INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (61)

1751271562779 edit 472228438216681 207x300 1

ซีเรีย-ปาเลสไตน์ : จากแผ่นดินโบราณสู่สัญญาณแห่งวันสิ้นโลก (61)

โดย อดุลย์ มานะจิตต์

ต่อ….

ในเวลาต่อมา

715–687 ช่วงการครองราชย์ของ ฮีซีเคีย ฮีซีเคีย ได้ดำเนินการปฏิรูป ทั้งด้านศาสนาและการเมือง ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของแผนการโดยทั่วๆไป เพื่อนำเอาความรุ่งโรจน์ของยุคสมัยของกษัตริย์เดวิดกลับคืนมา ฮีซีเคีย ได้เข้าร่วมในกองทัพผสม เพื่อการขยายราชอาณาจักรให้กว้างใหญ่ไพศาล เพื่อต่อกรกับกษัตริย์เซนนาเคริบ ผู้ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ๆแห่งจักรวรรดิ์อัสซีเรีย (705-682) ในปี 701 เซนนาเคริบ เดินทัพมุ่งไปทางตะวันตกเพื่อเผชิญหน้ากับฮีซีเคีย พร้อมด้วยกองทัพผสมของพระองค์ที่เป็นพันธมิตรต่อกัน นั่นคือโฟนิเชีย ฟิลิสทีน และอียิปต์ กษัตริย์ลูลีแห่งซิดอนถอยทัพหนีไปด้วยความหวาดกลัวสู่ไซปรัส กำลังรบของฝ่ายอียิปต์ภายใต้ ชาบากา พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย ณ เมืองเอลติเกย์และฟิลิสเทียถูกตีแตกพ่าย เซนนาเคริบ จึงจัดการทุบทำลายกำแพงเมืองยูดาจำนวน 46 กำแพงลงสิ้น ตามการรายงานของพระองค์เอง และจึงทิ้งให้ฮีซีเคียปิดตนเองอยู่ในนครเยรูซาเล็ม “ดังกับนกที่ถูกขังอยู่ในกรง” ฮีซีเคีย ทำสัญญายอมจำนน และจึงต้องจ่ายค่าบรรณาการอย่างหนัก ได้เกิดความสับสนบางประการขึ้นในแหล่งต่างๆของคัมภีร์ไบเบิลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการกรีธาทัพเข้าสู่สงครามของกษัตริย์เซนนาเคริบ มีหลักฐานซึ่งขัดแย้งกันเองอย่างรุนแรงว่า มีการกรีธาทัพสองครั้งที่ต่างเวลากันของเซนนาเคริบ ครั้งหนึ่งในรัชสมัยของชาบะกา และอีกครั้งหนึ่งในรัชสมัยของตะฮัรโค(หลัง 689) ซึ่งมีปรากฏให้เห็นได้ในเนื้อหาของคัมภีร์ไบเบิล และที่ว่าในช่วงสุดท้ายของการครองราชย์ของเซนนาเคริบ เยรูซาเล็มถูกฝ่ายอัสซีเรียล้อมเมืองไว้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็สามารถรอดพ้นไปจากการถูกทำลายล้าง

687–640 มะนัสเสฮ์ (687-642) และอะมอนราชโอรสของ

พระองค์(640-632)ขึ้นปกครองราชอาณาจักรในฐานะหุ่นเชิดของอัสซีเรีย ในช่วงการครองราชย์อันเยี่ยมยอดของอัชเชอร์ บานะปาล (669-627) มะนัสเสฮ์ ถือเป็นที่จดจำรำลึกได้อย่างเฉพาะพิเศษในแบบฉบับของคัมภีร์ไบเบิล ถึงเรื่องแนวลัทธิแบบการปฏิเสธพระเจ้าองค์เดียวของพระองค์ และโดยมิต้องสงสัยเลยที่ได้รวมเอาลัทธิแบบอัสซีเรียที่เป็นทางการเข้ามาด้วยและการพึ่งพาของเด็กเล็ก

640–609 รัชสมัยของ โยสิอะฮ์ การมุ่งมั่นในอำนาจการปกครองของอัสซีเรียที่กำลังดำเนินอยู่ในปีที่ผ่านๆมาของกษัตริย์อัชเชอร์ บานะปาล และในระหว่างการครองราชย์ของบรรดาผู้สืบทอดอำนาจของพระองค์ ถือว่าเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการอ่อนไหวในการเมืองของราชวงศ์ยูดา ในรัชสมัยของการครองราชย์ของโยสิอะฮ์ ภายใต้การขึ้นมาของบรรดาผู้โอบของพระองค์ นี้นั้นคือการปฏิรูปและบทบาทเทพเจ้าของอัสซีเรียผู้เป็นนายเหนือหัวใหม่ ในปี 627 ชี้ตรงกับการสิ้นพระชนม์ของอัชเชอร์ บานะปาล โยสิอะฮ์จึงเคลื่อนทัพไปสู่เขตแดนเก่าของอิสราเอล โดยผสานเอาสะมาเรีย กิเลียด และกาลีลี ตลอดจนมาเวียตริต ในฟิลิสเทีย ต่อมาในปี 622 โยสิอะฮ์ได้จัดการเปิดโครงการ การเมืองกับการศาสนาอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเป็นการฟื้นฟูในการสถาปนาราชอาณาจักรแห่งเดวิด ได้มีการจัดพิมพ์ตำรากฎหมายที่ถูกลืมเลือน อันเป็นหนทางของกษัตริย์โทราห์ และได้จัดทำปฏิรูปรากฐานในทางศาสนาและกำจัดลัทธินิกายต่างๆที่แปลกปลอมออกไปสิ้น กำหนดให้นครเยรูซาเล็มเป็นศูนย์กลางของการเคารพรักทิพพระเจ้า แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ช่วงการครองราชย์ของโยสิอะฮ์ ต้องพบกับอวสานสุดท้ายของพระองค์ เมื่อเข้าสู่รบกับกษัตริย์นีโคที่สอง ณ มักกิโด เพื่อถ่วงเวลาไม่ให้กองทัพอัสซีเรียเข้ามาช่วยเหลืออียิปต์ตามที่พระองค์ขอไป

609–587 การล่มสลายของ ยูดา เจโฮอะฮัซที่สอง(609)ขึ้นครองราชย์อย่างสั้นๆก่อนที่จะถูกกษัตริย์นีโคถอดถอนออกจากราชบัลลังก์และทรงนำเอาเจโฮอากิม (609-598)ขึ้นครองราชย์สืบแทน เจโฮอากิม ได้เปลี่ยนแปลงการให้ตักบาตรของพระองค์มาเป็นของพ่ายแพ้เคนเนซาร์ ภายหลังจากอียิปต์ต้องประสบกับความพ่ายแพ้ ณ คาร์เคมิช(605) และก่อการกบฏเมื่อ 601 ซึ่งน่าจะเป็นภายหลังจากที่กษัตริย์อียิปต์ได้สองปราบบาบิโลนซ้ำ ณ ชายแดนอียิปต์ เมื่อ601 ในปี 598 เนบูคัดเนซซาร์ จึงนำทัพมุ่งเข้าต่อกรกับยูดา เจโฮอากิม สิ้นพระชนม์โดยปล่อยให้ราชโอรสของพระองค์คือจีโฮยาคิน(598-597) ก่อนที่เยรูซาเล็มจะประสบกับกรุงแตก พระองค์และผู้คนของพระองค์ถูกจับตัวไปเป็นเชลย ณ นครบาบิโลน เนบูคัดเนซซาร์จึงตั้งซีเดคียะฮ์(599-587)ขึ้นครองราชย์สืบแทนเจโฮอาคิน ถึงแม้ศาสดา เจเรมีห์ ประหวั่นด้วยกับการโมโหร้ายอย่างยิ่ง แต่ซีเดคียะฮ์กลับได้รับกระตุ้นยั่วยุให้ทำการก่อกบฏโดยจัดตั้งสืบนาดขึ้นทันทีทันใด ในที่สุดกรุงเยรูซาเล็มจึงล่มสลาย และโบราณสถานของเยรูซาเล็มวิหารก็ถูกทำลายลงอย่างราบคาบ เมื่อกรกฎาคม 587 เชลยศึกกลุ่มที่สองจึงถูกนำตัวมายัง

587–539 บาบิโลเนียภายใต้การปกครองของบาบิโลน ยูดากลายเป็นแผ่นดินที่ถูกทิ้งร้างปราศจากผู้นำ ถึงกระนั้นก็มีความพยายามหลังจากที่ กัดดาลิอะฮ์ในฐานะเจ้าเมืองของจังหวัดนั้นถูกฆาตกรรม พวกชาลเดียจึงเข้ามาจัดการมณฑลนี้เป็นครั้งที่สาม(582)

ณ นครบาบิโลนนั้น ชุมชนชาวยิวที่ตกเป็นเชลยศึกได้รับบริการดูแลเป็นอย่างดี เป็นเรื่องแปลกแต่จริงที่ว่าการถูกจับกุมควบคุมขังของพวกเขานั้นกลับเป็นช่วงที่มีการสร้างสรรค์ในชีวิตทางศาสนา และวรรณกรรมของชาวอิสราเอล ได้มีการรวมรวมคำเทศนาของศาสดา อีเซเกลและของอิไซอะฮ์ เช่นกันในช่วงสมัยนี้ ประวัติศาสตร์ดิวธีโรโนมิค ซึ่งเป็นการรวบรวมเป็นครั้งแรกในสมัยของโยซิอะฮ์นั้นได้รับการแก้ไขเรียบเรียงกันใหม่และทำให้ทันสมัย ฉบับแก้ไขที่เรียกกันว่า ฉบับพรีสลี่ ของเพนธาเทคนั้นได้มีการจัดเตรียมการกันในระหว่างการลี้ภัยในฐานะเชลยศึกเช่นกัน

539–332 ยูดา ภายใต้การปกครองของ เปอร์เซีย ในปี 539 บาบิโลนต้องตกอยู่ภายใต้การยึดครองของจักรพรรดิ์ไซรัสมหาราช กษัตริย์ของเปอร์เซียได้จัดการปลดปล่อยชาวยิวสำหรับบรรดาผู้ที่ประสงค์จะกลับไปสู่ไซออน ชาวยิวจำนวนมากอพยพกลับไปในศตวรรษที่6และ5 ต่อมาในปี520-515 ได้มีการก่อสร้างวิหารขึ้นมาใหม่ตามการชักชวนของศาสดาฮักไก โดยที่ เนฮีเมย์ ผู้เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งของอัรตาเชิรเชสที่1(ลองกีมานุส 464-424) ขอลาราชการมาช่วยเหลือชุมชนของชาวเยรูซาเล็ม เขาได้จัดการก่อสร้างกำแพงโบราณของเมืองหลวงหลายแห่งขึ้นมาใหม่ในปี439 โดยมีอำนาจเหนือก่อนการคัดค้านต้านทานของซันบัลลัต เจ้าเมืองสะมาเรียกับโทบิอะฮ์เจ้าเมืองที่เป็นชาวยิวของเมืองอัมมอน ช่วงอายุ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *