INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

BLOCKCHAIN เปลี่ยนการเมืองได้

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

www.INEWHORIZON.NET

BLOCKCHAIN เปลี่ยนการเมืองได้

 

 

แม้ทุกวันนี้เราจะมีเครื่องมือทางอิเลคโทรนิคที่ใช้ในการดำเนินชีวิตทางสังคมและเศรษฐกิจ เรามีอีเมลในการติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วและเกือบไม่มีต้นทุนเลย เรามีเวิลด์ไวด์เว็บ ธุรกิจคอทคอม มีเครือข่ายสังคม มีบิ๊กดาต้า (BIGDATA) มีระบบคอมพิวเตอร์คลาวด์ (CLOUD COMPUTING) และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคแรกของอินเตอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง (INTERNET OF THINGS) ซึ่งทำให้เราสามารถลดต้นทุนในการค้นหาข้อมูล ทำงานร่วมกัน และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน ทำให้ลดกำแพงขวางกั้นกันการติดต่อสื่อสาร ทำงานร่วมกัน และทำธุรกิจได้ในแบบที่เรียกว่า MASS CUSTOMIZATON นั่นคือสามารถทำธุรกิจได้กว้างขวางไม่มีขอบเขตจำกัดแต่สามารถให้บริหารหรือผลิตสินค้าให้เป็นไปตามความต้องการของลูกค้าแต่ละคน

กระนั้นก็ยังมีปัญหาในการดำเนินการดังที่ปรากฏ เพราะในอินเตอร์เน็ตเราไม่สามารถเชื่อมั่นได้ว่าใครเป็นใคร มีพื้นภูมิอย่างไร เมื่อเราไม่สามารถเชื่อใจได้ว่าบุคคลที่เราติดต่อเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นการทำธุรกรรมต่อกันหรือจ่ายเงินจ่ายทองกัน จึงทำให้เกิดอาชญากรรมออนไลน์กันอย่างแพร่หลาย ด้วยเหตุนี้ในหลายกิจกรรมเราจึงต้องพึ่งพาบุคคลที่ 3 ให้ช่วยพิสูจน์ตัวตนของอีกฝ่าย ซึ่งอาจจะใช้บริการของรัฐบาลหรือธนาคาร ซึ่งทำให้ตัวกลางนี้สามารถเข้าถึงข้อมูลของแต่ละบุคคลอันเป็นการล่วงละเมิดต่อความเป็นส่วนตัวของเรา แต่ก็ต้องยินยอมเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และเลยไปถึงการดำเนินงานเพื่อความมั่นคงของรัฐ

อย่างไรก็ตามในประเด็นหลังนี้ โรเบิร์ด เดวิด สตีล (ROBERT DAVID STEEL) ได้เขียนหนังสือชื่อ THE OPEN-SOURCE EVERYTHING MANIFESTO : TRANPERENCY, TRUTH, AND TRUST ความตอนหนึ่งเขาระบุว่าหน่วยข่าวกรองใช้ข้อมูลเพียง 4% เท่านั้นในการตัดสินใจ และบางครั้งในเรื่องที่สำคัญใช้เพียง 1% ในขณะที่ข้อมูลอื่นๆอีก 96- 99% ถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการวิเคราะห์ จึงเป็นการสูญเสียงบประมาณอย่างมหาศาล อันหมายถึงการสูญเสียเงินภาษีอากรของประชาชน แต่ต่อมา STEEL ได้เปิดแนวคิดนี้ไปสู่การดำเนินการทางธุรกิจที่เรียกว่า OPEN SOURCE อันจะทำให้ประชาชนลดต้นทุนในการซื้อสินค้า ซึ่งอาจจะมากกว่า 60-70 % ด้วยซ้ำ เพราะลดการผูกขาดตัดตอนของนายทุนลงไป แต่การดำเนินการดังกล่าวก็ต้องมีระบบที่สามารถรองรับการดำเนินการนี้ได้ และแม้ว่าเราจะมีอินเตอร์เน็ตใช้งานแล้วก็ตาม แต่คนมากกว่า 4 พันล้านคนก็ยังไม่ได้รับโอกาสจากระบบการเงินระดับโลกเลย ทั้งๆที่การเปิดกว้างให้เข้าถึงดังกล่าวจะมีประโยชน์ต่อโลกโดยรวมขนาดไหน แต่ผลประโยชน์ทางธุรกิจและการเมืองก็ยังคงทำให้การแพร่กระจายนี้ยังไม่เกิดขึ้น

นอกจากนี้ในหนังสือ BLOCKCHAIN  REVOLUTION ซึ่งเขียนโดย 2 พ่อลูก DON TAPSCOTT และ ALEX TAPSCOTT ได้กล่าวว่า “เทคโนโลยีไม่ได้สร้างความสำเร็จได้มากไปกว่าที่มันทำลายล้างความเป็นส่วนตัวลง แต่ไม่ว่าอย่างไร จะดีหรือจะเลวเทคโนโลยีก็ยังเป็นหัวใจของทุกสรรพสิ่งท่ามกลางยุคดิจิทัลนี้ มันทำให้คนเราสามารถสร้างสรรค์และทำลายผู้อื่นได้ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากเดิม การสื่อสารและการค้าแบบออนไลน์ช่วยเพิ่มโอกาสให้เกิดอาชญากรรมทางไซเบอร์ขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งเราไม่ได้หมายถึงแต่การก่อกวน การขโมยตัวตน การเจาะระบบ หรือการล่อลวงเท่านั้น แต่มันยังหมายความไปถึงการขโมยข้อมูลเพื่อเรียกค่าไถ่อีกด้วย”

เมื่อเป็นดังนี้จึงจำเป็นต้องหาระบบและแนวทางปฏิบัติที่น่าเชื่อถือและมีต้นทุนที่ถูก นั่นจึงนำไปสู่การคิดค้นและพัฒนาระบบ BLOCKCHAIN ขึ้น กล่าวคือ สร้างระบบคนกลางขึ้นมาทำให้ทุกๆคนสามารถส่งคำขอเข้าไปได้ และระบบจะประมวลคำตอบไปยังผู้ถาม ซึ่งจะไม่มีใครรู้นอกจากผู้ยื่นคำร้องนั้น แล้วข้อมูลเหล่านี้มาอย่างไร ข้อมูลเหล่านี้จะถูกจัดเป็นกลุ่มๆ ของข้อมูลที่เชื่อมโยงกัน ถ้าจะพูดอย่างง่ายๆคือทำเป็นตาข่ายที่โยงถึงกันได้ แต่ในแต่ละส่วนจะมีเงื่อนปมที่ผูกไว้ ทำให้ปัจเจกชนไม่สามารถเข้าไปล้วงข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนได้ เมื่อข้อมูลมันเชื่อมโยงโดยระบบทั้งหมด ก็จะไม่มีใครสามารถให้การเท็จต่อบุคคลที่ตนติดต่อธุรกิจการค้า การเงิน แม้กระทั่งการจะแสวงหาคู่ได้

เรื่องนี้ต้องขอบคุณ ซาโตชิ นากาโมโตะ ที่ได้นำเสนอหลักการใหม่อันนำไปสู่การใช้เงินดิจิทัลอย่างบิทคอยได้ แต่ประโยชน์ของ BLOCKCHAIN ยังสามารถขยายงานไปใช้ในระบบต่างๆของโลก ทั้งเศรษฐกิจที่เป็นจุดเริ่มต้นและแรงจูงใจ ไปสู่กิจกรรมทางสังคมและการเมืองในที่สุด

ระบบ BLOCKCHAIN นี้เองทำให้เกิดความน่าเชื่อถือทั้งในทางธุรกิจ และในเครือข่ายสังคม ซึ่งมีลักษณะ 4 อย่างตามที่คาดหวังกันคือ

1.ความซื่อสัตย์ ACCOUNTABILITY

2.ผลประโยชน์ร่วมกัน MUTUAL BENEFIT

3.ความรับผิดชอบ RESPONSIBILITY

4.ความโปร่งใส TRANSPARENCY

ด้วยคุณสมบัติดังกล่าวมาแล้วนี้ จึงเป็นประเด็นสำคัญที่จะนำเอาประโยชน์ของ BLOCKCHAIN มาเป็นเครื่องมือที่จะใช้ในการสร้างความน่าเชื่อถือในทางการเมือง ซึ่งทุกวันนี้มักตกต่ำลงไปทุกที เพราะเต็มไปด้วยความฉ้อฉลหลอกลวง แม้แต่ในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งยึดหลักสำคัญคือ

1.สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล

2.ความเสมอภาค

3.หลักนิติธรรม

4.การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

ในประเด็นสุดท้ายนี้เองที่ระบอบประชาธิปไตยต้องอาศัยการได้มาด้วยรัฐบาลที่ผ่านการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะได้มาซึ่งรัฐบาลที่คาดกันว่าจะเป็นรัฐบาลประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน

แต่เมื่อมีการฉ้อฉลในการเลือกตั้ง หรือไม่ก็ตาม กระนั้นเมื่อประชาชนออกมาใช้สิทธิด้วยอำนาจอธิปไตยของตน อำนาจนั้นก็ถูกส่งผ่านไปสู่รัฐบาลภายหลังจากการเลือกตั้ง โดยประชาชนแทบไม่มีส่วนร่วมในการเข้าไปบริหาร ตรวจสอบ ติดตามการทำงานของรัฐบาลได้เลย หรือได้อย่างไร้ประสิทธิภาพ ประชาชนจึงมีอำนาจอธิปไตยเพียงวันเดียวเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้จึงมีนักเศรษฐศาสตร์การเมืองอย่าง ศาสตราจารย์ไมเคิล เคอร์ติส มุนเกอร์ (MICHAEL CURTIS MUNGER) ได้ออกมาชี้ให้เห็นว่าประชาธิปไตยแบบที่มีการเลือกตั้งแล้วมอบอำนาจโดยไม่มีส่วนร่วมของประชาชนต่อจากนั้น มันเป็นเพียงเครื่องมือให้นักการเมืองเข้ามาแสวงอำนาจและผลประโยชน์ มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยตามที่เราเข้าใจและยึดถือ

ฉะนั้นการนำเอาระบบ BLOCKCHAIN  มาใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง การเข้าไปมีส่วนร่วมของประชาชน และการทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐาบาล ตลอดจนนักการเมือง จึงจะเป็นแนวทางในการแก้ปัญหา และตอบโจทย์อันเป็นจุดอ่อนของระบอบประชาธิปไตยได้อย่างดี และสามารถพัฒนาไปสู่ระบอบประชาธิปไตยทางตรงแบบเอเธนส์ ที่ถือเป็นอุตมรัฐของระบอบประชาธิปไตย แทนระบอบประชาธิปไตยทางอ้อม ที่ต้องผ่านตัวแทนอย่างในปัจจุบัน

แนวคิดดังกล่าวนี้ผู้เขียนได้มาจาก ศาสตราจารย์พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล ซึ่งจากการตรวจค้นผู้เขียนก็ยังไม่พบนักวิชาการท่านใดนำเสนอการเชื่อมโยงของระบบ BLOCKCHAIN กับการเมืองได้อย่างชัดเจนอย่างนี้ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ นอกจากจะพูดกันเป็นแนวทางกว้างๆว่าเทคโนโลยีจะเป็นตัวการในการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง

ผู้เขียนจึงเห็นว่าหากจะนำแนวคิดนี้ไปเผยแพร่หรือดัดแปลงก็ควรจะให้เกียรติผู้นำแนวคิดคือท่านศ.พล.ท.ดร.สมชาย วิรุฬหผล และให้เกียรติตัวเองในฐานะนักวิชาการ นอกจากจะค้นพบว่ามีท่านใดที่ทำการนำเสนอแนวคิดที่ชัดเจนแบบนี้มาก่อน ด้วยจิตคารวะจากผู้เขียน

ส่วนบรรดาผู้สูงวัยทั้งหลาย ที่คิดว่าคงอยู่ไม่ถึงการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีดังกล่าว เลยไม่อยากรับรู้รับเห็น ขอบอกว่าท่านอาจจะคิดผิด เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีด้านสุขภาพก้าวหน้าไปมาก ทำให้มนุษย์มีอายุยืนยาวขึ้น ในขณะที่ตามกฎของมัวร์ (MOORE’S LAWS) นั้นกล่าวว่า พลังของการประมวลผลทางคอมพิวเตอร์จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าในทุกๆ 1 ปี แต่ในทุกวันนี้พบว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของพลังดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นเกือบจะเป็นในลักษณะยกกำลัง (EXPONENTIAL)ไปแล้ว

อย่างไรก็ตามก็ต้องตระหนักว่าพลังของการฉ้อฉลตามพลังที่เพิ่มขึ้นของคอมพิวเตอร์ก็เพิ่มตามด้วย

หากเรามองในแง่ดีพลังฝ่ายดีย่อมจะสามารถเอาชนะพลังฝ่ายชั่วได้ แม้จะต้องคอยตามแก้ไขก็ตาม แต่เวลาก็เป็นเครื่องพิสูจน์แล้วว่าเรามีระบบ BLOCKCHAIN เป็นคำตอบในการแก้ไขจุดอ่อนทางเทคโนโลยีได้แล้ว และมันกำลังพัฒนาและแพร่กระจายออกไปในโลกอย่างรวดเร็ว อย่างไม่มีอะไรจะหยุดยั้ง นอกจากการชะลอลงได้บ้างในบางพื้นที่

          การตอบสนองของประชาชน การตื่นตัวในการเปิดรับเอาความรู้และเทคโนโลยีใหม่ๆจึงเป็นกุญแจสำคัญ ไม่ว่าท่านจะมีอายุเท่าไหร่

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com