INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การปฏิรูปในประเทศจีน(7): การปฏิรูปประเทศทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970

xian 7399808 1280

การปฏิรูปในประเทศจีน(7): การปฏิรูปประเทศทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970

รศ.ดร.สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

ความนำ

แต่เดิม ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศจีนยากจนล้าหลัง ต่อมา มีการพัฒนาเศรษฐกิจ จนมีอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงมาก ต่อเนื่องกันหลายสิบปีและก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลก การเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดของจีนเกิดขึ้นหลังการปฏิรูปและการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจในปลายทศวรรษ 1970

บทความนี้จะสรุปถึงผลสำเร็จในการปฏิรูป และปัจจัยสำคัญที่มีส่วนเอื้อในการปฏิรูปของจีน เริ่มจากเล่าถึงสภาพเศรษฐกิจก่อนการปฏิรูป ต่อด้วยผลของการปฏิรูป และปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จ หลังจากนั้น จะสรุปนโยบายที่โดดเด่นบางเรื่องของรัฐบาลจีน ปัญหาและอุปสรรคที่จีนต้องเผชิญในปัจจุบัน ตอนสุดท้ายตั้งข้อสังเกตลักษณะบางประการของการปฏิรูป และข้อคิดที่มีต่อการกำหนดนโยบายของประเทศอื่นๆ

วันที่ 1 ตุลาคม ปี ค.ศ.1949 เหมาเจ๋อตง(毛泽东) ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ประกาศอย่างภาคภูมิใจว่า “ ประชาชนจีนยืนขึ้นมาแล้ว“ (中国人站起来了!)พรรคคอมมิวนิสต์ อ้างว่า ความสำเร็จในการยึดอำนาจรัฐครั้งนั้น เป็นการ“ปลดปล่อย”(解放) โค่นล้มภูเขาสามลูกที่กดขี่คนจีน ได้แก่ ลัทธิจักรวรรดินิยม ระบบศักดินา และทุนนิยม(帝国主义 封建主义 资本主义)

ตั้งแต่การโค่นล้มราชวงศ์ชิง(清朝)ในปีค.ศ. 1912 ถึงปีค.ศ.1949 การเมืองการปกครองในประเทศจีน มีความวุ่นวายนานหลายสิบปี ทั้งจากการแย่งชิงอำนาจของขุนศึก ถูกประเทศญี่ปุ่นรุกราน และสงคราม

กลางเมือง ระหว่างพรรคคอมมูนิสต์จีน กับรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง เมื่อพรรคคอมมิวนิสต์ได้รับชัยชนะ ตั้งรัฐบาลได้แล้ว ประชาชนจีนดีใจมาก คนจีนที่อยู่ต่างประเทศบางคนถึงกับลาออกจากงานที่มีผลตอบแทนสูง เดินทางกลับไปทำงานในประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ช่วง 30 ปีแรก ของสาธารณรัฐประชาชนจีน สภาพทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจีน ยังไม่มีการพัฒนามากนัก ประเทศจีนมีการปกครองเป็นปึกแผ่น มีรัฐบาลที่มีอำนาจบริหารประเทศสูง แต่ไม่สามารถทำให้ประเทศจีนหลุดพ้นจากความยากจนและล้าหลังได้ จนถึงปลายทศวรรษ 1970 มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย สู่การปฏิรูป และการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจึงสูงขึ้นมากจนประเทศจีนกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน

บทความนี้ แบ่งออกเป็นเจ็ดตอน หลังจากความนำนี้ ในตอนที่สอง กล่าวถึงสภาพของประเทศจีนก่อนการปฏิรูป ในตอนที่สาม สรุปถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูปจนถึงปัจุบัน ตอนที่สี่ กล่าวถึงปัจจัยที่มีส่วนเอื้อต่อการเจริญเติบโตอย่างสูงของเศรษฐกิจจีน ตั้งแต่มีการปฏิรูปจนถึงปัจจุบัน ตอนที่ห้าสรุปนโยบายของรัฐบาลจีนที่สำคัญในเวลากว่า 40 ปีที่ผ่านมาโดยสังเขป ตอนที่หก กล่าวถึงปัญหาที่ประ เทศจีนต้องเผชิญในปัจจุบัน ตอนที่เจ็ด เป็นข้อคิดจากการปฏิรูปครั้งนี้

สภาพเศรษฐกิจจีนก่อนการปฏิรูป

ในสองสามปีแรกหลังการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลรวมประเทศให้เป็นปึกแผ่น ปราบปรามกลุ่มนายทุน เจ้าของที่ดิน และพวกเป็นปรปักษ์ต่อพรรคคอมมิวนิสต์ รัฐบาลจีนใช้นโยบายต่างๆ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ รักษาเสถียรภาพราคา ทำการปฏิรูปที่ดิน ให้ชาวนามีที่ดินของตนเอง เศรษฐกิจจีนฟื้นคืนสู่สภาพปกติได้รวดเร็ว การปฏิรูปรูปที่ดิน ทำให้ชาวนามีที่ดินทำกินของตนเอง มีแรงจูงใจในการทำงาน ผลผลิตอาหารจึงเพิ่มขึ้น

ในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัฐบาลอนุญาตให้นักธุรกิจเอกชนมีส่วนร่วมในการทำธุรกิจ โดยบริหารร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน(公私合营) แต่ต่อมา รัฐบาลได้ยึดอำนาจในการดำเนินธุรกิจของเอกชน ยึดกิจการเป็นของรัฐ เปลี่ยนเป็นรัฐวิสาหกิจ ที่รัฐบาลเป็นเจ้าของทั้งหมด และมีผู้บริหารเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ผู้บริหารบางคนไม่มีความรู้ความสามารถการทำธุรกิจ ไม่มีประสิทธิภาพบริหารงาน รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ จึงขาดทุน

ในปีค.ศ.1953 ประเทศจีนเริ่มมีการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ แผนพัฒนาฉบับที่หนึ่ง(ค.ศ.1953-1957) เน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมหนักตามรอยสหภาพโซเวียต อุตสาหกรรมบางอย่าง เข่น เหล็ก ถ่านหิน ปิโตรเคมี เครื่องจักรกล ต้องได้รับการอุดหนุนจากรัฐ รัฐบาลกำหนดอัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนต่ำ เพื่อให้สินค้าอุตสาหกรรม ผลิตได้ด้วยต้นทุนตํ่า สินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม และของใช้ในครัวเรือน ก็ถูกกำหนดในราคาที่ต่ำ

ผลของการดำเนินนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมสมัยก่อนการปฏิรูป มีส่วนทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่แร้นแค้น แม้ไม่อดอยาก แต่ขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค รัฐบาลต้องจัดสรรสินค้าที่ประชาชน ต้องการบางอย่าง เช่น เนื้อสัตว์ ผ้า และเครื่องใช้ ด้วยการแจกคูปอง ปันส่วนการใช้ รัฐวิสาหกิจมีประสิทธิภาพต่ำ คนงานในภาคเศรษฐกิจต่างๆ ไม่มีความกระตือรือร้นในการทำงาน เพราะขาดแรงจูงใจ ชาวไร่ชาวนา แม้ทำงานหนัก แต่รับผลตอบแทนไม่ดี ผลผลิตที่ได้ต้องส่งมอบ (ขาย)ให้รัฐบาลในราคาต่ำ ชาวไร่ชาวนาส่วนใหญ่ทำงานไม่เต็มที่ ในเขตชนบท จึงมีการว่างงานแฝงอยู่มาก แต่รัฐบาลมีระบบสำมะโนครัวที่เข้มงวด ประชาชนย้ายถิ่นฐานจากบ้านเกิดของตนไม่ได้ ชาวชนบทไม่ว่าจะยากจนเพียงใด ก็ไม่สามารถอพยพเข้าเมืองได้

กล่าวโดยสรุป ในสมัยก่อนการปฏิรูป การผลิตภาคการเกษตร และอุตสาหกรรม ไม่มีประสิทธิภาพ กิจกรรมภาคบริการ ก็มีน้อย

ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่สอง(ค.ศ.1958-1962) ภาคการเกษตร มีการรวมกลุ่มชาวไร่ชาวนา ตั้งเป็นคอมมูนประชาคม(人民公社) รวมที่ดินเป็นของส่วนกลาง เครื่องมือและเครื่องใช้ต่างๆ เป็นสินทรัพย์ส่วนกลาง สมาชิกต้องทำงานร่วมกัน ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การบริโภค การเดินทาง การรักษาพยาบาล ได้รับการดูแลจากคอมมูน ผลผลิตที่ได้มาจะแบ่งปันให้สมาชิกบริโภค แต่ผลผลิตส่วนใหญ่ต้องส่งมอบให้รัฐบาล

ในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่สอง การผลิตในภาคการเกษตร มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่การรวมกลุ่มมากขึ้นมาตามลำดับ เริ่มจากจัดตั้งกลุ่มช่วยเหลือต่อกันระหว่างสามถึงห้าครัวเรือน ต่อมา รวมเป็นสหกรณ์เบื้องต้นในระดับ 20- 30 ครัวเรือน แล้วพัฒนาเป็นสหกรณ์ขั้นสูง ระดับ 150 ถึง 200 ครัวเรือน และสุดท้าย เป็นคอมมูนประชาชนขนาดใหญ่ ขนาดหลายพันถึงหลายหมื่นครัวเรือน

ปีค.ศ.1958 รัฐบาลมีนโยบาย “ ก้าวกระโดดไปข้างหน้าที่ยิ่งใหญ่”(大跃进: great leap forward) รณรงค์ให้เกษตรกรเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็ว ภายใต้แนวคิด “มากกว่า เร็วกว่า ดีกว่า และถูกกว่า(多快好省)“ รัฐบาลกำหนดเป้าหมายการเพิ่มผลผลิตไว้สูงมาก และมีการปูนบำเหน็จให้ท้องถิ่นที่รายงานว่า มีผลผลิตเพิ่มขึ้นได้ตามเป้าหมาย และลงโทษท้องถิ่นที่รายงานตามความเป็นจริง แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นรายงานผลผลิตเกินจริงแล้ว ก็ต้องส่งมอบผลผลิตให้รัฐบาลในปริมาณมากขึ้น ทำให้ประชาชนจำนวนมากขาดแคลนอาหารการกิน

ในระหว่างปี1959-1961 หลังจากมีนโยบายก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ ประชาชนจีนหลายสิบล้านคน ต้องอดอยากล้มตายจากการขาดแคลนอาหารการกิน ทุพภิกขภัยใหญ่ครั้งนี้ มีสาเหตุหลายประการ แต่สรุปได้ว่า เกิดจากความผิดพลาดของนโยบาย และการบริหารของรัฐบาล (ผู้สนใจ อ่านบทความ ”ตัวอย่างการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ“ ในบล็อกนี้ได้)

ภายใต้นโยบายก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ รัฐบาลจีนยังรณรงค์ให้มีการถลุงเหล็ก ครัวเรือนจำนวนมากตั้งเตาเพื่อถลุงเหล็ก มีการตัดต้นไม้มาทำเป็นเชื้อเพลิงในการถลุงเหล็ก ทำให้ป่าไม้ถูกทำลาย แต่เหล็กที่ได้มีคุณภาพต่ำ ใช้งานไม่ได้ นโยบายนี้ ทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรไปมาก และการตัดไม้ทำลายป่าขนานใหญ่ ก็ทำให้เกิดอุทกภัยในหลายท้องที่ของประเทศ

ในระหว่างปีค.ศ. 1962-1965 รัฐบาลจีน นำโดยประธานาธิบดีหลิวเซ่าฉี(刘少奇) พยายามแก้ไขข้อผิดพลาดของนโยบาย“ก้าวกระโดดไปข้างหน้า” โดยให้ทีมการผลิต(生产队) ที่เป็นหน่วยงานย่อยคอมมูน ควบคุมการผลิต ยกเลิกระบบกินข้าวในโรงอาหารรวม ผ่อนคลายกฎเกณฑ์ในการควบคุมเกษตรกร ให้ความสนใจต่อการเพิ่มผลผลิต มีการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรกลการเกษตรมากขึ้น นโยบายภาคเศรษฐกิจอื่น ก็มีการปรับปรุง เศรษฐกิจจีนจึงมีการฟื้นตัวขึ้นมาบ้าง แต่ต่อมาอีกไม่นานก็เกิดเหตุการณ์การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ทำความเสียหายให้ประเทศจีนมาก

