INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คิดอย่างไรถ้ายูเครนมีอาวุธนิวเคลียร์

p0321cgw

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

คิดอย่างไรถ้ายูเครนมีอาวุธนิวเคลียร์

เรื่องจะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด และจะมีผลกระทบต่อสถานการณ์สงครามในขณะนี้อย่างไร ต้องพิจารณาเป็นลำดับ

123425308 c653bda5 8652 450b 84a1 482dbc637017

            ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ได้ให้สัมภาษณ์ก่อนเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยแสดงความกังวลว่าประเทศยูเครนมีความปรารถนาจะเป็นเจ้าของอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งทำให้เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รัสเซียต้องปฏิบัติการทางทหารกับยูเครน นอกจากเหตุอื่นๆตามที่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยเฉพาะการแสดงเจตจำนงที่จะเข้าเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป และนาโต้ในที่สุด

ฝ่ายที่สนับสนุนตะวันตกและสหรัฐอเมริกาก็จะตอบโต้ว่ามันเป็นสิทธิของความเป็นประเทศเอกราชอย่างยูเครน ที่จะตัดสินใจทำอะไรก็ได้ตามที่ตนต้องการ ตราบใดที่ยังไม่ไปละเมิดกฎฆมายระหว่างประเทศและหลักการมนุษยธรรมระหว่างประเทศ

ส่วนเรื่องคำปรารถของประธานาธิบดีปูติน และได้รับการตอกย้ำจากรัฐมนตรีต่างประเทศ นายเซอเก ราฟรอฟนั้น หลายฝ่ายอาจมองว่าเป็นเรื่องมโน มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่ยูเครนจะมีอาวุธนิวเคลียร์ หรือแม้จะมีความทะเยอทะยานที่จะมีอาวุธดังกล่าว

ดังนั้นเราจึงต้องมาประมวลข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยเริ่มจากคำปราศรัยของประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี้ ที่นครมิวนิค ในการประชุมด้านความมั่นคง เมื่อเขาได้รับตำแหน่งไม่นานนัก และคำปราศรัยนั้นเชื่อมโยงโดยตรงสู่การที่จะถอนตัวออกจาก BudaPest Memorandum เพื่อเป็นหลักประกันต่อความมั่นคงของยูเครน

utaxa5ibthjgtkd7qenxum6ff3dyuvym

            กล่าวคือ Budapest Memorandum เป็นข้อตกลงที่จัดทำขึ้นที่เมืองบูดาเปส ฮังการี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม ค.ศ.1994 เพื่อประกันความมั่นคงของยูเครน และเป็นสัญญา ที่มีรูปแบบเหมือนกัน 3 ฉบับ ที่เป็นการประกันความมั่นคงของเบลารุส คาซัคสถานและยูเครน อันเป็นสสัญญาที่เชื่อมโยงกับสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์ (Non-Proliferation of Nuclear Weopon-NPT) โดยประเทศทั้ง 3 ลงนามร่วมกับมหาอำนาจทางนิวเคลียร์ คือ รัสเซีย สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา

ดังนั้นเมื่อประธานาธิบดีเซเลนสกี้ประกาศว่าจะถอนตัวจากข้อตกลงบูดาเปส (Budapest Memorandum) ก็เท่ากับว่ายูเครนต้องการที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

นอกจากนี้ประธานาธิบดีเซเลนสกี้ ยังพูดประหนึ่งว่ายูเครนเคยครอบครองอาวุธนิวเคลียร์มาก่อน แต่นั่นเป็นการบิดเบือนหรือคำกล่าวเท็จ เพราะอาวุธนิวเคลียร์ที่เคยอยู่ในประเทศยูเครน เป็นอาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียต ซึ่งในขณะนั้นยูเครนเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียต เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายรัสเซียก็ได้ดำเนินการถอนการติดตั้งอาวุธเหล่านั้นออกไป

อนึ่งคำกล่าวของประธานาธิบดีเซเลนสกี้ ย่อมจะต้องเกิดผลกระทบต่อยูเครนเหมือนกับบางประเทศ เช่น เกาหลีเหนือที่ถูกแซงซั่นจากนานาชาติจากการที่ได้มีการพัฒนาและติดตั้งอาวุธนิวเคลียร์ หรือในกรณีอิหร่านที่เพียงแต่จะดำเนินการจัดสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และดำเนินการสกัดยูเรเนียมเพื่อใช้เป็นพลังงานยังถูกควบคุมอย่างเข้มงวดจาก IAEA องค์การปรมาณูนานาชาติ และในที่สุดต้องทำสัญญากับ 5 ชาติ ในการให้คำมั่นว่าจะไม่ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ จนเมื่อสหรัฐอเมริกาประกาศถอนตัวจากสัญญา และทำการแซงซั่น อิหร่านจึงดำเนินการผลิตแร่ยูเรเนียน ให้เข้มข้นยิ่งขึ้น ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดต่อมา

แต่พอมาถึงกรณียูเครนกลับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งๆที่คำปราศรัยของประธานาธิบดีแห่งยูเครน มันชัดเจน และถ้าจะพิจารณาโดยเหตุผลมันก็เป็นความจริงจังที่ยูเครน อยากมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

อนึ่งในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้สูงที่ยูเครนจะมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง

Tn9lh4PV0lBJOBjwGBC4

            ประการแรก ประเทศยูเครนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของตนเอง และเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ทั้งนี้ยังไม่นับรวมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลที่หยุดกิจการไปแล้วและอีกสามโรงที่ยังดำเนินการผลิตกระแสไฟฟ้าอยู่

ประการที่สอง ยูเครนมีกากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์จำนวนมหาศาล ที่สามารถจะนำมาปรับปรุงสมรรถนะเพิ่มขึ้นจนใช้ทำอาวุธได้ และไม่ใช่แค่ยูเรเนียม แต่ยังมีพลูโตเนียมอีกด้วย

ประการที่สาม ยูเครนมีผู้เชี่ยวชาญเรื่องนิวเคลียร์จำนวนมากที่เคยร่วมงานในโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของสหภาพโซเวียต ซึ่งสามารถมาจัดทีมทำระเบิดนิวเคลียร์ได้ในแผ่นดินยูเครน

ประการสุดท้าย มีการตรวจพบ “Hot Cells” ในยูเครน ซึ่งคือปฏิกิริยาของกัมตภาพรังสี โดยกล้องตรวจพิเศษ พบวัตถุที่มีกัมมันตภาพรังสีสูง

นอกจากนี้เราก็ไม่ควรจะลืมที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ที่ปิดร้างมานานเพราะมีกัมตภาพรังสีรั่วไหลจากการระเบิดของเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ แต่ในบริเวณนั้นยังมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและห้องแลปที่ใช้ปฏิบัติการทางนิวเคลียร์ และสารกัมมันตรังสีได้ และอาจนำมาปรับปรุงเพื่อใช้ทำระเบิดนิวเคลียร์แบบง่ายๆอย่าง “Dirty Bomb”

คำถามคือทำไม IAEA ไม่ให้ความสนใจและทำการตรวจสอบในเมื่อได้มีการค้นพบการแผ่รังสีที่ผิดปกติจากกล้องพิเศษ

ครั้นกองทัพรัสเซียบุกเข้าไปควบคุมโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิล ฝ่ายยูเครนก็ได้ร้องเรียน IAEA ให้ทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั่นคือ ให้หลักประกันความปลอดภัยจากนิวเคลียร์

a318b4b0 9b5a 11ec 9b64 95a9f8100bbc original

            นอกจากนี้เมื่อกองทัพรัสเซียรุกเข้าไปยึดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Zaporizhzhia ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรป ภายหลังทำการดับเพลิงในอาคารส่วนประกอบ ก็มีการออกข่าวแสดงความหวั่นวิตกว่าจะเกิดอันตรายจากการระเบิด และการแพร่กระจายกัมมันตภาพรังสีไปทั่วยุโรป

ในความเป็นจริงยูเครนมีเทคโนโลยีในการทำระเบิดนิวเคลียร์ที่ได้รับมาจากสหภาพโซเวียตอย่างครบถ้วน และสามารถปรับปรุงเครื่องมือในการนำระเบิดไปสู่เป้าหมายได้ ในระยะ 100 กิโลเมตร เช่น การใช้มิสไซล์ Tochka-u ซึ่งเป็นมิสไซล์พิสัยใกล้ หรือการปรับปรุงเครื่องบิน Su-27 และ Mig-29 เพื่อขนระเบิดไปทิ้งได้ในระยะไกล

ดังนั้นปัญหาความทะเยอทะยานของยูเครนที่จะมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง จึงเกี่ยวเนื่องกับข้อเรียกร้องของรัสเซียต่อนาโต้ อันเป็นหลักประกันความปลอดภัยของรัสเซีย

ทั้งนี้ยังไม่นับรวมหัวรบนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ 200 ลูก ในยุโรปที่ติดตั้งในประเทศเบลเยียม ฮอลแลนด์ เยอรมนี อิตาลี และโรมาเนีย แม้ว่าจะเป็นอาวุธทางยุทธวิธีคือพิสัยใกล้ และทำการติดตั้งบนเครื่องบินบางประเภท ของ NATO กับเครื่องบินของสหรัฐฯ และพันธมิตร แต่มันก็อาจเป็นตัวกระตุ้นและสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ได้

นี่จึงอาจเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ รัสเซียสั่งให้กองกำลังนิวเคลียร์ของรัสเซียและในเบรารุสเตรียมพร้อม ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีคำสั่งให้ระงับการทดลองอาวุธนิวเคลียร์ในระยะนี้ เพราะไม่อยากให้เกิดความผิดพลาดใดๆขึ้น

คำถามจึงกลับมาสู่หัวเรื่องว่า ถ้ายูเครนมีอาวุธนิวเคลียร์ของตนเอง ซึ่งก็เป็นสิทธิของประเทศที่มีอธิปไตยของตนเอง แต่มันขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ว่าด้วยการห้ามแพร่กระจายอาวุธนิวเคลียร์

ยูเครนอาจมองว่าหากตนเองมีอาวุธนิวเคลียร์ก็จะใช้เพื่อป้องปรามรัสเซีย แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ นั่นคือสภาพการณ์ที่เรียกว่า “เด็กมีปืน” มันอาจสุ่มเสี่ยงต่อการก่อให้เกิดสงครามนิวเคลียร์ได้

อย่างไรก็ตามการมีอาวุธนิวเคลียร์ของมหาอำนาจหากมองในอีกด้านก็อาจเป็นการใช้เพื่อข่มขู่ประเทศที่ด้อยกว่าได้ ทางที่ดีที่สุดเพื่อสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศจึงควรกำจัดอาวุธนิวเคลียร์เสียทั้งหมด เพราะไม่มีหลักประกันอะไรที่จะรับประกันได้ว่ามหาอำนาจจะไม่นำมาใช้ต่อสู้กันเอง เมื่อความขัดแย้งถึงที่สุด

คิดอย่างคนขี้สงสัย รัสเซียได้กลิ่นอะไรจึงไปยึดบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล ทั้งที่ไม่ใช่จุดยุทธศาสตร์

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *