สบาย สบาย สไตล์เกษม: ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต
APRIL17
สบาย สบาย สไตล์เกษม
เกษม อัชฌาสัย
ทุนดับเบิลยูพีไอ:จุดพลิกผันแห่งชีวิต
แรกเริ่มทำงานนักข่าวหนังสือพิมพ์ในปี ๒๕๑๑ นั้น ผู้ใหญ่ที่”สยามรัฐ”มอบหมายหน้าที่ประจำให้เป็น”พนักงานพิสูจน์อักษร”(พนักงานตรวจปรู๊ฟ)ก่อน ตามธรรมนิยมที่ปฏิบัติกันมาช้านาน แม้ผมจะยืนยันว่า เคยไปฝึกหาข่าวมาบ้างแล้ว ในช่วงอยู่มหาวิทยาลัยและฝึกหาข่าวที่”ไทยรัฐ”กับนักข่าวอาชีพซึ่งเป็น”รุ่นพี่”วารสารศาตร์(มธ.)”มาพักใหญ่ๆ เช่น กับ”กำแหง ภริตานนท์”และเคยขอติดตาม”วิทยา ตัณฑสุทธิ์”แห่ง”เดลินิวส์”ไปทำข่าว
ซึ่งนอกจากจะได้เรียนรู้วิธีหาข่าว เขียนข่าว ก็ยังมีโอกาสได้ทำความรู้จักมักรู้จักคุ้นสร้างความไว้วางใจกับ”แหล่งข่าว”ซึ่งหมายถึงผู้ที่สามารถให้ข่าว หรือสามารถบอกเบาะแสข่าว(เพื่อไปตามข่าวต่อ) ตามหน่วยงานแห่งรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือธุรกิจเอกชน มาแล้ว แต่ก็ยังจำเป็นเป็นต้องผ่านงานพิสูจน์อักษรก่อน
การทำงาน”พิสูจน์อักษร”นั้นก็คือการตรวจทานงานเรียงพิมพ์ในรูปของ”แผ่นปรู๊ฟ”ว่าถูกต้องตรงตาม”ต้นฉบับ”หรือไม่ สะกดตัวอักษรถูกต้องตามไวยากรณ์หรือไม่ ตัวเลขถูกต้องตามต้นฉบับหรือไม่ เว้นวรรคถูกต้องหรือไม่ ฯลฯ
แต่ไม่มีหน้าที่ไปแก้ไขต้นฉบับอย่างเด็ดขาด เพราะนั่นเป็นงานของ”บรรณาธิการข่าว”หรือ”บรรณิการบทความ”ที่จะต้องตรวจทานและแก้ไขก่อนที่จะนำไปเรียงพิมพ์
การทำงานพิสูจน์อักษรนานเพียงไร ขึ้นอยู่กับผลงานซึ่งตัดสินโดยหัวหน้าฝ่ายพิสูจน์อักษร ที่จะยอมให้”ผ่าน”เมื่อไรก็เมื่อนั้นนั่น จึงจะก้าวขึ้นไปเป็น”นักข่าวฝึกหัด”ได้
จำไม่ได้แน่ชัดว่าผม ทำงานพิสูจน์อักษรนานเท่าไร แต่ก็นานพอที่จะทำให้ผมได้เรียนรู้สไตล์การเขียนข่าวและบทความตามแบบอย่างของ”สยามรัฐ”
ที่สำคัญมากไปกว่าก็คือ ได้อ่านต้นฉบับเรื่องราวต่างๆ มากมาย ทำให้รู้ถึงการเคลื่อนไหวของการเมืองเศรษฐกิจสังคมและเรื่องต่างประเทศซึ่งเป็น”ของใหม่”สำหรับผม ซึ่งเป็นการเปิด”ขอบฟ้าแห่งความรอบรู้”อย่างแท้จริง
อีกอย่าง ทำให้ได้เห็น”ลายมือ”การเขียนหนังสือ ของเจ้าของต้นฉบับ ซึ่งมักด้วยจะเขียนเป็นลายมือ ที่อ่านยากอ่านง่ายไม่เหมือนกันฉะนั้นจะต้องมีความสามารถในการอ่านลายมือด้วย
รวมทั้งลายมือ”อาจารย์หม่อม”(ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช) ซึ่งเขียนด้วยหมึก อักษรตัวป้อมๆ อ่านง่ายซึ่งมีความเคร่งครัดมาก ในเรื่องของการเว้นวรรค สะกดการันต์และย่อหน้า ด้วยมีลีลาการเขียนที่ไม่เหมือนใคร เช่น เขียนประโยคหนึ่งหรือสองประโยคแล้วย่อหน้า ด้วยเหตุผลเพื่อเน้นย้ำประโยคและสร้างความน่าสนใจให้ติดตาม ไม่เขียนเรียงพืดเป็นประโยคยาวๆ เหมือนบทความโดยทั่วไป
