INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

วงจรที่ไม่มีทางออก

782464664897954382435763246

วงจรที่ไม่มีทางออก

กายวิภาคของสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน และเหตุใดการเจรจาจึงไม่ถูกออกแบบมาให้จบ

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

 

 

บทนำ: สงครามที่ไม่มีใครชนะเด็ดขาด

นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีอิหร่านเมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2026 จนถึงปัจจุบัน ความขัดแย้งได้ผ่านวงจรซ้ำแล้วซ้ำเล่าในรูปแบบเดียวกัน คือ การปะทะทางทหาร ตามด้วยการประกาศหยุดยิง ตามด้วยการเจรจาที่ดูมีความคืบหน้า ก่อนจะแตกหักและกลับสู่การปะทะอีกครั้ง หากมองผิวเผิน อาจดูเหมือนความล้มเหลวทางการทูตที่เกิดจากความไม่ไว้วางใจกันตามธรรมชาติ แต่หากพิจารณาโครงสร้างแรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด จะพบว่าวงจรนี้ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ หากแต่เป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์ได้จากกลไกทางกฎหมายภายในของสหรัฐฯ และการคำนวณผลประโยชน์ของอิหร่านเอง

บันไดขั้นแรก: บันทึกความเข้าใจ 14 ข้อ และวงจรการทำลายตัวเอง

บันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ลงนามเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2026 ระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีเปเซชคียอนของอิหร่าน วางกระบวนการเป็นสามระยะ ครอบคลุมการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ การเจรจาประเด็นนิวเคลียร์ และการคลี่คลายมาตรการคว่ำบาตร ภายในกรอบเวลา 60 วัน ในทางเทคนิคแล้ว ทั้งสองฝ่ายบรรลุความคืบหน้าบางส่วนจริง คณะเจรจาเทคนิคยังคงพบปะกันในโดฮาและมัสกัตอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงที่การปะทะทางทหารดำเนินอยู่คู่ขนาน

แต่สิ่งที่ทำให้ MOU ฉบับนี้เปราะบางเป็นพิเศษคือการตีความที่ขัดแย้งกันเรื่อง “การหยุดยิง” เอง ฝ่ายอิหร่านมองว่าการที่อิสราเอลยังคงโจมตีเลบานอนต่อเนื่องถือเป็นการละเมิดข้อตกลงที่ระบุถึง “การยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบอย่างถาวรและทันที” ขณะที่ฝ่ายอิสราเอลไม่ยอมรับข้อตกลงนี้เพราะหม่ได้เข้าร่วมในเจรจาดังนั้นสหรัฐฯ จึงมีหน้าที่ต้องไปควบคุมปัญหาเลบานอนโดยการตั้งคณะกรรมการลดความขัดแย้งที่มีสหรัฐ อิหร่าน และรัฐบาลเลบานอน โดยพฤตินัยคือให้สหรัฐไปปรามอิสราเอลและอิหร่านไปปรามฮิสบุลลอฮ์ แต่ในความเป็นจริงสหรัฐคงทำได้ยาก ทว่ายังมีความขัดแย้งในเชิงตีความที่กลายเป็นประเด็นการสู้รบและขยายตัวคือการตีความเองการควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่ลงรอยนี้กลายเป็นข้ออ้างที่ทั้งสองฝ่ายหยิบใช้สลับกันไปมา เพื่อโจมตีตอบโต้ตามจังหวะที่ตนต้องการ

กลไกที่แท้จริง: การบริหารนาฬิกากฎหมายสงคราม

ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าความขัดแย้งเชิงตีความคือกลไกทางกฎหมายภายในของสหรัฐฯ เอง กฎหมาย War Powers Act ปี 1973 กำหนดว่าประธานาธิบดีต้องแจ้งสภาคองเกรสภายใน 48 ชั่วโมงหลังส่งกำลังทหารเข้าสู่การสู้รบ และห้ามดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่อเนื่องเกิน 60 วันโดยไม่ได้รับอนุมัติจากสภา รัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซธเคยให้ความเห็นต่อสาธารณะว่า นาฬิกานับถอยหลัง 60 วันดังกล่าว “รีเซ็ต” ใหม่ทุกครั้งที่มีการประกาศหยุดยิง แม้จะเป็นเพียงคำประกาศที่ไม่ได้นำไปสู่การยุติการสู้รบจริงก็ตาม

นี่คือกลไกที่อธิบายวงจร “โจมตี-หยุดยิง-โจมตีใหม่” ได้อย่างแม่นยำที่สุด ตราบใดที่ฝ่ายบริหารยังคงประกาศหยุดยิงเป็นระยะ แม้จะเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมือง นาฬิกากฎหมายที่จะบังคับให้ต้องขออนุมัติทำสงครามอย่างเป็นทางการจากสภาคองเกรสก็จะไม่มีวันเดินไปถึงจุดสิ้นสุด แม้สภาคองเกรสจะผ่านมติเรียกร้องให้ยุติสงครามได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งนี้ในเดือนมิถุนายน 2026 ด้วยคะแนนเสียงข้ามพรรค แต่มตินี้อาจไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย และทำเนียบขาวก็ยืนยันว่าจะไม่ปฏิบัติตาม โดยอ้างว่า “ไม่มีการสู้รบใดที่ต้องถอนกำลังออก เพราะการสู้รบยุติไปด้วยข้อตกลงหยุดยิงแล้วตั้งแต่เดือนเมษายน”

ข้อสังเกตเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญคือ ทรัมป์เองยังคงปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งเตือนสภาตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด — ส่งหนังสือแจ้งการโจมตีรอบใหม่ต่อสภาคองเกรสภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด — แต่ไม่เคยยื่นขออนุมัติปฏิบัติการทางทหารอย่างเป็นทางการ (Authorization for Use of Military Force) เลยตลอดความขัดแย้งนี้ นี่คือรูปแบบพฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงเจตนาชัดเจนในการรักษาอำนาจบริหารเต็มรูปแบบไว้กับตนเอง โดยไม่ยอมให้สภาคองเกรสมีอำนาจยับยั้งหรือกำหนดเงื่อนไข

ความไม่สมมาตรบนโต๊ะเจรจา: นิวเคลียร์

แม้กรอบการเจรจานิวเคลียร์จะดูเหมือนมีบรรทัดฐานอยู่แล้วจากข้อตกลง JCPOA ปี 2015 ซึ่งอนุญาตให้อิหร่านเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในระดับต่ำได้ภายใต้การตรวจสอบเข้มงวด แต่ตำแหน่งของสหรัฐฯ ในรอบนี้เรียกร้องมากกว่านั้นอย่างมีนัยสำคัญ เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ ยืนยันว่าเป้าหมายในอุดมคติคือการห้าม enrichment โดยสิ้นเชิงเป็นระยะเวลาประมาณ 20 ปี แม้แต่เพื่อวัตถุประสงค์พลังงานพลเรือนก็ตาม ซึ่งเกินเลยไปจากสิทธิที่กติกาสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) รับรองไว้ให้แก่รัฐสมาชิกทุกรัฐ

ที่น่าสนใจคือ ประเด็นโครงการขีปนาวุธและการสนับสนุนกลุ่มติดอาวุธในภูมิภาคที่เคยเป็นเงื่อนไขของสหรัฐฯ ตอนต้นสงคราม ถูกถอดออกจากวาระการเจรจาปัจจุบันแล้วในทางปฏิบัติ เพื่อเร่งให้บรรลุการหยุดยิงได้เร็วที่สุด แต่นักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านเตือนว่านี่เป็นเพียงการเลื่อนเวลา ไม่ใช่การยกเลิกถาวร เพราะโครงการนิวเคลียร์ ขีปนาวุธ และเครือข่ายพันธมิตรในภูมิภาค เชื่อมโยงกันในเชิงยุทธศาสตร์อย่างแยกไม่ออก ในมุมมองของอิสราเอล ประเด็นขีปนาวุธและการสนับสนุนแนวร่วมจึงมีแนวโน้มสูงที่จะถูกหยิบยกกลับมาเป็นเงื่อนไขสำคัญเมื่อการเจรจาเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ต้องบรรลุข้อตกลงถาวร

ความไม่สมมาตรบนโต๊ะเจรจา: ฮอร์มุซ

ประเด็นช่องแคบฮอร์มุซดูเผินๆ เหมือนจะเรียบง่ายกว่า คือการกลับไปสู่สภาพก่อนสงครามที่การเดินเรือเสรีปราศจากค่าผ่านทาง แต่รายละเอียดที่ซ่อนอยู่คือความไม่สมมาตรที่ชัดเจนยิ่งกว่าประเด็นนิวเคลียร์เสียอีก ทรัมป์เคยประกาศต่อสาธารณะว่า “จะไม่มีค่าผ่านทางในช่องแคบฮอร์มุซตลอดช่วงหยุดยิง 60 วัน และจะไม่มีค่าผ่านทางแม้หลังจากนั้น เว้นแต่จะถูกเรียกเก็บโดยและเพื่อสหรัฐอเมริกา” ข้อความนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้กลับสู่สถานะเดิมอย่างเป็นกลาง แต่เป็นการยืนยันสิทธิ์ฝ่ายเดียวว่าสหรัฐฯ มีอำนาจเก็บค่าผ่านทางได้ ขณะที่อิหร่านไม่มีสิทธิ์นั้น

ในทางปฏิบัติ อิหร่านได้ปฏิบัติตามพันธะข้อนี้จริงในช่วงแรก โดยประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางที่วางแผนไว้ตลอด 60 วันของช่วงเจรจา และมีน้ำมันไหลออกจากอ่าวเปอร์เซียได้บางส่วนในช่วงเวลาดังกล่าว แต่ความขัดแย้งกลับมาปะทุอีกครั้งเมื่อสหรัฐฯ ยังคงเดินหน้าสร้างเส้นทางเดินเรือคู่ขนานผ่านศูนย์ข้อมูลทางทะเลร่วม (JMIC) ที่สหรัฐฯ ควบคุม ใกล้ฝั่งโอมาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นการท้าทายอำนาจการควบคุมช่องแคบของอิหร่านโดยตรง — ไม่ใช่แค่การปฏิเสธสิทธิ์เก็บเงิน แต่เป็นการเดินหน้าตัดอิหร่านออกจากสมการการบริหารช่องแคบทั้งหมด

แรงจูงใจของฝ่ายอิหร่าน: เงินและเวลา

สำหรับอิหร่าน แรงจูงใจในการรักษาการเจรจาไว้ไม่ให้ล่มสลายอย่างสมบูรณ์นั้นชัดเจนไม่แพ้กัน เศรษฐกิจอิหร่านได้รับความเสียหายหนักจากสงครามและการคว่ำบาตร การผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันชั่วคราวที่ได้รับภายใต้ MOU และการปลดล็อกทรัพย์สินที่ถูกอายัดไว้บางส่วน — เบื้องต้นราว 6,000 ล้านดอลลาร์จากยอดรวมที่ถูกอายัดกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ — เป็นแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ทันที ควบคู่ไปกับการซื้อเวลาเพื่อจัดระเบียบกำลังทหารและความมั่นคงภายในประเทศใหม่หลังได้รับความเสียหายหนักจากการโจมตีแบบลอบสังหารผู้นำ

กล่าวได้ว่าทั้งสองฝ่ายมี incentive ที่จะ “คงการเจรจาไว้” แต่ไม่มี incentive ใดที่จะ “จบสงครามจริง” ในระยะสั้น ฝ่ายสหรัฐฯ ได้ประโยชน์จากการรักษาแรงกดดันทางทหารไว้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องผูกมัดตัวเองด้วยกรอบกฎหมายที่จำกัดอำนาจบริหาร ฝ่ายอิหร่านได้ประโยชน์จากการรักษาช่องทางเศรษฐกิจและการทูตไว้โดยไม่ต้องยอมจำนนต่อเงื่อนไขที่มองว่าไม่เป็นธรรม

บทสรุป: วงจรที่ถูกออกแบบมาให้ดำเนินต่อ

สิ่งที่ปรากฏชัดจากการวิเคราะห์โครงสร้างแรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายคือ ความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านในรูปแบบปัจจุบันไม่ได้ดำเนินไปสู่จุดจบตามธรรมชาติ หากแต่ถูกค้ำจุนไว้ด้วยกลไกที่เอื้อประโยชน์ให้ทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน คือการรักษาสถานะ “สงครามที่ไม่ใช่สงคราม” ไว้ในระยะยาว ความเปราะบางของข้อตกลงทั้งสองเรื่องคือการหยุดยิงและการเจรจาปัญหานิวเคลียร์อยู่ที่บทบาทของอิสราเอลในฐานะตัวแปรที่อาจทำลายสมดุลนี้ลง ผ่านการเปิดสงครามรอบที่สามที่ไม่จำเป็นต้องรอสัญญาณจากวอชิงตันอีกต่อไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *