INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ภารโรงนาซาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ : ความผูกพันของบุคคล

ภารโรงนาซาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ : ความผูกพันของบุคคล

ภารโรงนาซาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ เป็นเรื่องราวของประธานาธิบดี
จอห์น เคนเนดี ที่ยิ่งใหญ่ เรื่องราวได้ช่วยถ่ายทอดอย่างเเท้จริงถึงความสำคัญของความผูกพันของบุคคล หนังสือการบริหารหลายเล่มได้ยกตัวอย่างเรื่องราวเกี่ยวกับภารโรงที่มีความผูกพันสูง ณ นาซา จอห์น เคน
เนดี ได้ไปเยี่ยมศูนย์
อวกาศครั้งแรก ระหว่างการเดินเที่ยวของเขา เขาได้มองเห็นภารโรง
กวาดพื้นบนทางเดินอยู่ จอห์น เคนเนดี ได้หยุดจับมือของเขา และถามว่าเขาทำอะไร ณ นาซา คำตอบ ผมกำลังช่วยเหลือส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
ครับท่าน
แน่นอน อะไรทำให้การตอบสนองของบุคคลของภารโรงนาซาคนนี้น่าจดจำคือ ข้อเท็จจริงที่เขาไม่ได้เป็นวิศวกรหรือนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวพันกับการออกแบบจรวด หรือควบคุมภารกิจของดวงจันทร์ เขาเป็นภารโรง
ของอาคารเท่านั้น
มันเป็นช่วงเวลานี้บันดาลใจความเชื่อของจอห์น เคนเนดี ภายในพลัง
ของการรับใช้ “ทำไม” มากกว่าตัวเอง คำปราศัยพิธิสาบานตนเข้ารับ
ตำแหน่งของจอห์น เคนเนดี บันดาลใจเด็กและผู้ใหญ่มองเห็นความ
สำคัญของบริการสาธารณะ ถ้อยคำประวัติศาสตร์ของเขา “อย่าถามว่าประเทศของคุณสามารถทำอะไรเพื่อคุณ ถามว่าคุณสามารถทำอะไรเพื่อประเทศของคุณ” ได้ท้าทายชาวอเมริกันทุกคนที่จะมีส่วนช่วยภายในวิถี
ทางบางอย่างต่อสาธารณประโยชน์
เรื่องราวนี้ได้สรุปความผูกพันของบุคคลเกี่ยวกับอะไร ภารโรงเข้าใจ
นาซา ทะเยอทะยานที่จะบรรลุอะไร และทำไมมันสำคัญอย่างมากต่อ
ชาวอเมริกัน เหมือนกับบุคคลทุกคนเกี่ยวพันกับการลงบนดวงจันทร์
เขารู้สึกว่าการมีส่วนช่วยของเขามีการเชื่อมโยงโดยตรงกับช่วงเวลา
นีล อาร์มสตรอง ย่างก้าวเเรกลงบนดวงจันทร์ ไม่ว่าเราเป็นผู้บริหาร
ภายในนาซา หรือบริษัทอื่นใดก็ตาม บทบาทของเราคือ ช่วยให้บุคคล
ของเรามองเห็นภาพใหญ่ – วิสัยทัศน์ขององค์การของเรา องค์การได้
วางแผนที่จะบรรลุมันอย่างไร และพวกเขาสามารถมีส่วนช่วยต่อมันได้
อย่างไร
งานที่มีความหมายเป็นส่วนที่สำคัญต่อความเป็นอยู่ที่ดีและชีวิตที่เจริญ
รุ่งเรือง เรี่อราวของจอห์น เคนเนดี นำมาสู่ชีวิตของการมองเห็นภาพความมุ่งหมาย
ที่ใหญ่ขึ้นต่องานของบุคคล สามารถทำให้บุคคลผูกพันและพอใจถายใน
งานของพวกเขามากขึ้นอย่างไร มันเป็นเรื่องราวที่ดี แสดงว่าแม้แต่งานที่
ต่ำต้อยสามารถเต็มไปด้วยความหมาย ถ้าเราสามารถพบมันได้
งานที่มีความหมายเป็นงานที่มีความมุ่งหมายชัดเจน ภารโรงไม่ได้มองงานของเขาเป็นเพียงแค่กวาดพื้น แต่เป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งหมายของการลงบนดวงจันทร์ เขาเชื่อมโยงกับภารกิจ เขารู้สึกบทบาทของเขาสำคัญ เขารู้สึกคล้ายฟันเฟืองที่สำคัญ ฟันเฟืองเล็ก แต่อย่างไรก็ตามฟันเฟืองที่สำคัญต้วหนึ่ง ภายในเครื่องจักรยักษ์ใหญ่
โดยพื้นฐานบุคคลต้องการรู้ว่าพวกเขากำลังทำอะไรรับใช้ความมุ่งหมาย
ที่ใหญ่กว่า ความรู้สึกที่ยึดอย่างลึกซึ้งของความมุ่งหมายนำไปสู่ความดี
เยี่ยม มนุษย์ทุกคนต้องการรู้ว่าพวกเขากำลังสร้างความแตกต่าง และ
ทำงานไปสู่บางสิ่งบางอย่างมากกว่างานประจำวัน มันเป็นอะไรที่นำไปสู่ระดับความผูกพันของบุคคลที่สูงขึ้น
ผู้นำ ณ นาซา เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ความคิดเห็นของบุคคลของพวกเขาแสดง
ความลึกซึ้งของความผูกพันนี้อยู่ทั่วไปภายในองค์การ ด้วยบุคคลทุกคน ณ นาซา รู้ว่าพวกเขากำลังมีส่วนช่วยต่อความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่า นาซามีลำดับหมายเลขหนึ่งภายในสถานที่ทำงานดีที่สุด เรื่องราวของภารโรงของนาซาเปิดเผยอะไรเป็นทั้งความเป็นไปได้และโอกาสต่อเราใช้ความเป็นผู้นำของเราสร้างสภาพแวดล้อมตรงที่บุคคลของเรารู้สึกมีคุณค่า ตรงที่พวกเขารู้้ว่างานและการมีส่วนช่วยที่พวกเขาทำสำคัญเพราะว่ามันผูกติดกับความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่ากำหนดความพยายามร่วมกันของเรา
แม้ว่าบุคคลอาจจะรู้สึกว่าความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่ามีความหมายและ
สำคัญ แต่การวิจัยพบว่าอุดมคติอยู่ภายนอกสภาพเเวดล้อมของความ
เป็นจริงในขณะนี้ของบุคคล พวกเขาสามารถรู้สึกมันไม่เชื่อมโยงกับ
ชีวิตของพวกเขาได้ ผลลัพธ์สามารถทำให้หมดเเรงจูงใจได้
ภายในการวจัยผู้นำของนาซาปลูกฝังความมุ่งหมายที่ใหญ่กว่าท่าม
กลางบุคคล เมื่อพวกเขาได้พยายามส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์อย่างไร
แอนดูรว์ คาร์ตัน อาจารย์ของวอร์ตัน สกูล ได้พบว่าที่จะเอาชนะหลุม
พรางนี้ ผู้นำของนาซาได้แสดงพฤติกรรมสี่อย่างเชื่อมโยงบุคคลและ
ความมุ่งหมาย ทำให้จุดมุ่งแคบลง จากนามธรรมไปสู่รูปธรรม หลักหิน
บอกระยะทางและขั้นบันได และให้ชีวิตแก่ความคิด
ผู้นำไม่สามารถรับภาระใช้วิถีทางออกห่างจากตัวต่อบุคคลของพวกเขา
ต่อไปอีกแล้ว บุคคลมากขึ้นต้องการที่จะผูกพันบนระดับที่ลึกซึ้ง และรู้สึกผูกพันทางอารมณ์ต่อองค์การของพวกเขา พวกเขาต้องการงานที่มีความ
มุ่งหมาย ถ้าไม่มีการเชื่อมโยงเหล่านี้ บุคคลจะก้าวไปสู่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ใหม่ การเข้าไปสู่ความผูกพันของบุคคล
การศึกษาของดีลอยต์เเกี่ยวกับองค์การด้วยกำลังงานที่ผูกพันสูงเมื่อ
ค.ศ 2014 มันได้แสดงอย่างไม่น่าเชื่อของพลังของความมุ่งหมายขององค์การ
อะไรที่ไซมอน ซีเนค เรียกว่า ทำไมของคุณ นักวิจัยได้พบว่าบริษัทด้วยบุคคลที่ผูกพันสูงมุ่งเน้นความมุ่งหมายแกน พวกเขาได้สร้างความเข้าใจร่วมท่ามกลางบุคคล บุคคลแต่ละคนแสดงบทบาทภายในการสร้างคุณค่าเพื่อระบบนิเวศทั้งหมดของธุรกิจ ความรู้สึกของความมุ่งหมายเพิ่มความ
ผูกพันของบุคคลอย่างไร ดังนั้นเราน่าจะให้พวกเขารู้เกี่ยวกับมัน
เพื่อการอธิบายความผูกพันของบุคคลที่ไม่เคยได้ยินถ้อยคำ ผมมักจะ
ชอบเล่าเรื่องราวของจอห์น เคนเนดีและภารโรง ตัวอย่างที่มักจะถูกอ้าง
ถึง
แนวคิดของความผูกพันมาจากประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ไปเยี่ยมสำนักงานใหญ่นาซาเมื่อ ค.ศ 1961 ที่นีเขาได้เจอภารโรงกวาดพื้น เมื่อจอห์น เคนเนดี ถามเขา คุณทำอะไรที่นี่ ณ นาซา ภารโรง ตอบ ผมช่วยส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
เมื่อ 50 ปีที่แล้ว บุคคลรวมกลุ่มล้อมโทรทัศน์ขาวดำ เลื่อนเสาอากาศ
หูกระต่ายภายในทิศทางแตกต่างกัน ชมมนุษย์คนแรกก้าวลงสู่ดวงจันทร์
ก้าวลงที่บรรลุวิสัยทัศน์และความท้าทายเริ่มต้นโดยประธานาธิบดีจอห์น