ภายใต้ระบบเผด็จการคอมมิวนิสต์ที่ผู้นำประเทศมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ความเสียหายของการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาด เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก ในช่วงที่มีนโยบายการก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ ผู้นำประเทศจีนบางคน ที่มีความรู้ทางเศรษฐกิจ เช่น โจวเอินไหล(周恩来) เฉินหวิน(陈云) ได้ท้วงติงว่า การตั้งเป้าหมายผลผลิตที่สูงเกินจริง ก่อให้เกิดความเสียหายมาก แต่ก็ถูกเหมาเจ๋อตงดุว่า การพูดเช่นนี้ เป็นการทำลายความกระตือรือร้นของเกษตรกรที่มีความมุ่งมั่นในการเพิ่มผลผลิต หลังจากนั้น ก็ไม่มีผู้ใดกล้าท้วงติง และไม่กล้าเปิดโปงการรายงานเท็จอีก

นอกจากความผิดพลาดของนโยบายเศรษฐกิจแล้ว ความขัดแย้งในความคิด ก็สร้างผลเสียแก่การเมืองและสังคมจีนมาก ตลอดเวลา 27 ปีที่เหมาเจ๋อตงมีอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ มีการรณรงค์เรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น(阶级斗争)หลายครั้ง ในแต่ละครั้ง มีผู้ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกลงโทษ จนถึงขั้นถูกทรมานจำนวนมาก เหมาเจ๋อตงมีความเชื่อว่า การเมืองการปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ การต่อสู้ทางชนชั้น เป็นสิ่งสำคัญ ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ขึ้นมามีอำนาจในการปกครองประเทศ เมื่อเขามีอำนาจสูงสุดในพรรคคอมมิวนิสต์ ก็สนใจในเรื่องการควบคุมความคิด การณรงค์ในเรื่องการปรับปรุงความคิดให้ถูกต้อง (整风运动) และวิพากษ์วิจารณ์พวกที่มีความคิดไม่บริสุทธิ์ มีผู้ถูกลงโทษเป็นจำนวนมาก เมื่อมีอำนาจรัฐ เขาก็ใช้แนวคิด“ ยึดการต่อสู้ทางชนชั้นเป็นหลัก”(以阶级斗争为纲) เป็นนโยบายในการปกครองประเทศ

ในปีค.ศ. 1956 เหมาเจ๋อตงได้ประกาศแนวคิด”ร้อยบุปผา” (百花齐放 百家争鸣)รณรงค์ให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผยโดยไม่ต้องเกรงกลัวอำนาจของใคร แต่แท้ที่จริงแล้ว เป็นการหลอกล่อผู้ที่เห็นต่างจากพรรคคอมมิวนิสต์ให้ออกมาแสดงตนโดยฃกลอุบาย ” ล่องูออกจากรู”(引蛇出洞) ซึ่งใช้ได้ผล มีผู้ที่เห็นต่างออกมาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก ต่อมาเขาเหล่านั้นถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกปฏิกิริยา และถูกลงโทษในขบวนการต่อต้านฝ่ายขวา(反右运动)

ในช่วงค.ศ. 1956-1957 มีผู้ถูกจับกุมลงโทษจำนวนมาก โดยเฉพาะปัญญาชนที่แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและเสนอนโยบายในการปกครองประเทศ ความวุ่นวายทางเศรษฐกิจ และสังคม ของจีนในช่วงสามสิบปีแรก ส่วนหนึ่งจึงเกิดจากความคิดของผู้นำ ที่เน้นเรื่องการต่อสู้ทางชนชั้น(阶级斗争) และการปฏิวัติตลอดเวลา (不断革命论) เพื่อรักษาอำนาจ

ในระหว่างปีค.ศ. 1966-1976 ในประเทศจีน เกิดเหตุการณ์“ ปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่ (文化大革命)ที่สร้างความเสียหายแก่เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างใหญ่หลวง เศรษฐกิจจีนหยุดชะงัก ถดถอยไปมาก บ้านเมืองอยู่ในภาวะวุ่นวาย เหตุการณ์การปฎิวัติวัฒนธรรมนี้ เป็นเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่ จนบัดนี้ยังมีการถกเถียงกันถึงสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ครั้งนั้น ความเสียหายทางเศรษฐกิจ และสังคมที่เกิดจากการปฏิวัติวัฒนธรรมมีมาก ในระยะแรกมีการปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้พิทักษ์แดง(红卫兵) กับคนที่เป็น“ปฏิ กริยา”(反动派) นักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการที่มีชื่อเสียง ซึ่งเป็นผู้ทำประโยชน์ให้แก่ประเทศมามาก ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกทรมาน บางคนถูกฆ่า บางคนฆ่าตัวตาย เหตุการณ์ครั้งนี้ ทำให้ความชั่วร้ายของความคิดการต่อสู้ทางชนชนชั้นและการเชื่อผู้นำอย่างงมงายของเยาวชน ปรากฏให้เห็นชัดเจน

เหตุการณ์ในประเทศจีน ระหว่างปีค.ศ. 1966-1976 คนจีนเรียกว่า“ การปฏิวัติวัฒนธรรมที่ยิ่งใหญ่”(文化大革命) แท้ที่จริง เป็นการทำลายวัฒนธรรมจีนครั้งใหญ่ โบราณวัตถุ โบราณสถาน ประเพณี วัฒนธรรมดั้งเดิมที่งดงาม เช่น การเคารพพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ เชื่อฟังผู้ใหญ่ ซื่อสัตย์ สุจริต มีคุณธรรม ฯลฯ ถูกทำลายไปจนหมดสิ้น เหมาเจ๋อตง และแก๊งสี่คน(四人帮) ปลุกระดมมวลชนออกมาก่อการร้าย สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศ พวก “เรดการ์ด” กองพิทักษ์แดง(红卫兵) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กและเยาวชน หลงคิดว่าตนเป็นผู้รักชาติ มีความจงรักภักดีต่อพรรคและผู้นำประเทศ จึงลุกฮือขึ้น ต่อต้านคนพวกที่เป็นปฏิกิริยา ทำลายประเทศชาติ ช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม นักวิชาการที่มีความรู้ มีชื่อเสียง นักวิทยาศาสตร์ รวมทั้งผู้ที่อพยพจากต่างประเทศที่กลับมาทำงานช่วยชาติจำนวนมาก ต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์ ถูกไล่ออกจากงาน และถูกทรมาน เหตุการณ์ครั้งนี้ ถือได้ว่า เป็นกรณีตัวอย่าง ที่แสดงถึงความชั่วร้ายของการมีความเชื่อที่ผิดๆ

แม้เศรษฐกิจของประเทศจีนในสมัยก่อนการปฏิรูป จะอยู่ในสภาพยํ่าแย่ และประชาชนจีนส่วนใหญ่มีฐานะยากจน แต่การพัฒนาในบางด้าน ก็มีส่วนปูพื้นฐานให้แก่เศรษฐกิจจีน เช่น มีการสร้างถนน ทางรถไฟ มีอุตสาหกรรมเหล็ก ถ่านหิน สร้างโรงงานผลิตไฟฟ้า ปลูกป่า ขุดคูคลอง เพื่อป้องกันน้ำท่วม ก่อนการปฏิวัติวัฒนธรรม การศึกษา และการแพทย์ ก็มีการพัฒนาไปมากพอสมควร เยาวชนส่วนใหญ่ มีโอกาสได้รับการศึกษ การแพทย์การพยาบาลในท้องถิ่นต่างๆ ก็มีการปรับปรุงขึ้นมาก แต่การปฏิวัติวัฒนธรรม ก็ทำลายผลสำเร็จเหล่านี้ลงมากเช่นกัน

การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป

ในเดือนกันยายน ปีค.ศ.1976 เหมาเจ๋อตงถึงแก่อสัญกรรม ต่อมา ในวันที่ 6 ตุลาคมปีเดียวกัน แก๊งสี่คนถูกโค่นล้ม ถือว่าเป็นการสิ้นสุดยุคการปฏิวัติวัฒนธรรมที่กินเวลากว่า 10 ปี ตั้งแต่ปลายปี 1976 ถึงปลายปี 1978 เป็นช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากระบบวางแผนส่วนกลางสู่ระบบตลาด ในเวลานั้น มีการถกเถียงถึงแนวคิดการบริหารประเทศ โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจในหมู่ผู้นำรัฐบาล แต่หลายภาคส่วนของเศรษฐกิจจีนได้เปลี่ยนแปลงไปบ้างแล้ว แต่การปฏิรูปอย่างเป็นทางการ ถือกันว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายค..ศ.1978 หลังการประชุมใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

การเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป มีรายละเอียดอยู่มาก จะสรุปเพียงสั้นๆ ตามหัวข้อต่อไปนี้

ก. ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีน

ข. การเติบโตทางเศรษฐกิจ

ค. การเปลี่ยนแปลงของภาคเศรษฐกิจต่างๆ

ง. การค้าและการลงทุนต่างประเทศ

จ. การพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค

ฉ. การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน

ช. การขจัดความยากจน

ซ. การเปลี่ยนแปลงนโยบาย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนไป

ภาพรวมการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป

จากปีค..ศ.1980 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจจีนเจริญเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงร้อยละ 10 ต่อปี ต่อเนื่องกันกว่าสามทศวรรษ ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เปลี่ยนแปลงดีขึ้นมามาก ถึงแม้ว่าตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2010 เป็นต้นมา อัตราเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีน ชะลอตัวลง และในทศวรรษที่ผ่านมา การขยายตัวทาวเศรษฐกิจ ลดลงมาเหลือประมาณร้อยละห้าต่อปี แต่ก็ยังมีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบัน

ผลของการพัฒนาเศรษฐกิจจีนหลังการปฏิรูป ถือได้ว่า เป็นความ มหัศจรรย์ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจโลก ในช่วงทศวรรษ1970-1980 ในทวีปเอเซีย มีเขตเศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหม่ ที่มีนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมและส่งเสริมการส่งออก จนประสบความสำเร็จ มีอัตราการเจริญเติบโตสูงมาก ได้รับคำชมเชยจากธนาคารโลกว่าเป็น “มหัศจรรย์เอเชียตะวันออก(East-Asian miracle) แต่เขตเศรษฐกิจทั้งสี่ที่เรียกกันว่า สี่เสือ หรือสี่มังกรในเอเชียนี้ มีขนาดที่เล็กกว่าประเทศจีนมาก แต่ละแห่งมีขนาดเทียบเท่าหรือน้อยกว่ามณฑลหนึ่งในจีน นอกจากนั้น ตั้งแต่ทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา ก็ยังไม่มีประเทศใดในโลกที่มีการพัฒนา จนมีอัตราการเจริญเติบโตที่สูงมากติดต่อกันกว่าสามทศวรรษเช่นประเทศจีน ประสบการณ์ของจีน ที่เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจสู่การปฏิรูปและการเปิดประเทศ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ผลการปฏิรูปทางเศรษฐกิจของประเทศจีน มีอยู่หลายประการ สรุปเป็นหัวข้อได้ดังนี้

-เปลี่ยนจากประเทศที่ยากจนล้าหลัง มาเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจชั้นนำของโลก

– ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก

– โครงสร้างทางเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปมาก

– การค้าและการลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้นมาก

– มีการพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค ที่ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ

– มีระดับการพัฒนาเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาก

– คุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ดีขึ้นกว่าเดิม

– การพัฒนาชนบทและการขจัดความยากจน ประสบผลสำเร็จ

– มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงนโยบาย เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลง

การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

จีนเริ่มมีการปฏิรูปประเทศในปลายปี ค.ศ.1978 ขณะนั้น ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) ของประเทศ มีประมาณ 15 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปีค.ศ. 2024 ผลิตภัณฑ์มวลรวมจีน เพิ่มเป็นกว่า 19 ล้านล้านเหรียญ คือ ภายในเวลา 46 ปี ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศจีน เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยเท่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมของจีน แซงหน้าประเทศชั้นนำในยุโรปตามลำดับ คือ ปี คศ 2000 แซงหน้าอิตาลี ปี 2005 แซงหน้าฝรั่งเศส ปี 2006 แซงหน้าอังกฤษ ปี 2008 แซงหน้าเยอรมัน และในปี 2010 แซงหน้าประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบัน ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา คาดกันว่า ด้วยอัตราการเจริญเติบโตที่สูงกว่า จีนจะมีขนาดเศรษฐกิจ ที่ใหญ่ที่สุดในโลกภายในทศวรรษ 2530 ( ถ้าวัดผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ ตามราคาอำนาจซื้อของเงิน(PPP-GDP) ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งแต่ปีค.ศ. 2015 แล้ว)

อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนสูงติดต่อกันเป็นเวลานาน แม้จะมีประชากรจำนวนมาก แต่รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชน ก็เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน ในปีค.ศ.1978 รายได้เฉลี่ยของคนจีนอยู่ที่ 155 เหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่าหลายประเทศในทวีปแอฟริกา ในปีค.ศ.2524 รายได้เฉลี่ยของคนจีนสูงถึง13,445 เหรียญสหรัฐ ในเวลาที่ผ่านมา มีประเทศจำนวนมาก ที่พัฒนาจากประเทศรายได้ต่ำ สู่ประเทศรายได้ปานกลาง และจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับต้น ไปสู่ประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง แต่มีเพียงบางประเทศ ที่ก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางเป็นประเทศรายได้ปานกลางสูง ประเทศจีนประสบความสำเร็จก้าวข้ามกับดักนั้นได้ในเวลาไม่กี่ทศวรรษ ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีฐานะรายได้ปานกลางระดับสูง และ คาดว่าจะก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในเวลาไม่กี่ปีข้างหน้า การที่ประเทศประเทศจีนประสบผลสำเร็จ จากประเทศที่มีรายได้ต่าสู่ประเทศที่มีรายได้สูงในเวลาเพียงไม่กี่ทศวรรษ จึงถือเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

การพัฒนาเศรษฐกิจของจีนหลังการปฏิรูป ทำให้ประชาชนจีนหลายร้อยล้านคนหลุดพ้นจากความยากจนและมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก

จีนเป็นประเทศใหญ่ที่มีการพัฒนาที่รวดเร็ว มีประชากรที่มีอำนาจซื้อสูงมาก เป็นตลาดใหญ่ ที่มีการนำเข้าสินค้าและบริการในปริมาณมาก ในกว่าสองทศวรรษที่ผ่านมา มีคนจีนออกไปท่องเที่ยวในประเทศต่างๆทั่วโลก ปีละกว่าร้อยล้านคน นักท่องเที่ยวจีน เป็นแหล่งที่มาของรายได้จากนักท่องเที่ยว ที่สำคัญที่สุด ในหลายประเทศ การพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศ ทำให้จีนต้องนำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ในปริมาณมากการขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของจีน จึงมีผลต่อโครงสร้างของเศรษฐกิจโลก สภาพการแข่งขันและดุลอำนาจทางเศรษฐกิจในภูมิภาคต่างๆของโลก

การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างเศรษฐกิจ

ผลิตภัณฑ์มวลรวมในภาคเศรษฐกิจต่างๆของจีน มีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ภาคการเกษตร แม้มีอัตราการเจริญเติบโตต่อเนื่อง แต่สัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมลดน้อยลงมาก ส่วนภาคอุตสาหกรรมและบริการ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้น หบังการปฏิรูปความสำคัญของเศรษฐกิจภาครัฐลดลง เศรษฐกิจภาคเอกชน มีสัดส่วนสูงขึ้นมาก

โครงสร้างภายในแต่ละภาคเศรษฐกิจ ก็เปลี่ยนแปลงไปมาก ในภาคการเกษตร มีสินค้าที่หลากหลายมากขึ้นคุณภาพของสินค้า ก็ปรับปรุงดีขึ้น ในภาคอุตสาหกรรม สินค้ามีมาก และหลากหลาย ในสองทศวรรษแรกหลังการปฏิรูป สินค้าออกจีน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ใช้แรงงานและทรัพยากรอย่างเข้มข้น แต่ในสองทศวรรษที่ผ่านมา จีนผลิตสินค้าที่มีสัดส่วนการใช้เทคโนโลยีสูงขึ้น และส่งออกไปจำหน่ายทั่วโลก รถอีวี หรือรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า แบตเตอรี่สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เครื่องจักรกล และเครื่องไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ มีการส่งออกในปริมาณมาก นอกจากนี้ ยังมีสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเช่น เครื่องบิน ทั้งเครื่องบินโดยสาร และอากาศยานไร้คนขับ เรือดำน้ำ และอาวุธยุทโธปกรณ์ ก็มีความก้าวหน้า

ในปัจุบัน จีนเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมมากที่สุดในโลก ภาคบริการ ก็มีการพัฒนาขึ้นมาก จีนมีบริษัทอีคอมเมิร์ซ หรือการค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ มีบริการสื่อสาร และค้นหาข้อมูล ที่ทันสมัย การศึกษา การแพทย์ การท่องเที่ยว และการบันเทิง ก็ก้าวหน้า การโอนเงิน การซื้อขายสินค้าบริการ มีการใช้โทรศัพท์มือถือกันอย่างแพร่หลาย การขนส่งทั้งทางรถไฟและทางถนน มีทั่วถึงทุกพื้นที่ภายในประเทศ กล่าวได้ว่า ในปัจจุบัน ทั้งภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการของจีน ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก

การค้าและการลงทุนต่างประเทศ

การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ เป็นส่วนประกอบสำคัญของการปฏิรูป สาระสำคัญของการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ คือ เปิดทำการค้าและการลงทุนกับต่างประเทศ ก่อนการปฏิรูป จีนค้าขายกับต่างประเทศน้อย การค้าระหว่างประเทศจีนส่วนใหญ่ทำกับประเทศกลุ่มสังคมนิยม โดยเฉพาะกับสหภาพโซเวียด หลังการปฏิรูป การค้าต่างประเทศของจีน เติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่ส่งสินค้าออกมากที่สุด และมีการนำเข้าเป็นอันดับสองของโลก จีนเป็นคู่ค้าสำคัญของประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลก มีการทำข้อตกลงการค้าเสรีกับหลายประเทศและกลุ่มประเทศ เป็นสมาชิกของกลุ่มความร่วมมือระหว่างประเทศระดับภูมิภาคหลายกลุ่ม

นอกจากนั้น ประเทศจีนยังพยายามผลักดันให้เงินหยวนของของจีน เป็นสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายระหว่างประเทศ เพื่อลดบทบาทของเงินดอลล่าร์สหรัฐที่ครอบงำระบบการชำระเงินระหว่างประเทศในปัจจุบัน แต่ประเทศจีนยังไม่ได้เปิดเสรีการเข้าออกของเงินทุนอย่างเต็มที่ และยังควบคุมการไหลเข้าออกของเงินทุน แม้จีนมีสัดส่วนการค้าการลงทุนในเศรษฐกิจโลกสูง เครือข่ายการชำระเงินระหว่างประเทศปัจจุบัน ยังถูกครอบงำโดยเงินดอลล่าร์สหรัฐ การผลักดันเงินหยวนจีนเป็นเงินสกุลหลักของโลก คงสำเร็จยาก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันสหรัฐอเมริกา มีนโยบายกีดกันการค้าต่างประเทศด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสูงขึ้น ประเทศที่ได้รับผลกระทบ รวมทั้งประเทศจีน พยายามผลักดันดันให้การซื้อขายระหว่างประเทศ ชำระเงินด้วยเงินตราสกุลของตน ซึ่งได้ลดบทบาทเงินดอลล่าร์สหรัฐ ลงได้ระดับหนึ่ง สัดส่วนการใช้เงินดอลล่าร์สหรัฐในการชำระเงินระหว่างประเทศ ลดน้อยลง และสัดส่วนเงินหยวนจีน เพิ่มขึ้นมาบ้าง นอกจากนั้น บางประเทศได้เพิ่มสัดส่วนเงินหยวนจีนในทุนสำรองเงินตราต่างประเทศอีกด้วย

การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก(世界贸易组织) ของจีนในปีค.ศ. 2001 เป็นจุดสำคัญของการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ จีนเริ่มมีการเจรจาเข้าองค์การการค้าโลกตั้งแต่ปีค.ศ.1986 ใช้เวลา 15 ปี จึงสามารถบรรลุข้อตกลงได้ ในการเป็นสมาชิกขององค์การการค้าโลก จีนต้องลดภาษีศุลกากร ปรับปรุงกฏหมาย และกฎระเบียบ การค้าการลงทุนให้สอดคล้องกับกติกาและหลักปฏิบัติสากล ในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก รัฐบาลจีนต้องเผชิญกับเสียงคัดค้านจากผู้บริหารประเทศระดับสูงและนักวิชาการบางคน รวมทั้งประชาชนจำนวนมาก ที่กังวลว่า เมื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกแล้ว จีนต้องนำเข้าสินค้าราคาที่ถูกกว่า และมีคุณภาพที่ดีกว่า ให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุนต่างประเทศ ทำให้อุตสาหกรรมการค้าในประเทศจีนต้องเผชิญกับการแข่งขันอย่างรุนแรง ส่งผลให้วิสาหกิจจีน ต้องล้มละลาย และทำให้เกิดการว่างาน แต่ปรากฏว่า เศรษฐกิจจีน ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับความเสียหาย ตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ แต่กลับทำให้การค้าการลงทุน ทั้งในกิจการที่มาจากต่างประเทศ และกิจการที่มีอยู่เดิม เจริญเติบโตมากขึ้น การที่ยอมปฏิบัติตามกฎระเบียบสากล ทำให้นักลงทุนต่างประเทศ มีความมั่นใจต่อจีนมากขึ้น จึงเข้ามาทำการค้าการลงทุนในจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ และมีค่าจ้างแรงงานต่ำ การที่เศรษฐกิจจีน ไม่ได้รับความเสียหาย จากการลดภาษีการนำเข้า และการปรับปรุงกฎระเบียบ เนื่องมาจากรัฐบาล และนักธุรกิจจีน มีการปรับตัวเมื่อต้องเผชิญกับการแข่งขันจากต่างประเทศ ระหว่างการเจรจาเข้าองค์การการค้าโลก รัฐบาลจีน มีนโยบายและมาตรการ ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจจีน แม้การลดภาษีนำเข้าและการลงทุนจากต่างประเทศ จะมีผลทำให้สถานประกอบการ ที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขัน ต้องปิดกิจการลงไปบ้าง นโยบายของรัฐบาลจีนโดยรวมคือ ใช้การเปิดประเทศเป็นเครื่องมือเพื่อเร่งรัดการปฏิรูป (以开放促进改革) ปล่อยกิจการที่ไม่มีขีดความสามารถในการแข่งขันปิดตัวไป แต่ทำการปรับปรุงธุรกิจที่ยังแข่งขันได้ให้มีความสามารถในการแข่งขันมากขึ้น

ในทศวรรษหลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลก ขอบเขตในการเปิดประเทศทางเศรษฐกิจของจีนเพิ่มขึ้นมาก แต่ขอบเขตการเปิดประเทศเริ่มลดลงบ้าง ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อเศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และประเทศจีนต้องเผชิญกับการกีดกันทางการค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา ประกอบกับรัฐบาลจีนมีนโยบายส่งเสริมการบริโภคภายในประเทศ

