INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว มันเป็นแค่ธุรกิจล้วนๆ

284524495 8234616469897798 6827444455580768889 n

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว มันเป็นแค่ธุรกิจล้วนๆ

หลายฝ่ายรวมทั้งนักวิชาการและสื่อต่างให้ความสนใจเน้นไปที่การสู้รบในยูเครน โดยเริ่มแรกก็พุ่งเป้าไปอยู่ที่ว่าใครจะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้ ซึ่งต่างก็เข้าใจกันดีว่ามันไม่ใช่สงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน แต่มันเป็นสงครามระหว่างนาโต้กับรัสเซีย หรือถ้าจะขยายวงออกไปก็พอจะสรุปได้ว่า มันเป็นสงครามระหว่างขั้วอำนาจเก่าที่นำโดยสหรัฐฯ และครองความเป็นผู้นำของขั้วอำนาจเก่ามานานหลายทศวรรษนับจากการสิ้นสุดของสงครามเย็น อันตามมาด้วยการล่มสลายของสหภาพโซเวียต

123130318 putinbeijing

            บัดนี้บังเกิดขั้วอำนาจใหม่ที่นำโดยจีนและรัสเซีย ซึ่งผงาดขึ้นมาท้าทายอำนาจของขั้วอำนาจเก่า และที่สำคัญมันหมายถึงการเข้ามามีส่วนในการแบ่งปันผลประโยชน์ ที่ขั้วอำนาจเก่ายึดครองอยู่ อันเป็นผลประโยชน์มหาศาล โดยมิได้นับเพียงการควบคุมทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังหมายรวมถึงผลตอบแทนจากเทคโนโลยีด้านการสื่อสาร เช่น การควบคุมคลื่น 5G การควบคุมแพลตฟอร์มต่างๆ เช่น ค่าตอบแทนเฟซบุ๊ค ยูทูป และการค้าขายสินค้าสำคัญ เช่น พลังงาน และอาวุธยุทโธปกรณ์

ที่สำคัญกลุ่มผู้นำขั้วอำนาจเก่ายังเป็นผู้กำหนด และควบคุมการจัดระเบียบโลก (World Order) อีกด้วย ทั้งนี้เพราะเขาเหล่านั้นเป็นผู้จัดตั้งองค์กรสำคัญๆของโลกขึ้นมาเป็นเครื่องมือในการกำกับพฤติกรรมของประเทศต่างๆ จากการประชุมของมหาอำนาจที่ Bretton Wood เช่น องค์การสหประชาชาติ IMF, WORLD BANK และ องค์กรอื่นๆในระยะต่อมา เช่น WTO เป็นต้น

กลับมาพิจารณากรณีของยูเครน ดังที่เกริ่นไว้แต่แรก อาจจะมีมุมมองหลายด้านเพื่อเป็นกรณีศึกษา แต่บทความนี้จะขอนำเสนอในมุมมองที่หลายฝ่ายอาจมองข้าม ทว่ามันเป็นเรื่องของการหาเงิน เรื่องของธุรกิจล้วนๆ ที่แฝงมาในรูปของความขัดแย้ง การปกป้องประชาธิปไตย หรือแม้แต่มนุษยธรรม

bucha destruction ap rc 220404 1649076242756 hpMain 4x3 992

            อย่างไรก็ตามจากความเป็นจริงที่เกิดขึ้นยูเครนกลายเป็นพื้นที่ในการนำเอาอาวุธเก่ามาทำลายและทับถมเป็นขยะในสงครามยูเครน ซึ่งไม่ว่าจะใช้เหตุผลอะไรมาอธิบาย มันก็มีเรื่องธุรกิจการค้าอาวุธของพวกพ่อค้าสงครามเข้ามาเกี่ยวข้อง ด้วยผลประโยชน์มหาศาล

นอกจากเป็นที่ปลดถ่ายอาวุธเก่า ในสงครามยูเครนแล้ว พื้นที่นี้ยังกลายเป็นสนามทดสอบอาวุธใหม่ ที่เตรียมจะยัดเยียดขายให้กับพันธมิตรเพื่อทดแทนของเก่าที่ถูกระดมนำมาช่วย หรือให้เป็นสินเชื่อแก่ยูเครน

