หมู่เกาะโซโลมอน อีกหนึ่งตัวอย่างของการกลับกลอก

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
หมู่เกาะโซโลมอน อีกหนึ่งตัวอย่างของการกลับกลอก
ในกรณีความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน สหรัฐฯและพันธมิตร อ้างอิงและยืนยันใช้หลักการที่ว่าอธิปไตยของประเทศทั้งหลายย่อมมีสิทธิเสรีในการเข้าร่วมภาคีทางทหารใดๆกับใครก็ได้ และเพื่อนบ้านไม่มีสิทธิคัดค้านการตัดสินใจนั้นๆ

แต่เมื่อเวลาผ่านไปเพียง 2 เดือนเศษเท่านั้น “หลักการ” นั้นก็หายไปทันที กลายเป็นบางสิ่งที่จะยกมากล่าวอ้างเพื่อสนองวัตถุประสงค์ของตน มันคือตัวอย่างที่ปรากฏชัดถึงความกลับกลอกในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯและพันธมิตร ในกรณีที่จีนทำสัญญาด้านความมั่นคงกับรัฐบาลหมู่เกาะโซโลมอน
ในขณะที่ยูเครนตั้งอยู่เป็นเพื่อนบ้าน มีชายแดนติดรัสเซีย หมู่เกาะโซโลมอน อยู่ห่างออสเตรเลียถึง 1800 กิโลเมตร แต่ปฏิกิริยาของสหรัฐฯ และออสเตรเลีย ที่มีต่อการทำสัญญาด้านความมั่นคงกับจีน กลับเป็นไปในทำนองว่ามันกระทบความมั่นคงของออสเตรเลีย และเสรีภาพของออสเตรเลียอย่างเป็นนัยสำคัญ
นอกจากนี้สหรัฐฯยังกล่าวว่าตนเองก็จะเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิดและจะดำเนินการใดๆที่เห็นว่าเหมาะสมหากมองว่าจะเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯและพันธมิตร

ที่ตลกร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ กรณีอิสราเอล-ปาเลสไตน์ เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลยิวไซออนิสต์อิสราเอล ทำการยั่วยุด้วยการบุกเข้าโจมตี ผู้คนที่ทำการสวดมนต์ในมัสยิดอัลอักซอร์ จนชาวปาเลสไตน์ลุกฮือประท้วงก็จะถูกปราบปรามอย่างรุนแรง ทำให้ฮามาสต้องตอบโต้ด้วยจรวด และรัฐบาลยิวไซออนิสต์ก็จะถือโอกาสโจมตีกาซ่า จนมีผู้คนสูญเสียชีวิตหลายร้อยคนโดยมีเด็กอีกหลายสิบคนเสียชีวิต แต่สหรัฐฯกลับทำการปกป้องว่าเป็นการป้องกันตนเองของอิสราเอล จึงมีคำถามจากนางซารารอยนักวิชาการชาวยิวจากฮาวาดที่ถามไบเดนว่าจะต้องให้เด็กๆต้องตายอีกกี่คนจึงจะเห็นว่าเป็นการป้องกันตนเองที่เกินเลย โดยสหรัฐฯไม่เคยพูดถึงหลักมนุษยธรรมเหมือนที่มาอ้างในกรณียูเครน และที่ไม่พูดถึงเลยคือการเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ในดินแดนของตนเองที่ถูกอิสราเอลยึดครอง กลับไม่มีผู้นำตะวันตกคนใดออกมากล่าวประณามเหมือนกรณีการสังหารหมู่ที่เมืองบูชา ยูเครน ทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นการจัดฉากหรือไม่
อย่างไรก็ตามหมู่เกาะโซโลมอนนั้น อยู่ใกล้เส้นทางเดินเรือระหว่างสหรัฐฯ และออสเตเลีย นอกจากนี้ยังเป็นการเจาะแนวปิดล้อมของสหรัฐฯตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค

แต่ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิคนั้น มันคือแผนการปิดล้อมจีนใช่หรือไม่ ทว่าสหรัฐฯและพันธมิตรทำได้ แล้วถ้าจีนจะตอบโต้บ้างโดยพื้นฐานเดียวกันกลับถูกกล่าวหาว่าเป็นแผนการร้าย
อนึ่งหากดูในรายละเอียดแล้วจุดเริ่มต้นของการทำสัญญาความมั่นคงระหว่างปักกิ่ง กับฮอเนียร่า โซโลมอนนั้นก็มิใช่ว่าจะไม่มีที่มา เนื่องจากเกิดการจลาจลขึ้นในเมืองหลวงของหมู่เกาะโซโลมอน และมีการเผา China Town เกิดขึ้นโดยรัฐบาลไม่มีกำลังพอระงับเหตุ
นอกจากนี้หมู่เกาะโซโลมอนยังต้องการเงินลงทุนจำนวนมากจากจีน ที่ฝ่ายตะวันตกไม่สามารถตอบสนองได้ โดยเฉพาะเงินอุดหนุนในการสร้างสนามกีฬาขนาดใหญ่ เพื่อต้อนรับแปซิฟิคเกมส์ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่นานนี้
ทว่าหน่วยข่าวกรองออสเตรเลียก็สร้างฉากทัศน์ว่าสัญญานี้จะเป็นช่องทางให้จีนมาตั้งฐานทัพเรือและฐานทัพอากาศในบริเวณหมู่เกาะโซโลมอน อันจะเป็นภัยคุกคามออสเตรเลีย
ดังนั้นรัฐบาลแคนเบอราและวอชิงตัน จึงจำเป็นต้องตอบโต้ตามความเหมาะสม ซึ่งนี่ก็เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่าอะไรที่สหรัฐฯและพันธมิตรทำถือเป็นการถูกต้อง ในขณะที่ฝ่ายอื่นไม่มีสิทธิทำ เช่น กรณีรัสเซียที่ประท้วงครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ให้ยูเครนเข้าเป็นสมาชิกนาโต้ และนำเอาอาวุธร้ายแรงเข้ามาติดตั้ง ซึ่งรัสเซียถือว่าเป็นภัยคุกคามตน เพราะมีชายแดนติดกัน
หากว่าระเบียบโลกไม่มีการเลือกปฏิบัติ แต่มีการนำกฎหมายระหว่างประเทศมาปฏิบัติโดยเสมอภาคแล้ว ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศก็คงจะได้รับการแก้ไขตามกระบวนการยุติธรรม
ผู้เชี่ยวชาญของออสเตรเลียบางคนถึงกับเสนอให้ไปทิ้งระเบิดหมู่เกาะโซโลมอนเพื่อเป็นการโจมตีแบบป้องกันตนเอง (Pre-Emtive Strike) โดยอ้างว่าการตั้งฐานทัพตามสมมติฐานของหน่วยข่าวกรองนั้นเป็นภัยคุกคามต่ออธิปไตย และเสรีภาพของออสเตรเลีย
ดังนั้นออสเตรเลีย จึงควรดำเนินการตอบโต้ อย่างน้อยก็ให้พยายามล้มล้างรัฐบาลฮอเนียร่า โซโลมอน
ในขณะที่รัฐบาลแคนเบอร่า ภาคภูมิใจในการเป็นอิสระและเอกเทศในการใช้กฎหมายของตน ดังตัวอย่างที่อ้างถึง คือ การห้ามนักเทนนิสชาวเซอร์เบีย โนวัค โจโควิด ไม่ให้เข้าแข่งขันชิงแชมป์เทนนิส ออสเตรเลียโอเพ่น ทั้งที่สมาคมเทนนิสได้เชิญเข้าแข่งขัน ด้วยเหตุที่โจโควิดไม่ยอมฉีดวัคซีนป้องกันโควิด ตามความเชื่อของเขา ทำให้ต้องเดินทางกลับ
แต่กฎหมายของโซโลมอนมันด้อยค่าหรืออย่างไร จึงถูกละเมิดได้โดยรัฐบาลออสเตรเลีย ที่อ้างอำนาจอธิปไตยและเสรีภาพของตนเองในการบังคับใช้กฎหมาย ทำไมรัฐบาลฮอเนียร่า โซโลมอน จึงไม่มีสิทธิดังกล่าวโดยเท่าเทียมกัน
และตามเคยหากสหรัฐฯและพันธมิตรเห็นว่ารัฐบาลใดๆในโลกนี้ ไม่ตอบสนองวัตถุประสงค์และผลประโยชน์ของตน ก็จะต้องหาทางล้มล้าง โดยใช้องค์กรอย่างหน่วยข่าวกรองมาก่อการภายในประเทศ
อย่างกรณีหมู่เกาะโซโลมอนนั้น มันก็มีเชื้อเพลิงอยู่แล้ว เพราะมีขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่คอยก่อวินาศกรรมอยู่ หรือถ้าเป็นรัฐบาลเล็กๆอย่างประเทศแกรนาดา ที่เป็นเกาะในทะเลคาลิเบียน ที่มีโครงการสร้างสนามบินขนาดใหญ่ จากเงินช่วยเหลือของโซเวียต ก็ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ส่งกองกำลังที่อ้างว่าเป็นกองกำลังนานาชาติ แต่ในความเป็นจริง 99% เป็นทหารสหรัฐฯ ยกกำลังไปบุกและล้มรัฐบาลเมื่อช่วงปี 1960’s
ทว่าในกรณีหมู่เกาะโซโลมอน นั้นอาจไม่ง่ายดังว่าเพราะจีนได้ส่งกองกำลังไปคอยช่วยเหลือรัฐบาลฮอเนียร่าอยู่แล้ว
ในขณะที่รัฐบาล ณ กรุงฮอเนียร่า ก็ได้ส่งคณะผู้แทนไปชี้แจงกับรัฐบาลนายมอริสสันที่แคนเบอร่าว่า ทางโซโลมอน จะคอยควบคุมอย่างเข้างวดไม่ให้จีนมาตั้งฐานทัพแบบถาวรอย่างเด็ดขาด
แต่ออสเตรเลียคงไม่ยอมรับคำชี้แจงนี้ และคงมีการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งโดยวอชิงตัน-แคนเบอร่า เพื่อล้มล้างรัฐบาลและนั่นก็จะเป็นความขัดแย้งกับรัฐบาลปักกิ่ง
หมู่เกาะโซโลมอน จึงจะเป็นอีกจุดหนึ่งของความตึงเครียดในการเผชิญหน้าระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับขั้วอำนาจใหม่
ประเด็นสุดท้ายที่จีนได้กล่าวอ้างก็คือ อะไรคือภัยคุกคามที่ร้ายแรงระหว่างการทำสัญญาเพื่อความมั่นคงทางทหารกับหมู่เกาะโซโรมอน หรือกรณีสหรัฐฯและพันธมิตรตะวันตกสนับสนุนติดอาวุธไต้หวัน ซึ่งเป็นดินแดนของจีน