กว่าสี่ทศวรรษที่ผ่านมา การลงทุนต่างประเทศของจีน เจริญเติบโตในอัตราที่สูงมาก การเปิดประเทศทางเศรษฐกิจ ทำให้จีนรับการลงทุนจากต่างประเทศเป็นจำนวนมหาศาล แต่บรรดาประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก เป็นประเทศที่รับการลงทุนจากต่างประเทศมากที่สุด ประเทศจีนมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ และเติบโตรวดเร็ว ในระยะแรกของการปฏิรูป มีค่าจ้างแรงงานต่ำ มีทรัพยากรราคาถูก และรัฐบาลมีนโยบายที่เอื้อต่อการลงทุน

ตั้งแต่ปีค.ศ. 2000 เป็นต้นมา วิสาหกิจจีนมีการลงทุนในต่างประเทศ ในปริมาณมาก รัฐบาลมีนโยบาย“เดินออกไปข้างนอก”(走出去 ) จากการเกินดุลการค้าและการหลั่งไหลเข้ามาของเงินทุนต่างประเทศ จีนได้สะสมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในปริมาณมาก รัฐบาลจึงสนับสนุนให้วิสาหกิจจีนออกไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อแสวงหาตลาด วัตถุดิบ และเทคโนโลยี

การลงทุนของวิสาหกิจจีนในภูมิภาคต่างๆทั่วโลก ทำให้ประเทศจีนเป็นผู้ส่งออกเงินทุนในอันดับต้นๆของโลก นอกจากการลงทุนโดยตรง จีนยังมีการส่งออกเงินทุนรูปแบบอื่นๆ เช่น ซื้อพันธบัตร และสินทรัพย์อื่นในประเทศต่างๆ จำนวนมาก

การพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค

ตั้งแต่ปีค.ศ.1980 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนในแต่ละสมัย ใช้งบประมาณ ในการสร้างสิ่งสาธารณูปโภคจำนวนมาก ด้วยข้อจำกัดในงบประมาณ ในระยะแรก การพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคทำในมณฑลภาคตะวันออก ต่อมา เมื่อรัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงขยายขอบเขตไปยังภูมิภาคอื่นๆ การใช้จ่ายพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภคบางครั้ง เกิดจากความจำเป็นในการกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลาที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจในประเทศอื่น ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน เช่น ในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจเอเชียในปีค.ศ. 1997-1998 ช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐอเมริกาที่มีผลกระทบไปทั่วโลกในปีค.ศ. 2008-2009 และในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิดการใช้จ่ายในสิ่งสาธารณูปโภคต่างๆ นอกจากเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในเวลาจำเป็น ยังมีวัตถุระสงค์ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจในเขตภูมิภาค และมลฑลต่างๆด้วย ในปัจจุบัน แทบทุกมณฑลในประเทศจีน มีระบบสาธารณูปโภคที่ค่อนข้างพร้อมมูล

การพัฒนาเทคโนโลยีและกำลังคน

ในยุคหลังการปฏิรูป รัฐบาลจีนทุกสมัย มีนโยบายให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีมาก มีแผนพัฒนาเทคโนโลยี ที่ละเอียดและกำหนดเป้าหมายชัดเจน ในแต่ละปี จัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมาก ในช่วงแรกของการปฏิรูป รัฐบาลจีนส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อช่วยการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็มีนโยบายการพัฒนาบุคลากร ที่เอื้อต่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากนักลงทุนต่างชาติ และส่งเสริมการวิจัยพัฒนา ต่อยอดเทคโนโลยีที่นำเข้า จนสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงได้ด้วยตนเองได้ จีนเป็นประเทศหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีที่ประดิษฐ์ในประเทศอื่นมาเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ และต่อยอดเทคโนโลยีที่มีอยู่ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้น ปัจจุบัน รถไฟความเร็วสูง โซล่าเซลล์ การใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ น้ำ และลม และเทคโนโลยีการสร้างถนน สะพาน ต่อเรือ รถยนต์ไฟฟ้า อากาศยานไร้คนขับ ฯลฯ ของจีน ล้วนอยู่ในระดับแนวหน้าของโลก การพัฒนาในภาคเศรษฐกิจต่างๆในประเทศจีน ก็สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์อย่างกว้างขวาง

ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีคือ การพัฒนาคน หรือทรัพยากรมนุษย์ การพัฒนาเทคโนโลยี ไม่สามารถประสบผลสำเร็จได้ดี ถ่าไม่มีการพัฒนาบุคลากร ใน 40 ปีที่ผ่านมา จีนมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อย่างต่อเนื่อง ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม มีนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการจำนวนมาก ถูกพักงาน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ และถูกคุมขัง หลังการโค่นล้มแก๊งค์สี่คน และเริ่มมีนโยบายการปฏิรูป รัฐบาลได้เชิญนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการเหล่านี้ กลับเข้าทำงาน ช่วยพัฒนาประเทศ และรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย การปรับปรุงระบบคัดเลือกผู้เข้าเรียนให้เหมาะสมกับสถานการณ สร้างคนที่มีความรู้ความสามารถได้จำนวนมาก เมื่อนักวิทยาศาสตร์ และนักวิชาการรุ่นเก่า ปลดเกษียณไปแล้ว จึงมีผู้มาสืบทอดต่อจากนั้น

นอกจากนั้น หลักสูตรการเรียนการสอนทั้งในมหาวิทยาลัย โรงเรียนมัธยม ประถมศึกษา และในโรงเรียนอาชีวะ ก็มีการปรับปรุงต่อเนื่อง มีการร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนอาชีวะกับสถานธุรกิจเอกชน ให้นักเรียนมีโอกาสฝึกงาน เห็นและทำงานในสภาพความเป็นจริง

ในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม การเรียนในโรงเรียน และมหาวิทยาลัย หยุดชะงักไปหลายปี หลังเริ่มการปฏิรูป มีการรื้อฟื้นระบบการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ในระยะแรก ผู้มีสิทธิ์สอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัย ไม่จำกัดอายุ วุฒิการศึกษา และไม่ต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา เหมือนแต่ก่อน นักเรียนที่หยุดพักการเรียนในช่วงปฏิวัติวัฒนธรรม และไม่ได้เรียนจบชั้นมัธยม ก็มีสิทธิ์สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ แต่เนื่องจากที่เรียนมหาวิทยาลัยมีจำกัด และมีผู้สมัครเรียนจำนวนมาก ผู้ที่สามารถสอบคัดเลือกได้ จึงเป็นคนที่เรียนเก่งมาก การปรับปรุงระบบการสอบเข้าเรียนต่อ มีส่วนสำคัญในการสร้างทรัพยากรมนุษย์ หลังจากมีการปฏิรูปต่อเนื่องกันมาหลายสิบปี ผู้เรียนจบมหาวิทยาลัย มีทั้งข้าราชการ นักวิจัย ครูอาจารย์ และนักธุรกิจผู้ประกอบอาชีพอิสระ บุคคลเหล่านี้ ล้วนเป็นกำลังคนที่สำคัญ ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจจีน ตลอดช่วงเวลากว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา

นอกจากสอบคัดเลือกเข้าเรียนในโรงเรียน และในมหาวิทยาลัยแล้ว การคัดเลือกคนเข้ารับราชการ และการเลื่อนตำแหน่งก็เป็นไปอย่างเข้มงวด การรับคนทำงานในองค์การอื่น ก็มีลักษณะเดียวกัน เราจึงได้เห็นข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ความสามารถจำนวนมาก ทำงานในหน่วยงานต่างๆของรัฐบาลจีน

ปัจจุบัน แต่ละปี ประเทศจีนมีนักศึกษาที่เรียนจบมหาวิทยาลัย หลาย ล้านคน ในจำนวนนี้ ผู้ที่เรียนจบทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีสัดส่วนสูง ในแต่ละปี นักเรียนและนักวิจัยจีน ตีพิมพ์ผลการศึกษาวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจำนวนมาก ผู้ได้รับการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยนี้ เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีของจีน นอกจากนั้น รัฐบาลจีนยังมีโครงการความร่วมมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับต่างประเทศ และเชิญผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีทั้งที่เป็นชาวจีนและชาวต่างชาติให้เข้ามาทำงานในประเทศจีน ซึ่งอาจจะเป็นเวลาระยะสั้นๆไม่กี่เดือน หรือจะมาอยู่ประเทศจีนอย่างถาวรก็ได้ บริษัทในภาคเอกชนจีน ก็สามารถนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใชัประโยชน์ทางธุรกิจ จนกลายเป็นบริษัทใหญ่ที่มีเทคโนโลยีชั้นนำในระดับโลก

การขจัดความยากจน

แม้การปฏิรูปทางเศรษฐกิจในประเทศจีน มีผลทำให้ความยากจนของประชาชนลดลงมาก แต่จนถึงปีค.ศ. 2013 ประเทศจีนยังมีคนจนเหลืออยู่ไม่น้อย รัฐบาลจีนจึงออกนโยบาย”การขจัดความยากจนที่ตรงจุด”(精准脱贫) ขึ้น ประสบการณ์การขจัดความยากจนที่ตรงจุดของจีนนี้ เป็นสิ่งน่าสนใจมาก ประเทศที่มีคนยากจนอยู่มาก ควรศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์ โดยปรับให้เหมาะกับสภาพของประเทศของตน

เรื่องการขจัดความยากจนอย่างตรงจุด เคยเขียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ในที่นี้ กล่าวเพียงนโยบายและมาตราการบางอย่าง เช่น ศึกษาสภาพเศรษฐกิจ สังคม และพื้นที่ทางกายภาพของท้องที่ต่างๆ แล้วนำข้อมูลนี้ มาใช้กำหนดนโยบายที่มีมาตรการครอบคลุมหลายด้าน และนำไปสู่การปฏิบัติ มีการประสานงานระหว่างรัฐบาลส่วนกลางกับรัฐบาลส่วนภูมิภาค การดำเนินนโยบาย ยังได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการ และองค์กรในภาคเอกชน นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ประโยชน์ มีการติดต่อสื่อสารกันโดยเครื่องมือเทคอิเล็กทรอนิกส์ที่ทันสมัย เมื่อมีการดำเนินการไปได้ระยะหนึ่งแล้ว มีการประเมินผล แก้ไขสิ่งผิดพลาดบกพร่อง การขจัดความยากจนนี้ มุ่งหมายให้นโยบายต่างๆ ดำรงต่อไปได้อย่างยั่งยืน ไม่ใช่ว่า เมื่อขจัดความยากจนในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งได้สำเร็จแล้ว ก็ปล่อยประละเลย จนภาวะความยากจนในพื้นที่นั้นกลับเข้ามาอีก จากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม แบะวัฒนธรรมที่ไม่เอื้อต่อการพัฒนา

การเปลี่ยนแปลงนโยบาย เมื่อสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลง

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา การเจริญเติบโตของเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงมาก ด้วยฐานเศรษฐกิจที่ใหญ่ขึ้น การรักษาความเจริญเติบโตที่สูงมากเหมือนกับแต่ก่อนทำได้ยากขึ้น จีนยังต้องเผชิญกับปัญหาการกีดกันทางการค้าและการพัฒนาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ เศรษฐกิจโลกก็ได้ชะลอตัวลงมาก นอกจากนั้น ยังเผชิญกับปัญหาบางอย่างที่เกิดขึ้นภายในประเทศ เมื่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจโลก และในประเทศเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจีน มีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย และมาตรการในการพัฒนาเศรษฐกิจ ตั้งแต่ต้นศตวรรษที่ 21 เป็นต้นมา รัฐบาลจีนมีการดำเนินนโยบายหลานอย่าง เพื่อตอบสนองต่อเศรษฐกิจโลก และสภาพภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป นโยบายตอบสนองการเปลี่ยนแปลงนี้มีหลายอย่าง จะกล่าวถึงในตอนต่อไป

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *