INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

แค่รีทวิตข้อความ 1 ครั้งติดคุก 5 ปี

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

แค่รีทวิตข้อความ 1 ครั้งติดคุก 5 ปี

            นักกิจกรรมชาวอียิปต์ ซึ่งต่อสู้เพิ่มสิทธิภาพมนุษยชน Alaa Abd el-Fattah ถูกศาลฉุกเฉินสั่งจำคุกเป็นเวลา 5 ปีหลัง จากถูกคุมขังมาก่อนแล้ว 6 เดือน ด้วยข้อหาเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งเป็นการบั่นทอนความมั่นคงของชาติ

ทั้งนี้ Alaa ตามที่ถูกกล่าวหา ได้กระทำการโดยการรีทวิตข้อความเพียงครั้งเดียว ซึ่งเขาได้ถูกจำคุกมาแล้ว เมื่อปีค.ศ.2019 โดยครั้งนั้นถูกจำคุก 6 เดือน แต่เมื่อถูกปล่อยตัวมาแล้วครั้งนี้โดนศาลสั่งจำคุก 5 ปี เพิ่มเติม โดยข้อหาที่เขาเดิมจากการมีบทบาทในการประท้วงโดยสันติเมื่อปีค.ศ.2011 ที่นำไปสู่การล้มล้างประธานาธิบดีฮุสนี มุบาร็อก ที่ครองอำนาจเผด็จการมายาวนานต่อจากนายซาดัด

            ศาลได้อ่านคำพิพากษาโดยที่ Alaa  มิได้อยู่ในห้องพิจารณาคดี ซึ่งป้าของเขาได้เล่าว่านักเขียน Ahdaf Souelf ที่อยู่ในห้องพิจารณาคดีได้กล่าวว่าเหตุที่ถูกลงโทษ ถึง 5 ปี ก็เพียงแต่ Alaa ได้ทำการรีทวิตเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

นอกจากนี้ศาลยังได้พิพากษาลงโทษทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน Mohamed el-Beqer และบล็อกเกอร์ Mohamed Ibrahim หรือที่รู้จักกันในนาม “Mohammad Oxygen” โดยทั้ง 3 คนนี้ได้ถูกพิพากษาในคดีเดียวกัน คือการเผยแพร่ข้อความเท็จอันมีผลต่อความมั่นคงแห่งรัฐ โดยการตัดสินของศาลฉุกเฉินนี้ห้ามมิให้มีการอุทรณ์

ในวันจันทร์ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การตัดสิน แต่ฝ่ายอียิปต์ยังคงรับเงินช่วยเหลือทางทหารก้อนใหญ่สุดจากสหรัฐฯและ ก็มิได้ผ่อนปรนท่าทีอย่างไร

รัฐบาลไบเดนได้แถลงว่ารัฐบาลจะอายัติเงิน 10% ของเงินช่วยเหลือทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ 130 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยคำนึงถึงการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลอียิปต์ภายใต้การปกครองของพลเอกซีซี

อย่างไรก็ตามงบช่วยเหลือทางทหารประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯยังคงจ่ายให้รัฐบาล Abdel Fattah el-Sisi

          Ahdaf Soueif นักเขียนที่มีชื่อเสียงและได้เขียนหนังสือหลายเรื่อง เช่น The Map of Love and Cairo : My City,our Revolution เป็นต้น เธอได้เล่าให้สำนักข่าว Democracy Now ว่า จำเลยทั้ง 3 ถูกนำมาศาล แต่มิได้นำมายังห้องพิจารณาคดี แต่กลับถูกคุมขังในห้องขังที่ใต้ทุนศาลแทน ที่สำคัยผู้พิพากษาก็มิได้มาปรากฎตัวในศาล ซึ่งพวกเรารอจนเวลา 09.00 น. ผู้พิพากษาก็มิได้มาปรากฏตัว แต่มัวยุ่งกับธุรกรรมที่เกี่ยวกับคดีอีกหลายคดี โดยทนายความได้พยายามหาทางประสานให้มีทางเลือกอื่นๆ จนแล้วจนรอดผู้พิพากษาก็ไม่ปรากฏตัวออกมาอ่านคำพิพากษา ซึ่งผิดปกติมากเพราะท่านผู้พิพากษาทำเหมือนกับเป็ฯคดีมโนสาเร่ ที่สามารถทำได้ภายในห้องผู้พิพากษา

ต่อมาเหตุการณ์กลับกลายสภาพเป็นเหมือนเรื่องความมั่นคงที่ร้ายแรง ที่ศาลใช้กำลังเชิญผู้เข้ามาร่วมฟังคำพิพากษาออกจากห้องพิจารณาคดี แต่พวกเราปฏิเสธเพราะกฎหมายระบุว่าการตัดสินคดีในระดับนี้ต้องทำต่อหน้าสาธารณะ

ฝ่ายศาลจึงต่อรองว่าให้จำเลยแต่ละคนมีผู้เกี่ยวข้อง 2 คน รวมเป็น 6 คน เข้าฟังการพิพากษาร่วมกับทนาย

พวกเราก็ยอมและรอและเรียกร้องให้นำจำเลยทั้ง 3 ขึ้นมาที่คอกจำเลย แต่ก็ไม่มีการตอบสนองใดๆเลย

ทันใดนั้นก็มีเสียงตะโกนมาจากบัลลังก์ศาลให้รักษาระเบียบ แต่สาระรูปของคนประกาศก็ไม่ใช่ลักษณะของเสมียนศาล

