INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ดุลอำนาจโลกใหม่: จากสงครามอิหร่านสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงตะวันออกกลาง

99d9b56a 7e91 4900 955e d14e7cf043a8

ดุลอำนาจโลกใหม่: จากสงครามอิหร่านสู่สถาปัตยกรรมความมั่นคงตะวันออกกลาง

ทหารประชาธิปไตย

วิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ เมษายน 2569

๑. จุดเริ่มต้น: สงครามที่เปลี่ยนสมการโลก

เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่าน สังหารผู้นำสูงสุดท่านอาลีคาเมเนอีและผู้บริหารระดับสูงหลายคน พร้อมกับประกาศควบคุมน่านฟ้าและเส้นทางเดินเรือของอิหร่านโดยไม่ต้องใช้ทหารภาคพื้นดินและยังทำการโจมตีอย่างต่อเนื่องท่ามกลางการตอบโต้จากอิหร่านต่อผลประโยชน์และฐานทัพของสหรัฐ แม้การหยุดยิง 2 สัปดาห์จะเกิดขึ้นในต้นเดือนเมษายน โดยมีปากีสถานเป็นตัวกลางที่อิสลามาบัด แต่การเจรจากลับติดขัดเพราะช่องว่างเชิงโครงสร้างที่ลึกมาก อิหร่านปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องโครงการอาวุธนิวเคลียร์มาโดยตลอด และการยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐอเมริกาจะเท่ากับยืนยันข้ออ้างที่ตัวเองโต้มาตลอด

ข้อเรียกร้อง 7 ประการของทรัมป์ไม่ใช่กรอบการเจรจา หากแต่เป็นคำประกาศของผู้ชนะที่บีบให้อิหร่านต้องแพ้หน้าต่อประชาชนตนเองก่อนลงนาม ซึ่งไม่มีระบอบการเมืองใดทำได้ในทางปฏิบัติ โดยเฉพาะระบอบที่เพิ่งสูญเสียผู้นำสูงสุดและยังต้องรักษาความชอบธรรมต่อฐานสนับสนุน ดังนั้นความเป็นไปได้ของการบุกภาคพื้นดินเต็มรูปแบบแม้จะมีการพูดถึง แต่แทบเป็นศูนย์ เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังพล ภูมิประเทศ และต้นทุนทางการเมือง ทิศทางที่น่าจะเกิดขึ้นจริงคือการโจมตีทางอากาศขนานใหญ่รอบที่สอง ซึ่งเป็นเส้นทางที่ทรัมป์เลือกได้โดยไม่ต้องยอมถอยและไม่ต้องบุกพื้นดิน

๒. ต้นทุนที่แท้จริงของสงคราม

การที่สหรัฐอเมริการะบุว่า “ไม่เสียอะไร” นั้นมองแคบเกินไป ต้นทุนที่แท้จริงปรากฏในสี่ชั้น ได้แก่ หนึ่ง การสูญเสียทหารโดยตรงและความเสี่ยงต่อเนื่องจากโดรนและขีปนาวุธอิหร่านที่ยังไม่ถูกทำลายทั้งหมด สอง การปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ก่อวิกฤตน้ำมันระดับประวัติศาสตร์และทำให้เงินเฟ้อสะท้อนกลับมาสร้างความเจ็บปวดทางการเมืองในสหรัฐอเมริกาเอง สาม การสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการทูตในสายตาพันธมิตรทั้ง NATO อินโด-แปซิฟิก และกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และสี่ กับดัก Mission Creep ที่หากโจมตีทางอากาศรอบสองแล้วยังไม่ได้ผล ทรัมป์จะตกอยู่ในภาวะที่ถอยก็เสียหน้า บุกต่อก็ต้องเพิ่มสเกลไม่มีที่สิ้นสุด

ถ้าสหรัฐยกระดับการสู้รบด้วยการไล่ล่าเรืออิหร่านในน่านน้ำสากล อิหร่านก็อาจตอบโต้ด้วยความร่วมมือกับฮูธีด้วยการปิดช่องแคบบาบอัลมันเดบปากทะเลแดงทำให้เกิดปัญหาการขนส่งทางทะเลหนักขึ้นไปอีก

อนึ่งอิหร่านแม้จะบอบช้ำแต่ยังรอดมาได้ ระบอบยังอยู่ และการสูญเสียทำให้ฐานประชาชนรวมตัวกันต้านศัตรูภายนอกยิ่งขึ้น ขณะที่สหรัฐอเมริกาต้องเผชิญกับภาพที่สงครามกำลังยืดเยื้อโดยไม่มีพันธมิตรร่วมรบสักชาติ

๓. จีน: ผู้ชนะที่เงียบที่สุด

จีนได้รับประโยชน์สามชั้นพร้อมกันโดยไม่ต้องเข้าแทรกแซงโดยตรง ประกอบด้วย ความน่าเชื่อถือของสหรัฐอเมริกาที่พังลงในทุกมิติพร้อมกัน อิหร่านที่บอบช้ำและต้องการการลงทุนมหาศาลซึ่งจะเปิดรับจีนมากกว่าเดิม และกลุ่มพันธมิตรใหม่ที่กำลังก่อตัว ซึ่งทุกชาติมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีนในระดับลึกอยู่แล้ว

บทบาทจีนในฐานะ “กาวใจ” ของภูมิภาคนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ จีนเคยพิสูจน์โมเดลนี้ในการจับมือซาอุดีอาระเบีย-อิหร่านปี 2566 และกำลังนำโมเดลเดิมมาใช้อีกครั้งในวิกฤตนี้ ยุทธศาสตร์จีนประกอบด้วยสามเส้าที่เสริมกัน ได้แก่ BRI ที่เชื่อมโครงสร้างพื้นฐานและสร้างการพึ่งพาทางเศรษฐกิจ Petro-yuan ที่ค่อย ๆ ลดการพึ่งดอลลาร์ในการค้าพลังงาน และการทูตเงียบที่สร้างเครดิตโดยไม่มีต้นทุนทางทหาร จีนต้องการให้สงครามหยุดเพราะพลังงานราคาแพงกระทบแผนพัฒนาของตนเอง และผลพลอยได้ทางยุทธศาสตร์ที่ต้องการได้มาแล้วโดยไม่ต้องยิงกระสุนสักนัด

๔. สถาปัตยกรรมความมั่นคงใหม่: พันธมิตร 4 ชาติและ SCO ตะวันออกกลาง

พันธมิตรที่กำลังก่อตัวระหว่างปากีสถาน อียิปต์ ตุรกี และซาอุดีอาระเบีย มีบริบทที่แตกต่างจากอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ปากีสถานแสดงบทบาทตัวกลางที่มีน้ำหนักจริง ตุรกีปฏิเสธการร่วมรบกับสหรัฐอเมริกาแม้อยู่ใน NATO และยังประกาศโจมตีอิสราเอลอย่างรุนแรงที่โจมตีเลบานอนซาอุดีอาระเบียปิดกั้นการใช้ฐานทัพในช่วงแรก และอียิปต์ถือกุญแจคลองสุเอซซึ่งมีน้ำหนักทางยุทธศาสตร์อย่างมาก ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นพร้อมกันในสงครามครั้งเดียว นับเป็นสัญญาณที่มีนัยสำคัญ

สิ่งที่จะเกิดขึ้นไม่ใช่พันธมิตรทางทหารแบบ NATO แต่เป็นกรอบที่ใกล้เคียงกับ SCO เวอร์ชันตะวันออกกลาง คือไม่มีพันธกรณีป้องกันร่วมชัดเจน แต่มีกลไกประสานงาน แลกเปลี่ยนข่าวกรอง และสนับสนุนกันทางเศรษฐกิจ ปากีสถานส่งกำลังพลกว่า 13,000 นาย พร้อมเครื่องบินรบไปประจำการที่ฐานทัพ King Abdulaziz ในจังหวัดตะวันออกของซาอุดีอาระเบีย โดยมีคำมั่นสนับสนุนทางการเงิน 50,000 ล้านดอลลาร์เป็นการตอบแทน นี่คือ quid pro quo ที่ชัดเจน และนักวิเคราะห์ชี้ว่าการคุ้มครองทางนิวเคลียร์ของปากีสถานเป็นส่วนหนึ่งของข้อตกลงนี้โดยปริยาย

ซาอุดีอาระเบียไม่ได้ระแวงเพียงอิหร่านเท่านั้น แต่ยังระแวงสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่นำกำลังทหารขนาดใหญ่เข้ามาในภูมิภาคโดยไม่มี exit strategy ชัดเจน ในทางกลับกัน UAE ที่เรียนรู้มาตลอดว่าพึ่งสหรัฐอเมริกาไม่ได้อย่างสมบูรณ์ได้หันไปผูกมิตรกับจีนอย่างเนียนและเป็นระบบ ผ่านการยกระดับความร่วมมือทุกมิติตั้งแต่เศรษฐกิจ เทคโนโลยี AI จนถึงกิจการทหาร

๕. ตัวแปรนิวเคลียร์และดุลอำนาจระยะยาว

ซาอุดีอาระเบียเห็นบทเรียนสองข้อพร้อมกันจากสงครามนี้ อิหร่านที่ไม่มีอาวุธนิวเคลียร์โดนโจมตีและสูญเสียผู้นำสูงสุด ขณะที่เกาหลีเหนือที่มีนิวเคลียร์ไม่มีใครกล้าแตะ นี่คือ proof of concept ที่ชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ว่านิวเคลียร์คือหลักประกันขั้นสุดท้าย รูปแบบที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่การโอนหัวรบโดยตรง แต่เป็น “Saudi Bomb in Pakistani custody” ซึ่งเป็น arrangement ที่ทั้งสองฝ่ายปฏิเสธได้อย่างน่าเชื่อถือและตรวจสอบจากภายนอกได้ยากมาก หากเกิดขึ้น ปฏิกิริยาลูกโซ่อาจรวมถึงตุรกีและอียิปต์ ซึ่งจะทำให้สนธิสัญญา NPT พังอย่างเป็นระบบ

แรงจูงใจที่ซาอุดีอาระเบียให้ปากีสถานนั้นมากกว่าที่จีนให้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติเงินสดทันที มิติศาสนาที่จีนไม่มีทางสู้ได้ และมิติความสัมพันธ์ส่วนตัวระดับกองทัพที่สะสมมาหลายทศวรรษ เลเวอเรจที่แท้จริงของจีนต่อปากีสถานในเรื่องนี้จึงอาจน้อยกว่าที่ดูเผินๆ มากครับ

๖. บทสรุป: การเปลี่ยนกติกาของเกม

ตะวันออกกลางหลังสงครามจะไม่มีเจ้าภาพเดี่ยว แต่มีจีนเป็นผู้อำนวยความสะดวกทางเศรษฐกิจและการทูต ขณะที่ชาติในภูมิภาคมีอิสระมากขึ้นในการกำหนดทิศทางการเมืองของตนเอง และกลไกเศรษฐกิจของกลุ่มอาหรับโดยมีจีนสนับสนุนที่จะเชื่อมอิหร่านเข้าสู่การลงทุนหลังสงครามนั้นเป็นเส้นทางที่สหรัฐอเมริกาขวางไม่ได้ในสภาพปัจจุบัน สงครามนี้พิสูจน์ว่าการคว่ำบาตรรอบใหม่จะกระทบพันธมิตรที่ตัวเองต้องการรักษาไว้ และการขู่ทางทหารสูญเสียความน่าเชื่อถือไปแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยน “กติกาของเกม” ไปอย่างถาวร จากระบบที่ต้องพึ่งมหาอำนาจภายนอกเป็นตัวค้ำประกัน ไปสู่ระบบที่ชาติในภูมิภาคจัดการกันเองโดยมีจีนหนุนหลังทางเศรษฐกิจ ถ้าจีนสามารถเชื่อมซาอุดีอาระเบียและ UAE ได้สำเร็จในปีนี้ ต่อจากที่เชื่อมซาอุดีอาระเบีย-อิหร่านในปี 2566 มันจะพิสูจน์ว่าจีนได้กลายเป็น architect of regional order ในตะวันออกกลางอย่างเป็นทางการโดยไม่ต้องส่งทหารสักนายเข้าไปในภูมิภาค นี่คือชัยชนะทางยุทธศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีนในรอบศตวรรษ และมันเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สหรัฐอเมริกากำลังยิงขีปนาวุธราคาแพงโดยไม่รู้ว่าจะออกจากสงครามนี้อย่างไร

— จบ —

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *