม่าง
การปฏิรูปของหวางหม่างเป็นการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ จากระบบตลาดเป็นระบบสังคมนิยม อาจถือได้ว่า เป็นระบบสังคมนิยมที่เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก หวางหม่างมุ่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีอยู่ในสมัยนั้น อยากให้มีความเท่าเทียมกันระหว่างชนชั้นต่างๆในประเทศจีน แต่นโยบายการปฏิรูปของเขา เมื่อนำสู่การปฏิบัติ กลับมีปัญหาและอุปสรรคมากมาย
ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมก่อนการปฏิรูป ที่สำคัญ คือปัญหาความเหลื่อมลํ้าระหว่างประชาชนที่สูงมาก ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ประชาชนมีกรรมสิทธิ์ถือครองที่ดินและซื้อขายเปลี่ยนมือได้ ขุนนาง ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และครอบครัวคนมีเงิน ครอบครองที่ดินเป็นจำนวนมาก แต่ชาวนายากจนจำนวนมาก กลับไม่มีที่ดินของตนเอง ต้องเช่าที่ดินทำกินและเสียค่าเช่าสูงมาก ก่อนที่หวางหม่างเป็นกษัตริย์ คนยากจนมีมาก ประชาชนมีความเป็นอยู่แร้นแค้น บางครอบคร้วต้องยอมขายลูกหลานไปเป็นทาส ทั้งที่ทราบว่าจะมีชีวิตลำบาก ต้องทำงานหนักโดยไม่ได้รับค่าจ้างใดๆ รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายมาก แต่เก็บภาษีได้น้อย
นโยบายการปฏิรูปของหวางหม่าง ก็มุ่งไปในทางการแก้ปัญหาเหล่านี้ แม้มีวัตถุประสงค์ที่ดี แต่ใช้นโยบายที่ผิดพลาด ขัดแย้งกับหลักการทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ดี จึงต้องจบลงด้วยความล้มเหลว
นโยบายการปฏิรูปของหวางหม่าง มีขอบเขตครอบคลุมที่กว้างขวางมาก พอสรุปได้ดังนี้คือ:
ก. เปลี่ยนแปลงระบบการใช้ที่ดิน
หวางหม่างออกกฎหมาย ให้ยึดที่ดินเป็นของรัฐ และห้ามการซื้อขายเปลี่ยนมือ การเพาะปลูกใช้ระบบนารวม โดยแบ่งพื้นที่ทำนาออกเป็นเก้าส่วน มีลักษณะเหมือนตัวอักษร“จิ่ง“(井)ในภาษาจีน เหมือนที่เคยทำในสมัยราชวงศ์โจว(周)ตอนต้น เมื่อกว่าพันปีก่อน กล่าวคือ แบ่งพื้นที่ทำนาออกเป็นเก้าแปลง พื้นที่รอบนอก จำนวนแปดแปลง ให้แต่ละแปลงเป็นสิทธิ์ของแต่ละครอบครัว ทำนาเก็บเกี่ยวผลผลิตในพื้นที่ของตน แต่นอกจากทำนาในพื้นที่ของตนแล้ว ยังต้องช่วยกันทำนาในพื้นที่ส่วนกลางที่อยู่ตรงกลางซึ่งเป็นที่ดินของรัฐ เก็บเกี่ยวแล้วต้องส่งมอบผลผลิตที่ได้ทั้งหมดให้แก่รัฐ
นโยบายการแบ่งที่ดินเพาะปลูกเช่นนี้ ทำให้เจ้าของที่ดินทุกครอบครัวสูญเสียที่ดินของตนเอง ในขณะที่ครอบครัวที่ไม่มีที่ดินมาก่อน ได้มีที่ดินทำกิน ซึ่งโดยหลักการแล้ว น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ในการปฏิบัติ รัฐต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ในการรังวัดและจัดสรรที่ดินจำนวนมาก และเป็นช่องทางให้มีการทุจริตคอรัปชั่น
ข. ยกเลิกระบบทาส
แม้หวางหม่างต้องการเลิกทาส แต่ครอบครัวที่มีทาสมีจำนวนมาก เขาจึงไม่ได้ประกาศยกเลิกทันที แต่มีกฎหมายห้ามซื้อขายทาสเพื่อให้ระบบทาสค่อยๆหายไป นโยบายนี้ทำให้ผู้ที่เป็นทาสได้กลับสู่ครอบครัว ส่งผลให้เพิ่มกำลังแรงงานในครอบครัว แต่ก็ทำให้เกิดปัญหาการว่างานในระยะสั้น
ค. จัดเก็บภาษีกับคนว่างาน
ผู้ใหญ่(คนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป)ที่ไม่มีงานทำ ต้องเสียภาษีมากขึ้น ถ้าไม่มีเงินเสียภาษี ก็ต้องเป็นแรงงาน ทำงานในโครงการของรัฐ โดยไม่ได้ค่าจ้าง มีเพียงอาหาร เครื่องนุ่งห่ม เป็นค่าตอบแทน
ง. ระบบรัฐวิสาหกิจ
รัฐเป็นผู้ผูกขาดการซื้อขายเหล้า เกลือ เครื่องเหล็ก เป็นเจ้าของทรัพยากรในน้ำและในทะเลทุกชนิด โดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้จัดหา และหน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดสรรแบ่งปันทรัพยากรเหล่านี้
จ. จัดระบบเงินกู้
รัฐเป็นผู้ให้ เงินกู้แก่ประชาชน ถ้ากู้เงินไปใช้ในการฝังศพ จัดงานศพ หรือทำพิธีทางศาสนา ไม่ต้องเสียดอกเบี้ย แต่ถ้ากู้เงินเพื่อทำการผลิตหรือการค้าขาย ต้องจ่ายดอกเบี้ยให้รัฐร้อยละ 10 ต่อปี
ฉ. ใช้ระบบเศรษฐกิจวางแผนส่วนกลาง
รัฐเป็นผู้กำหนดปริมาณการลงทุน การผลิต และการจัดจำหน่ายสินค้าบริการต่างๆ มีระบบการควบคุมราคาที่เข้มงวด ผู้ฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง ถ้าสินค้าบริการใดที่เริ่มมีการควบคุมราคาแล้วขายไม่ได้หรือมีเหลือ รัฐจะรับซื้อในราคาควบคุม
ช. เก็บภาษีเงินได้
กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งการผลิต การค้าขาย และบริการอื่นๆ ล้วนต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 10
ซ. เปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา
หวางหม่างเชื่อว่า รัฐสามารถผลิตเงินตราออกมาได้ไม่จำกัด ในสมัยที่เขาเป็นกษัตริย์ มีการเปลี่ยนแปลงระบบเงินตราห้าครั้ง ในแต่ละครั้ง มีการผลิตเงินตราชนิดใหม่ที่ใช้ชื่อใหม่ขึ้น โดยยกเลิกเงินชนิดเก่า กำหนดอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินตราเก่าและเงินตราใหม่ โดยประชาชนทุกภาคส่วนสามารถเอาเงินเก่ามาแลกเป็นเงินใหม่ตามอัตราแลกเปลี่ยนที่กำหนดไว้ได้ ผู้ใดที่ไม่ได้ใช้เงินที่รัฐกำหนด หรือผลิตเงินขึ้นใช้เอง จะถูกลงโทษอย่างรุนแรง
การเปลี่ยนแปลงระบบเงินตรา และการผลิตเงินอย่างพร่ำเพรื่อนี้เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดเงินเฟ้ออย่างรุนแรง จนเศรษฐกิจพังทะลายลง ประชาชนทั้งประเทศได้รับความเดือดร้อนมาก
นโยบายอื่นที่ไม่ใช่การปฏิรูป
นอกจากนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจและสังคมแล้ว หวางหม่างยังทำการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองการปกครองให้สอดคล้องกับสิ่งที่เขาได้รับรู้จากคัมภีร์โบราณ เช่น เปลี่ยนกฎระเบียบการเลื่อนตำแหน่งขุนนางข้าราชการ เปลี่ยนชื่อตำแหน่งขอวขุนนางข้าราชการในระดับต่างๆ เปลี่ยนชื่อสถานที่ ชื่อมลฑล และชื่อเมือง ตามคำที่มีการใช้ในสมัยโบราญ
นอกจากนั้น หวางหม่างยังหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ทำสงครามกับชนกลุ่มน้อยที่อยู่ทางเหนือ ทางใต้และทางตะวันตกที่เขาเห็นว่า เป็นพวกป่าเถื่อน ในขณะที่ในประเทศการปฏิรูปของหวางหม่าง สร้างความเดือดร้อนแก่คนทั่วไป เขาถูกต่อต้านโดยประชาชน ทำให้ต้องมีการปราบปรามกลุ่มผู้ต่อต้านภายในประเทศ ขณะเดียวกันก็ต้องทำสงครามกับชนกลุ่มน้อยนอกประเทศอีก หวางหม่างพ่ายแพ้ ทั้งสองสมรภูมิ และถูกฝ่ายกบฏฆ่าตายในที่สุด
ข้อคิด บางประการจากเหตุการณ์การปฏิรูปของหวางหม่าง
ก. นโยบายและการปฎิบัติ
นโยบายการปฏิรูปของหวางหม่าง เป็นแนวคิดการปกครองแบบสังคมนิยม คือ มีการวางแผนการจัดสรรทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศจากส่วนกลาง ออกกฎหมายและกฎระเบียบต่างๆ สั่งให้ข้าราชการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ การดำเนินนโยบายในลักษณะนี้ ต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่มาก ต้องมีข้อมูลที่ละเอียดครบถ้วน ต้องมีการตรวจสอบและควบคุม แม้แต่ในประเทศที่มีการวางแผนจากส่วนกลาง เช่นสหภาพโซเวียต และประเทศสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกในศตวรรษที่ 20 ยังต้องประสบปัญหาการนำนโยบายจากส่วนกลางสู่การปฏิบัติ ซึ่งทำได้ยาก จนต้องเปลี่ยนระบบให้สอดคล้องกับกลไกตลาด ในสมัยหวางหม่างเมื่อ 2000 ปีก่อน น่าจะมีข้อจำกัด ทางด้านข้อมูลและกำลังเจ้าหน้าที่ในการที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศซึ่งมีขอบเขตกว้างใหญ่ไพศาล นโยบายอาจมีเจตนารมณ์ที่ดี แต่เมื่อนำไปสู่การปฏิบัติ ไม่สามารถทำได้และมีข้อบกพร่องจำนวนมาก เมื่อนโยบายนำสู่ผลที่คาดหวังตามนโยบายไม่ได้ นโยบายนั้นอาจส่งผลตรงข้ามกับเจตนารมณ์ที่มีอยู่เดิม ดังนั้นไม่ว่ามีนโยบายที่สวยหรูเพียงใด ก็ไม่มีประโยชน์ และอาจส่งผลเสียที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อนได้
ข. ความเสียหายของความหลงเชื่ออย่างมงาย
ก่อนที่จะขึ้นเป็นกษัตริย์ หวางหม่างได้รับความนิยมชมชอบจากหมู่ขุนนางและประชาชน หลายคนคิดว่าเขาเป็นความหวังของประเทศ เป็นคนที่จะทำให้ประเทศชาติเกิดความเจริญรุ่งเรือง และประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดี ในสมัยนั้น ถ้ามีการออกเสียงเลือกตั้ง หวางหม่างคงได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น แต่เมื่อเขาขึ้นมาเป็นกษัตริย์ และมีนโยบายการปฏิรูปที่กว้างขวาง กลับสร้างความเสียหายแก่ประเทศมาก
Advertisement
เหตุการณ์ในยุคปัจจุบัน ที่มีความคล้ายคลึงกับเรื่องของหวางหม่าง คือ
1.กรณีประเทศจีนที่ประชาชนหลงเชื่อในความรู้ความสามารถของเหมาเจ๋อตง(毛译东) แต่เมื่อมีอำนาจ เขากลับมีนโยบายที่ทำให้ประเทศจีนต้องประสบกับผลเสียหายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างมาก
2. กรณีของประเทศไทยที่ประชาชน ข้าราชการ นักวิชาการ และผู้มีความหวังดีต่อประเทศบางคนที่เห็นว่า ทักษิณ ชินวัตร จะเป็นอัศวินม้าขาวที่เมื่อเข้ามาเล่นการเมือง เป็นผู้บริหารประเทศแล้ว จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นแต่ในที่สุด เขาได้ทำความเสียหายแก่ประเทศไทยมาก
3. กรณีสหรัฐอเมริกา ที่ ทรัมป์(Donald Trump) ได้รับความนิยมจากประชาชนอเมริกัน จนได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดีสองสมัย แต่เมื่อขึ้นมามีอำนาจแล้วกลับมีโยบายที่สร้างความเสียหายแก่สหรัฐอเมริกาจำนวนมาก
ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่มีการเล่าลือกันว่าเป็นคนเก่งที่จะมาช่วยประเทศชาติ อาจไม่ใช่คนเก่งคนดีอย่างที่คิดก็ได้
ค. การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจตามหลักเศรษฐศาสตร์มีความสำคัญ สาเหตุร่วมของความล้มเหลวของหวางหม่าง เมื่อกว่า 2000 ปีมาแล้ว ของเหมา เจ๋อตง และทักษิณในหลายสิบปีก่อน และทรัมป์ในปัจจุบัน ก็คือการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ขัดกับหลักเศรษฐศาสตร์พื้นฐาน จนทำให้ประเทศชาติและประชาชนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว
ง. หวางหม่างศึกษาประวัติศาสตร์ และคัมภีร์ของนักปราชญ์โบราณ มีความเชื่อโดยสนิทใจว่า ระบบเศรษฐกิจ สังคม การเมืองสมัยโบราณดีกว่าปัจจุบันมาก เมื่อเขามีอำนาจ จึงเร่งรื้อฟื้นระบบสมัยโบราณ โดยไม่ได้พิจารณาถึงสภาพความเป็นจริงและความเป็นไปได้ของการนำระบบที่เคยมีในสมัยโบราณ มาใช้ในปัจจุบัน ดังสุภาษิตจีนที่กล่าวว่า “การเชื่อตามหนังสือทุกอย่าง สู้ไม่มีหนังสือเสียเลยจะดีกว่า“ (尽信书不如无书)
จ. การศึกษาเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์เป็นบทเรียนแก่เราได้ ความล้มเหลวของหวางหม่างเมื่อกว่า 2000 ปีก่อน ก็ให้ข้อคิดแก่เราได้ เหมาเจ๋อตงรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบันเป็นอย่างดี แต่เขาไม่ได้รับบทเรียนและข้อค้ดจาประวัติศาสตร์ เช่น ความล้าหลังของราชวงศ์หมิง(明) และราชวงศ์ชิง(清) เมื่อเทียบกับประเทศตะวันตก ที่ปิดกั้นความคิดของประชาชน และเชื่อว่าจีนเป็นประเทศที่ยิ่งใหญ่ที่ไม่จำเป็นต้องรับรู้เหตุการณ์ต่างๆของโลก ไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาอุตสาหกรรม การค้า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในปัจจุบัน ทรัมป์ก็ไม่ได้รับบทเรียนจากความเสียหายของการตั้งกำแพงภาษีนำเข้าของอเมริกาและการตอบโต้จากประเทศคู่ค้า ของประธานาธิบดีฮูเวอร์ (Herbert Hoover) เมื่อ 90 กว่าปีก่อน ที่มีส่วนกระตุ้นการเกิดเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ทั่วโลก(great depreesion) เป็นต้น