ยิ่งสงครามยืดเยื้อ ท่ามกลางความเสียหายย่อยยับของยูเครน และความยากลำบากของชาวยูเครนที่มีและไม่มีความสามารถจะอพยพไปอยู่ในยุโรปหรือที่อื่นๆ พ่อค้าอาวุธต่างนั่งกระหยิ่มยิ้มย่อง ตักตวงผลประโยชน์มหาศาล โดยมีรัฐบาลและประชาชนในประเทศต่างๆที่เข้ามาสนับสนุนยูเครนเป็นผู้แบกรับภาระในรูปภาษี

AP22102831762551 728x484 1

            สหรัฐฯ คือ โต้โผใหญ่ที่ได้รับผลประโยชน์มากที่สุดเป็นจำนวนมหาศาล ที่ในความเป็นจริงจะไปตกอยู่กับกลุ่มทุนค้าอาวุธ ทหารบางคน และนักการเมืองบางคนที่มีส่วนช่วยผลักดันโครงการสนับสนุนด้านอาวุธแก่ยูเครน

แม้จะมีข้ออ้างว่าเพื่อปกป้องประชาธิปไตย และเพื่อมนุษยธรรม โดยเบื้องลึกคือความต้องการปกป้องอำนาจการควบคุมโลกตาม World Order หรือระเบียบโลกที่ตนเป็นผู้จัดสร้างและควบคุม

กระนั้นก็ตามแรงจูงใจเรื่องผลประโยชน์ในการค้าอาวุธที่มีข้อมูลยืนยันชัดเจนว่า สหรัฐฯ สามารถเพิ่มยอดขายอาวุธในปีนี้ได้มากกว่า 25% ไปแล้วภายในช่วงเวลาเกือบครึ่งปี จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในยูเครน จึงไม่น่าประหลาดใจที่สหรัฐฯจะไม่พูดถึงการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้ง โดยการใช้กระบวนการทางการทูต แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาส่งอาวุธและเงินช่วยสนับสนุนสงครามในยูเครนอย่างจริงจัง

และดังที่กล่าวมาแล้วยูเครนจึงกลายเป็นสถานที่ทิ้งขยะของอาวุธเก่าจำนวนมาก จากการระดมเอาอาวุธเหล่านั้นที่เคยอยู่ในสนธิสัญญาวอร์ซอ และเป็นอาวุธที่สนับสนุนโดยสหภาพโซเวียตในยุคนั้น โดยเฉพาะอาวุธประจำการทั้งหมดของยูเครน เป็นอาวุธจากโซเวียตอย่างเต็มพิกัด เข้ามาสนับสนุนยูเครน

เท่านั้นยังไม่พอปรากฏว่าพื้นที่สนามรบในยูเครนกลายเป็นแหล่งทดสอบอาวุธของสหรัฐฯ เช่น จรวดต่อสู้รถถึงจาวาลิน หรือขีปนาวุธฮาปูนที่ปรับปรุงใหม่ ด้านรัสเซียก็ใช้เป็นที่ทดลองขีปนาวุธกริชที่เป็นไฮเปอร์โซนิคคือเร็วกว่าเสียงหลายเท่ากับขีปนาวุธซามัดที่มีหลายหัวรบ

ต่างกันที่รัสเซียยังไม่มีตลาดที่จะขยายการค้าอาวุธเหล่านี้ นอกจากระบบป้องกันภัยทางอากาศ S-500 ที่ขายให้เมียนมา แต่ก็มีคนสนใจระบบนี้กันมาก เพราะมีประสิทธิภาพตั้งแต่ S-300 ที่ติดตั้งในสโลวัค หรือ S-400 ที่อินเดียและตุรกีสั่งซื้อ

ด้านสหรัฐฯนั้นมีความได้เปรียบเพราะมีตลาดนาโต้รองรับอยู่เกือบ 30 ประเทศ การระดมอาวุธเก่าสมัยโซเวียตมาช่วยยูเครน จึงทิ้งช่องว่างในการขายอาวุธใหม่ให้สมาชิกนาโต้ และนี่คือภาษิตเก่า แต่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้ดีคือ “ไม่มีอะไรเป็นการส่วนตัว มันเป็นแค่ธุรกิจล้วนๆ”