แต่คนผู้นั้นเอาค้อนเคาะที่บัลลังก์ศาลและตะโกนว่าศาลตัดสินคดีให้จำคุกจำเลยที่ 1  5 ปี จำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 4 ปี แล้วจบลงแค่นั้นอย่างรวดเร็ว แล้วกลับเข้าไปหลังศาลโดยปิดประตูอย่างรวดเร็ว

            จากนั้นศาลก็ปิดไฟในห้องพิจารณาคดี ซึ่งพวกเราทั้งหมดล้วนตกตะลึง ต่อการกระทำอันแปลกประหลาดของศาลเป็นอย่างยิ่ง และไม่เคยเป็นอย่างนี้มาก่อน

พวกเราจึงต้องออกมาจากห้องพิจารณาคดี และเดินออกมาจากศาลโดยหวังว่าอาจจะได้เห็นบรรดาจำเลยที่จะต้องถูกเคลื่อนย้ายกลับไปยังคุกโดยรถของตำรวจ ซึ่งพวกเราหวังว่าจะได้ตะโกนบอกว่าพวกเค้าถูกตัดสินว่าอย่างไร

ฝ่ายทนายความพยายามขอคัดคำตัดสินเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ได้รับคำตอบจากศาลว่าไม่มีเพราะเอกสารคำตัดสินที่ศาล ถูกส่งไปให้ประธานาธิบดีให้ลงนามรับรอง

นี่เป็นขบวนการตัดสินคดีที่แปลกประหลาดอย่างยิ่ง และไม่เคยปรากฏมาก่อนในอียิปต์ อย่าว่าแต่ในอียิปต์เลย แม้แต่ที่อื่นๆในโลก ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบเผด็จการหรือระบอบอะไรก็ตาม ก็ไม่เคยมีอย่างนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตามเมื่อพูดถึงคดีสิทธิมนุษยชนกับความมั่นคงแห่งรัฐแล้ว สำหรับประเทศไทยเราแม้จะถูกกล่าวหาว่ามีหลายมาตรฐานในการตัดสิน แต่มีเรื่องราวหนึ่งที่กำลังมีการโหมประโคมอย่างหนักในสื่อสังคมออนไลน์ นั่นคือการปลุกระดมให้มีการขัดแย้งกันระหว่างศาสนาด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จ แต่ก็ได้รับความเชื่อถือแบบงมงายจากคนที่มีความรู้บางคนโดยเฉพาะพระบางรูป อดีตข้าราชการทั้งพลเรือนและฝ่ายทหารบางส่วน

โดยที่คนเหล่านั้นไม่เคยออกมาตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นวิทยาศาสตร์เลย เพราะมันสามารถตรวจสอบข้อมูลและเอกสารได้ไม่ยาก

นอกจากนี้การเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือมีการบิดเบือนหรือจงใจใช้ข้อมูลในการยุแยกให้เกิดความแตกแยกระหว่างประชาชนคนไทยต่างศาสนา นับเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐอย่างยิ่ง

            แต่รัฐบาลเองหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็มิได้ดำเนินการใดๆตามกฎหมายโดยเคร่งครัดเพื่อระงับเหตุ ซึ่งมีโอกาสเกิดการจลาจลได้

นอกจานี้ยังปรากฏว่าองค์การบางองค์การได้ใช้ประเด็นการปลุกระดมเพื่อให้เกิดการแตกแยกของคนในชาตินี้ ไปเชื่อมโยงกับการล้มรัฐบาลของนายกประยุทธ์ ด้วยการให้ข่าวเท็จว่านายกประยุทธ์เป็นมุสลิมที่เกิดจากการสมรสกับภรรยาที่เป็นมุสลิม อันเป็นเท็จทั้งสิ้น

แต่รัฐบาลก็แค่ชี้แจงแบบเบาๆมิได้ดำเนินการใดๆกับผู้ที่ปลุกระดมในเรื่องนี้ที่ประสงค์จะนำไปเชื่อมโยงกับการยุยงให้เกิดความเกลียงชัดต่อมุสลิมและรวมไปถึงการล้มล้างนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกอ้างว่าเป็นมุสลิมได้ในที่สุด

เท่านั้นยังไม่พอยังจาบจ้วงไปถึงพลเอกเปรมว่าเป็นมุสลิมและฝังอยู่ที่สงขลาซึ่งเป็นความเท็จและตรวจสอบไม่ยาก

ที่สำคัญการยุยงให้เกิดความเกลียดชังระหว่างศาสนานี้ได้ก่อให้เกิดเหตุร้ายแรงในหลายประเทศมาแล้ว ถ้าไม่ป้องปรามไว้แต่แรก เมื่อมันบานปลายจะยากที่จะระงับ จนกลายเป็นสงครามกลางเมืองและการแบ่งแยกในที่สุด จึงหวังว่ารัฐบาลคงจะให้ความสนใจและระงับเหตุเสียแต่ยังไม่บานปลายเกิด บางคนในกลุ่มถึงขนาดกล่าวด้วยวาจากับผู้ฟังว่าการแก้ปัญหา3จชต.นั้นง่ายมากให้เอาแบบยิวคือฆ่าล้างหมู่บ้านสัก2-3แห่ง พวกนี้ก็จะอพยพหนีไปมาเลเซียหมด แต่เขาไม่รู้หรอกว่าทุกวันนี้ยิวยังนอนผวาต่อผลกรรมอยู่เลย

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com