ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (56)

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (56)
โดย อดุลย์ มานะจิตต์
ต่อ….
ตามรายงานอีกฮะดีษหนึ่งที่น่าเชื่อถือได้ อีซากล่าวว่า “ฉันรักษาคนป่วยและพวกเขาทั้งหมดต่างก็หายป่วยด้วยกับพระเมตตาของอัลลอฮ์ ฉันรักษาคนตาบอดและคนเป็นโรคเรื้อน และพวกเขาต่างก็มีสุขภาพดี ด้วยกับพระเมตตาของอัลลอฮ์ ฉันทำคนตายให้ฟื้นกลับคืนชีวิตด้วยกับพระบัญชาของอัลลอฮ์ แต่ฉันไม่สามารถจะรักษาคนโง่เขลาได้” ผู้คนต่างสอบถามเขาว่า คนโง่เขลาเป็นอย่างไรกัน เขาจึงตอบว่า “ผู้หนึ่งผู้ซึ่งชอบแต่เฉพาะความคิดเห็นของตนเองและชื่นชมอยู่เฉพาะการกระทำต่างๆ ของตนเอง และคิดว่าเขานั้นมีความเมตตาและมีความกรุณาปรานีมากกว่าผู้อื่นทั้งหมด และเป็นผู้ที่ไม่เคยขอบคุณใคร เขาเรียกร้องหาสิทธิต่างๆ ของเขาเหนือผู้คนทั้งปวงแต่ไม่เคยยอมรับรู้ในสิทธิต่างๆ ของผู้อื่นที่มีเหนือตัว นี่แหละคือคนโง่เขลา ผู้ซึ่งฉันไม่สามารถรักษาได้ ทั้งๆ ที่ฉันได้พยายามทำด้วยตนเองแล้ว”
ตาม ฮาดิษอีกบทหนึ่ง อีซากล่าวกับบรรดาสาวกของเขาว่า “ถ้าหากพวกเจ้าเป็นสหายและเป็นพี่น้องของฉันแล้ว ก็จงเอาการเป็นศัตรู และความแค้นเคืองมาไว้เป็นของพวกเจ้าเองเถิด (นั่นคือจงรับรู้ไว้ว่าการเป็นศัตรูกับผู้อื่นก็คือการเป็นศัตรูกับตัวของพวกเจ้าเอง) หาไม่แล้ว พวกเจ้าก็ไม่ได้เป็นพี่น้องของฉัน ช่างโชคดีสำหรับบรรดาผู้ที่พวกเขาเห็นถึงความเพริดแพร้วของโลกนี้ ด้วยกับสายตาของพวกเขาแต่ก็ไม่เคยนึกคิดที่จะฝ่าฝืนพระผู้อภิบาลของเขา เมื่อสิ่งหนึ่งหลุดมือของพวกเจ้าไปและมันก็หายไป ดังนั้นมันจะไปไกลสักขนาดไหน ในทำนองเดียวกันหากสิ่งหนึ่งมีไว้บริการให้กับพวกเจ้า มันจะอยู่ใกล้กับพวกเจ้าสักขนาดไหน ความวิบัติจึงมีแต่พวกเจ้าผู้หยิ่งทะนงต่อทรัพย์สินสมบัติในทางโลกของพวกเจ้า เมื่อชะตากรรมจะมาอยู่ต่อหน้าพวกเจ้า(เมื่อพวกเขาจะต้องตาย) และเมื่อบรรดาสรรพสิ่งที่พวกเขาชื่นชอบจะต้องอำลาจากพวกเขา และเมื่อสิ่งที่ได้ถูกสัญญาไว้กับพวกเขาจะถูกนำมามอบให้กับพวกเขา เมื่อนั้นพวกเขาจะรู้สึกเสียใจในภายหลัง การหมุนเวียนของกลางวัน และกลางคืนย่อมเป็นอนุมัติได้อยู่แล้ว ความวิบัติจึงมีแต่ผู้ที่บรรดาเทพเมตตาผู้บันทึกการทำประโยชน์เอาน้ำออกจากโลกและสมุดบันทึกของพวกเขานั้นเต็มไปด้วยบาปกรรม มันจะอับอายขายหน้าสักขนาดไหนเมื่อเขาต้องอยู่ต่อพระพักตร์ของพระผู้อภิบาลของเขา!