แต่ห้าม”ปรู๊ฟผิด”หรือแก้ไขจนผิดความหมายที่ท่านแสดงออก
ท่านเคยบอกกับผมเป็นการส่วนตัวว่า
”ข้อเขียนของผม แก้ไขได้ ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์มากมาย เพราะไม่ใช่คำภีร์กุรอ่านของคุณ(ท่านหมายถึงผมซึ่งเป็นมุสลิม)ที่ห้ามแก้ไข”
เมื่อทำงานในฐานะ”นักข่าวฝึกงาน”ติดตาม”นักข่าวพี่เลี้ยง”ใน”สยามรัฐ”ได้ปีหนึ่ง ก็ถูกปล่อยเดี่ยว แต่ก็ยังเกาะไปกับ”พี่นักข่าว”หนังสือพิมพ์อื่นๆ ซึ่งเมตตาให้ติดตามไปทำข่าวอยู่เสมอเป็นเนืองนิจทำให้รู้จักมักคุ้นกันไปหมดทั้งในสายข่าวการเมืองและสายเศรษฐกิจ และสายต่างประเทศ
สายต่างประเทศนี่เอง(ปกติ”สยามรัฐ”ไม่มีนักข่าวประจำ) ทำให้ได้รู้จักมักคุ้นกับ”สุทธิชัย หยุ่น”
น่าเสียดายที่ผม ไม่ได้เป็นนักข่าวสายกีฬาและอาชญากรรม เหมือนในหนังสือพิมพ์อื่นๆ เพราะ”สยามรัฐ”ไม่เน้นในสองสายนี้ ด้วยคงถือว่าเป็นหนังสือการเมืองเต็มตัว ซึ่งผมว่าไม่ถูกต้อง
ภายในปี ๒๕๑๒ ผมได้รับมอบหมายจาก”พี่ลอ”(ชลอ อยู่เย็น)หัวหน้าข่าวการเมืองซึ่งทำหน้าที่หัวหน้าบรรณาธิกรณ์ข่าว ไปรับผิดชอบหน้าต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้น ให้พื้นที่เป็นเล็กๆ ในการนำเสนอข่าว ที่ส่งมาจาก”อารี อิทธิเกษม”ซึ่งนั่งทำงานประจำอยู่สถานทูตฝรั่งเศสมาให้ผมจัดการลงตีพิมพ์ทุกๆ วัน
ต่อมาผมเสนอให้เพิ่มข่าว โดยการซื้อข่าวเอพี มาแปลเสริม ทำหน้าต่างประเทศมีชีวิตชีวามากขึ้น พร้อมกับลงภาพด้วย แถมเปิดคอลัมน์เล็กๆ อธิบายข่าว หรือหาแง่มุมข่าวสนุกๆ มานำเสนอ
ทีนี้งานก็เลยมากขึ้น เพราะรับผิดชอบหลายอย่างทั้งทำข่าวตามกระทรวงต่างๆและแปลข่าวเสริมในหน้าต่างประเทศ
แต่ก็ได้ผล เพราะมีคนอ่านและให้ความสนใจดีมาก
ผมแปลข่าวโดยไม่มีครูครับ แต่ชำเลืองดูการแปลของกรมประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ในแง่ของการจับประเด็นและสำบัดสำนวนการแปล การใช้ภาษา ฯลฯ
จนวันหนึ่งอาจารย์“อำพล พันธุ์ประสิทธิ์”(อดีตนักข่าว”สยามรัฐ”) ซึ่งเคยสอนวิชาการประชาสัมพันธ์ในฐานะอาจารย์รับเชิญที่แผนก(ขณะนั้น)วารสารศาสตร์(มธ.)แนะนำผมให้ไปสอบชิงทุนของ World Press Institute (WPI)หรือสถาบันหนังสือพิมพ์โลก ให้ไปฝึกอบรมที่สหรัฐและผมก็ได้รับการคัดเลือกให้ไปในช่วงปี ๒๕๑๓-๒๕๑๔ สถาบันนี้ ตั้งอยู่ในพื้นที่ของ”แมคาเลสเตอร์ คอลเลจ” ในเมืองเซนต์พอล รัฐมินเนโซตา
ผมก็เลยต้องลางานชั่วคราวจาก”สยามรัฐ”ไปเพื่อการนี้ โดยไม่รับเงินเดือนสำหรับช่วงที่ขาดงานไปกว่า ๑๐ เดือน แต่ก็ได้รับค่าใช้จ่ายจากทุนเพียงพอ ที่จะส่งกลับมาช่วยทางบ้านเสียด้วยซ้ำ
ปรากฏว่าคุ้มค่ามากจากโอกาสที่ได้รับในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการเปิดโลกสื่อมวลชนเสรี ที่ผมทะเยอทะยานอยากไปเรียนรู้ในสหรัฐ แทบจะไร้ขอบเขตเลยทีเดียว
ในการฝึกอบรมที่ WPI คราวนั้น มีผู้ได้ทุน ๑๕ คนจาก ๑๕ ชาติทั่วโลก จากทุกทวีปเลยก็ว่าได้ เป็นทุนที่ไร้เขตแดน ไม่มีขอบเขตปิดกั้นความแตกต่างในระบอบการปกครองและความเชื่อ รวมทั้งจากจีนแผ่นดินใหญ่
วิธีการฝึกอบรมนั้น มุ่งให้เรียนรู้ด้วยตัวเอง โดยมีสังคมอเมริกันเป็นห้องทดลอง
เริ่มแรก ด้วยการเรียนรู้ด้าน”อเมริกันคดีศึกษา”ซึ่งมีการบรรยายทางวิชาการต่างๆ เริ่มแต่ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของสหรัฐ การเมืองสหรัฐ เศรษฐกิจและสังคมสหรัฐไปจนกระทั่งเปิดโอกาสให้ได้เรียนรู้”อนุวัฒนธรรม”ของคนอเมริกันว่าด้วย”ไลฟ์ สไตล์”ต่างๆ รวมทั้งปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วย
วิธีศึกษาต่อมา ก็ด้วยการเดินทางไปยังเมืองต่างๆ ที่สำคัญๆ ในสหรัฐ เพื่อพบปะสัมภาษณ์ผู้คน รวมทั้งบุคคลสำคัญในปัญหาประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นและระดับประเทศ เข้าสังเกตการณ์การชุมนุมหาเสียงทางการเมือง เข้าอยู่อาศัยและศึกษาชีวิตคนอเมริกันทั่วๆ ไปตามที่ประสงค์รวมทั้งการลองไปใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวชนชั้นกลางแต่อีกด้านหนี่งผมก็เลือกที่จะไปอยู่กับครอบครัวบ้านอกในย่าน”แอพพาลาเชีย”ที่เรียกกันว่า Hillbilly และเป็นคนยากคนจน ชนิดที่ไม่มีแม้แต่ห้องน้ำจะใช้ถ่ายทุกข์ และดำรงชีวิตอยู่ได้จาก”สแตมป์อาหาร”(Food stamp) ที่มอบให้แก่ครอบครัวที่มีลูกเยอะ คนชราและผู้ทุพพลภาพ
เหตุที่ผมเลือกเขียนรายงานในหัวข้อนี้เนื่องจาก สังคมโลกทั่วเชื่อว่าสหรัฐเป็นชาติที่ร่ำรวย หรูหรา เต็มไปด้วยโอกาสที่เปิดให้คนทั่วไปแสวงหาความมั่งคั่ง จึงพยายามหาคำตอบว่า ทำไม”คนขาว”ที่ยากจนข้นแค้น จึงยังคงมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา และก็ได้คำตอบมา (แต่จะไม่ขอพรรณามา ณ ที่นี้ครับ) ว่าสังคมอเมริกันนั้นไม่เลิศหรูอย่างที่เห็นในภาพยนตร์
ได้มีโอกาสฝึกงานกับสำนักข่าวยูพีไอ ที่กรุงวอชิงตันดีซี ทำให้ได้เข้าไปสังเกตการทำงานของนักข่าวในทำเนียบขาว ในรัฐสภา ในกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม(เพนตากอน)
ท้ายสุด ทุกคนต้องนำเสนอหัวข้อที่จะทำรายงานในหัวข้อที่คิดว่าตนเองสนใจ ซึ่งผมได้รับอนุมัติให้ทำในเรื่อง The poverty of America หยิบยกปัญหาความยากจนในรัฐ”เวสต์ เวอร์จิเนีย”มาเป็นกรณีศึกษา โดยการหาข้อมูลท้องถิ่น รวมทั้งการสัมภาษณ์ผู้คนแถบนั้น มาเขียนเป็นเรื่องเป็นราวพร้อมทั้งมีตัวเลขยืนยัน
การเขียนในหัวข้อนี้ยังไม่จบ เอาไว้ต่อคราวหน้า เพราะยังมีเรื่องเล่าอีกมากครับ







