INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน(7): การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 (ต่อ)

647456245234435724724

การปฏิรูปในประเทศจีน(7): การปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970 (ต่อ)

ปัจจัยที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป

  การเจริญเติบโตรวดเร็วอย่างต่อเนื่องหลายทศวรรษของเศรษฐกิจจีน หลังการปฏิรูปเกิดจากสาเหตุหลายประการ สรุปได้ดังนี้คือ:

  1. การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจจากการวางแผนส่วนกลางไปสู่ระบบตลาด

  2. ความคล่องตัวในการเคลื่อนย้ายทรัพยากร

  3. การขยายตัวของการค้าต่างประเทศ

  4. การลงทุนจากต่างประเทศ

  5. การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน

  6. การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค

  7. การขยายตัวของตลาดภายในประเทศ

การเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่ระบบตลาด

   อาจกล่าวได้ว่า  การเปลี่ยนแปลงนโยบายสู่ระบบตลาด เป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการปฏิรูป  การใช้เศรษฐกิจระบบตลาด มีผลกระตุ้นการผลิตและการเพิ่มประสิทธิภาพ ทำให้ผลผลิตในภาคเศรษฐกิจต่างๆเพิ่มขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ระบบตลาดที่ใช้กลไกราคาเป็นเครื่องมือการจัดสรร ทรัพยากร ทำให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจ มีแรงจูงใจการทำงาน การเจริญเติบโตภาคเศรษฐกิจหนึ่ง เชื่อมโยงไปอีกภาคเศรษฐกิจหนึ่งทำให้มีการเจริญเติบโตเพิ่มขึ้นด้วย เมื่อเกษตรกรมีแรงจูงใจทำงาน มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ได้ผลผลิตมากขึ้น และเมื่อขายผลิตผลในตลาดได้ ก็มีรายได้สูงขึ้น มีการใช้จ่ายบริโภคมากขึ้น เมื่อสินค้าและบริการขายได้มากขึ้น ผู้ผลิตและผู้ค้าในภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ก็มีรายได้สูงขึ้น

    การเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจสู่ระบบตลาด เริ่มจากการปฏิรูปในภาคการเกษตร ทำให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น และมีการใช้จ่ายมากขึ้น เมื่อรัฐบาลอนุญาตให้เกษตรกรทำงานนอกไร่นาได้ ก็มีธุรกิจการค้า บริการและหัตถกรรมในเขตชนบทเกิดขึ้นจำนวนมาก การแข่งขันทำให้ทุกภาคส่วนพยายามปรับปรุงประสิทธิภาพ และคุณภาพของสินค้า บริการของตน แรงจูงใจในการผลิต และการแข่งขัน ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย จากการวางแผนส่วนกลางสู่ระบบตลาด จึงเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อขยายตัวในเศรษฐกิจภาคต่างๆ

ความคล่องตัวของการเคลื่อนย้ายทรัพยากร

   ก่อนการปฏิรูป ปัจจัยการผลิตต่างๆ ทั้งแรงงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และเงินทุนในพื้นที่ต่างๆ ไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้  แรงงานในพื้นที่ที่มีการว่างานมาก ไม่สามารถย้ายไปทำงานที่อื่น พื้นที่มีธัญญาหารแร่ธาตุมาก ก็ไม่สามารถขายวัตถุดิบเหล่านี้ให้เขตพื้นที่ขาดแคลนได้  วัตถุดิบ และธัญญาหาร ตลอดจนสินค้าทุกประเภทมีราคาที่เท่าเทียมกันทุกพื้นที่ ราคาพืชผลและอัตราค่าจ้าง ถูกกดไว้ในระดับต่ำ  เกษตรกรจึงไม่มีแรงจูงใจในการทำงาน

   หลังการปฏิรูป การเคลื่อนย้ายทรัพยากร แรงงาน และสินค้า ทำได้โดยสะดวกขึ้น การใช้ปัจจัยการผลิตในพื้นที่ต่างๆ สอดคล้องกับกลไกตลาดมากขึ้น  พื้นที่ที่มีทรัพยากรและธัญญาหารมากเกินความต้องการก็นำทรัพยากร และอาหารไปขายที่อื่นได้ คนงานก็ย้ายที่ทำงานได้ การเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิตที่เสรี ทำให้กิจกรรมในภูมิภาคต่างๆ มีความ สอดคล้องกับความได้เปรียบเปรียบเทียบในแต่ละท้องถิ่น การผลิตและการค้าที่มีมากและมีประสิทธิภาพ ทำให้กิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจ

การขยายตัวของการค้าต่างประเทศ

  การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจทำให้จีนส่งสินค้าไปขายในต่างประเทศได้ ด้วยค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ จีนสามารถส่งสินค้าที่ใช้แรงงานมากที่ผลิตได้ราคาถูก ไปขายในตลาดทั่วโลก นอกจากนี้ ยังสามารถนำเข้าสินค้าและปัจจัยการผลิต ที่ประเทศตนขาดแคลน ซึ่งเอื้อต่อการผลิตและการบริโภคที่มีความหลากหลายมากขึ้น การเปิดเสรีทางการค้า ทำให้จีนสใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของตนได้ มูลค่าการส่งออกและการนำเข้าของจีนเพิ่มขึ้นมามาก  และมีการเกินดุลทางการค้าอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนจากต่างประเทศ

   นอกจากการลงทุนมนประเทศที่เพิ่มขึ้นมาก  การลงทุนต่างประเทศ ที่หลั่งไหลเข้ามามาก ก็มีส่วนกระตุ้นการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ  การเปิดประเทศให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุน ทำให้ประเทศจีน มีความได้เปรียบจากการเป็นประเทศตามหลัง คือ สามารถใช้เทคโนโลยีที่มีการ พัฒนาแล้วในประเทศอื่นมาผลิตสินค้าจีน โดยการเชิญบริษัทต่างชาติมาลงทุน ใช้แรงงานและวัตถุดิบในประเทศจีนทำการผลิตสินค้าที่ตนไม่เคยผลิตมาก่อน โดยไม่ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่าย ทำการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ต้องใช้ทรัพยากรมาก ทั้งยังต้องเสี่ยงกับความล้มเหลว  เมื่อนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เชาก็ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามา นักลงทุนจาดต่างชาติ ก็ยินดีที่จะมาลงทุนในจีน เพราะมีปัจจัยที่เอื้อต่อการลงทุน ด้วยการลงทุนจากต่างประเทศ จีนสามารถผลิตสินค้าที่หลากหลายและส่งไปขายทั่วทุกมุมโลก การลงทุนต่างประเทศ มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจจีนหลายประการ ทั้งการนำเงินทุน ที่เป็นตราต่างประเทศ การใช้เทคโนโบยี ที่จีนไม่สามารถพัฒนาขึ้นเองได้ และการบริหารธุรกิจที่ทันสมัย ทำให้จีนสามารถใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศ ผลิตสินค้าได้มากขึ้น

การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน

    การพัฒนาเทคโนโลยีและการปรับปรุงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ มีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  ประเทศจีนมีประชากรจำนวนมาก หลังการปฏิรูป คุณภาพของแรงงานจีน ปรับปรุงดีขึ้นมามาก  แต่ละปี มีผู้จบมหาวิทยาลัยจำนวนมาก ในจำนวนนี้ มีผู้เรียนสาขาวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมในสัดส่วนสูง  นักศึกษาจีนจำนวนมาก ถูกส่งไปศึกษาต่อในต่างประเทศ เมื่อเรียนจบแล้วกลับมาทำงานในจีน  นักวิทยาศาสตร์ที่เดิมทำงานอยู่ในต่างประเทศ ก็ทยอยกลับเข้ามา เมื่อเห็นประเทศจีน มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังให้ความสำคัญ ต่อการส่งเสริมการวิจัย พัฒนา และสร้างนวัตกรรม ทำให้มีการต่อยอดเทคโนโลยีนำเข้า และมีสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาจำนวนมาก

การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค

   ตลอดเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมา  รัฐบาลจีนได้ทุ่มเทงบประมาณในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคในพื้นที่ต่างๆจำนวนมาก ปัจจุบัน การคมนาคมขนส่ง การติดต่อสื่อสาร และการทำทุรกรรมโดยใช้เครื่องมือที่มันสมัยแพร่หลายไปทั่วทุกพื้นที่  การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค นอกจากอำนวยความสะดวกแก่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนแล้ว ยังมีส่วนในการส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เพราะในการสร้างใช้เหล็ก ปูน และวัสดุอื่นๆ จำนวนมาก ต้องมีการจ้างแรงงาน ซึ่งมีส่วนส่งเสริมการขยายตัวทางเศรษฐกิจ  การพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคนี้ มีผลการพัฒนาพื้นที่ และเพิ่มการใช้จ่าย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา

การขยายตัวของตลาดภายในประเทศ

    ผลจากการปฏิรูปทางเศรษฐกิจ ทำให้ประชาชนจีน ซึ่งมีกว่าพันล้านคน มีรายได้สูงขึ้น มีความต้องการในสินค้าและบริการมากขึ้น ประเทศจีน มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ มีผู้บริโภคที่มีอำนาจซื้อขำนวนมาก  ในช่วงแรกของการปฏิรูป สินค้าและบริการที่ผลิตในประเทศจีน มีคุณภาพต่ำ แต่ยังขายได้มาก  การมีตลาดในประเทศที่ใหญ่ เป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจจีนต่อเนื่องกันหลายทศวรรษ

    การมีตลาดขนาดใหญ่ ยังทำให้จีนได้ประโยชน์ จากการประหยัดในขนาด(economies of scale)ได้  คือ ผลิตอะไร ขายอะไร ก็ผลิตได้มาก ขายได้มาก  การมีการผลิตและการขายในปริมาณมาก ทำให้มีการใช้ปัจจัยการผลิตได้คุ้มค่า สินค้าที่ผลิตได้มีต้นทุนต่อหน่วยลดลง  ตลาดขนาดใหญ่ ทำให้ประเทศจีนมีการผลิตสินค้า และบริการได้หลากหลายและขายได้มาก และมีส่วนทำให้มีการขยายตัวทางเศรษฐกิจสูง

   โดยสรุป การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจากการวางแผนส่วนกลาง สู่ระบบตลาด ทำให้ประเทศจีนใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบเปรียบเทียบได้เต็มที่มากขึ้น ผลจากการสร้างแรงจูงใจ  การเคลื่อนย้ายทรัพยากร และแรงงาน การพัฒนาเทคโนโลยี และกำลังคน การส่งสินค้าสู่ตลาดโลก การนำเข้าสินค้าที่จีนขาดแคลน  การลงทุนต่างประเทศที่เอื้อต่อการนำเข้าเทคโนโลยี และปัจจัยการผลิต การสร้างสิ่งสาธารณูปโภค และการมีผู้บริโภคที่มีรายได้สูงขึ้นจำนวนมาก ล้วนส่งผลดีต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจัยต่างๆ ร่วมกันสร้างวงจรแห่งความรุ่งเรือง(virtuous circle of prosperity)ให้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจ กล่าวคือ ความสำเร็จในเรื่องหนึ่ง นำสู่ความสำเร็จในอีกเรื่องหนึ่ง

    การค้าและการลงทุนต่างประเทศ ทำให้จีนสะสมเลทุนสำรองเงินตราต่างประเทศเป็นปริมาณมาก รัฐบาลจึงส่งเสริมให้ธุรกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อขยายตลาด หาวัตถุดิบและเทคโนโลยี ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ มีผลเชื่อมโยง ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ทำให้ประเทศจีนสามารถมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เป็นเวลาหลายทศวรรษ

นโยบายบางอย่างที่น่าสนใจ

   การทีจีนมีผลการพัฒนาเศรษฐกิจที่ดีกว่าประเทศส่วนใหญ่ในโลก ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการมีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ไม่ยึดติดในทฤษฎี ลัทธิ หรือระบบเศรษฐกิจ  แต่มีกาาดำเนินโยบายที่เน้นผลที่ได้รับจากการปฎิบัติ และปรับปรุงให้เหมาะกับสถานการณ์ในแต่ละเวลา  ในที่นี้ จะกล่าวเพียงนโยบายที่น่าสนใจบางอย่างคือ:

   1. การเปิดให้เกษตรกรขายผลิตผลทางการเกษตรในตลาดเสรี

   2. การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ

   3. การพัฒนาพื้นที่

   4. โครงการผันน้ำจากภาคใต้สู่ภาคเหนือ

   5. การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจด้านอุปทาน

   6. โครงการผลิตในประเทศจีน ปีค.ศ. 2025

   7 โครงการพันคน

   8. เศรษฐกิจวงจรคู่

   9. หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

  10.ใช้เทคโนโลยีในการพัฒนาเศรษฐกิจ

   (นโยบายเหล่านี้ มีการสาธยายมาแล้วในบทความชุด “ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน:จากอดีตถึงปัจจุบัน”ตอนที่11-20 ในบล็อกนี้ ผู้สนใจอาจเข้าไปดูได้)

การเปิดให้เกษตรกรขายเพชรผลของตนเอง

    อาจกล่าวได้ว่า การปฏิรูปทางเศรษฐกิจจีนในปลายทศวรรษที่ 1970 เริ่มจากการปฏิรูปในภาคการเกษตร แล้วเชื่อมโยงสู่ภาคอุตสาหกรรม และบริการ ในปลายปีค.ศ.1978 รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาการขาดแรงจูงใจของชาวไร่ชาวนา จึงมีนโยบายเพิ่มราคารับซื้อผลิตผลการเกษตร  อณุญาตให้รื้อฟื้นตลาดผลิตผลการเกษตรในชนบทและปรับปรุงวิธีการ แบ่งปันผลิตผลให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น แต่ยังคงยึดถือการผลิตที่รวมกลุ่มอยู่

   จุดหักเหการปฏิรูปในภาคเกษตร คือ นำระบบแบ่งปันผลผลิตระดับครัวเรือน(包产到户 household responsibility system)มาใช้ หลักการของระบบรับผิดชอบโดยครัวเรือน คือ การทำข้อตกลงระหว่างรัฐและประชาชน ครัวเรือนหนึ่งๆ ได้รับการจัดสรรพื้นที่ผืนหนึ่ง ในแต่ละฤดูการผลิต ครัวเรือนต้องส่งมอบผลผลิตส่วนหนึ่งให้รัฐตามสัญญา ส่วนที่เหลือก็ตกเป็นของครอบครัวชาวนา ผลผลิตนี้ นอกจากแค่ในการบริโภคแล้ว ถ้ามีเหลือก็นำไปขายได้

    การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการรับผิดชอบโดยครัวเรือนนี้ ช่วงแรก เกิดจากความริเริ่มของชาวนาเอง โดยชาวนากลุ่มหนึ่งในมลฑลอันฮุย(安徽) ทำข้อตกลงแบ่งปันผลผลิตในกลุ่มของตนเอง ซึ่งขัดระเบียบ ของคอมมูนเวลานั้น แด่ต่อมา เมื่อรัฐบาลเห็นความสำเร็จการเพิ่มผลผลิตในการใช้วิธีนี้ จึงอนุญาตให้เกษตรกรในพื้นที่อื่นของประเทศ ทำข้อตกลงในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ในที่สุด ระบบความรับผิดชอบในครัวเรือนนี้ แพร่หลายไปในมณฑลต่างๆ จนถึงปีค.ศ. 1984 ระบบความรับผิดชอบครัวเรือนมีการนำมาใช้ในทุกพื้นที่ของประเทศ  ระบบคอมมูนจึงถูกยกเลิกไปโดยปริยาย

   การเปลี่ยนแปลงสู่ระบบการแบ่งปันผลิตผลในระด้บครัวเรือนนี้ เป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ระบบตลาด ก่อนหน้านี้การแบ่งปันผลิตในครัวเรือน ถูกควบคุมโดยผู้บริหารคอมมูน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ สมาชิกของคอมมูนไม่มีสิทธิ์มีเสียงใดๆเลย  ผลผลิตที่เหลือจากการบริโภค ก็ไม่สามารถเก็บไว้ หรือนำไปขายได้

   จากการใช้ระบบรับผิดชอบครัวเรือนแล้ว ผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นมามาก โครงสร้างการผลิต และการใช้แรงงานในภาคการเกษตร ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ในเขตชนบทมีการผลิตสินค้าที่หลากหลายมากขึ้น ตลาดเสรีที่ซื้อขายพืชผลการเกษตร ถูกรื้อฟื้นขึ้นรวดเร็ว ผลิตผลเกษตร เพิ่มขึ้นมามาก เนื่องจากเกษตรกร สามารถนำผลผลิตของตนไปขายในตลาด โดยเงินที่ได้จากการขายเป็นของตนเอง เกษตรกรจึงทำงานหนักขึ้นกว่าเดิม นอกจากทำไร่ไถนาแล้ว ยังเลี้ยงสัตว์ ทำหัตถกรรม การค้า และประกอบกิจกรรมบริการอื่นๆ ทำให้มีกิจการหมู่บ้านและชุมชน(乡镇企业:village and township enterptprises:TVEs) เกิดขึ้นจำนวนมาก

   การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจการชนบท มีส่วนสำคัญต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนในช่วงแรกของการปฏิรูป ในต้นทศวรรษ 1980 ระบบสำมะโนครัวในประเทศจีนยังเข้มงวดมาก กิจกรรมนอกภาคการเกษตรที่เกิดขึ้นในชนบท เกิดจากเกษตรกรส่วนหนึ่ง  ปลดตัวจากการทำการเกษตร มาประกอบอาชีพอื่นในเขตชนบท ต่อมา เมื่อมีการผ่อนคลายความเข้มงวดของการย้ายถิ่นฐาน ประกอบกับการขยายตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและร้านค้าในเมือง ชาวชนบทจำนวนมาก จึงพากันอพยพเข้าเมือง เพื่อหาอาชีพที่มีรายได้สูงกว่า

การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ

   การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีนหลังการปฏิรูป เริ่มจากการเปิดเริ่มจากการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ(经济特区)สี่แห่งในมณฑลกวางตุ้ง (广东) และฮกเกี้ยน(福建) ในปีค.ศ.1980 คือ เซินเจิ้น(深圳) จูไห่(珠海) ซั่นโถว(汕头) และเซี่ยเหทิน(厦门) ต่อด้วยการสถาปนา 14 เมืองในชายฝั่งทะเลตะวันออกให้เป็นประตูติดต่อค้าขาย และการลงทุนต่างประเทศ ต่อมา เปิดมณฑลไหหลำ(海南) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ  หลังจากนั้น จึงมีการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจทั่วทุกมลฑลของประเทศ

   ตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา การกำหนดปริมาณ และมูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้าโดยส่วนกลางถูกยกเลิก แต่ยังมีสินค้าบางชนิดที่มีความสำคัญต่อความมั่นคงของประเทศ เช่น ธัญญาหาร  ผลิตภัณฑปิโตรเลียม อาวุธยุทโธปกรณ์ เครื่องจักรอุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่นำเข้ามาทั้งชุด ที่การนำเข้าและส่งออกเทคโนโลยีฯลฯ ยังถูกควบคุมโดยรัฐบาล

   จะเห็นได้ว่า การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีน ไม่ได้ทำทันที แต่ มีการเปิดกว้างขึ้นตามลำดับ การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลกในปีค.ศ 2001 เป็นจุดสำคัญที่ทำให้จีนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจโลกมากขึ้น  ปัจจุบันจีนมีความสัมพันธ์ทางการค้าการลงทุนกับประเทศต่างๆทั่วโลก และมีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศและกลุ่มประเทศ นอกจากนี้ ยังมีเขตทดลองการค้าเสรีที่ลดขั้นตอนและกฎระเบียบต่างๆทางศุลกากร ทำให้ผู้นำเข้าและส่งออก ผ่านการตรวจสอบทางศุลกากรเร็วขึ้น และสะดวกมากขึ้น โดยเริ่มเปิดเขตทดลองการค้าเสรีที่มหานครเซี่ยงไฮ้(上海自由贸易试验区) ในปีค.ศ. 2013 แล้วขยายออกไปในหลายเมืองภายในประเทศ

  ควบคู่กับการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ คือ การเปลี่ยนแปลงในระบบอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เช่น อนุญาตวิสาหกิจ ถือเงินตราต่างประเทศ ให้ระบบธนาคารรับฝากเงินตราต่างประเทศ ซื้อขายหลักทรัพย์ โดยคิดมูลค่าเป็นเงินฮ่องกง และเงินตราต่างประเทศ  ลดความเข้มงวดในการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ  แต่การเปลี่ยนแปลงในกฎระเบียบเหล่านี้ ก็ทำเป็นขั้นตอน ในปัจจุบัน ประเทศจีนมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวที่มีการจัดการ(managed float) คือ ให้เงินหยวนจีนปรับค่าสูงตํ่าตามกลไกตลาด แต่รัฐบาลมีการแทรกแซงเป็นครั้งคราว เพื่อไม่ให้ค่าเงืนผันผวนมากเกินไป จีนยังทำข้อตกลง การชำระเงินด้วยเงินหยวนจีน และเงินตราของประเทศคู่ค้ากับหลายประเทศ  ทั้งยังผลักดันให้เงินหยวนจีนเป็นเงินสกุลที่ใช้ในการค้าการลงทุนระหว่างประเทศในระดับโลก

การพัฒนาพื้นที่

  การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ เริ่มจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกแล้วจึงขยายไปสู่พื้นที่ชั้นในของประเทศ มณฑลในชายฝั่งทะเลตะวันออก มีทำเลทางภูมิศาสตร์ที่เหมาะสมและมีสิ่งสาธารณูปโภคดีกว่าภูมิภาคอื่นของประเทศ  หลังจากที่รัฐบาลเห็นความสำเร็จในการเปิดประเทศ ด้วยความปรารถนาที่จะกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาคอื่นของประเทศ จึงมียุทธศาสตร์พัฒนาเขตเศรษฐกิจในเขคมลฑลและเมืองในภูมิภาคอื่นๆและมีโครงการพัฒนาภูมิภาคตะวันตก(西部大开发)โดยมีการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและเครือข่ายการคมนาคมขนานใหญ่ ต่อมา เมื่อกิจการอุตสาหกรรมในภาคตะวันออกมีปัญหาค่าจ้างแรงงานที่สูงขึ้น จึงทยอยย้ายหรือขยายแหล่งการผลิตสู่มณฑลชั้นในของประเทศ
ตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา จีนมีการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง มีแผนพัฒนาภูมิภาค พัฒนาเมือง และกลุ่มเมืองหลายฉบับ เช่น แผนพัฒนาภาคตะวันตก เขตเศรษฐกิจลุ่มแม่นำ้แยงซี(長江三角经济区)เขตเศรษฐกิจเสฉวนและฉงชิ่ง(成渝经济区)  กลุ่มเมืองในปักกิ่ง เทียนจิน และมณฑลเหอเป่ย(京津冀城市群)กลุ่มเมืองอู่ฮั่น(武汉城市圈) เขตเศรษฐกิจอ่าวกวางตุ้ง ฮ่องกง และมาเก๊า(粵港澳大湾区) ฯลฯ  ในการพัฒนาเขตเศรษฐกิจ ต้องสร้างทางรถไฟ เขื่อนชลประทาน และแหล่งกำเนิดไฟฟ้า  มีแผนส่งเสริมการศึกษา สาธารณสุข อนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ ซึ่งต้องมีการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ใช้
ในปีค.ศ.1992  รัฐบาลจีนมีมติสร้างเขื่อนสามผาแม่น้ำแยงซี(長江三峡大坝)  ซึ่งเป็นเขื่อนอเนคประสงค์ขนาดใหญ่ เพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิตกระแสไฟฟ้า การชลประทาน และป้องกันน้ำท่วม เขื่อนนี้สร้างตั้งแต่ปลายปี 1994 จนถึงปี 2009  จึงเสร็จสมบูรณ์ การสร้างเขื่อนสามผานี้ ต้องลงทุนมาก และต้องอพยพครัวเรือนประชาชนจำนวนมาก แต่ก็เป็นสิ่งสาธารณูปโภคที่ใช้ประโยชน์ได้มาก

การผันน้ำจากใต้ไปเหนือ(南水北调)
จีนเป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรน้ำ เมื่อเทียบกับประเทศที่มีพื้นที่มาก เช่น อเมริกา และแคนาดา  ภาคเหนือและภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีน มีปริมาณน้ำน้อย ต้องประสบปัญหาภัยแล้งอยู่เนืองๆ ในขณะที่ภาคใต้มีแม่น้ำหลายสาย บางปีต้องประสบปัญหาน้ำท่วม  น้ำในแม่น้ำ ไหลจากภาคตะวันตก ลงสู่ทะเลทิศตะวันออก แม่น้ำต่างๆเอื้อประโยชน์ต่อการเพาะปลูกและการคมนาคมมาก แต่ก็มีนํ้าปริมาณมากที่ไหลลงสู่ทะเล โดยไม่ได้ใช้ประโยชน์  ตั้งแต่ปีค.ศ. 2013 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนมีโครงการผันน้ำจากทางใต้สู่ทางเหนือ(南水北调工程) เป็นโครงการที่ครอบคลุมเขตลุ่มน้ำแยงซี ฮวงโห และแม่น้ำอื่นๆ ที่เป็นสาขาของแม่นำ้ใหญ่ทั้งสองนี้ ซึ่งผ่านพื้นที่หลายมณฑล การผันนำ้นี้  ต้องขุดคูคลองและสร้างท่อระบายนำ้ในที่ต่างๆ ซึ่งต้องใช้งบประมาณมาก  การผันน้ำนี้ ดำเนินการมาแล้วหลายปี ผันนำ้ได้ในมากแล้ว แต่ต้องดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน(供给测结构性改革)

    ประเทศต่างๆ มีนโยบายเศรษฐกิจมหภาค ที่เน้นมาตรการที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจทางด้านอุปสงค์เพื่อกระตุ้นความเจริญเติบโตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งมีนโยบายการเงิน การคลัง และเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีผลต่ออุปสงค์มวลรวม ที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ การบริโภค การลงทุน และการใช้จ่ายของรัฐบาล ส่งเสริมการส่งสินค้าออกและกีดกันการนำเข้า  นโยบายด้านอุปทาน มักถูกมองว่า เป็นนโยบายที่เห็นผลได้ไม่ชัดเจนในระยะสั้น และไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่ต้องเผชิญอยู่ในขณะใดขณะหนึ่งได้อย่างทันท่วงที

    ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนมีการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจใหม่ ที่เรียกว่าการปฏิรูปโครงสร้างทางด้านอุปทาน( 供给测结构性改革:supply-side structural reform) สาระสำคัญของเศรษฐศาสตร์ทางด้านอุปทานของจีน แตกต่างกับนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทาน ของอเมริกาในต้นทศวรรษ1980 ที่มุ่งสร้างความเจริญเติบโตและรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโดยลดภาษีและลดกฎระเบียบในการทำธุรกิจ แต่ประเทศจีน ช่วยด้วยเศรษฐกิจด้านอุปทาน ที่มุ่งแก้ปัญหาบางอย่าง และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จีนมีปัญหาที่แตกต่างกับอเมริกาในทศวรรษ 1980  แม้เศรษฐกิจชะลอตัวลง เงินเฟ้อมีระดับต่ำ แต่มีความจำเป็นในการปรับปรุงสร้างทางเศรษฐกิจเพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และทำให้สภาวะด้านอุปสงค์กับทานของสินค้าบริการ มีความสมดุลย์มากขึ้น

   การปรับปรุงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทานของจีน มุ่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่มีอยู่ในเวลานั้น ทั้งการมีกำลังผลิตที่ล้นเกินและมีสินค้าบางอย่างที่ไม่สามารถระบายออกสู่ตลาดจำนวนมาก ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะรัฐวิสากิจและรัฐบาลท้องถิ่นมีหนี้สินระดับสูง และในบางท้องที่ ยังมีสิ่งสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

   นักเศรษฐศาสตร์และผู้บริหารรัฐบาลจีนอธิบายว่าการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจทางด้านอุปทานมีภารกิจอยู่ห้าด้านคือ 1.ขจัดกำลังการผลิตที่ล้นเกิน(去产能)  2. ขจัดสินค้าคงคลัง ที่มีการตกค้างอยู่มาก(去库存) 3.ขจัดภาระหนี้ของภาคธุรกิจและรัฐบาลท้องถิ่น (去杠杆)4.ลดต้นทุนการผลิตและการจำหน่ายสินค้าและบริการ (降成本)   5. เสริมเติมสิ่งที่ยังมีอยู่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ (补短板) คือ มี3 ขจัด 1ลด 1เสริมเติม(三去. 一降、一补)

    อธิบายได้ดังนี้คือ

   1.ขจัดอุปทานส่วนเกิน (去产能)ปัญหาเศรษฐกิจจีนคือ มีสินค้าและบริการมีบางอย่างที่ผลิตได้ล้นเกิน เช่น เหล็ก ถ่านหิน แผงพลังงานแสงอาทิตย์ บ้านพักที่อยู่อาศัย  การมีอุปทานส่วนเกิน ทำให้วิสากิจจำนวนมาก มีการใช้กำลังการผลิตในระดับต่ำ จึงต้องขจัดอุปทานที่ล้นเกินในภาคธุรกิจเหล่านี้

    2. ขจัดสินค้าคงคลัง(去库存) เมื่อสินค้าขายไม่ออก ตกค้างอยู่มาก จึงต้องขจัดสิ่งที่ยังตกค้างอยู่ให้หมดสิ้นไป

    3. การขจัดภาระหนี้สิน (去杠杆)ในเวลาที่ผ่านมา  ภาคธุรกิจโดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจ และรัฐบาลท้องถิ่น มีภาระหนี้สินอยู่มาก จากที่ระบบการเงินมีการปล่อยกู้ให้แก่วิสาหกิจที่ประสบกับภาวะขาดทุน การให้กู้ของระบบธนาคาร มีส่วนทำให้ให้วิสากิจ ที่ประสบการขาดทุน สามารถอยู่ต่อไปได้ แต่ก็มีหนี้สินพอกพูน  ประเทศจีน จึงมีวิสาหกิจหลายแห่งที่กลายเป็น”วิสาหกิจผีดิบ”(僵尸企业) ที่อยู่ได้โดยได้รับการอุดหนุนของรัฐบาลและจากเงินกู้ธนาคาร  จึงต้องขจัด”วิสาหกิจผีดิบ”เหล่านี้ออกไปจากระบบเศรษฐกิจ หรือไม่ก็มีการเยียวยาให้”ผีดิบ”ฟื้นคืนชีพขึ้นมา โดยไม่ต้องรับการสนับสนุนจากรัฐและระบบธนาคารมากนัก

   4 ลดต้นทุน(降成本) เป็นภารกิจที่สำคัญของการปรับโครงสร้างทางด้านอุปทาน วิธีการ คือ ส่งเสริมการวิจัยพัฒนา และนวัตกรรม  ส่งเสริมอุตสาหกรรมและธุรกิจเกิดใหม่ และปรับปรุงอุตสาหกรรมที่มีอยู่เดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ภารกิจลดต้นทุน มีผลต่อการเพิ่มอุปทานในสินค้าและบริการที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีผลต่อการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลางและระยะยาว

    นอกจากลดต้นทุนผลิตแล้ว การลดต้นทุน ยังหมายรวมถึงการลดต้นทุนในระบบเศรษฐกิจอย่างอื่นที่มีผลกระทบต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เช่น ค่าโลจิสติกส์ และค่าใช้จ่ายในการขนส่ง อัตราภาษี และกฎระเบียบ ตลอดจลดการกำกับและควบคุมของหน่วยงานในภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพซึ่งเป็นต้นทุนธุรกิจที่นอกเหนือจากต้นทุนการผลิตโดยตรง

   5.เสริมสร้างสิ่งที่ยังขาดแคลน(补短板) คือ สร้างสิ่งสาธารณูปโภค และสิ่งอำนวยความสะดวกที่เอื้อประโยชน์ต่อประชาชน เช่น ปรับปรุงบริการการศึกษา สาธารณสุข ผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนในพื้นที่ยากจนและผู้สูงอายุได้

   นโยบายทางด้านอุปทานต่างๆ มีความเชื่อมโยงกัน และเชื่อมโยงกับนโยบายทางด้านอุปสงค์ด้วย  การดำเนินนโยบายทางด้านอุปทานและอุปสงค์นั้น มิได้หมายความว่า  จำเป็นต้องเลือกด้านใดด้านหนึ่ง หรือเน้นหนักในด้านใดด้านหนึ่ง แต่อาจดำเนินนโยบายเศรษฐกิจทางด้านอุปทานและอุปสงค์ไปพร้อมกันได้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *