อิหร่านกับนิกายต่างๆทางศาสนา
อิหร่านกับนิกายต่างๆทางศาสนา
โดย ดร.ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิหร่านศึกษาและภาษาเปอร์เซีย วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
ค.ศ. 633 คอลีฟะฮ์รอชิดูน (Rashidun) บุกครองอิหร่านและพิชิตได้ใน ค.ศ. 651 ทำให้ชาวอิหร่านที่เคยมีความเชื่อพื้นเมืองศาสนามาณีกีและศาสนาโซโรอัสเตอร์เป็นส่วนใหญ่หันมายอมรับศาสนาอิสลาม และสามารถกล่าวได้ว่าชาวอิหร่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญต่อยุคทองอิสลาม โดยผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ ศิลปินและนักปรัชญา นักคิดทรงอิทธิพลจำนวนมากในโลกอิสลามอีกทั้งยังได้สร้างอารยธรรมทางวิทยาการด้านอิสลามศาสตร์ได้อย่างสมเกียรติ ต่อมาการสถาปนาราชวงศ์ซาฟาวิดใน ค.ศ. 1501 ได้ส่งเสริมและสนับสนุนมุสลิมนิกายชีอะฮ์ สาขาอิสนาอะชะรียะฮ์(ชีอะฮ์สิบสองอิมาม) เป็นศาสนาประจำชาติ ซึ่งเป็นเครื่องหมายจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์อิหร่านเลยทีเดียว
ถึงแม้ว่าประเทศอิหร่านจะมีศาสนาประจำชาติคือ ศาสนาอิสลามนิกายชีอะฮ์อิสนาอะชะรียะห์ (Ithnā‘ashariyyah) ซึ่งมีศาสนิกชนร้อยละ 90-95 ของประชากร ส่วนศาสนาอิสลามนิกายซุนนี มีร้อยละ 8 ส่วนอีกร้อยละ 2 คือศาสนิกชนนอกศาสนาอิสลามถือเป็นชนกลุ่มน้อย ได้แก่ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ศาสนาพื้นเมืองของชาวยัซดาน ศาสนายาร์ซาน ศาสนาโซโรอัสเตอร์ ศาสนายูดาห์ และศาสนาคริสต์ แต่ก็ยังยอมรับในความต่างของศาสนาและนิกายโดยให้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ได้เขียนไว้
ประชากรมุสลิมที่เป็นนิกายซุนนี ซึ่งประกอบด้วยทั้ง ๔ มัซฮับ(นิกายชาฟีอี นิกายฮานาฟี นิกายมาลิกี และนิกายฮัมบะลี) ส่วนใหญ่จะอยู่ในแถบจังหวัด เคอร์ดิสถาน ซิสตาน และบาลูจิสถาน ประชากรมุสลิมนิกายซุนนีเหล่านั้น มีสิทธิและเสรีภาพในทางศาสนา การประกอบพิธีศาสนกิจและการนมาซในมัสยิด เพราะในรัฐธรรมนูญของสาธารณรัฐอิสลามแห่งอิหร่านได้ยอมรับเสรีภาพด้านความเชื่อของทั้ง ๔ มัซฮับในฝ่ายสำนักซุนนี
ลัทธิซูฟี หรือสำนักรหัสยนัย กลุ่มที่นิยมความลี้ลับ ถือว่าเป็นมุสลิมกลุ่มหนึ่งที่ปรากฏอยู่ในประเทศอิหร่าน และได้รับสิทธิและเสรีภาพในการปฏิบัติธรรมและการทำศาสนพิธีตามแบบซูฟีอย่างเสรี และบรรดานักคิด นักปรัชญาด้านรหัสยนัยชาวอิหร่าน ที่ได้ถ่ายทอดบทกวี ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่นิยมในด้านซูฟี ไม่ว่าจะเป็น เมาลาวีรูมี ฆอซซาลี ฮาฟีซ ซะดีและท่านอื่นๆ
แนวทางการทำให้จิตใจสะอาดบริสุทธิ์ การขจัดอัตตา กิเลสตัณหา ถือว่าเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถทำให้มีความใกล้ชิดกับพระองค์อัลลอฮ และยังถือว่าเป็นวิธีที่ดีเลิศทีเดียว จากความมุ่งมั่นของสาวกศาสดามูฮัมมัด ต่อการสร้างจิตใจให้มีความบริสุทธิ์ ทำให้เป็นบ่อเกิดแห่งจุดสนใจของอนุชนรุ่นต่อมา ที่เห็นถึงความสำเร็จของพวกเขาในการจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ค้นคว้าหาแก่นแท้ของชีวิต โดยที่ทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้เป็นที่รักยิ่งของพระผู้เป็นเจ้า จนในที่สุดเป็นที่ขานรับอย่างสูงในโลกอิสลามต่อการฝึกฝนจิตใจให้สู่ชั้นสูงสุด เพื่อสยบมารร้ายที่จะมายุแหย่ และคณะบุคคลกลุ่มนั้นเป็นที่ถูกรู้จัก ในนามของ “สำนักรหัสยนิยม” หรือนักรู้แจ้งแห่งพระผู้เป็นเจ้า หรือสำนักซูฟี
ฮาฟีส ได้กล่าวบทกวีของเขาบทหนึ่งเปรียบเทียบมนุษย์เหมือนอย่างนกเหยี่ยวที่บินผละหนีออกไปจากบ้านเดิมของตนไปยังนครแห่งความลี้ลับ แต่ทว่ามันถูกเรียกร้องให้คิดถึงบ้านอยู่ตลอดเวลา และมันก็ยังรีรอท่จะคืนกลับอยู่บ้านเดิมนั้น(บ้านแห่งเทวาจิต)
ญะลาลุดดีน รูมี ได้กล่าวถึงจิตและการเข้าถึงจิตแห่งเทวาว่า เมื่อกระจกแห่งหัวใจใสสะอาดและปราศจากสิ่งแปดเปื้อน ภายในนั้น เจ้าก็จะพบเห็นภาพต่างๆที่โพ้นแผ่นดิน โพ้นแผ่นน้ำ เจ้าจะเห็นทั้งสอง ทั้งผู้วาดและภาพวาด ทั้งพรมและผู้คลี่พรมนั้น
ชาวอิหร่านสมัยการปกครองของราชวงศ์สะฟาวีย์ ส่วนมากเป็นมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ความเป็นชีอะฮ์ของชาวอิหร่าน ได้ก่อตัวเป็นไปตามธรรมชาติ แบบค่อยเป็นค่อยไป ได้ขยายตัวจากพื้นที่หนึ่งสู่อีกพื้นที่หนึ่งอย่างช้า ๆ มิได้ถูกบีบบังคับจากสถานการณ์ทางการเมืองหรือด้วยมนต์ดำ ดังที่เราได้กล่าวผ่านมาของตอนที่แล้วว่า แท้จริงการยอมรับอิสลามของชาวอิหร่าน แท้จริงชาวอิหร่านมีความประทับใจในเรื่องหลักคำสอนความยุติธรรมและความเสมอภาคของศาสนาอิสลาม ทำให้พวกเขายิ่งถวิลหาอิสลามมากยิ่งขึ้น เพราะในขณะที่ชาวอิหร่านนั้นได้รับการกดขี่และไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐมาช้านาน และหลังจากนั้นชาวอิหร่านที่นับถือศาสนาอิสลามได้เพียรพยายามในการเรียนรู้และแสวงหาสารัตถะคำสอนของคนในครอบครัวศาสดามุฮัมมัด จนเกิดความรู้และความเข้าใจว่า ลูกหลานศาสดามุฮัมมัดเท่านั้นที่จะเป็นเกราะป้องกันในเรื่องสิทธิและเสรีภาพ หลักความยุติธรรม และความเสมอภาค โดยเฉพาะในเรื่องมุสลิมที่ไม่ใช่อาหรับ ทำให้ชาวอิหร่านในยุคก่อนๆที่ยอมรับอิสลาม หันมายอมรับในการปฏิบัติตามวิถีของสำนักคิดชีอะฮ์ และชาวอิหร่านได้ค้นพบว่า แก่นของศาสนาอิสลามและคำสอนศาสนาอิสลามนั้นอยู่ที่การยึดปฏิบัติลูกหลานศาสดามุฮัมมัด
ชีอะฮ์ เป็นนิกายหนึ่งในศาสนาอิสลาม นับถือพระเจ้าพระองค์เดียว และท่านนบีมูฮัมมัด(ศ็อลฯ)เป็นนบีคนสุดท้าย และเชื่อว่าเรื่องของตำแหน่งผู้นำต่อจากท่านนบีมุฮัมมัด มาจากการแต่งตั้งโดยอัลลอฮ์และท่านนบีมุฮัมมัดเท่านั้น
ชีอะฮ์ ตามความหมายของปทานุกรมหมายถึง ผู้ปฏิบัติตามหรือผู้ติดตาม ซึ่งบุคคลที่เป็นชีอะฮ์หมายถึง บุคคลที่เชื่อว่า ผู้นำศาสนาหลังจากท่านศาสดามุฮัมมัด (ศ) เสียชีวิตแล้ว เป็นสิทธิของลูกหลานของท่านศาสดาเท่านั้น ดังนั้นชีอะฮ์จึงยึดถือและปฏิบัติ ตามแนวทางของลูกหลานของท่านศาสดา(อะฮฺลุลบัยตฺ) ทั้งด้านความรู้ และการปฏิบัติ
แม้ว่านิกายซุนนีและนิกายชีอะฮ์จะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง แต่มุสลิมนิกายซุนนีและนิกายชีอะฮ์ตั้งอยู่บนหลักการของอิสลาม มีคัมภีร์อัลกุรอาน เป็นธรรมนูญแห่งชีวิต และถือว่าเป็นพี่น้องในผู้ศรัทธาเช่นเดียวกัน คือมีความเชื่อในเรื่องพระเจ้าองค์เดียวกัน มีคัมภีร์อัลกุรอานเล่มเดียวกัน และยึดศาสดามุฮัมมัด และซุนนะฮ์ของศาสดา
ปัจจุบันมุสลิมนิกายชีอะฮ์มีมากที่สุดในประชากรของอิหร่าน นอกจากนั้นมีมากเกินครึ่งของประชาชนชาวอิรัก และในประเทศเลบานอน และยังมีอยู่ในประเทศต่างๆ ไม่ว่า ปากีสถาน อินเดีย อัฟฆานิสถาน และแม้แต่ในประเทศไทยก็มีมุสลิมนิกายชีอะฮ์ ได้เข้ามาในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉก อะหมัด กูมี เป็นชาวเปอร์เซีย และมุสลิมนิกายชีอะฮ์กลุ่มนี้ ถูกเรียกว่าชีอะฮ์ อิษนาอะชะรียะฮ์(ชีอะฮ์ ๑๒ อิมาม)
นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญของอิหร่านยังได้รับสิทธิในการนับถือศาสนาอื่นๆอีกด้วย ซึ่งในอิหร่านมีชาวคริสเตียน ร้อยละ 0.7 ชาวยิวร้อยละ 0.3 ชาวโซโรอัสเตรียน ร้อยละ 0.1 ซึ่งในแต่ละศาสนามีเสรีภาพในการประกอบพิธีทางศาสนา และพิธีกรรม ตลอดจนทั้งกิจกรรมทั้งหลายตามความเชื่อและศรัทธาได้ ชนส่วนน้อยทางศาสนามีสิทธิในการเลือกผู้แทน(ส.ส.)ของตนไปนั่งในรัฐสภาได้ แม้แต่ชาวยิวที่นับถือศาสนายูดาย์ มีโบสถ์ยิว ประมาณ๓๐-๕๐แห่ง และชุมชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ก็มีสถานศึกษา โรงเรียน สมาคมต่างๆ และคณะกรรมการที่ดำเนินการทางสังคมเป็นของตนเอง







