การพัฒนาประเทศ (3)

การพัฒนาประเทศ(3)
การพัฒนาเศรษฐกิจ(ต่อ)😉
การพัฒนาภาคเศรษฐกิจ
การส่งเสริมให้ภาคเศรษฐกิจต่างๆ ให้เจริญก้าวหน้าเป็นหน้าที่อย่างหนึ่งของรัฐบาล ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์เสรี ประชาชนทุกภาคส่วนจะประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจตอบสนองความต้องการของตนเองกลไกตลาดทำให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้เอง รัฐบาลไม่ต้องมีการแทรกแซงใดๆ แต่การส่งเสริมภาคเศรษฐกิจต่างๆ ยังมีความจำเป็น แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้ว รัฐบาลก็มีบทบาทส่งเสริมภาคเศรษฐกิจเช่น สร้างสิ่งสาธารณูปโภค สินค้าสาธารณะ พัฒนาเทคโนโลยี และกำลังคน สิ่งเหล่านี้ ถ้าให้ธุรกิจและประชาชนในภาคเอกชนดำเนินการเอง อาจเกิดการขาดแคลนได้
ในประเทศกำลังพัฒนา รัฐบาลมีบทบาทส่งเสริมการพัฒนามาก เนื่องจากภาคเศรษฐกิจต่างๆ ยังอ่อนแอ ประชาชนส่วนใหญ่ยังมีรายได้ต่ำ การส่งเสริมของรัฐบาลมีความจำเป็น สิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้มีอยู่มาก เช่น สร้างถนนเพื่อเป็นขนส่งสินค้า สร้างระบบชลประทาน เพื่อให้มีน้ำใช้เพียงพอ ช่วยเหลือผู้ผลิตในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและการจำหน่ายสินค้าและบริการ เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์ เป็นต้น
ในประเทศกำลังพัฒนา ภาคเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีความสามารถในการแข่งขันสูง มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และต่อสวัสดิการของประชาชน หากภาคเศรษฐกิจอ่อนแอ ประเทศจะพัฒนาได้ยากประชาชนจะมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีไม่ได้
เรื่องนโยบายการส่งเสริมภาคการเกษตร อุตสาหกรรม บริการ และเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับประเทศไทย มีการเขียนไว้แล้วในบทความชุด“ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร” ตอนที่ 11-21 ในบล็อกนี้แล้ว ผู้สนใจเข้าไปอ่านได้ ในที่นี้ จะสรุปบางประเด็นโดยสังเขป ดังนี้ คือ
การพัฒนาเศรษฐกิจภาคต่างๆ ต้องพิจารณาถึงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ แนวนโยบายเพื่อส่งเสริมทางด้านการผลิต คือ ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา (R&D) รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร ปรับปรุงคุณภาพและมาตรฐาน ใช้เทคโนโลยีเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมที่สะดวกรวดเร็ว ทันการ
การเปลี่ยนแปลงของความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบในบางด้าน เช่น ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ค่าจ้างแรงงาน ระดับความสามารถทางด้านเทคโนโลยี ถ้าเปลี่ยนแปลงไป นโยบายส่งเสริม ก็ต้องเปลี่ยนแปลงให้เหมาะกับสภาพของความได้เปรียบของประเทศ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นใหม่
ภาคเศรษฐกิจต่างๆของประเทศมีความเชื่อมโยงกัน และสนับสนุนส่งเสริมซึ่งกันและกัน การส่งเสริมกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ควรพิจารณาถึงผลการเชื่อมโยงนี้ด้วย เช่น การใช้ผลิตผลการเกษตร มาผลิตสินค้าอุตสาหกรรม ทำให้สินค้ามีมูลค่าเพิ่มขึ้น เชื่อมโยงกิจกรรมในภาคบริการ เช่น การค้า การท่องเที่ยว กับการขายผลไม้ และสินค้าหัตถกรรมพื้นเมือง การผลิตกับการโฆษณาขายสินค้าออนไลน์ เป็นต้น
นอกจากนั้น นโยบายเศรษฐศาสตร์มหภาค และนโยบายการค้าการลงทุนทั้งในและระหว่างประเทศ เช่น นโยบายการเงิน การคลัง การค้าการลงทุน กำหนดงบประมาณรายรับรายจ่ายของรัฐบาล การกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราและอัตราดอกเบี้ย การควบคุมราคาสินค้าบริการ ล้วนมีผลกระทบต่อกิจกรรมในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ทั้งสิ้น
ภาคการเกษตร
ในภาคการเกษตร นโยบายของรัฐบาลไทยชุดต่างๆที่ผ่านมา โดยเฉพาะรัฐบาลแนวประชานิยม มักสนใจนโยบายที่เห็นได้ประชาชนนิยมและดห็นผลได้ในช่วงที่ยังเป็นรัฐบาลอยู่ จึงสนใจแต่เรื่องการพยุงราคาพืชผลการเกษตร สร้างคะแนนนิยมจากเกษตรกรมากกว่าการปรับปรุงคุณภาพและการสร้างความสามารถในการแข่งขัน นโยบายในลักษณะนี้ นอกจากต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลมีภาระการคลังเพิ่มขึ้นมากแล้ว ยังทำให้ความได้เปรียบเปรียบเทียบในการผลิตสินค้าในภาคการเกษตรของไทย ลดลงไปมาก ตัวอย่าง เช่น ข้าวคุณภาพดีของไทย ที่เคยส่งออกได้มาก ขณะนี้ถูกบางประเทศ เช่น เวียดนาม แซงหน้า สินค้าเกษตรตัวอื่น เช่นยางพารา ที่เคยส่งออกได้มาก ก็มีคู่แข่งมากขึ้น ผลไม้ไทยที่มีคุณภาพดีกว่าประเทศอื่น เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย ก็มีความได้เปรียบลดลง
ในปัจจุบัน เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า ประเทศที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาภาคการเกษตรได้ เช่น ประเทศจีนสามารถใช้เทคโนโลยีต่างๆ เช่น ใช้เครื่องบินไร้คนขับ มาทำการหว่านเมล็ดพืช ใช้โทรศัพท์มือถือตรวจสอบสภาพไร่นา ใช้ปัญญาประดิษฐ์พยากรณ์อากาศ ตรวจสอบคุณภาพดิน และเก็บรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นต่อการเพาะปลูก ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตและการจำหน่ายผลิตผลการเกษตรเพิ่มขึ้นมาก (ประสบการณ์ของประเทศจีนที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ในการพัฒนาภาคการเกษตร จนประสบผลสำเร็จมากนี้ เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ถ้าอยากรู้ว่าประเทศจีนทำอย่างไรบ้าง อาจอ่านบทความ ”ประสบการณ์การพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศจีนวนล็อกนี้ ที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ได้)
ในหลายประเทศ ประชาชนในภาคการเกษตรส่วนใหญ่ เป็นคนชน บทที่ยากจน การพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน ช่วยปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนได้ นโยบายการขจัดความยากจนตรงจุดของประเทศจีนเป็นสิ่งที่พึงให้ความสนใจ ( นโยบายและมาตรการของประเทศจีนในการขจัดความยากจนตรงจุดนี้ กล่าวไว้ในบทความนโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร (12) ในบล็อคนี้แล้ว ผู้ที่สนใจเข้าไปอ่านได้)
ภาคอุตสาหกรรม
การส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรม ควรคำนึงถึงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ ทั้งในด้านทรัพยากร แรงงาน เทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ ในอดีดไทยเคยผลิตและส่งออกอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและทรัพยากรธรรมชาติได้จำนวนมาก แต่ในปัจจุบัน อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงาน เช่น เครื่องนุ่งห่ม และรองเท้า ได้สูญเสียความได้เปรียบลง เพราะประเทศอาเซียนอื่น เช่นลาว เขมร และเวียดนาม มีค่าจ้างแรงงานที่ถูกกว่าไทย อุตสาหกรรมทรัพยากร เช่น ผลิตภัณฑ์ยาง และอาหารสำเร็จรูป ความได้เปรียบของไทยก็ลดลงไปบ้าง ในเวลาที่ผ่านมา การลงทุนต่างประเทศ เช่น การลงทุนในสินค้าผลิตภัณฑ์ยางของประเทศจีน ทำให้การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ยาง มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่วนในอุตสาหกรรมอาหาร ความได้เปรียบเปรียบเทียบของประเทศไทย ดูเหมือนลดลงมา ถ้าไม่มีการปรับตัว อาจถูกแซงหน้าโดยประเทศอื่น เช่น จีน ที่ผลิตอาหารสำเร็จรูปได้หลายชนิด และส่งออกไปตีตลาดในประเทศอื่น รวมทั้งประเทศไทย
นโยบายในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานและทรัพยากรเข้มข้น คือ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม ทั้งด้านคุณภาพผลิตภัณฑ์ การออกแบบ การบรรจุหีบหอ และการใช้ประโยชน์ ในอุตสาหกรรมแรงงานเข้มข้น แม้ค่าจ้างแรงงานจะสูงขึ้น แต่สินค้าบางอย่าง เช่น หัตถกรรม เสื้อผ้ายังมีช่องทางปรับเปลี่ยนเป็นสินค้าที่ใช้ฝีมือและเทคโนโลยีสูงขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากคุณลักษณะวัฒนธรรม และความโดดเด่นของประเทศได้ ส่วนอุตสาหกรรมอาหาร ประเทศไทยยังมีหนทางการพัฒนาได้อีกมากพอควร หากมีการปรับปรุงคุณภาพและรูปแบบ มีหีบห่อที่สวยงาม และมีความปลอดภัยในการใช้ มีวิธีการจำหน่ายที่ดี โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การค้าออนไลน์ และการโฆษณาสินค้าทางอินเตอร์เนตให้เป็นประโยชน์
อุตสาหกรรมวิศวกรรม เช่น ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ก็เป็นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่ง ที่มีสัดส่วนสูงในภาคอุตสาหกรรมไทย แต่ผู้ผลิตรายใหญ่ในอุตสาหกรรมนี้ มักเป็นบริษัทการลงทุนจากต่างประเทศ แม้ประเทศไทยจะส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมวิศวกรรมได้ แต่ก็ต้องอาศัยเทคโนโลยีของบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน
ผู้กำหนดนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรม และผู้ผลิตผู้ขายสินค้าในภาคเอกชน ควรศึกษาแนวโน้มความต้องการสินค้าทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ในปัจจุบัน หลายประเทศในโลก รวมทั้งไทย เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ความสนใจเรื่องความปลอดภัย ความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสินค้าที่เหมาะแก่การใช้ของคนสูงวัย มีมากขึ้น ผู้กำหนดนโยบายอุตสาหกรรม และผู้ผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น เครื่องมือ เครื่องใช้ อาหาร ควรพิจารณาแนวโน้มตลาดนี้ แล้วปรับปรุงประเภทและลักษณะของสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด
นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรม ควรพิจารณาถึงประเภท ขนาด และพื้นที่ของสถานประกอบการอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยมีการตั้งสถาบัน ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สสว.) และมีนโยบายพัฒนาพื้นที่และประเภท มีการจัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น สถาบันอาหาร สิ่งทอ ยานยนต์ เครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา ตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานสินค้าและพัฒนากำลังคนในอุตสาหกรรมเหล่านี้ แต่ในปัจจุบัน บทบาทส่งเสริมการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสถาบันเฉพาะทางเหล่านี้ ดูเหมือนจะลดน้อยลง ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ก็ไม่เพิ่มขึ้น
นโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยในช่วงสามสี่ทศวรรษที่ผ่านมา ต้องประสบกับปัญหาหลายอย่าง เข่น มีนโยบาย แต่ไม่นำสู่การปฏิบัติหรือไม่มีแผนงานและมาตรการชัดเจนในทางปฏิบัติ ไม่มีความต่อเนื่อง หน่วยงานในภาครัฐฐบาลและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่มีการประสานงานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ ถ้ายังไม่ได้รับแก้ไข การจะพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้มีความเข้มแข็ง คงเป็นไปได้ยาก (สภาพ ปัญหา และข้อเสนอแนะในนโยบายภาคอุตสาหกรรมไทยในด้านต่างๆ มีอยู่ในบทความชุด“ นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร”ตอนที่ 11 ถึง 19 แล้ว จะไม่กล่าวซํ้าในที่นี้อีก)
ภาคบริการ
ภาคบริการมีลักษณะแตกต่างจากภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม กิจกรรมบริการไม่มีการผลิตสินค้าอะไร แต่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้มาก บริการเป็นภาคเศรษฐกิจสัดส่วนสูงในผลิตภัณฑ์ประชาชาติ จ้างแรงงาน และสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศได้มาก ในเวลาที่ผ่านมา ภาคบริการไทยมีการเจริญเติบโตและมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าอย่างรวดเร็ว กิจกรรมบริการเชื่อมโยงกับภาคเศรษฐกิจอื่นๆในระดับสูง การผลิต และการจำหน่ายสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรม ต้องเกี่ยวโยงกับกิจกรรมบริการอย่างใกล้ชิด เช่น การบรรจุหีบห่อ การขนส่ง การค้าและการเงิน
การส่งเสริมกิจกรรมภาคบริการ ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมาก โดยทั่วไป การส่งเสริมกิจกรรมภาคบริการเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการส่งเสริมภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม
ในวิชาเศรษฐศาสตร์ มักเรียกกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่า “ สินค้าและบริการ” โดยสินค้านั้น เป็นสิ่งที่เห็นและจับต้อง เน่าเสียและเคลื่อนย้ายได้ ส่วนบริการนั้น มักเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตนหรือไม่สามารถมองเห็นได้ และการผลิตกับการบริโภคมักเกิดขึ้นพร้อมกัน เช่น บริการตัดผม และการชมภาพยนตร์ นอกจากนั้น กิจกรรมบริการส่วนใหญ่มักเป็นกิจการที่ไม่มีการซื้อขายกันระหว่างประเทศ แต่เมื่อเทคโนโลยีการคมนาคมสื่อสารก้าวหน้ามากขึ้น กิจกรรมบริการ ก็สามารถซื้อขายและโอนย้ายระหว่างประเทศได้ เช่น การโอนเงิน การให้คำปรึกษา การฝึกอบรม การให้บริการด้านข่าวสารข้อมูล การท่องเที่ยว การศึกษา การรักษาพยาบาล เป็นกิจกรรมที่ทำข้ามพรมแดนได้ การผลิตกับการบริโภค ก็ไม่จำเป็นต้องทำพร้อมกัน เช่น การใช้ข้อมูล การบันเทิง เมื่อผลิตแล้ว เก็บรักษาไว้ใช้ในอนาคต เมื่อมีความต้องการได้
เทคโนโลยีสมัยใหม่ สามารถนำมาใช้ในกิจกรรมบริการได้มาก การใช้เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาขึ้นใหม่ มีผลทำให้กิจกรรมในภาคบริการ เจริญเติบโตขึ้นมาได้มาก การศึกษาหาความรู้ การรักษาพยาบาล การดูแลคนแก่ การค้าขาย การโฆษณา และการทำงานบ้าน ล้วนสามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้ ประเทศเราไม่ต้องเป็นผู้พัฒนาประดิษฐ์เทคโนโลยีใหม่ แต่ควรให้ประชาชนทุกมีความสามารถใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์ได้
แม้เราต้องมีการพัฒนาภาคบริการทันสมัย ให้ประชาชน และธุรกิจในภาคบริการสามารถใช้เทคโลโลยีสมัยใหม่ได้ แต่กิจกรรมบริการดั้งเดิมที่ใช้แรงงานมากโดยไม่ได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ก็ไม่ควรทอดทิ้ง นอกจากนั้น ควรป้องกันการใช้เทคโนโลยี มาสร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง เช่น การหลอกลวง เผยแพร่ข่าวลือ ข่าวเท็จ และก่ออาชญากรรม
กิจกรรมในภาคบริการบางอย่าง มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ในระยะยาวได้ ระบบการศึกษาที่ดี สร้างคนที่มีความรู้ มีคุณธรรม ถ้าเยาวชนส่วนใหญ่เป็นคนดี มีคุณธรรม เราอาจจะมีนักการเมืองเลวที่เห็นกันมากในปัจจุบันลดลงไปในอนาคต บริการการแพทย์ที่ดี ทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี ทั้งยังอาจมีส่วนในการหารายได้เข้าประเทศได้ บริการโลจิสติกส์ที่ดี ลดต้นทุนการผลิตและการจัดจำหน่าย ทำให้การประกอบกิจกรรมต่างๆ มีประสิทธิภาพมากขึ้น
เช่นเดียวกับการพัฒนาภาคการเกษตรและอุตสาหกรรม การกำหนดและดำเนินนโยบายส่งเสริมกิจกรรมในภาคบริการ ควรคำนึงถึงความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ รัฐบาลไทยชุดปัจจุบัน เน้นส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากเห็นนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามามาก จึงมีนโยบายสร้างธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร รวมทั้งการเปิดบ่อนคาสิโน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว บอกว่า จะทำให้คนไทยที่ออกไปเล่นการพนันในต่างประเทศ กลับมาเล่นการพนันในประเทศแทน แต่นโยบายนี้ ไม่สอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของประเทศ ไทยเรามีภูมิประเทศที่งดงาม มีประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมที่น่าสนใจ อุปนิสัยของประชาขน ก็เอื้อต่อกิจกรรมในภาคบริการรวมทั้งการท่องเที่ยว การเปิดบ่อนคาสิโนไม่เพียงแต่ไม่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีคุณภาพได้แล้ว ยังทำให้คนไทยส่วนหนึ่งต้องติดการพนัน จนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว เคยเห็นข่าวที่กล่าวว่า ถ้าประเทศไทยมีการเปิดบ่อนคาสิโน รัฐบาลจีนจะไม่ให้คนจีนมาเที่ยวเมืองไทยเพื่อเล่นการพนัน ในปัจจุบัน คนจีนมาเที่ยวไทยน้อยลง ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความกังวลในเรื่องความปลอดภัย ถ้าเปิดบ่อนคาสิโน คนจีน ซึ่งเดิมมีสัดส่วนในการท่องเที่ยวสูง อาจลดน้อยลงไป คำโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล ที่กล่าวว่า การสร้างธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร รวมทั้งการเปิดบ่อนคาสิโน เป็นมาตรการที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาไทยเพิ่มขึ้นนั้น คงไม่เกิดขึ้นจริง
นโยบายและมาตรการส่งเสริมกิจกรรมในภาคบริการ และการท่องเที่ยว คือ รักษาความสงบเรียบร้อย มีกฎหมายและกฎระเบียบที่ดี มีความชัดเจน โปร่งใส มีรัฐบาลที่ปราศจากการทุจริตคอรัปชั่น ไม่มีตำรวจที่รีดไถประชาชนและนักท่องเที่ยว แบะมีการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความโดดเด่นของประเทศไทย ผ่านสื่อต่างๆทั่วโลก
กิจกรรมในภาคบริการมีความหลากหลาย มีลักษณะที่แตกต่างกัน อาจกล่าวได้ว่า หน่วยงานรัฐบาลที่สังกัดกระทรวงทบวงกรมต่างๆ ส่วนใหญ่มีหน้าที่กำกับดูแล และส่งเสริมกิจกรรมในภาคบริการ ธุรกิจการเงินโดยทั่วไปอยู่ในขอบข่ายการกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย แต่ในประเทศไทย สถาบันการเงินเฉพาะกิจหลายแห่ง อยู่ในการกำกับของกระทรวงต่างๆ กระทรวงคมนาคมกำกับดูแลเการคมนาคม ขนส่ง กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทหลักในการกำกับดูแลการค้าทั้งในและต่างประเทศ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศน์การสื่อสาร ดูแลกิจกรรมเกี่ยวกับการสื่อสาร และความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือการสื่อสารต่างๆ กระทรวงแรงงานดูแลแรงงาน และการพัฒนาแรงงาน กระทรวงศึกษา และกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ นวัตกรรม ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรในด้านต่างๆ กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา ส่งเสริมการท่องเที่ยว กีฬา ฯลฯ การกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายต่างๆในการส่งเสริมการพัฒนาภาคบริการ จึงต้องมีการจัดทำเป็นเรื่องๆ มีหน่วยงาน รับผิดชอบ และมีการประสานงานกัน
เนื่องจากธุรกิจที่อยู่ในภาคบริการจำนวนมากเป็นธุรกิจขนาดเล็ก การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคบริการ เช่น ธุรกิจการค้า และบริการอื่นๆ จึงมีความสำคัญ ในค.ศ. 2000 รัฐบาลไทยได้จัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ขึ้น ทำหน้าที่ส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภาคอุตสาหกรรมและบริการ ประเทศไทยมีหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งในภาครัฐและเอกชนด้านต่างๆ เช่น การผลิต พัฒนาบุคลากร การค้า การเงิน และการใช้เทคโนโลยีเป็นจำนวนมาก หากไม่ทำงานร่วมกันและประสานงานกัน การส่งเสริมธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของสสว.คงไม่สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพได้
ภาคเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ประเทศไทยเป็นเศรษฐกิจเปิดที่การค้าการลงทุนต่างประเทศมีความสำคัญ นโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศด้านต่างๆ เช่น การค้า การลงทุน การกู้ยืมเงิน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศอื่น การรับคนต่างชาตืเข้ามาทำงาน และการส่งคนงานไทยออกไปทำงานในต่างประเทศ มีผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศ นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศทางด้านการนำเข้า ส่งออก การรับการลงทุนจากต่างประเทศ การที่ธุรกิจไทยออกไปลงทุนในประเทศอื่น และการปรับปรุงนโยบายต่างๆให้เหมาะสมกับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจการเมืองของโลก มีความจำเป็น หาดมีนโยบายเศรษฐกิจต่างประเทศผิดพลาด เช่น นโยบายการเปิดเสรีทางการเงิน และกู้เงืนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ในช่วงที่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนคงที่ จนทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปีค.ศ. 1997-1998 ที่สร้างความเสียหายมาก การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จึงต้องทำอย่างรอบคอบ
ประเทศไทยมีนโยบายการค้าเสรี และมีข้อตกลงทางการค้าเสรีกับหลายประเทศ ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1970 เป็นต้นมา การส่งออกในสินค้าและบริการมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวของการส่งสินค้าออกไทยได้ลดลงมาก ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งเกิดจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และนโยบายการกีดกันการค้าของอเมริกา แต่อีกส่วนหนึ่งก็เกิดจากสินค้าไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง สินค้าออกจะมีการขยายตัวสูงได้ ต้องมีภาคการผลิตที่เข้มแข็ง หากภาคการผลิตของไทยไม่มีขีดความสามารถการแข่งขัน ก็ส่งออกได้ไม่มาก
ในปัจจุบัน การส่งออกของไทยได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากนโยบาย การปรับขึ้นภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกา การแก้ไขปัญหาการตกต่ำของการส่งออก โดยการปรับปรุงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่อาจทำได้สำเร็จในเวลาสั้น สิ่งที่ทำได้ในระยะสั้น คือ มองหาตลาดอื่นนอกจากอเมริกา และส่งเสริมสินค้าที่ยังสามารถส่งออกได้ เช่น ทุเรียน และผลิตภัณฑ์ยาง ส่งเสริมการส่งออกอาหารปลอดภัย และพืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ กระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานภายใต้สังกัดที่มีอยู่ทั่วโลก ควรหาข้อมูลและทำการประชาสัมพันธ์ในประเทศต่างๆ เพื่อส่งเสริมการส่งออก สำหรับตลาดอเมริกา ควรใช้โอกาสในระยะเวลาที่พักการขึ้นภาษีศุลกากรชั่วคราว 90 วัน ส่งออกไปอเมริกาก่อนที่ระยะการพักภาษีจะสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม การขยายตัวการส่งออกในระยะยาว ขึ้นอยู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ที่ส่งผลต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน
ระดับอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ มีผลกระทบต่อผู้ส่งออกสินค้าและบริการ หากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์อเมริกัน สินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ เมื่อคิดเป็นเงินบาทแล้ว จะมีราคาลดลง ส่วนผู้ส่งสินค้าออก ก็ไม่อยากเห็นค่าเงินบาทแข็ง ถ้าเงินบาทแข็งค่า สินค้าออกของไทย แม้ขายในราคาเงินบาทเท่าเดิม แต่เมื่อคิดเป็นเงินตราต่างประเทศ ก็ต้องมีราคาสูงขึ้น มีผลกระทบต่อความสามารถการแข่งขัน เมื่อสามสี่เดือนมานี้ เงินดอลลาร์อเมริกันมีค่าลดลง เงินบาทจึงมีค่าสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ ด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา และการส่งออกที่ขยายตัวต่ำ รัฐบาลจึงเรียกร้องธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมา เพื่อกระตุ้นการลงทุนในตลาดหลักทรัพย และลดการนำเงินทุนเข้าประเทศ ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงหรือแข็งค่าน้อยลง แต่อัตราดอกเบี้ยในประเทศไทย เทียบกับประเทศส่วนใหญ่ในโลก มีระดับที่ต่ำกว่าอยู่แล้ว หากเรามีแนวโน้มเศรษฐกิจไม่ดี แม้ลดอัตราดอกเบี้ยลง คนก็อาจไม่ลงทุนและใช้จ่ายมากขึ้น และค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์ ก็อาจไม่อ่อนตัวลง ถึงแม้เงินบาทจะลดค่าลง การส่งออกไทยก็อาจไม่กระเตื้องขึ้น ดังตัวอย่างประเทศญี่ปุ่นเมื่อหลายเดือนก่อน ที่ค่าเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลงมามาก แต่การส่งออกของญี่ปุ่นก็ไม่กระเตื้องขึ้น เพราะอุตสาหกรรมของญี่ปุ่นที่เคยมีความสามารถในการแข่งขันสูงเมื่อหลายสิบปีก่อน ในปัจจุบัน ได้เสื่อมถอยไปมากแล้ว อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสูง เช่น อุตสาหกรรมกึ่งตัวนำ ปัญญาประดิษฐ์ ญี่ปุ่นก็ล้าหลังกว่าประเทศอื่น อย่างอเมริกา เกาหลี และไต้หวัน ประสบการณ์ขอวญี่ปุ่น แสดงว่าถ้าไม่มีการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรม และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน การลดค่าเงินไม่สามารถกระตุ้นการส่งออกได้มาก
ตั้งแต่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติส่งเสริมการลงทุนและมีคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร และสิ่งจูงใจอื่นๆในต้นทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศได้จำนวนมาก
แต่ในทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยดึงดูดการลงทุนต่างประเทศได้น้อยกว่าประเทศอาเซียนอื่นบางประเทศ เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ และอินโดนีเซีย ทั้งๆที่รัฐบาลไทยมีการเสนอสิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติมากมาย
สิ่งสำคัญที่จะชักจูงนักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน แต่ขึ้นอยู่กับบรรยากาศการลงทุนของประเทศผู้รับการลงทุน ทั้งเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความพร้อมของสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวก วัตถุดิบ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องสนับสนุน และคุณภาพของแรงงาน ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริต ความโปร่งใสของรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ของรัฐ หากมีบรรยากาศการลงทุนที่ไม่ดี แม้มีการเสนอสิทธิประโยชน์ให้แก่นักลงทุนต่างชาติมาก เขาก็ไม่อยากเข้ามาลงทุน
ผู้กำหนดนโยบายส่งเสริมการลงทุน ควรตระหนักถึงความสำคัญของบรรยากาศการลงทุน เตรียมความพร้อมในสิ่งที่นักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญ ไม่ใช่ให้สิทธิประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ มากกว่าประเทศอื่นเพื่อดึงดูดการลงทุน
การลงทุนจากต่างประเทศ แม้มีประโยชน์สร้างรายได้ สร้างการจ้างงาน และถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่ผู้รับการลงทุนได้ แต่การรับประโยชน์เหล่านี้ได้มากน้อยเพียงไร ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับนโยบาย และมาตรการของประเทศผู้รับการลงทุน การรับการลงทุนต่างชาติเข้ามามาก โดยไม่ได้พิจารณาถี่ถ้วนถึงผลดีผลเสีย แทนที่จะได้ประโยชน์ อาจสร้างผลเสียแก่ประเทศผู้รับการลงทุนได้ เช่น มีนักลงทุนจากต่างประเทศ ที่เข้ามาผลิตสินค้าอันตราย ทำลายสิ่งแวดล้อม และทำให้ธุรกิจที่มีอยู่เดิมแข่งขันไม่ได้ จนต้องล้มละลายไป
การลงทุนจากต่างประเทศจะเกิดประโยชน์ได้มาก หากประเทศผู้รับการลงทุนได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยี ในเวลาที่ผ่านมา การพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศไทย ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีของบริษัทจากต่างประเทศมาก แม้บางอุตสาหกรรมที่คนไทยทำการลงทุน เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เพชรพลอย และเครื่องประดับ มีคนไทยทำได้ แต่ในการผลิตสินค้าที่ต้องใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(อีวี) ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ และผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ ต้องอาศัยเทคโนโลยีของผู้ลงทุนจากต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่
การพัฒนาอุตสาหกรรมไทยจากอดีตถึงปัจจุบันต้องพึ่งพาเทคโนโลยี โดยผู้ลงทุนต่างชาติ แต่การถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่ผู้ประกอบการและคนงานไทย ยังมีขอบเขตที่จำกัด จากข้อจำกัดหลายประการ คือ ขาดแคลนคนงานที่มีความรู้ทักษะระดับสูง ไม่มีการวิจัยพัฒนาต่อยอดและผู้ร่วมทุนที่เป็นคนไทยจำนวนมาก หวังเพียงมีส่วนเป็นผู้ถือหุ้น แต่ขาดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้เทคโนโลยีจากผู้ลงทุน ที่สำคัญคือ รัฐบาลไทยในสมัยต่างๆ ไม่มีนโยบายรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทต่างประเทศที่เข้ามาลงทุน ที่ชัดเจน
นอกจากการลงทุนโดยตรงที่มีการผลิตสินค้าและบริการแล้ว ยังมีการลงทุนต่างประเทศลักษณะอื่น เช่น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ และการซื้ออสังหาริมทรัพย์ การซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ มีนักลงทุนต่างประเทศอยู่บ้าง แต่เมื่อสภาวะเศรษฐกิจซบเซา นักลงทุนต่างชาติในตลาดหลักทรัพย์ก็ลดสัดส่วนการซื้อหุ้นลง ในอสังหาริมทรัพย์ ตามกฎหมายไทย คนต่างด้าวจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้ แต่ก็มีข่าวว่า มีชาวต่างชาติซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย อาจมีการลงทุนซื้อโดยจ้างคนไทยถือหุ้นลม หรือเป็นผู้ลงทุนแต่ในนาม แต่ไมได้เป็นเจ้าของจริง จากข้อจำกัดซื้ออสังหาริมทรัพย์นี้ รัฐบาลไทยมีความคิดจะแก้กฎหมาย ที่ขยายเวลาการเช่าอสังหาริมทรัพย์นานถึง 99 ปี แต่เมื่อมีคนจำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย วิพากษ์วิจารณ์กันมากในนโยบายนี้ ข้อเสนอการเช่าอสังหาริมทรัพย์เป็นเวลานานนี้จึงหยุดไป







