Data Center บุกไทย : จากศูนย์เก็บข้อมูล สู่สนามรบใหม่ของ AI พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์

Data Center บุกไทย : จากศูนย์เก็บข้อมูล สู่สนามรบใหม่ของ AI พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์
ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล
ประเทศไทยกำลังกลายเป็นศูนย์กลางพลังประมวลผลของอาเซียน หรือเป็นเพียงฐานวางเซิร์ฟเวอร์ของมหาอำนาจ?
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยกำลังกลายเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน Data Center และ Cloud Infrastructure จากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก การลงทุนจำนวนมหาศาลนี้ไม่ควรถูกมองเพียงเป็นการสร้างอาคารเก็บเซิร์ฟเวอร์ แต่เป็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุค AI
Data Center เป็นพื้นฐานของ Cloud, AI, Big Data, Digital Banking, E-commerce และระบบดิจิทัลสมัยใหม่แทบทั้งหมด ขณะที่การขยายตัวของ Generative AI กำลังทำให้ความต้องการ Computing Power เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในครึ่งแรกของปี 2025 มีโครงการ Data Center ในไทยยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุน 28 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 521,200 ล้านบาท (BOI: https://osos.boi.go.th/EN/news/2224/Thailand-First-Half-Investment-Applications-Hit-USD-32-5-bil/)
คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะดึง Data Center ได้มากแค่ไหน?” แต่คือ “ไทยจะเปลี่ยนการลงทุนเหล่านี้ให้เป็นพลังเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของประเทศได้มากเพียงใด?”
- ทำไมไทยจึงกลายเป็นเป้าหมาย
ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบทั้งด้านภูมิศาสตร์ ตลาด และโครงสร้างพื้นฐาน
ไทยอยู่ใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงตลาดอาเซียน จีน และอินเดีย มีตลาดดิจิทัลภายในประเทศขนาดใหญ่ และมีโครงข่ายโทรคมนาคมและระบบไฟฟ้าที่สามารถรองรับการลงทุนขนาดใหญ่ได้ในระดับหนึ่ง
แต่ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียง “จุดเริ่มต้น” เพราะ Data Center ต้องการสิ่งที่สำคัญกว่าที่ดิน นั่นคือไฟฟ้าที่มั่นคง การเชื่อมต่อข้อมูล และระบบโครงสร้างพื้นฐานที่มีความน่าเชื่อถือสูง
- จาก Cloud สู่ AI : Data Center กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานยุทธศาสตร์
การเติบโตของ AI กำลังเปลี่ยน Data Center จากศูนย์เก็บข้อมูลไปสู่ศูนย์รวมพลังประมวลผล
AI รุ่นใหม่ต้องใช้ GPU และ Computing Power จำนวนมาก ทำให้ความต้องการทั้ง Data Center และพลังงานเพิ่มขึ้นพร้อมกัน
จึงเกิดห่วงโซ่สำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
Semiconductor → GPU/AI Chip → Data Center → Cloud → AI → Digital Economy
Chip เป็นหัวใจของการประมวลผล Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐาน Cloud เป็นช่องทางการเข้าถึง และ AI เป็นเครื่องมือที่เปลี่ยน Computing Power ให้กลายเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ดังนั้นการมี Data Center ในประเทศจึงมีความหมายมากกว่าเรื่อง Cloud แต่เกี่ยวข้องกับความสามารถของประเทศในการเข้าสู่เศรษฐกิจ AI
- เงินลงทุนไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
Data Center สร้างประโยชน์ทั้งด้านเงินลงทุน การก่อสร้าง การจ้างงาน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน แต่เป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูงและใช้แรงงานโดยตรงไม่มากเมื่อเทียบกับโรงงานขนาดใหญ่
ผลประโยชน์ที่แท้จริงจึงอยู่ที่ Ecosystem รอบ Data Center
หากการลงทุนทำให้เกิด Cloud, AI, Cybersecurity, Software, Semiconductor Design, Robotics, Startup และบุคลากรด้านเทคโนโลยีในประเทศ ผลตอบแทนต่อเศรษฐกิจไทยจะสูงขึ้นอย่างมาก
กล่าวง่าย ๆ คือ Data Center เป็น Infrastructure แต่ Ecosystem คือสิ่งที่สร้าง Value Added
- ไฟฟ้า : คอขวดของเศรษฐกิจ AI
ความท้าทายใหญ่ที่สุดคือพลังงาน
Data Center ต้องทำงานตลอด 24 ชั่วโมง และ AI Data Center ใช้ไฟฟ้าในระดับสูงมาก การเติบโตของ AI จึงนำไปสู่สมการใหม่
AI Growth → Computing Growth → Electricity Growth
การประเมินบางชุดคาดว่าความต้องการไฟฟ้าของ Data Center ในไทยอาจเพิ่มเป็นประมาณ 6 TWh ต่อปีในปี 2030 และ 10 TWh ในปี 2037 (W.Media: https://w.media/thailands-data-center-boom-to-drive-electricity-demand-to-6-twh-by-2030/)
ในระดับโลก IEA คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของ Data Center จะเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าภายในปี 2030 ไปสู่ประมาณ 945 TWh (IEA: https://www.iea.org/reports/energy-and-ai/executive-summary)
ดังนั้นการแข่งขันเพื่อดึง Data Center จึงกลายเป็นการแข่งขันเพื่อ Reliable Power
ประเทศไทยจำเป็นต้องวางแผนกำลังผลิต ระบบส่งไฟฟ้า Renewable Energy, Energy Storage และกลไกอย่าง DPPA ให้เติบโตไปพร้อมกัน เพราะต่อให้มีที่ดินและ Internet พร้อม หากไม่มีไฟฟ้าเพียงพอ Data Center ก็ไม่สามารถขยายตัวได้
- พลังงาน น้ำ และสิ่งแวดล้อม
การใช้พลังงานจำนวนมากทำให้ Renewable Energy กลายเป็นปัจจัยแข่งขันใหม่ บริษัทเทคโนโลยีระดับโลกต้องการลด Carbon Footprint ขณะที่ Data Center ต้องการไฟฟ้าปริมาณสูงและต่อเนื่อง
ดังนั้นประเทศที่สามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาด มั่นคง และมีราคาที่แข่งขันได้ จะมีความได้เปรียบ
นอกจากไฟฟ้าแล้ว ระบบ Cooling ยังทำให้เรื่องน้ำและสิ่งแวดล้อมต้องได้รับการพิจารณา โดยเฉพาะหากโครงการกระจุกตัวในพื้นที่เดียว
โจทย์จึงไม่ใช่เพียง “จะสร้าง Data Center ที่ไหน” แต่ต้องถามว่า พื้นที่นั้นมีไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอหรือไม่?
- Data Center กับภูมิรัฐศาสตร์
Data Center กำลังมีความสำคัญในระดับเดียวกับโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เพราะรองรับข้อมูลทางเศรษฐกิจ การเงิน ภาครัฐ อุตสาหกรรม และ AI
จึงเกิดคำถามเกี่ยวกับ Data Sovereignty
ข้อมูลสำคัญของประเทศอยู่ที่ไหน?
ใครเป็นเจ้าของ?
ใครสามารถเข้าถึง?
และหากเกิดวิกฤติทางภูมิรัฐศาสตร์ ระบบเหล่านี้ยังสามารถทำงานต่อได้หรือไม่?
ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญเมื่อบริษัทจากสหรัฐฯ และจีนต่างขยายโครงสร้างพื้นฐาน Cloud และ Data Center ในประเทศไทย เช่น AWS, Google, Microsoft และ Alibaba Cloud (Data Center Dynamics: https://www.datacenterdynamics.com/en/news/aws-microsoft-and-google-to-invest-85bn-in-thailand-data-centers-report/)
ไทยจึงมีโอกาสใช้ประโยชน์จากการแข่งขันของมหาอำนาจ แต่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับการลงทุน กับการรักษาอำนาจในการกำหนดกติกาและความมั่นคงของข้อมูล
- ความเสี่ยง : ไทยอาจเป็นเพียง “ฐานวางเซิร์ฟเวอร์”
นี่คือประเด็นที่ต้องระวังที่สุด
หาก Chip มาจากต่างประเทศ GPU มาจากต่างประเทศ Cloud Platform เป็นของต่างประเทศ และ AI Model เป็นของต่างประเทศ ขณะที่ไทยให้เพียงที่ดิน ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐาน ประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการลงทุน แต่ Value Chain สำคัญยังอยู่ที่อื่น
นี่คือความแตกต่างระหว่าง Location กับ Localization
การมี Data Center ในไทยไม่ได้หมายความว่าไทยจะมีเศรษฐกิจ AI สิ่งสำคัญกว่าคือทำให้บริษัทไทย มหาวิทยาลัย และ Startup สามารถใช้ Computing Power เหล่านี้สร้างสินค้า บริการ และเทคโนโลยีของตนเอง
- จาก Data Center สู่ AI Economy
ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องแข่งขันกับสหรัฐฯ หรือจีนในทุกด้าน แต่ควรเลือกจุดที่มีศักยภาพ เช่น AI สำหรับอุตสาหกรรม การแพทย์ การเกษตร การเงิน Logistics และ Smart Factory รวมถึง Cybersecurity, Software, Semiconductor Design และ Robotics
หากสามารถเชื่อม Data Center เข้ากับอุตสาหกรรมเดิมของไทยได้ Computing Power จะกลายเป็นเครื่องมือเพิ่ม Productivity ของเศรษฐกิจทั้งระบบ
เป้าหมายจึงไม่ควรเป็น “มี Data Center มากที่สุด” แต่ควรเป็น “ใช้ Data Center สร้างมูลค่าในประเทศได้มากที่สุด”
- ยุทธศาสตร์ที่ไทยควรเดิน
จากภาพรวม นโยบายของไทยควรเปลี่ยนจากการเน้นเพียง Investment Attraction ไปสู่ Strategic Investment Management
การพิจารณาโครงการไม่ควรดูเฉพาะมูลค่า FDI แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า ใช้ไฟฟ้าและน้ำเท่าไร ใช้พลังงานสะอาดมากเพียงใด กระทบโครงสร้างพื้นฐานหรือไม่ สร้างงานและทักษะให้คนไทยอย่างไร บริษัทไทยเข้า Supply Chain ได้หรือไม่ มีการถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือไม่ ช่วยสร้าง AI Ecosystem ในประเทศหรือไม่ และกระทบ Data Sovereignty และ Cybersecurity อย่างไร
นี่คือการเปลี่ยนจากคำถามว่า “ใครจะมาลงทุน?” ไปสู่ “การลงทุนนี้จะสร้างอะไรให้ประเทศไทย?”
บทสรุป : ประเทศไทยกำลังแข่งขันเพื่ออนาคต
Data Center กำลังกลายเป็นจุดตัดของ Chip, พลังงาน, Data, Computing, AI และภูมิรัฐศาสตร์
ห่วงโซ่ใหม่ของเศรษฐกิจโลกกำลังมีลักษณะ
Chip → Computing → Data Center → AI → Digital Economy
ประเทศไทยกำลังมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห่วงโซ่นี้ แต่การมี Data Center จำนวนมากไม่ได้รับประกันว่าไทยจะกลายเป็นประเทศเทคโนโลยี
หัวใจอยู่ที่ว่าไทยจะสร้าง Value Chain ของตัวเองได้มากเพียงใด
หากทำได้ Data Center จะเป็นมากกว่าโครงการลงทุนจากต่างประเทศ แต่จะเป็นฐานของ AI Economy และ Digital Industry ของไทย
ประเทศไทยอาจเปลี่ยนจาก “ฐานการผลิตของอาเซียน” ไปสู่ “ฐานการประมวลผลและบริการ AI ของอาเซียน”
แต่หากบริหารไม่ดี ไทยอาจเป็นเพียงสถานที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์ ใช้ไฟฟ้า น้ำ และทรัพยากรของประเทศ ขณะที่มูลค่าเพิ่มส่วนใหญ่ยังอยู่กับเจ้าของเทคโนโลยี
ดังนั้นคำถามสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่ “ไทยจะดึง Data Center ได้มากแค่ไหน?” แต่คือ “ไทยจะเปลี่ยน Data Center ให้กลายเป็นพลังเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจต่อรองของประเทศได้มากเพียงใด?”
ในยุคที่โลกกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันเรื่องน้ำมันและ Semiconductor ไปสู่การแข่งขันเรื่อง พลังงาน + Chip + Data + Computing Power
Data Center จึงไม่ใช่เพียงอาคารเก็บข้อมูล
แต่มันกำลังกลายเป็นหนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดว่า ประเทศใดจะเป็นผู้สร้างอนาคต และประเทศใดจะเป็นเพียงผู้ถูกใช้งานแต่อนาคตเป็นของที่คนอื่นสร้างขึ้นและตักตวงไป






