INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

การประชุมสุดยอดนาโต้ที่สเปน

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ

ทหารประชาธิปไตย

การประชุมสุดยอดนาโต้ที่สเปน

นาโต้ (NATO) หรือสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ อันมีชาติเริ่มก่อตั้งเพียง 13 ชาติ แต่ในปัจจุบันมีสมาชิกถึง 30 ประเทศ และในจำนวนนี้ 21 ประเทศเป็นสมาชิกอียู (EU)

บทความนี้เขียนก่อนการประชุมสุดยอดนาโต้จะยุตินั่นคือ การประชุมกำหนดไว้ 2 วัน คือ วันที่ 29 และ 30 มิถุนายน ดังนั้นจึงเป็นการคาดคะเนจากข้อมูลต่างๆที่รวบรวมมา ซึ่งเชื่อว่าคงจะไม่เกินกว่าสิ่งที่วิเคราะห์มากนัก

            เริ่มจากการเดินงานของฝั่งสหรัฐฯ ไบเดน และทีมบริหาร ใช้เวลาตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่จะขับเคลื่อนพันธมิตรยุโรป ให้ดำเนินการตามแผนการระยะยาวที่สหรัฐฯ เป็นผู้กำหนดขึ้นที่สำคัญคือ พยายามจะทำให้การสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ยืดเยื้อยาวนานเพื่อบ่อนทำลายเศรษฐกิจของรัสเซีย เหมือนดังที่เคยบ่อนทำลายซ้ำเติมเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียตจนนำมาสู่การล่มสลายของสหภาพฯ

ครั้งนี้สหรัฐฯ มีเป้าหมายในระยะยาวที่จะแบ่งแยกสหพันธ์รัฐรัสเซียให้กลายเป็นสาธารณรัฐเล็กๆ จำนวนมาก เพื่อง่ายต่อการควบคุม

อีกด้านหนึ่งสหรัฐฯจะนำเสนอแผนการจัดการกับจีนในช่วงทศวรรษหน้า

ด้วยความมุ่งมั่น และคาดหวังสูง สหรัฐฯ จึงพร้อมที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้พันธมิตรยุโรปดำเนินการตามแผนของตน

ปัญหาคือ ยุโรปทั้งหมดจะมีความเห็นสอดคล้องกับสหรัฐฯหรือไม่ พูดอีกทางหนึ่งคือยุโรปจะมีเอกภาพร่วมกันในประเด็นต่างๆหรือไม่ จากข้อมูลที่นำมาพิจารณายุโรปต่างก็มีความต้องการที่แตกต่างกันมากในหมู่สมาชิกทั้ง 30 ประเทศ แม้จะมีความสอดรับกันในบางกลุ่ม เช่น กลุ่มก่อตั้ง แต่ก็ยังมีความแตกต่างกับกลุ่มอื่นๆที่เข้ามาใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มจากยุโรปตะวันออก และกลุ่มจากแหลมบอลข่าน

แม้ว่าก่อนการประชุมสุดยอดนาโต้ จะมีปัญหาการรับสมาชิกใหม่ คือ ฟินแลนด์และสวีเดน ซึ่งมีตุรเคีย และโครเอเชียคัดค้าน ต่อมาโครเอเชียถอนการคัดค้าน จนวันสุดท้ายก่อนการประชุมสุดยอดนาโต้ ประธานาธิบดีตุรเคีย ตอยยิบเออดูกัน ได้ประกาศว่าจะสนับสนุนฟินแลนด์และสวีเดนให้เข้าเป็นสมาชิกนาโต้

ทั้งนี้เพราะก่อนหน้านี้เออดูกันได้มีการพบปะพูดคุยกับประธานาธิบดีฟินแลนด์ Sauli Niinisto และนายกรัฐมนตรีสวีเดน Magdalena Andersson และได้บรรลุข้อตกลงที่ทั้ง 2 ประเทศจะเลิกสนับสนุนชาวเคิร์ดและประกาศให้เป็นองค์การก่อการร้าย ทั้ง PKK และ YPG เท่านั้นยังไม่พอได้ขยายวงไปถึงขบวนการของฟัคฮุลลอฮ์ กูเลน ที่เป็นคู่ปรับสำคัญของเออโดกัน และจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า FETO อีกด้วย

ด้วยประการฉะนี้ปัญหาเรื่องการต้อนรับฟินแลนด์และสวีเดนจึงหมดไป

ทว่าสหรัฐฯ ก็ยอมรับว่าในกลุ่มนาโต้ยังมีความขัดแย้งในเรื่องความต้องการที่แตกต่าง ทว่าจะพยายามครอบคลุมให้ทั่วถึง

อย่างไรก็ตามปัญหาหลักของนาโต้ก็คงยังขีดวงอยู่ที่การดำเนินนโยบายหรือการแสดงท่าทีอย่างไรต่อการสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และการให้คำจำกัดความต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ทั้งกับรัสเซียและที่สำคัญกับจีนที่กลายเป็นคู่ค้าสำคัญของอียูไปแล้ว

อนึ่งความตึงเครียดระหว่างยุโรปกับรัสเซีย หรือนาโต้กับรัสเซีย อาจนำไปสู่การขยายวงของความขัดแย้งออกไป เช่น การที่โปแลนด์เป็นตัวตั้งตัวตี สำคัญในการจัดลำเลียงอาวุธให้ยูเครนอาจทำให้รัสเซียตัดสินใจโจมตีโปแลนด์ก็ได้

ยังมีอีกหลายกรณีที่จะทำให้ความขัดแย้งบานปลายออกไป เช่น การที่มอนโดว่า ประเทศเล็กๆทางตะวันตกของยูเครนขอให้ยุโรปติดอาวุธให้เพื่อปกป้องการโจมตีของรัสเซีย

            หรือกรณีที่อาจเกิดการบานปลายของการสงครามก็คือ การที่ลิทัวเนีย ประเทศเล็กๆในแถบบอลติก และมีชายแดนติดรัสเซียกับเบรารุส ประกาศแซงก์ซั่นการขนสินค้าบางชนิดผ่านทางรถไฟจากรัสเซีย ผ่านลิทัวเนียไปสู่คาลินินกราด ซึ่งเป็นดินแดนของรัสเซีย นอกแผ่นดินแม่ ทำให้รัสเซียหงุดหงิดเพราะถือเป็นการยั่วยุ จนทำให้นักวิเคราะห์บางคนประเมินว่า รัสเซียอาจจะบุกลิทัวเนีย ผ่านช่องว่างซูวอลกี้ ที่กว้างเพียง 40 ไมล์ จากเบรารุสไปคาลีนินกราด

ไม่ว่าจะเป็นกรณีการบุกโปแลนด์ หรือ บุกลิทัวเนียของรัสเซีย ล้วนแล้วแต่เป็นการประกาศสงครามกับนาโต้ตามมาตรา 5 ของสนธิสัญญา แต่นักวิเคราะห์จีน ประเมินว่านาโต้อาจไม่ต้องการเผชิญหน้าโดยตรงกับรัสเซีย แต่จะใช้วิธีการเดียวกับการสนับสนุนยูเครนในการรบก็ได้

ทว่าผู้เขียนไม่เชื่อว่ารัสเซียจะยอมเสี่ยงประกาศสงครามใหญ่กับนาโต้ ที่มีสหรัฐฯคอยหนุนหลังเพื่อทำลายรัสเซียให้ได้ ในขณะที่การทำการรบกับยูเครนนั้น รัสเซียก็มีการสูญเสียพอควร ทั้งด้านกำลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ ตลอดรวมไปถึงการสูญเสียทางเศรษฐกิจ ต้นทุนของการรบในครั้งนี้คงจะทำให้ปูตินต้องใคร่ครวญด้วยความรอบคอบ และอดกลั้นมากขึ้น เพราะการกระทำของทั้งโปแลนด์และลิทัวเนีย อาจเป็นกับดักหรือเหยื่อล่อให้รัสเซียต้องเผชิญกับสงครามใหญ่อันจะทำให้ประเทศบอบช้ำมากขึ้น

            อนึ่งในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนการประชุมสุดยอดในวันพุธและพฤหัสบดีของเยนส์ สโตลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต้ กล่าวว่า

               นาโต้จะมีการปรับปรุงยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อให้สอดรับกับความเป็นจริงในบริบทของความมั่นคง ซึ่งในยุทธศาสตร์นี้จะบรรจุข้อพิจารณาเกี่ยวกับจีนเป็นครั้งแรกของยุทธศาสตร์นาโต้ ซึ่งนาโต้ถือว่าจีนเป็นความท้าทาย ต่อความมั่นคง ผลประโยชน์ และคุณค่าของเรา

               งานนี้โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนก็ได้ตอบโต้ว่าไม่เห็นมีอะไรใหม่ นอกจาก “เหล้าเก่าในขวดใหม่” นั่นคือการปลูกฝังความคิดของสงครามเย็น ที่สืบทอดกันมาโดยการสร้างศัตรูตามมายาคติ และนำไปสู่การเผชิญหน้า

               ทั้งนี้ตามแนวคิดทางยุทธศาสตร์ดังกล่าวทำให้เกิดความคิดแตกต่างที่แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ สหรัฐฯ-สหราชอาณาจักร ที่พยายามจะผลักดันให้มีการใช้ภาษาที่รุนแรงแข็งกร้าว โดยเฉพาะท่าทีต่อจีน ในขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมันต้องการให้เป็นไปอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยจากการประเมินสถานการณ์

               ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่จะมีการประณีประนอมในการให้คำจำกัดความว่า “บทบาทของจีนแบบไหนจึงเรียกว่า “ความท้าทายอย่างเป็นระบบ” และอาจมีการปรับปรุงภาษาโดยอ้างอิงถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติการในพื้นที่ๆเรียกว่า “ผลประโยชน์ร่วม” กับปักกิ่ง

               ในขณะที่ท่าทีของหลายประเทศในยุโรปไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่ว่ารัสเซียคือภัยคุกคามในทางตรงข้ามประเทศเหล่านั้นมองว่าควรจะใช้มาตรการทางการทูตและการค้าในการต่อรองกับรัสเซียมากกว่าการทหาร เพราะสงครามใหญ่คือความสูญเสียของยุโรปโดยรวม เฉกเช่น ที่เกิดมาแล้วในสงครามโลกครั้งที่ 2

   ประเด็นที่สมาชิกหลายประเทศมีความกังวลต่อภาวะขาดแคลนอาหารและพลังงานของตนและจำเป็นต้องพึ่งพารัสเซียจะบรรเทาได้อย่างไรหากนาโต้ยังคงแข็งกร้าวกับรัสเซียตามการชี้นำของสหรัฐฯ

   อย่างไรก็ตามจะมีความพยายามผลักดันให้เพิ่มกำลังทหารของนาโต้จาก40,000คนเป็น 300,000คน แต่จะมีปัญหาคือภาระทางการเงินที่จะเพิ่มขึ้นแก่สมาชิกทั้งที่ผ่านมาหลายประเทศยังจ่ายไม่ครบตามอัตราที่กำหนดเลย

               ผลสรุปการประชุมสุดยอดนาโต้จะเป็นอย่างไรคงต้องติดตามโดยใกล้ชิด เพราะมันอาจนำมาสู่นาโต้ 2 และจะมีผลกระทบต่อภูมิภาคนี้อย่างแน่นอน

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com