แผนธุรกิจนี้ เริ่มมาก่อนหน้าที่จะมีการปฏิบัติการพิเศษทางทหารของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ 2022 โดยในเดือนธันวาคม 2021 อาวุธยุทโธปกรณ์ของโซเวียตในกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกที่เป็นสมาชิกนาโต้ ได้มีการรวบรวมเอาอาวุธยุทโธปกรณ์เหล่านั้นเข้ามารวมกัน โดยเหตุผลเบื้องต้นเพื่อจัดการทำลายเพราะถือว่าล้าสมัย

S 400

            อย่างไรก็ตามมีอาวุธบางชนิดที่มีราคาสูง ถูกนำมาปรับปรุงและใช้ใหม่ เช่น ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสโลวัคที่ยังคงใช้ s-300 และรถถัง T-72 ของโปแลนด์ที่ได้ถูกนำส่งให้ยูเครนใช้ในการรบ และแน่นอนอาวุธประจำการทั้งหมดของยูเครนก็เป็นอาวุธที่ได้รับมาจากโซเวียตก่อนการแยกตัว

เพื่อให้การค้าอาวุธบรรลุเป้าหมาย จึงมีการปรับปรุงระบบอาวุธของสมาชิกนาโต้และมีการนำอาวุธใหม่ของสหรัฐฯ และของบางประเทศในยุโรปมาทดแทน ส่วนอาวุธเก่าก็ส่งมายูเครนภายใต้โครงการความช่วยเหลือ คนที่รับภาระก็คือประชาชนที่เสียภาษีในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนก็กลายเป็นงบประมาณที่จ่ายให้อุตสาหกรรมอาวุธ เกิดการจ้างงานเป็นบางภาคส่วน ภายใต้คำอธิบายว่ามันเป็นการสร้างความทันสมัยให้กองกำลังนาโต้ แต่มันคือผลประโยชน์มหาศาล ภายใต้ข้ออ้างเพื่อป้องกันภัยคุกคามจากรัสเซีย

นี่คือการซ้ำรอยประวัติศาตร์ที่สหรัฐฯทำมาแล้วในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 ทำให้สหรัฐฯที่เป็นพ่อค้าสงครามสามารถนำรายได้มากระตุ้นเศรษฐกิจของตนเองจนแซงหน้าอังกฤษและมาเป็นผู้นำโลกในปัจจุบัน

ดังนั้นสนามรบในยูเครนจึงเป็นแหล่งปลดถ่ายอาวุธเก่า ทดสอบอาวุธใหม่ และวางแผนการตลาดจำหน่ายอาวุธยุทโธปกรณ์ทำรายได้จากความขัดแย้งที่สหรัฐฯสร้างขึ้น ด้วยสงครามตัวแทนในภูมิภาคต่างๆจนถึงยูเครนที่อาจมองได้ว่า เป็นสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่ยังไม่มีการใช้อาวุธนิวเคลียร์

ล่าสุดวุฒิสภาสหรัฐฯก็ได้อนุมัติกฎหมายให้เช่า-เช่าซื้ออาวุธ เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายบางตัว และให้อำนาจประธานาธิบดีมากขึ้นในการจัดหาอาวุธมาสนับสนุนสงครามยูเครน รวมทั้งติดอาวุธใหม่ให้ถ้ายูเครนอยู่รอด

จึงไม่น่าแปลกใจที่สหรัฐฯกระตือรือร้นในการสนับสนุนสงครามยูเครนให้ดำเนินต่อไปโดยไม่ได้คำนึงถึงความพินาศของสนามรบ คือ ยูเครน

แม้แต่ยุโรป เจ้าหน้าที่ระดับสูงที่เป็นผู้แทนด้านการต่างประเทศและนโยบายด้านความมั่นคงของ EU นาย Josep Borrell ที่ไปเยือนเคียฟเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ EU ที่มีมา ยังกล่าวว่า “ปัญหาของยูเครนจะแก้ได้ด้วยมาตรการทางทหาร ไม่ใช่มาตรการทางการทูต”

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครผิดใครถูก แต่ปัญหาคือทำอย่างไรจึงจะยุติสงครามก่อนบานปลาย ด้วยแนวทางการทูต เพราะขนาดยังไม่เกิดการบานปลาย การแซงก์ซั่นก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่วโลกแล้ว

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *