หมุดหมาย โจ ไบเดน เยือนตะวันออกกลางกับนัยยะการเมืองภูมิภาคและการเมืองโลก

หมุดหมาย โจ ไบเดน เยือนตะวันออกกลางกับนัยยะการเมืองภูมิภาคและการเมืองโลก
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
ศูนย์อิสลามและอิหร่านศึกษา วทส.
ปฎิเสธไม่ได้ว่าการเยือนตะวันออกกลางของ โจ ไบเดนในสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเริ่มจากเยือนอิสราเอลแล้วมายังซาอุดิอาระเบียนั้น มีนัยยะทางการเมืองในภูมิภาคและการเมืองโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยสื่อกระแสหลักพยายามจะส่งสัญญาณว่า ไบเดนมีแผนยุทธศาสตร์ เพื่อสร้างกระชับความสัมพันธ์กับกลุ่มประเทศอาหรับให้เข้มแข็งมากกว่าที่เป็น อีกทั้งยังต้องการจะให้กลุ่มประเทศอาหรับรวมตัวกันในการเป็นพันธมิตรแบบปกติกับอิสราเอล รวมถึงการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมัน และอีกเรื่องคือการกดดันอิหร่านไม่ให้เข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ จนทำให้กระแสโลกต้องจับตาและติดตามทริปของ โจ ไบเดนในเยือนตะวันออกกลางครั้งนี้อย่างน่าสนใจ
ประธานาธิบดี โจ ไบเดน ของสหรัฐฯ เดินทางเยือนอิสราเอลตั้งแต่วันพุธ13 กรกฎาคม ถือว่าเป็นประเทศแรกในการเยือนตะวันออกกลางครั้งแรกอีกด้วยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง
กำหนดการสำคัญของผู้นำสหรัฐฯ ในทริปนี้ คือการได้พบปะพูดคุยกับ ยาอีร์ ลาปิด นายกรัฐมนตรีรักษาการของอิสราเอล และอดีตนายกรัฐมนตรี เบนจามิน เนทันยาฮู ก่อนจะเดินทางไปเยือนเขตเวสต์แบงก์ เพื่อพูดคุยกับฝ่ายปาเลสไตน์ ซึ่งนำโดยประธานาธิบดี มาห์มูด อับบาส จากนั้นไบเดนจะเดินทางต่อไปยังเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย เพื่อพูดคุยกับรัฐบาลซาอุ และเข้าร่วมการประชุมสุดยอดสภาความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (Gulf Cooperation Council Summit)+3 มีจอร์แดน อียิปต์และอิรักเข้าประชุมด้วย
นักวิเคราะห์มองว่า ความผิดพลาดในการต่างประเทศสหรัฐฯยุคโนนัล ทรัมป์ต่อการเมืองตะวันออกกลางนั้น ทำให้สหรัฐฯเสียพื้นที่ จนทำให้การขยายตัวของจีนและรัสเซียเข้ามาแย่งชิงพื้นที่ของสหรัฐฯอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นนักวิเคราะห์การเมืองตะวันออกกลางมองว่าการเยือนอิสราเอลและซาอุดิอาระเบียของไบเดนมีนัยยะสำคัญต่อการเมืองตะวันออกกลางอย่างมากทีเดียว ถึงกับได้กล่าวกันว่าสหรัฐฯจะทวงคืนพื้นที่กลับมาให้ได้ แต่เป็นเกมที่ยากพอดูและมีโจทย์ท้าทายต่อไบเดนอย่างมาก นั่นเพราะระเบียบโลกเก่ากำลังจะหมดเวลาลง และภาวะความถดถอยของสหรัฐฯเองได้เป็นที่ประจักษ์ต่อชาวโลกมากขึ้น และโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบโลกใหม่ โดยมีจีนและรัสเซียเป็นผู้เล่นและตัวแสดงที่เข็มแข็ง ถึงแม้ว่าไบเดนและอิสราเอลยังมีความหวังในเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกับกลุ่มประเทศอาหรับต่อการรวมตัวของกลุ่มประเทศอาหรับในรัฐอ่าวฯหรือเรียกเป็นภาษาการเมืองวันนี้”นาโต้อาหรับ” รวมตัวกันในการสกัดกั้นอิทธิของอิหร่านก็ตาม และไบเดนยังต้องการให้อิสราเอลจะเข้ามาเป็นพันธมิตรในการเผชิญหน้ากับอิหร่านและการรุกคืบของรัสเซียและจีนอย่างหลีกลี่ยงไม่ได้ก็ตาม
การเยือนอิสราเอล ประเด็นสำคัญที่สื่อกระแสหลักได้กล่าวถึงคือไบเดน กับลาปิด ได้พูดคุยกันถึงปัญหาหลักคือประเด็นนิวเคลียร์ของอิหร่าน นายลาปิด ได้พยายามผลักดันไบเดนให้ทำมากกว่าการให้คำมั่นในการยับยั้งอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยหลังการพูดคุย ทั้งสองได้ลงนามใน ‘ปฏิญญาเยรูซาเลม’ ซึ่งเป็นปฏิญญาเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้คำมั่นว่าสหรัฐฯ จะใช้ทุกสิ่งที่มีในอำนาจของประเทศ ป้องกันอิหร่านไม่ให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ความน่าสนใจของการสนทนาระหว่างนายไบเดนกับนายลาปิด ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาการมีอิทธิพลของอิหร่านและปัญหานิวเคลียร์อิหร่านยังคงเป็นประเด็นหลักในการที่จะหาทางสกัดกั้น และดูเหมือนว่าอิสราเอลมุ่งหวังอย่างหนักต่อการมาของของไบเดนในครั้งนี้นั้นคือการสร้างความมั่นใจให้กับอิสราเอลว่า สหรัฐฯต้องสกัดกั้นอิหร่านมิให้เข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์และยังคงให้สหรัฐฯคว่ำบาตรอิหร่านต่อไปอีก
นักวิเคราะห์ด้านตะวันออกกลางศึกษามองว่า การสูญเสียพื้นที่สหรัฐฯในตะวันออกกลาง กรอปกับความถดถอยของสหรัฐฯนั้น ทำให้รัสเซียและจีนเข้าช่วงชิงพื้นที่ในตะวันออกกลางอย่างเบ็ดเสร็จไปเสียแล้ว และอิหร่านเองได้มีความเข้มแข็งทางด้านการทหารและอาวุธมากเกินจะต้านทาน ดังนั้นการเยือนไบเดน เพื่อสกัดกั้นอิหร่าน ดูจะเป็นแค่ฝันกลางวันและในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อิหร่านได้ตัดสินใจเข้าร่วมสมาชิกกลุ่ม”บริกส์”(BRICS) หรือเรียกว่ากลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ทำให้อิหร่านเข้มแข็งขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โฆษกกระทรวงต่างประเทศอิหร่านกล่าวว่า การที่อิหร่านเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มบริกส์ จะเป็นการช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทั้งสองฝ่าย สำหรับสมาชิกบริกส์มีประชากรรวมกันแล้วมากกว่าร้อยละ 40 ของประชากรโลกและคิดเป็นร้อยละ 26 ของเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์มองว่าความคาดหวังของอิสราเอลต่อสหรัฐฯในการต่อต้านอิหร่าน คงทำอะไรไม่ได้มากนัก ด้วยเหตุผลคือ
๑.ความเข้มแข็งของอิหร่านในด้านอาวุธและกองกำลังอยู่ในระดับสูง ดูได้จากกรณีของการครอบครองโดรนของอิหร่านวันนี้ จนทำให้สื่อกระแสหลักพยายามจะโยงการว่าการเยือนเตหรานของปูติน เพื่อซื้อโดรนอิหร่าน
๒.ส่วนประเด็นนิวเคลียร์ อิหร่านมีขีดความสามารถที่จะเพิ่มสมรรถะยูเรเนี่ยมได้มากกว่า60% ซึ่งนั่นหมายถึงการจะเข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ได้มากขึ้น เกินที่จะยับยั้ง ถึงแม้อิหร่านจะปฏิ เสธเสียงแข็งตลอดมาว่าจะสร้างพลังนิวเคลียร์เพื่อสันติก็ตาม
๓.ความเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกที่มีสหรัฐฯเป็นมหาอำนาจเพียงผู้เดียวได้จบลงแล้ว ดังนั้นอิสราเอลจะกร้าวแค่ไหน สหรัฐฯไม่ใช่มหาอำนาจเพียงประเทศเดียวเสียแล้ว แต่การผงาดของจีนและรัสเซีย คือสัญญาณของการกำหนดระเบียบโลกใหม่ได้อุบัติขึ้นแล้ว ซึ่งอิหร่านเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกับรัสเซียและจีนเป็นมากที่สุดในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง
๔.มีประตูเดียวที่สหรัฐฯจะกดดันอิหร่าน คือการคว่ำบาตรอิหร่านต่อไป แต่ดูเหมือนว่ามาตรการการคว่ำบาตรอิหร่าน ก็ไม่ส่งผลให้อิหร่านต้องถึงทางตันเสียทีเดียว และการคว่ำบาตรที่รุนแรงที่สุดเคยเกิดมาแล้วในสมัยอดีต ประธานาธิบดี ทรัมป์ ก็ยังเอาอิหร่านไม่ลง ดังนั้น รัฐบาลวอชิงตัน ได้แค่ขู่และวาดภาพให้น่ากลัวเท่านั้น
๕. ถ้ามองผลของการประชุมโจ ไบเดนกับกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ(GCC)รวมถึงจอร์แดน อียิปต์และอิรักนั้น ดูเหมือนว่าประเด็นของอิหร่านได้แค่การนำมาพูดถึง แต่ไม่ได้ลงนามร่วมกันต่อต้านอิหร่านเหมือนเคย ดั่งเห็นได้จาก รมต.การต่างประเทศซาอุดิอาระเบียได้พูดถึงอิหร่านในเสียงที่ไม่แข็งกร้าว และยังถือว่าปัญหานิวเคลียร์อิหร่านควรหาทางแก้ไขด้วยหลักการทูต
เจ้าชาย ‘ไฟซาล บิน ฟาร์ฮาน อัล ซาอุด’ รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดีอาระเบีย เปิดเผยในระหว่างแถลงข่าวหลังเสร็จสิ้นการประชุมสุดยอดการพัฒนาและความมั่นคงเจดดาห์ว่า ซาอุดีอาระเบีย มองไปข้างหน้าถึงแก้ไขปัญหาโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านด้วยการทูต และบอกว่า ซาอุดีอาระเบียเปิดกว้างต่อความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับอิหร่าน และเรื่องโครงการนิวเคลียร์อิหร่าน ควรหาทางออกด้วยการเจรจาและการทูต
ไบเดนเยือนซาอุฯกับโจทย์ความท้าทายของระเบียบโลกเก่า
ทันทีที่สถานีโทรทัศน์ของซาอุดีอาระเบียและสื่อกระแสหลักทั่วโลก เผยแพร่ภาพ โจ ไบเดนชนกำปั้นกับเจ้าชายMBS ขณะเดินทางเยือนซาอุฯเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์สหรัฐ – ซาอุดีอาระเบีย ทำให้นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีของสหรัฐฯและซาอุฯดูไม่ค่อยจะเหมือนเดิม ดูค่อนข้างห่างเหิน อาจจะเป็นได้ที่โจ ไบเดนเคยวิจารณ์ซาอุดีอาระเบียอย่างรุนแรงเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีอื้อฉาวของการสังหารนายจามาล คาช็อกกี คอลัมนิสต์ชาวซาอุดีอาระเบีย สังกัดเดอะ วอชิงตัน โพสต์ ว่าราชวงศ์อยู่เบื้องหลัง แต่ก็มีนักวิเคราะห์มองว่า ซาอุฯกำลังหาพันธมิตรใหม่มาแทนที่สหรัฐฯ นั่นคือจีนและรัสเซียและกับการขับเคลื่อน Vision 2030และที่ผ่านมาซาอุฯเองพยายามจะตีห่างจากสหรัฐฯ เลยทำให้ท่าทีของซาอุฯดูไม่เหมือนเดิม
แต่ดูเหมือนว่า โจ ไบเดน ได้ให้ความสำคัญต่อการเข้าร่วมประชุมกับกลุ่มประเทศ GCC หรือกลุ่มประเทศคณะมนตรีความร่วมมือแห่งอ่าวอาหรับ ประกอบด้วย 6 ประเทศ ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย คูเวต โอมาน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ และบาห์เรน โดยไบเดนได้มีเป้าหมายแรกคือ สนันสนุนอิสราเอลให้มีความมั่นคง และยังร่วมลงนาม “ปฏิญญาเยรูซาเลม” เพื่อป้องการและปราบปรามความพยายามของอิหร่านในการสร้างอาวุธนิวเคลียร์ ต้องการให้กลุ่มประเทศอาหรับมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างอิสราเอล โดยเฉพาะซาอุฯให้สร้างความสัมพันธ์แบบปกติกับอิสราเอล โดยเงื่อนไขหลัก คือ สหรัฐฯจะสนับสนุนระบบป้องกันภัยทางอากาศ เพื่อต่อต้านภัยคุกคามขีปนาวุธจากอิหร่านและพันธมิตรอิหร่าน
ไบเดนยังได้พยายามตอบโต้การรุกรานของรัสเซียต่อยูเครน ในขณะที่สหรัฐฯเองต้องแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจกับจีน และสร้างความยั่งยืนให้ภูมิภาคที่สำคัญของโลก เพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายนั้น จะต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับประเทศที่มีอิทธิพลต่อความสำเร็จในครั้งนี้ ซึ่งประเทซาอุดิอาระเบียเป็นหนึ่งในนั้น แต่จะไปถึงฝันได้นั้น มีโจทย์ท้าทายอยู่หนักพอสมควร
แต่ที่น่าสนใจคือกษัตริย์ซัลมาน ไม่ได้อยู่ร่วมโต๊ะประชุมGCCด้วยโดยMBS นั่งเป็นประธานเปิดการประชุม MBSกล่าวว่า วันนี้เราอยู่ในภาวะความตึงเครียดทั้งระดับภูมิภาคและระดับโลก โดยมีการเผชิญหน้าระหว่างกัน ดังนั้นถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศให้เกิดขึ้น โดยการพูดคุยและเจรจากันให้มากขึ้นเพื่อลดความตึงเครียด
มุฮัมมัด บินซัลมาน กล่าวว่า เราปรารถนาต่ออิหร่านที่จะร่วมมือกับกลุ่มประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ และเราเรียกร้องให้อิหร่านเคารพกฎหมายระหว่างประเทศในการปฎิบัติตามIAEA อย่างเคร่งครัดในประเด็นปัญหานิวเคลียร์
ในขณะที่ โจ ไบเดน ได้พยายามที่จะพูดถึงอิสราเอลว่า เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในกลุ่มประเทศอาหรับของภูมิภาคด้วย เขากล่าวว่า ในอนาคต กลุ่มสมาชิกใหม่ที่จะเข้าร่วมมือในภูมิภาคนี้นั้น คือ อิสราเอล
ไบเดนยังได้พูดถึงอิหร่านว่าคือภัยคุกคามของภูมิภาค และจะต้องร่วมมือกันในการต่อต้านการก่อการร้ายในภูมิภาค ไบเดนกล่าวว่า อิหร่านคือผู้ทำลายความมั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง และเราต้องการจะมีส่วนร่วมในบทบาทตะวันออกกลางต่อไป และจะไม่ได้จะทิ้งตะวันออกกลาง
ท่าทีอิหร่านต่อการเยือนตะวันออกกลางของ โจ ไบเดน
อิหร่านกล่าวโต้ตอบต่อสหรัฐฯอย่างเผ็ดดุว่า แท้จริงผู้ที่สร้างความตึงเครียดและความไม่มั่นคงในภูมิภาคตะวันออกกลาง คือการเมืองที่ชั่วร้ายของวอชิงตันต่างหาก ไม่ใช่เรา!!
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ชี้ว่า สหรัฐฯคือผู้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ และยังเข้าแทรกแซงกิจการภายในของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ ตลอดมาหลายสิบปีและยังได้ตั้งฐานทัพตัวเอง ขายอาวุธ สร้างสงครามระหว่างกัน และจากนโยบายที่ผิดพลาดของสหรัฐฯในการสกัดกั้นอิหร่าน ที่ใช้ยุทธศาสตร์ โฆษนาชวนเชื่อให้โลกเกลียดกลัวอิหร่าน แต่ที่แท้จริง รัฐบาลวอชิงตันนั่นแหละคือผู้สร้างความวิกฤติในภูมิภาคนี้!!
สหรัฐฯคือตัวปัญหา และถือว่าเป็นตัวการของการสานต่อการยึดครองปาเลสไตน์ โดยรัฐเถื่อนอิสราเอล และสหรัฐฯคือผู้สนับสนุนหลักให้อิสราเอลละเมิดสิทธิมนุษยชนชาวปาเลสไตน์
อิหร่านตอบโต้ประเด็นปัญหานิวเคลียร์ว่า เราได้ยึดหลักสากลและปฎิบัติตามIAEAตลอดมา และเจตนาของเราคือผลิตนิวเคลียร์เพื่อสันติและได้ยืนยันหลักการนี้ตลอดมาในการให้ยกเลิกการคว่ำบาตรต่อเรา
ถือว่าเป็นการใส่ร้ายต่อเราอย่างโจ่งแจ้งในประเด็นนิวเคลียร์ โดยพยายามจะอ้างว่า เราครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ในขณะที่สหรัฐฯเองได้ปิดตาในเรื่องนี้ต่ออิสราเอลที่ได้ครอบครองนิวเคลียร์อยู่ในวันนี้ ซึ่งนั่นคือความกลับกรอกของสหรัฐฯ!!
โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านได้กล่าวถึงการประชุมกลุ่ม GCCว่า นโยบายการต่างประเทศอิหร่านและรากฐานการเมืองอิหร่าน ยังยอมรับการพูดคุยและการเจรจาต่อประเทศเพื่อนบ้านอยู่เสมอ และมีจุดยืนว่าเรื่องภายในของภูมิภาคเราต้องพูดคุยกันเอง และอิหร่านมีความคาดหวังว่ากลุ่มประเทศอ่าวฯทั้งหลายควรได้ทบทวนในการเชิญเรา(อิหร่าน)เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือและการพูดคุย จะเป็นก้าวสำคัญของการสร้างสันติภาพและการลดความตึงเคลียด อีกทั้งจะเกิดประโยชน์ร่วมกันใน ภูมิภาคตะวันออกกลาง
ท่าทีอิหร่านยังหนักแน่นต่อนโยบายการต่างประเทศและยืนหยัดต่อสู้กับสหรัฐฯตลอดมา โดยอิหร่านเองต้องการจะพิสูจน์ให้ชาวโลกเห็นว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางนั้น แกนสำคัญคือสหรัฐฯและอิสราเอล ในขณะเดียวกันอิหร่านยังเรียกร้องกลุ่มประเทศอาหรับทั้งหลายหันมากำหนดการเมืองภายในของตนเอง โดยเรียกร้องให้ต่อต้านการแทรกแซงของสหรัฐฯ เพื่อสันติภาพที่ยั่งยืนและความสงบสุขของตะวันออกกลาง.







