สัญญาณเตือนภัย

สัญญาณเตือนภัย
ความหลังที่ประทับใจในสมัยเด็กๆ มีหลายเรื่อง ที่เกี่ยวกับอาหารกลางวันที่โรงเรียน ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา อาทิ เส้นหมี่ถั่วงอกคลุกซีอี๊ว ชามละสลึง เส้นหมี่น้ำเนื้อวัวชามละบาท ที่นักเรียนเอาเส้นหมี่จากหลายๆชามมารวมกันก็ได้ น้ำเฉาก๊วยหรือน้ำลำไยแช่น้ำแข็งใส่กาละมัง แก้วละสลึง และ แขกขายถั่วมันๆ แบกโต๊ะสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ เอาทูนหัวเดิน มาวางขาย บนโต๊ะแบ่งเป็นช่องๆมีถั่วทอดหลายชนิด เช่นถั่วลิสง ถั่วเขียวกระเทาะเปลือก(ถั่วทอง) และถั่วปากอ้า ฯลฯ ตักใส่ถุงก็สลึงนึง ก่อนปิดปากถุง จะมีพริกเม็ดใหญ่ที่ไม่ค่อยเผ็ด ต้นหอมซอย โดยจะหั่นเล็กๆผสมกันและใส่เกลือนิดนึงเค็มปะแล่มๆ

ที่ตลาดบองมาเช่ที่กรุงเทพฯ และที่ร้านหมูยอสุจินต์ที่เชียงใหม่ เห็นมีถั่วทองทอดใส่ถุงพลาสติกเป็นหลอดยาวๆ ขาย หลอดละ ๒๐ -๒๕ บาท ซึ่งผมชอบกินตั้งแต่แขกขายถั่วเมื่อสมัยเด็กๆ เคี้ยวกรอบๆ แต่ผมไม่ได้ซื้อ เพราะ ถั่วแบบนั้น เพื่อนผมทำขายที่เชียงใหม่ ก็แค่โทรไปหาเพื่อน ก็ได้ถั่วมากินสบายอารมณ์ หลายครั้งที่เพื่อนให้มาฟรีๆ และหลายๆครั้งที่ผมยัดเยียดเงินให้เขา เพราะเป็นอาชีพของเขา แม้จะทำเพราะอยู่ว่างๆ แต่เขาก็ต้องลงทุน
ความจริงเพื่อนคนนี้ อายุแก่กว่าเราสัก ๒ ปี แต่มาเข้าเรียนเกษตรรุ่นเดียวกัน เพื่อนๆตั้งชื่อเรียกเล่นๆว่า แฮ้ง เพราะระยะเวลานั้น นักร้องแฮ้ง วิลเลียมกำลังดัง และบุคลิกท่าทางเพื่อนผมคนนี้เหมือนนักร้องคนนี้มาก ถ้าใครเรียกเขาว่า แฮ้ง นั่นหมายถึงว่า ใครคนนั้น เรียนเกษตรรุ่นเดียวกับเรา
แฮ้งเป็นคนสุภาพเรียบร้อย อัธยาศัยดีเหมือนกับคนต่างจังหวัดโดยทั่วๆไป ไม่ค่อยพูด แต่ทราบว่าเป็นคนขยัน และมนุษยสัมพันธ์ดีเยี่ยม ชีวิตของเขาฝากไว้กับงานวิจัยพืชไร่ และแน่นอน น่าจะมีเรื่องถั่วเขียวหรือถั่วทองรวมอยู่ด้วย ได้ยินกิตติศัพท์ ไม่ว่าเขาเป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่ที่ไหน เวลามีการประกวดศูนย์วิจัยพืชไร่ เขาได้รับรางวัลชนะเลิศอยู่เสมอๆ จนในที่สุด ได้เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิจัยพืชไร่แม่โจ้ เชียงใหม่จังหวัดบ้านเกิดของเขาเอง และไปครองตำแหน่งผู้บริหาร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพืชไร่ จนเกษียณอายุราชการ

ที่เก็บมาเล่านี้ เพราะว่า ไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผมได้ไปขอซื้อถั่วทอง (บังคับซื้อ เขาจะให้ฟรีๆแต่ไม่ยอม) มากินเล่นๆเหมือนสมัยเด็กๆ เสียดายไม่มีพริกสดกับหอมซอยคลุก ผมเอาถั่วใส่ถ้วยสแตนเลส นั่งกินหน้าทีวี ดูข่าวไปด้วย ต่อจากนั้นไม่นาน หลับไม่รู้ตัว ถ้วยตกลงพื้น ถั่วกระจัดกระจาย กระเด็นไปทั่วพื้นและใต้โต๊ะเก้าอี้แถวนั้น เก็บกวาดตั้งนาน ก็ยังไม่หมด หนำซ้ำ กระดาษเปียกที่เคยมีไว้ถูพื้นประจำบ้านก็หมด จะเอาผ้าชุบน้ำมาถูก็ขี้เกียจทำ นั่งนึกปลงๆว่าเรานี้ คงถึงวัยแล้วหนอ มีสัญญาณเตือนมาหลายครั้งแล้ว นี่โชคยังดีที่ใช้ถ้วยสแตนเลสไม่แตก ไม่งั้นต้องเหนื่อยอีกมาก
เมื่อ ๒ เดือนก่อนหน้านี้ ขณะที่ขับรถจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ วันนั้น ย่ามใจคิดว่ากลางคืนนอนมาพอเพียงแล้ว จึงขับคนเดียวมาเรื่อยๆ จนถึงแถวอำเภอนครหลวง ก่อนเข้าอยุธยา ขณะที่ขับอยู่เลนขวาสุด ความเร็วเกือบ ๑๒๐ กม./ชม. ตามกฎที่อนุญาต ปรากฎว่ามึนหัว เห็นถนนข้างหน้า พลิกไปมา พยายามขับรถเข้าข้างทางชิดซ้าย จอด พยายามนวดบีบที่คอและสมองนานพอควร จึงมีอาการดีขึ้น พอช่วยตัวเองได้ พอวันรุ่งขึ้น ไปประชุมที่มูลนิธิที่เป็นกรรมการอยู่ อาการก็กลับเข้ามาอีก จึงไปหาหมอที่ศูนย์แพทย์พัฒนา หมอฉีดยาให้ ๑ เข็ม และให้ยามากิน หลังจากฉีดยามึนหัวมาก ยืนแทบไม่อยู่ จนได้กลับไปนอนพักตอนกลางคืน ปรากฎว่าหลับสนิท และรุ่งเช้าหายเป็นปกติ ตอนนี้ เมื่อ ๓-๔ วันก่อน ทำงานเกี่ยวกับเอกสาร เครียดหน่อย รู้สึกว่าอาการเวียนหัวจะกลับมาอีกแล้ว แต่พอได้นอนพักผ่อน อาการเหล่านั้น ก็หายไป
วานนี้ ได้รับใบสั่งจราจร ทำผิดตั้งแต่ กลางเดือนกรกฎาคม สาเหตุ คือฝ่าไฟแดงที่ทางหลวงช่วงอำเภอพยุหคีรี เวลา ๑๑.๓๐ น. จึงเป็นการขับจากกรุงเทพฯมาเชียงใหม่ เสียค่าปรับ ๕๐๐ บาท ได้รับใบสั่งก็ไปจ่ายทันที ดูในรูปที่เขาส่งมาให้ เห็นมีรถฝ่าไฟแดงเหมือนเราอีกคันหนึ่ง ซึ่งคงจะโดนเหมือนกัน เรื่องนี้ อาจจะเป็นระยะเปลี่ยนไฟจากเขียวเป็นแดง พอดีเราชอบลุ้นให้ผ่านไม่ต้องติดไฟแดงอีกครั้งหนึ่ง น่าจะเปลี่ยนไฟเร็วมาก จนเบรคไม่ทัน วิ่งเลยตามเลย หรือ ตอนนั้นอาจจะเผลอเรอ ขับชิดซ้าย แต่ป้อมสัญญาณไฟอยู่กลางถนนริมขวา ทำให้มองไม่เห็น เราก็วิ่งตามรถคันอื่นมาเรื่อยๆ พอรถคันอื่นไปได้ เราก็ไปตามเขา ทั้งนี้ สี่แยกไฟแดงที่พยุหคีรี เป็นทางผ่านไปมาหลายๆครั้ง ไม่เคยเกิดปัญหา ครั้งนี้ ถือว่า โชคไม่ดีจริงๆ

ตามความคิดเห็น ถ้าตำรวจเห็นว่าเป็นการบริการประชาชน น่าจะมีระบบว่ากล่าวตักเตือน เคยได้ยินมาว่า ตามหลักการกฎหมายอาญา หากไม่เจตนา น่าจะได้รับการอภัย ตั้งแต่เกษียณอายุ และเดินทางไกลบ่อยๆ เจอแต่ใบสั่งหลายใบ จนสงสัยว่า คนอื่น เจอแบบเราหรือไม่ และการขับรถทางไกลในต่างประเทศ เขาเจอใบสั่งกัน แบบนี้หรือเปล่า หรือเขาทำระบบจราจรให้เห็นชัดเจน ปฏิบัติตามได้ ไม่ต้องมาเดือดร้อนแบบเรา
ขอเล่าเรื่องย้อนกลับมาเมื่อสมัยเด็กๆอีกครั้ง แต่เป็นระยะที่เป็นวัยรุ่นแล้ว พอช่วงปิดเทอมปลาย ได้กลับไปอยู่บ้านเกิดของพ่อที่โคกปีบ ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นบ้านที่ย่าและป้าอยู่ ทั้งนี้ รอบๆละแวกนั้นต่างก็เป็นพี่น้องซึ่งถือว่าครอบครัวเดียวกันเป็นที่อบอุ่น ในช่วงนั้น จะมีงานประจำปีทุกปี สมโภชต้นศรีมหาโพธิ์ ของวัดต้นโพธิ์ ซึ่งปลูกมานานมากกว่าร้อยปีแล้ว มีคนเล่าว่าสมัยก่อน ใบโพธิ์ใหญ่ ห่อข้าวไปกินได้ ตอนนี้ใบเล็กลง น่าจะเป็นไปตามอายุ
เสียงเพลงแว่วมาตั้งแต่กินข้าวเย็นที่บ้านเสร็จ ทำให้ใจเต้นระทึกและรีบเดิน “รักพี่ให้หนีพ่อ พี่จะรอร้อรออยู่ตรงหน้าต่าง คืนไหนคืนเดือนมืด พี่จะสรวมเสื้อยืดออกไปคอยน้องนาง คืนเดือนหงาย พี่จะไม่มาหา พี่กลัวพ่อตาจะคว้าปืนออกมาวาง” เป็นรำวงรอบละบาท ที่ พวกเราวัยรุ่นไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนในงาน ไปถึงก็นั่งข้างเวทีดูรำวงจนเลิกแล้วกลับบ้านนอน ที่ป้าให้เงินติดตัวมาคนละ ๑๐ บาท/คืน ก็ไม่ได้ใช้จ่ายอะไร เป็นค่าตั๋วรำวงหมด นอกจากเพลงรักพี่ให้หนีพ่อแล้ว ยังมีเพลงอื่น เช่นดาวพระศุกร์ และมีอีกเพลงจำชื่อไม่ได้ แต่มีเนื้อร้องว่า “เธอจ๊ะเธอจ๋าเธอไปไหนมาฉันอุตส่าห์รอคอย มานี่มานี่มาดึงหูซะหน่อย ฉันอุตส่าห์รอคอยเธออยู่เป็นนาน วันนี้ไม่ได้อะไรรีบร้อนเกินไปเลยตกกระไดหลังบ้าน จึงต้องเดินเขย่งมา โปรดเมตตาสงสาร โกหกเป็นไฟไม่ได้การ ทุกคนนอกบ้านฉันต้องเฆี่ยน” เพลงนี้อนุญาตให้คู่รำดึงหู และตีเบาๆได้ เป็นการแต๊ะอั๋งไปในตัว หนุ่มๆชอบกันมาก
กล่าวถึงเพลงรักพี่ให้หนีพ่อ นึกถึงสมัยหนุ่มๆ จบเกษตรกันใหม่ๆ งานของพวกเราหลายคนต้องไปประจำในต่างจังหวัด ตามอาชีพที่เรียนมา หลายๆแห่งเป็นแหล่งรวมของพวกเราซึ่งอยู่แต่ละหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน แต่ไปพบปะกัน มีศูนย์รวม เช่นที่จังหวัดเลย สุโขทัย ปากช่อง ฯลฯ แน่นอนที่สุดว่างานวัดหลายๆแห่งต้องมีรำวงเป็นกิจกรรมรื่นเริงประดับงาน ได้ทราบข่าวมาว่า มีรุ่นพี่คนหนึ่ง คงคุ้นกับเพลงนี้ ไปชวนสาวให้หนีพ่อ แต่ไม่ได้ไปยืนรออยู่ตรงหน้าต่าง กลับปีนเข้าไปเลย ถึงแม้พ่อตาจะไม่คว้าปืนออกมาวาง แค่บังคับให้เขาแต่งงานกับสาวคนนั้น ทั้งนี้ เป็นโชคที่สาวนั้นเป็นคนดี อยู่กินกับรุ่นพี่จนแก่เฒ่าไปด้วยกัน
ที่นั่งหน้าทีวีกับถั่วทองนั้น รอลุ้นเรื่องข่าวดินฟ้าอากาศ ดูข่าวไปเรื่อยๆ พอถึงข่าวดินฟ้าอากาศกลับหลับทุกคืน ตื่นขึ้นมาเป็นข่าวในพระราชสำนักแล้ว
บู๊ คนเคยหนุ่ม ๑๖ กันยายน ๒๕๖๖
เชียงใหม่

