INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน:สันติภาพชั่วคราว หรือดุลอำนาจใหม่ของตะวันออกกลาง

 1000008525

MOU สหรัฐฯ-อิหร่าน:สันติภาพชั่วคราว หรือดุลอำนาจใหม่ของตะวันออกกลาง 

ศ.พล.ท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

วิเคราะห์ข้อตกลงหยุดยิง 14 ข้อ ความขัดแย้งในเลบานอน และคำถามว่าใครจะได้-เสียจริงในเกมนี้

 

 

บทนำ: จากสงคราม 100 วัน สู่โต๊ะลงนามที่เจนีวา

หลังจากปฏิบัติการโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจนเกิดการสู้รบที่ดำเนินมากว่าร้อยวันนับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ในที่สุดทั้งสองฝ่ายก็เดินทางมาถึงจุดที่ประกาศ “บันทึกความเข้าใจ” (Memorandum of Understanding หรือ MOU) ฉบับ 14 ข้อ ซึ่งมีกำหนดลงนามอย่างเป็นทางการในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยมีปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางสำคัญตลอดกระบวนการเจรจา

แต่เบื้องหลังภาพความสำเร็จทางการทูตนี้ ซ่อนรอยร้าวและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบอยู่หลายชั้น ทั้งความขัดแย้งเรื่องตัวเลขเงินอายัดที่จะปลดล็อกให้อิหร่าน ความไม่ลงรอยระหว่างสหรัฐฯ กับอิสราเอลเรื่องเลบานอน และคำถามใหญ่ที่สุดคือ ดีลนี้จะนำไปสู่การจัดเรียงอำนาจใหม่ในตะวันออกกลางจริงหรือไม่ บทความนี้จะประมวลทุกประเด็นเหล่านี้อย่างเป็นระบบ

สาระสำคัญของ MOU 14 ข้อ

เนื้อหาของ MOU ที่ทำเนียบขาวเปิดเผยอย่างเป็นทางการ มีประเด็นหลักที่ควรทำความเข้าใจดังนี้

ข้อ 1-3: ประกาศยุติปฏิบัติการทางทหารถาวรในทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน ทั้งสองฝ่ายเคารพอธิปไตยกัน และมีเวลา 60 วันในการเจรจาดีลสุดท้าย ซึ่งขยายได้ด้วยความเห็นชอบร่วมกัน

ข้อ 4-5: สหรัฐฯ เริ่มถอนการปิดล้อมทางทะเลทันทีและจบภายใน 30 วัน ส่วนอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซให้เรือสินค้าผ่านได้ฟรีค่าธรรมเนียมเป็นเวลา 60 วัน

ข้อ 9-11: ทั้งสองฝ่ายคงสภาพเดิมเรื่องนิวเคลียร์ระหว่างเจรจา สหรัฐฯ ออกใบอนุญาตพิเศษ (waiver) ให้ส่งออกน้ำมันอิหร่านได้ทันที และจะปลดล็อกเงินอายัดให้ใช้ได้เต็มที่ตามความคืบหน้าการเจรจา

ข้อ 13-14: ดีลสุดท้ายต้องผ่านมติคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย

ที่น่าสังเกตคือ ทำเนียบขาวระบุชัดว่าจะไม่ใช้เงินของสหรัฐฯ เองสมทบกองทุนฟื้นฟูอิหร่านมูลค่าอย่างน้อย 300,000 ล้านดอลลาร์ แต่จะเปิดทางให้พันธมิตรในภูมิภาคเป็นผู้ลงทุนแทน หากอิหร่านปฏิบัติตามพันธกรณีครบถ้วน ข้อสังเกตเรื่องการเงินจะผูกกับความคืบหน้าในการเจรจาหลังจากนี้

ฉบับ Bloomberg vs ฉบับทางการ: ความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ไหน

ก่อนถึงวันลงนามจริง สำนักข่าว Bloomberg ได้เผยแพร่ฉบับร่างที่อ้างว่าเป็นเนื้อหาเต็มของ MOU ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้ทั้งฝ่ายอิหร่านและทำเนียบขาว

“รายละเอียดที่ Bloomberg นำเสนอในแต่ละข้อนั้นไม่สมบูรณ์ในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะข้อที่ 1 และข้อที่เกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคลาดเคลื่อนอย่างชัดเจนและขาดคำสำคัญหลายคำ” — แหล่งข่าวใกล้ชิดทีมเจรจาอิหร่าน ผ่านสำนักข่าว Tasnim

ในขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการสื่อสารของทำเนียบขาวก็ออกมาปฏิเสธเช่นกันว่าฉบับที่หลุดออกมา “ไม่ได้สะท้อนภาษาที่แท้จริงของ MOU” อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบเนื้อหาที่ทำเนียบขาวเปิดเผยอย่างเป็นทางการในเวลาต่อมา พบว่าสาระสำคัญส่วนใหญ่ตรงกับที่ Bloomberg รายงานไว้ก่อนหน้า ความคลาดเคลื่อนที่ถูกท้วงติงดูจะอยู่ที่ระดับ “ถ้อยคำเฉพาะทางการทูต” มากกว่าเนื้อหาใหญ่ที่ว่าผิดทั้งหมด ซึ่งสะท้อนรูปแบบการสื่อสารที่ทั้งสองฝ่ายต้องการควบคุมข้อมูลอย่างเข้มงวดก่อนพิธีลงนามจริง

จุดเปราะบางที่สุด: เลบานอนที่ยังไม่หยุดยิงจริง

แม้ MOU จะระบุชัดว่าการยุติสงครามครอบคลุม “ทุกแนวรบ รวมถึงเลบานอน” แต่ในทางปฏิบัติ อิสราเอลยังคงโจมตีพื้นที่ทางใต้ของเลบานอนต่อเนื่อง รวมถึงการสังหารผู้บังคับการระดับสูงของ Hezbollah ในช่วงเดียวกันกับที่มีการประกาศ MOU

ความซับซ้อนสำคัญคือ อิสราเอลไม่ได้เป็นภาคีที่ลงนามใน MOU นี้โดยตรง ทำให้รัฐบาลอิสราเอลสามารถอ้างได้ว่าข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านไม่ได้ผูกมัดการปฏิบัติการของตนในเลบานอน รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอลยังประกาศต่อสาธารณะว่ากองกำลังจะไม่ถอนตัวจากพื้นที่ที่ยึดครองในเลบานอนตอนใต้ และจะตอบโต้อิหร่าน “ด้วยกำลังเต็มที่” หากเตหะรานปฏิบัติการก้าวร้าวใดๆ

ความเห็นจากนักวิเคราะห์มองว่า อิสราเอล คือ “ตัวแปรที่มีแนวโน้มสูงสุดที่จะเป็นตัวทำลายดีลระยะยาว” เพราะ MOU ไม่มีข้อกำหนดบังคับให้อิสราเอลถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่ยึดครองอยู่ในเลบานอน

ทำไมอิสราเอลอาจเลือก “ยกระดับในเลบานอน” มากกว่าเปิดศึกใหม่กับอิหร่าน

เมื่อพิจารณาทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ของอิสราเอลในสถานการณ์ที่ตนเองถูกตัดออกจากโต๊ะเจรจาหลัก การยกระดับปฏิบัติการในเลบานอนแบบค่อยเป็นค่อยไป (salami slicing) ดูจะเป็นทางเลือกที่ “คุ้มกว่า” การโจมตีอิหร่านโดยตรง ด้วยเหตุผลสามประการ

มีข้อแก้ตัวทางการเมืองพร้อมอยู่แล้ว เนื่องจากอิสราเอลประกาศไว้ก่อนแล้วว่าจะไม่ถอนกำลังและยังคงสิทธิป้องกันตัวเองจาก Hezbollah ทำให้การยกระดับดูเป็นปฏิบัติการต่อเนื่อง ไม่ใช่การเปิดสงครามใหม่

MOU ไม่ได้ผูกมัดอิสราเอลในฐานะภาคีโดยตรง จึงสามารถอ้างได้ว่าเป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่าน

ความเสี่ยงต่อการแทรกแซงของสหรัฐฯ ต่ำกว่า เพราะไม่ใช่การโจมตีดินแดนอิหร่านโดยตรง ทำให้วอชิงตันไม่มีเหตุผลเร่งด่วนที่จะบีบให้อิสราเอลหยุดทันที