โอ้ ผู้คนทั้งหลาย จงอย่าได้พูดอะไรให้มากยกเว้นการบรรยายและการรำลึกถึงอัลลอฮ์ หัวใจของบรรดาผู้ที่พูดอย่างไม่หยุดหย่อน โดยปราศจากการกล่าวถึงและรำลึกถึงอัลลอฮ์ย่อมแข็งกระด้างและพวกเขาย่อมไม่เข้าใจ(สัจธรรม) พวกเขามองดูความบกพร่องของผู้อื่น ประหนึ่งว่าพวกเขาเป็นพระเจ้าของผู้คนเหล่านั้นจริงๆ แล้วพวกเจ้าจงยุ่งอยู่กับการได้รับการลงโทษของพวกเจ้าเอง สู่แผ่นดินที่เป็นหินผา มันยังคงความแข็งกระด้างไว้นานแค่ไหน(ไม่มีวันอ่อนนุ่ม) ในทำนองเดียวกันหากพวกเจ้ายิ่งคงกล่าวคำพูดที่เป็นปราชญ์ หัวใจของพวกเจ้าก็จะอ่อนโยนในที่สุด ตัวอย่างของพวกเจ้าแผ่เสมอเหมือนดังโฆษกผู้ดูน่าสนใจดี เสมือนดอกไม้ที่มีรสหวาน แต่หากใครสูดดมมันก็จะต้องตายทันทีและถ้าหากผู้ใดกินเข้าไป ก็จะต้องตาย”
“โดยวะห์ยูมายังอีซา ในเรื่องของการอดทนและอดกลั้น จงอยู่กับผู้คนเช่นเดียวกับแผ่นดินซึ่งอยู่ใต้เท้าของพวกเขา (แต่ไม่ต้องขุ่นเคือง) ในการเป็นคนใจบุญใจกุศล จงเป็นเสมือนน้ำที่หลากไหลและในความกรุณาปรานีและความเมตตา จงเป็นเสมือนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ที่ให้แสงสว่างไปทั่ว ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนเลวก็ตามที อีซากล่าวว่า จงอย่าได้ทำให้โลกเป็นอัลลอฮ์ของพวกเจ้า เพื่อว่ามันจะคิดให้กับผู้ที่ไม่ได้ทำให้ตกหล่นและเขาก็คือพระผู้อภิบาลของเจ้า (ผู้ซึ่งไม่เคยทำลายขุมทรัพย์ในกิจกรรมต่างๆ ของผู้ใด)จงอย่าได้ละทิ้งขุมทรัพย์(ทรัพย์สิน)ของโลกปรภพไว้ในโลกนี้ ซึ่งเป็นสถานที่ของความหายนะอย่างใหญ่หลวง อีซากล่าวว่า ฉันกำลังสาปแช่งโลกนี้เพื่อพวกเจ้า ดังนั้นอย่าได้ไปยกมันขึ้นมาอีกภายหลังจากนั้น โดยไม่ต้องสงสัยเลย สิ่งหนึ่งของความโชคร้ายของโลกนี้ก็คือว่า มีการฝ่าฝืนอัลลอฮ์กัน ณ ที่นี้ และความวิปลาสของมัน อีกประการหนึ่งก็คือ หากไม่เลิกรากับมันก็ไม่มีผู้ใดจะไปถึงโลกปรภพได้ ดังนั้นจงผ่านโลกนี้ไปเฉยๆ จงอย่าได้ทำให้มันให้เฟื่องฟู และจงจำไว้ว่ารากของบาปทุกๆ ชนิด ก็คือความหลงรักโลกนี้ มีความอยากใคร่มากมายซึ่งติดตามมาด้วยกับความเศร้าระทม และความเจ็บปวดและความยุ่งยากต่างๆ อันยาวนาน จากนั้นเขาจึงกล่าวต่อไปว่า ฉันได้โยนโลกนี้ลงต่อหน้าพวกเจ้า ซึ่งพวกเจ้ากำลังนั่งอยู่บนมันไม่มีผู้ใดอาจมาทะเลาะกับพวกเจ้าในกิจการต่างๆ ของโลกนี้ ยกเว้นก็แต่บรรดากษัตริย์และสตรี จงอย่าได้ไปพัวพันกับบรรดากษัตริย์ในเรื่องของผลประโยชน์ในทางโลก แต่จงปล่อยให้พวกเขาจัดการกันไปเอง พวกเขาจะได้ไม่มาทะเลาะเบาะแว้งเอากับเจ้าเช่นกัน แต่จงระวังรักษาตนเองจากความชั่วร้ายต่างๆ ของบรรดาสตรี ด้วยกับการละหมาดการวิงวอนขอพรและการถือศีลอดมีการจดบันทึกไว้ว่า ครั้งหนึ่งมีผู้ขอร้องอีซาว่า ให้สร้างบ้านให้กับตนเองสักหลังหนึ่ง อีซากล่าวตอบว่า “จุดจบของผู้คนในอดีตถือเป็นที่พอเพียงกับเราแล้ว และเราพิจารณาถึงมันได้ดีกว่า จงอย่าได้เป็นสหายกับโลกนี้ เพื่อว่าอัลลอฮ์จะได้ทรงเป็นพระสหายของเจ้า”
อีซากล่าวว่า “เขาทำอะไรให้เป็นสิ่งดีงามสำหรับตัวของเขาเองในเมื่อเขาได้ขายวิญญาณของเขาเองให้กับโลกนี้ สิ่งใดก็ตามที่เขาซื้อไว้ เขาได้ทิ้งมันไว้เบื้องหลังให้กับบรรดาทายาทของเขา และได้ทำความเสียหายให้กับตนเอง ช่างโชคดีสักปานใดหนอ ผู้ซึ่งรักษาตนเองไว้ให้พ้นจากความพินาศและถวิลหาเพื่อปรภพ ในการสาปแช่งทรัพย์สมบัตินั้น เขากล่าวว่าวิธีมีการอยู่สามแบบที่จะจัดการกับมัน หากผู้ได้มันมาอย่างถูกต้องตามชอบธรรมใช้จ่ายมันไปอย่างผิดพลาด กระนั้นเขาจะต้องถูกลงโทษเช่นกัน แต่ถ้าเขาได้ทรัพย์สินมาในทางที่เป็นหะลาล และใช้จ่ายมันไปในทางที่ถูกต้องเช่นกัน ดังนั้นทรัพย์สินและเงินทองดังกล่าวอันนั้นก็จะช่วยเหลือน้ำของมันในการเคารพสักการะต่อพระผู้อภิบาลของเขา”
ครั้งหนึ่งอีซาเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งไป ซึ่งเจ้าของของมันเสียชีวิตผู้คนอื่น ๆนั่งอยู่ในบ้านนั้น เขาจึงกล่าวขึ้นว่า “ความวิบัติจงมีแต่บรรดาผู้ละทิ้งบ้านไว้เป็นมรดกตกทอด ทำไมผู้คนถึงไม่เอาบทเรียนจากบรรดาผู้ที่พวกเขาเหล่านั้นเคยอาศัยอยู่ ณ ที่มาก่อน
เขาเคยกล่าวไว้ว่า โอ้ คฤหาสน์เอ๋ย เจ้าจะต้องชำรุดทรุดโทรมลง และบรรดาผู้ใช้อยู่อาศัยของเจ้าก็จะต้องดับสูญลงไปด้วยเช่นกัน โอ้ วิญญาณเอ๋ย จงทำงานเพื่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเถิด โอ้บรรดาผู้แข็งแกร่งเอ๋ย จงทำงานเพื่อพระผู้อภิบาลของพวกเจ้าเถิด จงพยายามลงแรงเพื่อพวกเจ้าได้รับปัจจัยยังชีพ โอ้ ร่างกายเอ๋ย จงพยายามลงแรงเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับประทานพักผ่อน โอ้ จงหลีกห่างจากการลงโทษของพระผู้ทรงอำนาจของพวกเจ้า และจงอย่าได้เป็นผู้มีความมักมาก อยู่ท่ามกลางแดด และจงทำให้เป็นอันตรายกับร่างกายของพวกเจ้านี้ ทำงานด้วยแรงกาย และทำให้ได้มาซึ่งปัจจัยยังชีพเพื่อความเบิกบานของพวกเจ้าในความยุ่งยากลำบาก จงสรรเสริญอัลลอฮ์ให้มากๆ เมื่อได้รับความปลอดภัยจากการกระทำบาป ทั้งนี้เพราะเหตุผลหนึ่งของการกระทำสิ่งที่พวกเจ้าต้องการจะกระทำให้ ได้ เขากล่าวอยู่เสมอว่า โอ้กลุ่มชนผู้เป็นสาวกของฉันเอ๋ย จงทำให้อัลลอฮ์เป็นพระสหายของพวกเจ้าด้วยการเป็นศัตรูกับบรรดาคนบาปและพวกกบฏ จงแสวงหาความพึงพระทัยของอัลลอฮ์ด้วยกับการแสดงความโกรธเคืองกับพวกเขา”
วันหนึ่งโลกแห่งวัตถุธาตุปรากฏตนต่อหน้าอีซาในรูปที่แผ่กายมาเป็นหญิงที่มีตาสีเทา เขาจึงถามนางว่า “เจ้าแต่งงานมีสามีมาดูกี่คนแล้ว นางกล่าวตอบว่า “นับไม่ถ้วน” เขาจึงสอบถามนางว่าพวกเขาทั้งหมดต่างหย่าขาดจากนางหรือ นางกล่าวว่า “เปล่าเลย ฉันได้สังหารพวกเขาทั้งหมดทิ้งไป” อีซากล่าวว่า “ความวิบัติจงมีแต่บรรดาสามีที่เหลืออยู่กับเจ้า ผู้ซึ่งไม่ได้รับบทเรียนใดๆ เลยจากชะตากรรมของบรรดาสามีที่เจ้าได้จัดการสังหารพวกเขา”
ตามรายงานฮะดีษที่จริงแท้อีกบทหนึ่งกล่าวว่า “อีซาเคยกล่าวไว้ว่า “พวกเจ้าไม่ทราบดอกหรือว่า เมื่อใดที่ความโกลาหลอันน่าสะพรึงกลัวของวันฟื้นคืนชีพจะมาคว้าตัวพวกเจ้าไป ดังนั้นจะมีอะไรมาในทางของการจัดเตรียมการต่างๆ ก่อนที่มันจะมาโจมตีพวกเจ้าในบัดดล ปัจจัยยังชีพในโลกปรภพย่อมมีความยากลำบากอย่างมากแต่เมื่อพวกเจ้ายื่นมือของพวกเจ้าออกไป เพื่อจะเอาในบางสิ่งจากปัจจัยในทางโลก ฆาตกรคนหนึ่งก็จะหยิบมันให้ต่อหน้าพวกเจ้าอย่างไรก็ตาม พวกเจ้าจะไม่พบผู้ใดที่ช่วยเหลือพวกเจ้าในเรื่องปัจจัยยังชีพสำหรับปรภพ”
มีการเล่าขานไว้อีกเรื่องหนึ่งจากแหล่งเดียวกัน อิมามอัศศอดิก กล่าวว่า ครั้งหนึ่งบรรดาสาวกของอีซาต่างเข้ามาหาเขาและกล่าวว่า “โอ้ ผู้เป็นอาจารย์แห่งความดี ได้โปรดชี้ทางที่ถูกต้องให้กับพวกเราด้วยเถิด” เขากล่าวว่า มูซา กะลามุลลอฮ์ มีบัญชามายังพวกเจ้ามิให้กล่าวคำสาบานที่เป็นเท็จในนามของอัลลอฮ์แต่ฉันขอสั่งกับพวกเจ้าว่า จงอย่ากล่าว คำสาบานด้วยนามของอัลลอฮ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจริงหรือเท็จก็ตาม” พวกเขาต่างขอร้องว่า “ขอจงได้โปรดสอนพวกเราอีกเถิด” เขาจึงกล่าวว่า “มูซาได้มีคำสั่งมิให้พวกเจ้าละเมิดในกาม(ฉันขอบอกว่า) อย่าได้กระทำเลยแม้ว่าเพียงจะคิดล่วงละเมิดในกามก็ตาม ทั้งนี้เพราะหัวใจที่อนุญาตให้คิดถึงเรื่องการละเมิดในกามก็เปรียบประดุจดังบ้านหลังหนึ่งที่ทาสีด้วยทองคำ