เคนเนดี เมื่อ ค.ศ 1961 มันไม่ได้สร้างโดยบุคคลคนเดียว แต่บุคคลจำนวนมาก ตั้งแต่วิศวรกร ไปถึงนักวิทยาศาสตร์ ไปถึงช่างเย็บผ้า ไปถึงนักฟิสิกส์ และภารโรง ใช่แล้ว ภารโรงที่ช่วยส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
มันเป็นเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับความผูกพันของบุคคลเมื่อภารโรงนาซาบอกจอห์น เคนเนดี เกี่ยวกับส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ ต่อบุคคลส่วนใหญ่แล้ว ภารโรงคนนี้เป็นเพียงแค่ทำความสะอาดอาคาร แต่เรื่องราวที่ยิ่งใหญ่เกี่ยวกัยเขา เขาได้ช่วยสร้างประวัติศาสตร์
เมื่อ 25 พฤษภาคม ค.ศ 1961 ประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ ได้แสดง
วิสัยทัศน์ เพื่อการส่งมนุษย์ลงบนดววจันทร์ภายในสิ้นทศวรรษ และนำเขา
กลับบ้านอย่างปลอดภัย
เมื่อห้าสิบปีที่เเล้ว นีล อาร์มสตรอง ได้ก้าวกระโดดที่ยิ่งใหญ่ต่อมวล
มนุษย์ ภายในครั้งเเรกที่มนุษย์ลงบนดวงจันทร์ มันเป็นระยะสุดท้่าย
ของกระบวนการที่เริ่มต้นเมื่อผู้นำคนหนึ่งด้วยความคิดที่กล้าหาญจุด
จินตนาการร่วมขององค์การบุคคล 400,000 คน – นาซา ตามตำนาน
ที่นิยมแพร่หลาย ระหว่างการไปเยี่ยมศูนย์อวกาศนาซาเมื่อ ค.ศ 1962
ประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี ได้มองเห็ภารโรงถือไม้กวาด เขาได้เดินเข้าไปหาและกล่าว ไฮ ผมเเจ็ค เคนเนดี คุณกำลังทำอะไรอยู่ ภารโรง
ได้ตอบว่า ผมกำลังช่วยส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ ท่านประธานาธิบดี
ภายในประโยคเดียวเท่านั้น ภารโรงได้เชื่อมโยงงานของเขาต่อความ
มุ่งหมายของบุคคลนาซาทุกคน เขารู้ว่าด้วยการให้สภาพเเวดล้อมงานที่สะอาดและปลอดภัย เขาได้ช่วยวิศวกรมีพื้นที่งาน ทำการคำนวณของ
พวกเขา
ภารโรงเข้าใจความสำคัญของการมีส่วนช่วยของเขา เขารู้สึกอย่างแท้จริงเขาเป็นส่วนที่มีคุณค่าของบางสิ่งบางอย่างที่ใหญ่กว่าตัวเขาเอง และทัศนคติของเขาสร้างความ
รู้สึกของความเชื่อมั่นตัวเองภายในภารกิจของเขา เขาไม่ได้เป็นเพียงเเค่ภารโรงเท่านั้น เขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งของทีมอวกาศนาซา
ภารโรงเข้าใจว่าการกระทำที่เล็กน้อยของการกวาดพื้นของเขาเป็นส่วนหนึ่งของปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้บุคคลอื่น ณ นาซา สามารถบรรลุหน้าที่ของพวกเขา ทำให้นิล อาร์มสตอง ใช้ก้าวที่เล็กลงบนพื้นดวงจันทร์ได้
เรื่องราวนี้ได้สรุปธุรกิจต้องมุ่งอะไร ให้บุคคลแต่ละคนทุกคนความรู้สึก
ที่ชัดเจนของพวกเขาเชื่อมโยงอะไรกับความมุ่งหมายพื้นฐานขององค์การ
ภารโรงรู้บางสิ่งบางอย่างที่เราส่วนใหญ่พยายามอยู่ ความมุ่งหมายของ
งานของเขา เขารักษาอาคารให้สะอาด ภารโรงรู้ว่าทุกกองของขยะที่เขา
กวาด และทุกถุงของขยะที่เขาทิ้งนำจรวดมาใกล้ทื่จะปล่อย
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และนักบินอวกาศสามารถมุ่งที่ภารกิจของพวกเขาของการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ พวกเขาไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการใช้เวลาของพวกเขากับถังขยะ ห้องน้ำ เเละทางเดิน เขาทำสิ่งเหล่านี้เพื่อพวกเขา เขามองเห็นตรงไหนที่การมีส่วนช่วยของเขาสอดคล้อภายในองค์การ เขาเชื่อมโยงความมุ่งหมายของเขากับองค์การ

 

ณ ตอนเวลาสี่ทุ่ม ห้าสิบหกนาที นักบินอวกาศอเมริกัน นิล อาร์มสตรอง 240,000 ไมล์จากโลก พูดถ้อยคำเหล่านี้แก่บุคคลมากกว่าพันล้านคนฟังอยู่ที่บ้าน เมื่อนีล อาร์มสตรองยื่นเท้าซ้ายของเขาจากยานอวกาศที่ร่อนลงบนผิวดวงจันทร์ บุคคลเฝ้าดูทั่วโลกได้ยินเขาพูดว่า “ก้าวเล็กเพื่อมนุษย์คนหนึ่ง ก้าวที่ยิ่งใหญ่เพื่อมนุษยชาติ” นีล อาร์มสตรอง เป็นนักบินอวกาศคนแรกที่ก้าวลงบนดวงจันทร์เมื่อ ค.ศ 1969 เขาถูกส่งไปดวงจันทร์ด้วยยานอพอลโล 11 พร้อมกับนักบินอวกาศอีกสองคน เอ็ดวิน อัลดริน และไมเคิล คอลลินส์


มันเป็นวันที่ 12 กันยายน 1962 วันที่ร้อนอบอ้าวภายในฮูสตัน เท็กซัส
การยืนอยู่ข้างหลังโพเดียม ด้วยมวลชนประมาณ 35,000 คน ณ มหาวิทยาลัยไรซ์ “We Choose to Go to the Moon”
เป็นชื่อหัวข้ออย่างเป็นทางการ ของการปราศัยของ ประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี้ ได้แสดงวิสัยทัศน์ของเขาที่จะส่งนักบินอวกาศอเมริกันไปสู่ดวงจันทร์ ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ เขาได้ให้การปราศัยอย่างเร้าใจที่สร้างรากฐานแก่ภารกิจอพอลโลของนาซา
เรามีปัจจัยทางการเมืองบางอย่างกระทบการตัดสินใจของจอห์น เคนเนดีและเวลาของมัน โดยทั่วไปจอห์น เคนเนดีรู้สึกกดดันอย่างมากที่จะให้อเมริกาตามทันและชนะรัสเซียภายในการแข่งขันทางอวกาศ สีปีภายหลังการตกตะลึงของสปุคนิคเมื่อ ค.ศ 1957 การแข่งขันทางอวกาศ ได้กลายเป็นร้อนเเรงระหว่างรัสเซียและอเมริกา เพียงแค่หกสัปดาห์ก่อนหน้าคำปราศัย ยูริ กาการิน นักบินอวกาศรัสเซีย กลายเป็นบุคคลแรกภายในอวกาศ แรงกดดันต่ออเมริกาที่จะส่งนักบินอวกาศไปสู่พรมแดนใหม่
นอกจากนี้ความล้มเหลวของการล้มล้างรัฐบาลฟิเดล คาสโต ด้วยการโจมตีอ่าวหมู่ คิวบา ได้สร้างแรงกดดันอย่างมากต่อจอห์น เคนเนดี เขาต้องการ
ประกาศโครงการที่อเมริกามีโอกาสเข้มเเข็งที่จะบรรลุความสำเร็จก่อน
รัสเซีย ภายหลังการปรึกษากับรองประธานาธิบดี จอห์นสัน และผู้อำนวย
การนาซา เจมส์ เวบบ์ เขาได้สรุปว่าการส่งชาวอเมริกันลงบนดวงจันทร์
เป็นความสำเร็จทางเทคโนโลยีที่ท้ายมาก แต่เป็นพื้นที่ของการสำรวจ
ทางอวกาศที่อเมริกามีศักยภาพของการนำ
จอห์น เคนเนดี มีการประกาศอย่างกล้าหาญที่ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ของการพูดที่จูงใจ เราต้องยอมรับว่าอเมริกาส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์นำหน้ารัสเซียได้สำเร็จ เนื่องจากการสร้างบันดาลใจจากวิสัยทัศน์ของ จอห์น เคนเนดี้ เขาได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อชาวอเมริกันด้วยคำพูดที่ดึงดูดใจมาก จนกลายเป็นแรงบันดาลใจแก่ชาวอเมริกันทั่วทั้งประเทศที่ต้องการให้ความฝ้นของเขากลายเป็นความจริง
ประธานาธิบดีจอห์น เคนเนดี้ได้เกิดจินตนาการของโลกด้วยการกล่าว
อย่างกล้าหาญว่า ประเทศนี้ควรจะผูกพันตัวเองกับการบรรลุเป้าหมายของการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และการนำเขากลับมาบนโลกอย่างปลอดภัยภายในทศวรรษนี้
จอห์น เคนเนดี้ ได้กล่าวต่อไปว่า เราเลือกเป้าหมายนี้ ไม่ใช่เพราะว่าง่าย แต่เพราะว่ายาก เนื่องจากเป้าหมายนี้ได้ถูกใช้วัดสิ่งที่ดีที่สุดของพลังและทักษะของเรา จอห์น เคนเนดี้ ไม่สามารถมองเห็นล่วงหน้าว่าการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์อย่างไรและเมื่อไรจะทำได้ แต่เขาเชื่อมั่นกับการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และวิสัยทัศน์ของเขาได้กลายเป็นความจริงเมื่อ ค.ศ 1969
ภายในการปราศัยของเขา จอห์น เคนเนดี ได้กล่าวถึงอวกาศเป็นพรมแดนใหม่ กระตุ้นจิตวิญญานผู้บุกเบิกภายในจิตใจชาวอเมริกัน กระตุ้นความกระตือรือร้น เขาได้จุดเชื้อคำปราศัยด้วยความรู้สึกของความเร่งด่วนและจุดหมายปลายทาง
แต่บุคคลบางคนกล่าวว่า ทำไมดวงจันทร์ ทำไมเลือกสิ่งนี้เป็นเป้าหมาย
ทำไมไม่ปีนภูเขาสูงที่สุด ทำไม 35 ปีที่แล้ว บินข้ามแอตแลนติค ทำไมไรซ์
เล่นกับเท็กซัส
จอห์น เคนเนดี ได้จดจำนักปีนเขาชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ จอร์จ มัลลอรี
ครั้งหนึ่งได้ถูกถามทำไมเขาปราถนาอย่างจริงจังไปสู่ยอดเขาเม้าท์
เอเวอรเรสต์ จอร์จ มัลลอรี ได้ตอบว่า เพราะว่ามันอยู่ที่นี่ มันได้บันดาลใจวิถีทางเดียวกันต่อความปราถนาของจอห์นเคนเนดีที่จะยึดครองดวงจันทร์ อวกาศอยู่ที่นี่
และเรากำลังปีนมัน และดวงจันทร์และโลกอยู่ที่นี่ และความหวังใหม่เพื่อ
ความรู้และสันติภาพอยู่ที่นี่ ดังนั้นเมื่อเราออกเดินทาง เราได้ขอพรจาก
พระเจ้าบนการผจญภัยที่อันตรายและยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษย์ได้เคยเริ่ม
ดำเนินการ


ชื่อเรื่องการวิจัยของอาจารย์การบริหารวอร์ตัน สกูล มหาวิทยาลัยเพน
ซิลวาเนีย แอนดรูว์ คาร์ตัน ดูแล้วสนุกสนาน แต่เรามีบทเรียนที่สำคัญเรียนรู้ได้จากเอกสาร I’m Not Mopping the Floors, I’m Putting a Man on the Moon : How NASA Leaders Enchanced the Meaningfulness of Work by Changing the Meaning of Work
แอนดรูว์ คาร์ตัน ได้ค้นหาและวิเคราะห์เอกสารนาซา 18,000 หน้าตั้งแต่ ค.ศ 1960 รวมทั้งการสนทนา การปราศัย และการสัมภาษณ์บุคคล
ค้นหา จอห์น เคนเนดี ชักจูงประเทศใช้ขั้นตอนที่กล้าหาญจำเป็นต่อภารกิจที่
อันตรายอย่างไร ภายในต้น ค.ศ 1960 นักวืทยาศาสตร์จำนวนมากสงสัย
ต่อการลงบนงจันทร์สามารถบรรลความสำเร็จภายในสิ้นทศวรรษ จอห์น เคนเนดี สามารถเปลี่ยนแปลงหัวใจและจิตใจอย่างไร
เพื่อที่จะเข้าใจบุคคลของนาซาจำนวนมาก ด้วยบทบาทที่แตกต่างกันอย่างมาก สามารถร่วมกันช่วยเป้าหมายร่วมของการลงบนดวงจันทร์อย่างไร แอนดูรว์ คาร์ตัน ได้ส่วนหนึ่งของคำตอบภายในวาทศิลป์ที่ชักจูงของ
ประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี แอนดูรว์ได้พบอะไรที่เจเอฟเคทำเพื่อนาซาช่วยระบุผู้นำที่ยิ่งใหญ่ทำอะไร เพื่อที่จะช่วยให้บุคคลใดก็ตามเข้าใจความมุ่งหมายของพวกเขาภายในองค์การ รวมทั้งภารโรงที่ส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
เราได้สันนิษฐานว่าผู้นำสามารถเพิ่มแรงจูงใจของบุคคลด้วยการสื่อสาร
ความทะเยอทะยานที่แท้จริงขององค์การ แต่กระนั้นหลักฐานความมีประ
สิทธิภาพของยุทธวิธีนี้คลุมเครือ ณ เหตุการณ์บางอย่าง มันทำให้
บุคคลมองงานของพวกเขามีความหมายมากขึ้น ณ เวลาอื่น มันทำให้
พวกเขากลายเป็นท้อแท้ การค้นพบที่ไม่สอดคล้องเหล่านี้อาจจะส่วนหนึ่ง
อธิบายได้โดยความขัดแย้งตัวเอง คุณลักษณะเฉพาะที่ทำให้ความทะเยอ
ทะยานมีความหมาย – ความกว้างและการไร้เวลา – บั่นทอนความสามารถ
ของบุคคลมองเห็นความรับผิดชอบประจำวันของพวกเขาถูกเชื่อมโยงกับ
มันอย่างไร
ตามแอนดูรว์ คารตัน ในฐานะของผู้นำ เราควรจะร่วมภาพที่ดึงดูดของตรงไหนที่องค์การต้องการไป แต่อย่าหยุดตรงนี้ ขั้นตอนต่อไปคือ มั่นใจว่าบุคคลแต่ละคนรู้บทบาทของพวกเขาเชื่อมโยงกับวิสัยทัศน์นั้นอย่างไร และที่สำคัญบทบาทของบุคคลแต่ละคนเขื่อมโยงกับบุคคลรายรอบพวกเขาอย่างไร เราต้องจดจำอยู่เสมอถึงความสำคัญของการไม่เพียงแต่
ชักจูงวิสัยทัศน์เท่านั้น แต่ต้องช่วยให้บุคคลมองเห็นการเชื่อมโยงระหว่างงานของพวกเขาและวิสัยทัศน์นั้นด้วย
จอห์น เคนเนดี มีวิถีทางที่เฉพาะของการใช้เป้าหมายย่อย โดยปรกติ
เป้าหมายย่อยเป็นวิถีทางแตกเป้าหมายที่กว้างน่ากลัวหรือขนาดใหญ่
เกินไป ให้ขนาดเล็กลง และมุ่งที่แต่ละการเพิ่มขึ้นทีละครั้งภายในวิถีทาง
ทีละอย่าง จอหน เคนเนดี ใช้วิถีทางที่แตกต่างอย่างมาก ไม่ใช่การคิด
เกี่ยวกับเป้าหมายย่อยเป็นวิถีทางหันเหความสนใจชองเราจากเป้าหมาย
ที่กว้างนี้ และเพียงเเค่มุ่งทีละน้อย
เขาคิดว่าเป้าหมายย่อยเป็นวิถีทางทำให้บุคคลมุ่งความสนใจและความพยายามของพวกเขามากขึ้น ต่อเป้าหมายสูงสุด – ในกรณีนี้ เป้าหมายของการลงบนดวงจันทร์ เขาทำสิ่งนี้ด้วยการคว่ำภูมิปัญญาดั้งเดิม ณ
เวลานั้น บุคคลส่วนใหญมักจะคิดถึงเป้าหมายย่อยดีขึ้น เมื่อมันได้เพิ่ม
จำนวน
เคนเนดีืใช้วิถีทางตรงกันข้าม เขาได้แสดงเพียงแค่สามเป้าหมายย่อยก่อน การส่งมนุษย์ไปสู่วงโคจร การปฏิบัติภารกิจการเทียบท่าภาบใน
อวกาศ และการไปสู่วงโคจรดวงจันทร์ก่อนลงบนดวงจันทร์ เป้าหมาย
ย่อยเหล่านี้จบลงด้วยเป้าหมายของสามโครงการอวกาศ เริ่มแรกด้วยโครงการเมอรคิวรี่เมื่อต้น 1960 และโครงการเจมินีเมื่อกลาง 1960 และ
โครงการอพอลโลเมื่อปลาย 1960
อะไรได้เกิดขึ้นคือ บุคคลมองเห็นเส้นทางที่เป็นไปได้ไปสู่เป้าหมายของ
การลงบนดวงจันทร์ ตอนเเรกพวกเขาคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ แม้แต่นิล
อรามสตรอง บุคคลแรกที่เดินบนดวงจันทร์เมื่อ 1960 กล่าวว่า เขาคิดว่า
มันเป็นเป้าหมายที่เป็นไปไม่ได้ และพวกเขาจะไมเคยบรรลุมันได้ ดังนั้น
มันได้ช่วยให้พวกเขารับรู้หรืออย่างน้อยที่สุดคิดว่าเป้าหมายเป็นไปได้
เพื่อที่จะเข้าใจผู้นำสามารถช่วยเหลือบุคคลแก้ปัญหาความขัดเเย้งตัวมันเอง ผมได้วิเคราะห์หลักฐานบันทึก สำรวจการกระทำของประธานาธิบดี จอห์น เคนเนดี เมื่อเขานำนาซาภายใน 1960 ผมพบว่าจอห์น เคนเนดี ใช้ขั้นตอนสี่ขั้นช่วยให้บุคคลมองเห็นการเชื่อมโยงระหว่างงานของพวกเขาและความทะเยอทะยานของนาซา เมื่อการเชื่อมโยงนี้เข้มแข็ง บุคคลได้เข้าใจงานประจำวันของพวกเขาไม่ได้เป็นงานระยะสั้น – ผมกำลังสร้าง
วงจรไฟฟ้า แต่เป็นการเดินตามเป้าหมายระยะยาวของนาซา – ผมกำลัง
ส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
ความสามารถของจอหน เคนเนดี ที่จะถ่ายทอดความมุ่งหมายร่วม
เป็นประโยชน์อย่างมากต่อบุคคลที่ทำงานคนเดียว เพราะว่ามันทำให้
พวกเขารู้สึกดีขึ้นของงานของพวกเขาเชื่อมโยงกับความมุ่งหมายของ
องค์การอย่างไร แทนที่จะคิดเกี่ยวกับ ผมแก้ไขการเดินสายไฟฟ้า หรือ
ผมเย็บชุดอวกาศ หรือผมกวาดพื้น พวกเขาได้ระบุงานของพวกเขาเป็น
ผมส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ วาทศิลป์ของจอห์น เคนเนดี ยึดจินตนาการ
และความรู้สึกขององค์การบุคคล 400,000 คน และจุดเชื้อความสำเร็จ
ยิ่งใหญ่ที่สุดภายในประวัติศาสตร์ของมนุษย์อย่างไร
1 การทำให้จุดมุ่งแคบลง
เมื่อต้น ค.ศ 1960 นาซามีวิสัยทัศน์สามส่วนที่กว้าง และเป้าหมายแตกต่างกันหลายอย่าง เจเอฟเคได้ทำให้วิสัยทัศน์แคบลงเป็นสิ่งเดียว พัฒนาพรมแดนใหม่ภายในอวกาศ เขาได้ทำให้จุดมุ่งแคบลงเป็นผลลัพธ์เฉพาะและชัดเจนอย่างเดียวด้วย ส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์อย่างปลอดภัย และนำเขากลับสู่โลกอย่างปลอดภัยก่อนสิ้นทศวรรษ เขาได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่บุคคลทุกคนเข้าใจอย่างชัดเจน ยึดกับ และพิจารณา เพื่อที่จะทำงานไปข้างหน้าอย่างไร
ณ เวลาของการก่อตั้งของนาซาเมื่อ ค.ศ 1958 ก่อนที่จอห์น เคนเนดีกลายเป็นประธานาธิบดีเมื่อ ค.ศ 1961 นาซามีเป้าหมายสามอย่าง ปรับปรุงเทคโนโลยีอวกาศ บรรลุผลประโยชน์ของชาติภายในอวกาศ บรรลุความโดดเด่นภายในอวกาศเพื่ออเมริกา และก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ด้วยการสำรวจระบบสุริยะ ในขณะที่เป้าหมายเหล่านี้ทะเยอทะยาน มันปลายเปิดจนเกินไปที่จะให้จุดมุ่งชัดเจน จอห์น เคนเนดี ได้ทำให้เป้าหมายปลายเปิดหลากหลายแคบลงเป็นจุดมุ่งอย่างเดียว
2. การยอมให้บุคคลเลือกที่จะบรรลุผลลัพธ์อย่างไร
บุคคลแต่ละคนควรจะระบุเป้าหมายเฉพาะและลำดับความสำคัญที่จะ
บรรลุผลลัพธ์นั้น ผู้นำสามารถให้คำแนะนำความก้าวหน้า และช่วยกำจัดอุปสรรคเพื่อบุคคล บุคคลผูกพันมากขึ้น เพราะว่าพวกเขาถูกให้อำนาจ
และเลือกนำงานที่ดีที่สุดของพวกเขาไปข้างหน้าอย่างไร บุคคลใกล้ชิดที่สุดกับงาน อยู่ภายในตำแหน่งดีที่สุด ตัดสินใจที่จะบรรลุผลลัพธ์อย่าง
ไร และการวิจัยแสดงว่า เมื่อเราทำสิ่งเหล่านี้ เราจะได้ผลการปฏิบัติงาน
ที่สูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ
3. การสื่อสารด้วยเรื่องราว
เจเอฟเค ได้ช่วยให้บุคคลมองเห็นการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และ
นำเขากลับบ้านอย่างปลอดภัย เขาได้เชื่อมโยงความท้าทายต่อการปีน
ภูเขาเอเวอร์เรสต์เป็นครั้งแรก ช่วยสัมพันธ์มันต่อบางสิ่งบางอย่างที่บุคคล
ธรรมดาจะเข้าใจ เขาได้ใช้การเล่าเรื่องราวทำให้นามธรรมเป็นจริง เขาไม่ได้มุ่งที่ข้อมูลและวิทยาศาสตร์ที่กำหนดไปสู่ดวงจันทร์ เขามุ่งที่เรื่องราวดึงบุคคลเข้ามาและเชื่อมโยงความรู้สึกของพวกเขา เขาอธิบายว่ามันอยากจะทำเพราะว่ามันยาก มันถูกทำเพื่อแสวงหาความหวัง ความรู้
และสันติภาพ เขารู้เรื่องราวจะมีอิทธิพลต่อความผูกพัน เพราะว่าข้อมูล
ไม่ได้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรม – ความรู้สึกที่จะทำ
การทำให้จุดมุ่งแคบลงต่และการเล่าเรื่องราวมันทำให้ง่ายต่อบุคคลของ
นาซาเข้าใจบทบาทที่พวกเขาแสดง และแสดงความผูกพัน จุดมุ่งคืออะไร
ช่วยให้พวกเขายังคงผูกพันผ่านความท้าทาย เช่น การลอบสังหารจอห์น
เคนเนดี อพอลโลหนึ่งไฟไหม้ และสูญเสียนักบินอวกาศสามคน พวกเขา
รู้การมีส่วนช่วยอย่างไร เพื่อที่จะบรรลุการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ใช้เวลาและดูแลที่จะสร้างการเชื่อมโยงต่อความมุ่งหมายนี้
จอห์น เคนเนดี ได้เปลี่ยนแปลงความสนใจจากความทะเยอทะยานของนาซา ไปสู่เป้าหมายองค์การที่มีตัวตน เขาได้สร้างกรอบใหม่เป้าหมายนามธรรม ก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ด้วยการสำรวจระบบสุริยะ กลายเป็นการสำรวจทางวิทยาศาสตร์ของของดวงจันทร์และโลก และเเม้แต่ได้ทำให้
เป้าหมายนั้นมองเห็นได้อย่างแน่นอน ส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
เมื่อ 25 พฤษภาคม เคนเนดี ได้บอกรัฐสภาอเมริกัน ประเทศนี้ควรจะ
ผูกพันตัวมันเองต่อการบรรลุเป้าหมายก่อนสิ้นทศวรรษนี้ของการส่ง
มนุษย์ลงบนดวงจันทร์ และนำเขากลับมาสู่โลกอย่างปลอดภัย จอห์น
เคนเนดี ได้พูดอย่างชัดเจนเป้าหมายรูปธรรมและระยะเวลาเป็นจุดมุ่ง
ของนาซาเพื่อแปดปีครึ่งที่จะเดินตาม
แม้ว่าเป้าหมายเกือบ 240,000 ไมล์จากโลก ถ้อยคำของจอห์น เคนเนดีได้ทาสีภาพคำพูดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่วันหนึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ เขาได้สร้างความรู้สึกของความใกล้ชิดภายในเวลา เพราะว่าวิสัยทัศน์ของเขามีีกำหนดเวลาผูกติดกับมัน
4 หลักบอกระยะทางและขั้นบันได
จอห์น เคนเนดี ได้สื่อสารหลักบอกระยะทางเชื่อมโยงงานประจำวันของบุคคลกับเป้าหมายรูปธรรม ก่อนหน้า ค.ศ 1961 โครงการเดียวเท่านั้นของนาซา
เรียกว่า เมอรคิวรี่ เมื่อต้น ค.ศ 1962 จอห์น เคนเนดี ได้เปิดตัวเจมินีและ
อพอลโลที่จะสร้่างบนเมอร์คิวรี เมื่อรวมเข้าด้วยกัน มันได้สร้่างโครงการลงบนดวงจันทร์ด้วยมนุษย์
อัลเบิรต ซีเพิรต กล่าวภายใน ค.ศ 1964 ว่าการตัดสินใจนี้เป็นจอห์น เคนเนดี เขาคนเดียว และบนคำแนะนำของรองประธานาธิบดีลินดอน
จอห์นสัน ตัดสินใจที่สำคัญโครงการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์
โครงการแต่ละอย่างได้ถูกสร้างที่จะรับรู้หลักบอกระยะทางที่สำคัญ
เป้าหมายของเมอร์คิวรีคือ วางบุคคลบนวงโคจรโลก เป้าหมายของเจมินี
คือ ปฏิบัติการเทียบท่าภายในอวกาศ และเป้าหมายของอพอลโลคือ
สร้างความสามารถทุกอย่างต้องการลงบนดวงจันทร์ ภายในวิถีทางนี้
จอห์น เคนเนดี ได้กำหนดหลักบอกระยะทางสามหลักที่ลดหลั่นกันลงมา ไปสู่เป้าหมายสุดท้ายของการลงบนดวงจันทร์
บุคคลของนาซารวมเข้าด้วยกัน และเข้าใจอย่างชัดเจนขั้นบันไดสาม
ขั้นเหล่านี้เป็นลำดับได้ให้เส้นทางที่ชัดเจนไปสู่ความทะเยอทะยานสูง
สุดอย่างไร ผู้บริหารนาซา ได้กล่าวว่า เจมินี เป็นขั้นบันไดที่สำคัญ งาน
ของเจมินีคือ พัฒนา ทดสอบ และพิสูจน์เทคโนโลยีที่เราต้องการไปสู่
ดวงจันทร์ มันเป็นขั้นบันไดที่สำคัญ มันเป็นหลักสำคัญของโครงการ
อพอลโล
5 การให้ชีวิตแก่ความคิด
จอห์น เคนเนดี ได้เชื่อมโยงเป้าหมายอย่างมีตัวตนมากขึ้นของการลงสู่บนดวงจันทร์ ต่อความทะเยอทะยานสูงสุดของนาซาของความก้าวหน้า
วิทยาศาสตร์ด้วยการใช้เทคนิควาทศิลป์ เช่น คำอุปมา และการเปรียบ
เทียบของการปราศัย
ภายในคำปราศัย ค.ศ 1962 ณ ภายในฮูสตัน เท็กซัส จอห์น เคนเนดี กล่าวว่า บุคคลบางคนกล่าวว่า ทำไม ดวงจันทร์ ทำไมเลือกสิ่งนี้เป็น
เป็นเป้าหมายของเรา และพวกเขาอาจจะถามทำไมปีนภูเขาสูงที่สุด
ทำไม 35 ปีที่แล้ว ข้ามแอตเเลนติค
เราเลือกที่จะไปดวงจันทร์……..เพราะว่าเป้าหมายนั้นจะวัดพลังและทักษะที่ดีที่สุดของเรา เพราะว่าความท้าทายนั้นเราเต็มใจที่จะยอมรับ เราไม่เต็มใจที่จะเลื่อน……อวกาศอยู่ที่นี่ และกำลังจะปีนมัน ดวงจันทร์และโลกอยู่ที่นี่ และความหว้งใหม่เพื่อความรู้และสันติภาพอยู่ที่นี่
ถ้อยคำของจอห์น เคนเนดีได้ให้บุคคลของนาซาการเชื่อมโยงที่เข้มแข็ง
ระหว่างงานของพวกเขาและเป้าหมายสูงสุด พวกเขาไม่มองงานของพวก
เขาเป็นงานที่โดดเดี่ยวต่อไปอีกแล้ว เช่น กวาดพื้น หรือสร้างวงจรไฟฟ้า
แต่พวกเขามองงานของพวกเขาเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของการส่งมนุษย์ลงบนดวงจันทร์ ก้าวหน้าวิทยาศาสตร์ และเปลี่ยนแปลงโลก
ภายในวิถีทางนี้ จอห์น เคนเนดี ได้ให้ประสบการณ์ความหมายมากขึ้น
แก่บุคคลจากงานของพวกเขา ด้วยการเปลี่ยนแปลงความหมายของ
งาน

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com