กลยุทธ์นี้สร้างสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกให้อิหร่าน หากนิ่งเฉย Hezbollah ซึ่งเป็นพันธมิตรหลักในแนว “แกนต่อต้าน” จะอ่อนกำลังลงต่อเนื่อง แต่หากตอบโต้ อิหร่านจะกลายเป็นฝ่ายที่ทำลาย MOU เสียเอง ทำให้สูญเสียทั้งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความชอบธรรมทางการทูตที่เพิ่งได้รับมา จนถึงขณะนี้ อิหร่านเลือกใช้การเตือนทางวาจาผ่านเจ้าหน้าที่ทหารและนักการทูต มากกว่าการตอบโต้ทางทหารโดยตรง ซึ่งสะท้อนการคำนวณเชิงกลยุทธ์มากกว่าปฏิกิริยาทางอารมณ์ แต่อิหร่านอาจใช้ตัวแทน เช่น ฮูธี เพิ่มการโจมตีอิสราเอลเป็นการตอบโต้ได้

สถานการณ์สมมติ: ดีลจะยืดเวลา หรือกลับไปทิ้งบอมบ์

MOU เปิดทางไว้ทั้งสองแบบ ขึ้นอยู่กับว่าฝ่ายใดเป็นผู้ก่อเหตุผิดสัญญาก่อน ตารางด้านล่างสรุปการประเมินตามสถานการณ์ต่างๆ

สถานการณ์

ผลที่น่าจะเกิด

เหตุผล

เจรจาต่อด้วยความสุจริต แต่รายละเอียดยังไม่ลงตัว (เช่น ระดับเสริมสมรรถนะยูเรเนียม)

ยืดเวลาหยุดยิงต่อ

MOU ข้อ 3 เปิดช่องให้ขยายเวลาได้ด้วยความเห็นชอบร่วมกัน

อิหร่านปฏิเสธสิ้นเชิงไม่ยอมเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ หรือสร้างคลังยูเรเนียมต่อ

กลับไปทิ้งบอมบ์

ตรงกับคำขู่ของทรัมป์ที่ G7 ว่าจะไม่ยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด

อิสราเอลยกระดับในเลบานอนจนอิหร่านตอบโต้ตรง

คลุมเครือที่สุด

ขึ้นกับว่าสหรัฐฯ ตัดสินว่าฝ่ายใดเป็นผู้ผิดสัญญาก่อน

 

 

“ถ้าไม่จบใน 60 วันก็ไม่เป็นไร เรากลับไปทิ้งบอมบ์อีก ผมไม่อยากทำแบบนั้นเพราะดีลนี้มันดีมาก แต่เราอาจต้องทำ เพราะเราจะไม่ยอมให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์เด็ดขาด” — โดนัลด์ ทรัมป์ ในการแถลงข่าวที่ G7

เชื่อทรัมป์ได้แค่ไหน

คำถามเรื่องความน่าเชื่อถือของทรัมป์ต้องแยกพิจารณาเป็นสองมิติ มิติแรกคือความเชื่อว่าจะใช้กำลังทหารจริงหากจำเป็น ซึ่งมีความน่าเชื่อสูง เพราะมีประวัติการโจมตีโรงงานนิวเคลียร์อิหร่านที่ Fordow, Natanz และ Isfahan มาแล้วในสงครามรอบนี้ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขทางการเมืองภายใน มิติที่สองคือความเชื่อว่าจะรักษาเงื่อนไขของดีลทุกข้ออย่างซื่อตรง ซึ่งมีความเสี่ยงมากกว่า ทั้งจากประวัติการถอนตัวจากข้อตกลงนิวเคลียร์ปี 2015 (JCPOA) และความไม่สอดคล้องระหว่างคำพูดต่อสาธารณะกับท่าทีของทีมเจรจาเบื้องหลัง

ในเชิงโครงสร้าง ความไม่แน่นอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเฉพาะตัวบุคคลของทรัมป์ แต่เป็นปัญหาของระบบการเมืองสหรัฐฯ ที่ผู้นำเปลี่ยนทุกสี่ถึงแปดปี และนโยบายต่างประเทศเปลี่ยนทิศตามไปด้วย นี่คือเหตุผลเชิงโครงสร้างที่ทำให้อิหร่าน จีน และรัสเซีย มักไม่ไว้วางใจคำมั่นของสหรัฐฯ ในระยะยาว ไม่ว่าใครจะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี

ดุลอำนาจใหม่ในตะวันออกกลาง: ใครได้ ใครเสีย

ผู้ได้ประโยชน์

อิหร่าน: แม้สูญเสียทางการทหารจากการถูกโจมตีโครงการนิวเคลียร์ แต่ได้รับการยอมรับให้เป็นภาคีเจรจาเท่าเทียมกับสหรัฐฯ โดยตรง ข้ามหัวอิสราเอลไปโดยสิ้นเชิง พร้อมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาลทั้งเงินอายัดและกองทุนฟื้นฟู

กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ: กำลังเปลี่ยนบทบาทจาก “พันธมิตรสหรัฐฯ ต่อต้านอิหร่าน” เป็นผู้เล่นอิสระที่บาลานซ์ทั้งสองขั้ว ทั้งในฐานะตัวกลางทางการทูตและผู้ร่วมลงทุนในกองทุนฟื้นฟูอิหร่าน

จีนและรัสเซีย: ได้ประโยชน์โดยอ้อมจากการที่สหรัฐฯ ยังติดพันกับตะวันออกกลาง ทั้งในด้านการซื้อน้ำมันอิหร่านราคาถูกและการลดทอนความสนใจของสหรัฐฯ ต่อภูมิภาคอื่น

ผู้เสียประโยชน์

อิสราเอล: ถูกตัดออกจากการเจรจาโดยสิ้นเชิง สูญเสียอำนาจกำหนดเงื่อนไขเรื่องเลบานอนและนิวเคลียร์อิหร่าน ซึ่งเท่ากับสูญเสียสิทธิยับยั้งที่เคยมีเหนือนโยบายตะวันออกกลางของสหรัฐฯ มาตลอด

โครงสร้างอำนาจที่เคยเป็นเส้นแบ่งชัดระหว่าง “สหรัฐฯ-อิสราเอล” กับ “อิหร่าน” อาจกำลังเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่สหรัฐฯ เจรจาประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงระดับภูมิภาคกับอิหร่านโดยตรง โดยมีกลุ่มประเทศอ่าวเป็นสนามกลางที่ทุกฝ่ายแข่งกันดึงเข้าพวก ขณะที่อิสราเอลกลายเป็นตัวแปรเสี่ยงที่อาจก่อความปั่นป่วนเพื่อทวงคืนอิทธิพลที่เสียไป

บทสรุป

MOU ฉบับนี้ควรเข้าใจในฐานะ “การหยุดยิงที่ขยายเวลาได้” มากกว่าสันติภาพถาวร เนื้อหาส่วนใหญ่เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น การเปิดช่องแคบฮอร์มุซและการฟื้นฟูเศรษฐกิจ แต่ผลักประเด็นที่ยากที่สุดอย่างระดับการเสริมสมรรถนะยูเรเนียม คลังขีปนาวุธ และเครือข่ายพันธมิตรของอิหร่าน ไปเป็นการเจรจาในอนาคต ความเสี่ยงใหญ่ที่สุดต่อความยั่งยืนของดีลไม่ได้อยู่ที่ความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิหร่านโดยตรง แต่อยู่ที่เลบานอน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อิสราเอลปฏิบัติการอยู่นอกกรอบควบคุมของวอชิงตัน หากอิสราเอลยกระดับปฏิบัติการจนเกินขีดที่อิหร่านรับได้ ดีลทั้งระบบอาจพังทลายจากจุดที่ไม่มีใครคาดคิดไว้ ไม่ใช่จากความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทุกคนจับตาอยู่

ประเด็นที่ควรติดตามต่อสำหรับผู้สนใจในระยะ 60 วันข้างหน้า คือ ท่าทีของอิสราเอลในเลบานอน ความคืบหน้าการเจรจาเรื่องระดับเสริมสมรรถนะยูเรเนียม และบทบาทของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับในฐานะตัวกลางที่อาจกลายเป็นศูนย์อำนาจใหม่ของภูมิภาค

 

เรียบเรียงโดยรวบรวมจากการประมวลแหล่งข่าว Reuters, CNN, CBS News, ABC News, Bloomberg, Al Jazeera, Atlanti

c Council, Council on Foreign Relations และ Iran International

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *