สงครามซาอุดิอาระเบีย-เยเมนกับระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในตะวันออกกลาง

สงครามซาอุดิอาระเบีย-เยเมนกับระเบียบภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ในตะวันออกกลาง
ประเสริฐ สุขศาสน์กวิน
กลายเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งเมื่อสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลกได้รายงานว่า กลุ่มการเมืองฮูตี ซึ่งมีฐานที่มั่นอยู่ในเยเมน ยิงขีปนาวุธและจรวด โจมตีโรงกลั่นน้ำมันของบริษัทซาอุดีอารามโก(Saudi Aramco) ในเมืองเจดดาห์ ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศ พร้อมกับสื่อกระแสหลักโหมโรงด้วยการกล่าวหาและประณามอิหร่านว่ายังคงเดินหน้าให้ความสนับสนุนด้านอาวุธ แก่กองกำลังฮูตี และการโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดศักยภาพการผลิตน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย
ส่วนทางโฆษกกลุ่มฮูตีในเยเมน ยืนยันว่า ได้ใช้ขีปนาวุธโจมตีคลังน้ำมันของซาอุดี อารามโคในเมืองเจดดาห์ รวมทั้งส่งโดรนโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในเมืองรัส ทานูรา และเมืองราบิกห์ (Rabigh) จริง
สำหรับกลุ่มชีอธ์ฮูตียังคงยืนกรานปฏิเสธคำเชิญของคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวอาหรับ หรือ GCC ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซาอุดีอาระเบีย ในการเข้าร่วมการเจรจาแบบพบหน้ากัน เพื่อหาทางคลี่คลายสงครามกลางเมืองในเยเมนที่ยืดเยื้อมาถึง 8 แล้ว พวกเขากล่าวว่า เราพร้อมี่จะพูดคุยแต่การพบหารือต้องเกิดขึ้นใน “ประเทศที่เป็นกลางเท่านั้น” และกองกำลังผสมอาหรับซึ่งมีซาอุดีอาระเบียเป็นแกนนำ ต้องยุติมาตรการปิดล้อมพื้นที่ทุกแห่งในเยเมน รวมถึงกรุงซานาhttps://www.dailynews.co.th/news/895051/
กระทรวงพลังงานของซาอุฯ ออกมาประณาม “การก่อวินาศกรรม” ครั้งนี้ และย้ำว่าซาอุฯ จะไม่ขอรับผิดชอบหากความเสียหายที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก และทางกระทรวงพลังงานซาอุฯ ยังกล่าวหาอิหร่านว่าจัดส่งขีปนาวุธทิ้งตัวและโดรนที่ทันสมัยให้แก่กบฏฮูตีไม่หยุดหย่อน ขณะที่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เป็นความจริง https://www.dailynews.co.th/news/895051/
ในขณะที่ซัยยิด อับดุลมาลิก ผู้นำอันศอรุลลอฮ์ ผู้นำกลุ่มชีอะฮ์ฮูตีแห่งเยเมน ได้ออกมาเตือนรัฐบาลซาอุดิอารเบียว่า “ถ้าพวกคุณสูญเสียโอกาสในการเจรจาสันติภาพในครั้งนี้แล้ว พวกคุณจะพบกับความเลวร้ายมากกว่านี้และความเสียใจที่ใหญ่หลวง”
จากการเข้าถล่มโจมตีที่ผ่านมาของกลุ่มฮูตีต่อโรงกลั่นน้ำมันอารามโก(Saudi Aramco) ของซาอุดีอาระเบีย ดูเหมือนว่ากระดานหมากรุกทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางกำลังจะเปลี่ยนไปและดูเหมือนว่าการกดดันให้ซาอุดิอาระเบียเร่งรีบการเจรจายุติสงครามในเยเมนกำลังจะเปิดฉากขึ้นซึ่งก่อนหน้านั้นซาอุดิอาระเบียได้นิ่งเฉยต่อการยิติสงครามในเยเมน แต่ครั้งนี้นั่นหมายถึงความสำเร็จของชีอะฮ์ฮูตี ที่กำลังไปไกลจนถึงขั้นที่ว่าสันติภาพในเยเมนจะต้องเกิดขึ้นและกลุ่มประเทศอ่าวอย่างUAEก็จะต้องถอนทหารออกจากดินแดนเยเมนตามซาอุฯไปด้วย https://www.dailynews.co.th/news/895051/
ถ้าเราย้อนดูเหตุการณ์ก่อนหน้านี้เราได้เห็นกลุ่มชีอะฮ์ฮูตีได้ยิงขีปนาวุธโจมตีสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ UAE มาแล้วต้นๆปี2022 ช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีอิสราเอลเดินทางเยือน UAE อย่างเป็นทางการ ทำให้โลกหันมาสนใจกลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลอยู่ในประเทศเยเมนอีกครั้ง
วันนี้คงปฏิเสธไม่ได้แล้วว่าบทบาทและความเข้มแข็งของกลุ่มการเมืองชีอะฮ์ฮูตีในเยเมนมีความเข็มแข็ง ได้กลายเป็นกลุ่มทางการเมืองโลกอาหรับอีกประเทศหนึ่งที่ได้สร้างความปั่นป่วนให้กับประเทศยักษ์ใหญ่อย่างซาอุดิอาระเบียและยูเออีอย่างน่าติดตามทีเดียว และนักวิชาการด้านอาหรับศึกษาได้ตั้งข้อสังเกตุว่าชีอะฮ์ฮูตีถือว่าเป็นกลุ่มอิสลามการเมืองที่น่าจับตาอีกกลุ่มหนึ่งในโลกอิสลามวันนี้ ทำให้โลกการเมืองได้ตั้งคำถามต่อมุสลิมชีอะฮ์ สาขาซัยดียะฮ์กลุ่มนี้มากยิ่งขึ้น ว่าพวกเขามีกระบวนทางความคิดด้านการเมืองเป็นอย่างไร?มีความแตกต่างกับชีอะฮ์ในอิหร่านหรือไม่?และทำไมถึงได้เป็นศัตรูกับซาอุดิอาระเบียและยูเออี?และกลุ่มชีอะฮ์ฮูตีได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านเพื่อให้ต่อสู้กับซาอุฯใช่หรือไม่? คำถามเหล่านี้เราค่อยๆมาวิเคราะห์และหาคำตอบไปด้วยกัน
ถ้าย้อนดูกลุ่มการเมืองชีอะฮ์ฮูตี (Houthi) ถือว่าพวกเขาเป็นกลุ่มมุสลิมนิกายชีอะห์สาขาซัยดียะฮ์ได้ก่อตั้งในประเทศเยเมน โดยเริ่มแรกเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวภายใต้องค์กรที่ชื่อว่า “ชะบาบอัลมุอ์มิน” (เยาวชนแห่งผู้ศรัทธา) เพื่อรณรงค์ให้วัยรุ่นและเยาวชนชีอะห์ให้เกิดจิตสํานึกและหวงแหนในประวัติศาสตร์อิสลาม เน้นกิจกรรมทางการเมือง และอนุรักษ์วัฒนธรรมขนบธรรมเนยีมประเพณีของเผ่าดั้งเดิมของพวกเขาที่มียาวนานในเยเมน
การก่อตั้งกลุ่มดังกล่าวเป็นการผสมผสานกันระหว่างมุสลิมกลุ่มอื่นๆ ที่ได้แสดงออกการคัดค้านและต่อต้านผู้ปกครองในเยเมนขณะนั้นซึ่งนิยมในนิกายซุนนี และมีความพยายามที่จะลบประวตัศิาสตร์ การเมืองการปกครองของเยเมนที่เคยถูกปกครองโดยผูนําที่เป็น มุสลิมนิกายชีอะห์ที่มีประวัติหลายร้อยปีให้หมดไปจากความทรงจํา ของเด็กและเยาวชนชาวเยเมนรุ่นใหม่
ต่อมาในปี ๒๕๔๗ “กลุ่มฮูตี” ได้พัฒนามาสู่กลุ่มเคลื่อนไหว ทางการเมืองที่ไม่นิยมความรุนแรงในตอนแรก แต่เนื่องด้วยการดําเนิน กิจกรรมตางๆ ทางการเมืองของกลุมฮูตีถูกรัฐบาลใช้กําลังและ อาวุธปราบปรามอย่างรุนแรง จึงส่งผลทําใหกลุ่มฮูตีต้องจัดตั้ง กลุ่มเคลื่อนไหวที่มีอาวธุ และลุกขึ้นมาต่อสู้รัฐบาลในเวลานั้น
ด้วยกับสถานการณ์ในของประเทศเยเมน เริ่มแย่มีการคอรัปชั่นและเกิดภาวะคนยากคนอย่างมาก และสถาบันทางการเมืองอ่อนแอไม่มีความชอบธรรม ระบบเศรษฐกิจย่ำแย่มาเติบโต ทรพัยากรลดน้อยลง ความยากจนของประชาชน อัตราประชากรเพิ่มขึ้นอยางรวดเร็ว และการถูกคุกคามจากกลุ่ม ก่อการร้าย เป็นต้นเหตุและเป็นปัจจัยส่งผลให้ชาวเยเมนไม่พอใจรัฐบาลจากการบริหารประเทศของประธานาธิบดี“มันซูร อัลฮาดี” จึงทำให้ประชาชนและกลุ่มชีอะฮ์ฮูษีลุกขึ้นมาก่อการประท้วงเพื่อกดดันให้นายฮาดี ลาออกจากตําแหน่งในเวลานั้น
แต่รัฐบาลเยเมนเวลานั้นได้ มองว่า “กลุ่มชีอะฮ์ฮูตี” เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของชาติที่ก่อกบฏกับรัฐบาลเยเมน และเป็นกลุ่มกบฏเช่นเดียวกับกลุ่มก่อการร้าย ISIS จึงใช้กําลังเข้าปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงอย่างรุนแรง จึงทําให้ มองข้ามข้อเทจ็จริงคือ “กล่มฮูตี” คือ ประชาชนชาวเยเมน เหมือนกันไม่ใช่ ผู้รุกรานจากภายนอกประเทศ จนนำไปสู่การปราบปรามกลุ่มฮูตี แต่ทว่าไม่สามารถเอาชนะกลุ่มฮูตีได้
ต่อมากลุ่มฮูตี Houthiหรือที่ถูกรู้จักอย่างเป็นทางการคือกลุ่มอิสลามการเมืองอันศอรุลลอฮ์ (Ansar Allah ) เป็นกลุ่มชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ (Zaidiyyah) ได้เข้ามาบริหารในประเทศเยเมนโดยการยึดอำนาจของรัฐบาลชุดเดิม ด้วยกับผู้นำที่เป็นนักสู้และนักปฎิวัติ ซัยยิดอับดุลมะลิก อัลฮูตี (Abdul-Malik al-Houthi) ทำให้การรัฐประหารปี 2558 ประสบความสำเร็จและยึดอำนาจในการบริหารประเทศเยเมนและปัจจุบันยังควบคุมกรุงซานา เมืองหลวงของประเทศเยเมน และรัฐสภา และได้บริหารประเทศเยเมนมาจนถึงวันนี้
ก่อนที่เราจะวิเคราะห์ฉากทัศน์ทางการเมืองหลังจากนี้ระหว่างซาอุดิอาระเบียกับเยเมน อยากจะให้ผู้อ่านย้อนดูกลุ่มชีอะฮ์ฮูตี หรือชีอะฮ์ซัยดียะฮ์สักนิด เพื่อจะให้เข้าใจถึงบทบาททางการเมืองของชีอะฮ์กลุ่มนี้และจะได้เห็นความเป็นมาเป็นไปของพวกเขาและบทบาททางการเมืองในเยเมนในอนาคต
ชาวฮูตีเป็นมุสลิมนิกายชีอะห์อาศัยอยู่ภาคเหนือของประเทศเยเมน มีความเชื่อและศรัทธาสังกัดในสำนักคิดชีอะฮ์ แต่สาขา ซัยดียะห์ (Zaidiyyah) ส่วนบุคคลที่ศรัทธาอยู่ในสำนักคิดนี้จะถูกเรียกว่า ซัยดี (Zaidi) (หนังสือเรื่อง Tribes and Politics in Yemen: A History of the Houthi Conflict (เผ่าชนและการเมืองในเยเมน: ประวัติศาสตร์ของความขัดแย้งเกี่ยวกับชาวฮูตี) ซึ่งเขียนโดย Marieke Brandt (มาริเกอ บรานดท์) https://www.amazon.com) และชีอะฮ์สาขาซัยดียะฮ์กับสาขาอิมามสิบสองหรือ(ชีอะฮ์อิสนาอะชารียะฮ)มีความต่างกันอยู่หลายประเด็นที่เกี่ยวกับความเชื่ออิมามหลังจากศาสดามุฮัมมัดและยังมีความแตกต่างในด้านหลักปฎิบัติศาสนกิจอยู่บางประการอีกด้วยแต่ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่ว่าขัดแย้งกันแบบหน้ามือหลังมืออะไรทำนองนั้น ถึงแม้ว่าในอุดมการณ์ทางการเมืองนั้นไม่แตกต่างกันก็ตาม จึงจะเห็นได้ว่ากลุ่มชีอะฮ์ฮูตีหรือบางสื่อเรียกว่าชีอะฮ์ฮูษีมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาลอิหร่านและชีอะฮ์ในอิหร่านและชีอะฮ์ในอิรัก
ถ้าย้อนดูประวัติความเป็นมาของชีอะฮ์ซัยดียะฮ์ ก็จะพบว่าพวกเขาคือ ชีอะฮ์กลุ่มหนึ่งที่ยอมรับการเป็นอิมามของเซด อิบนิ อะลี ซัยนุอาบิดีน โดยที่บิดาของซัยด์เองคืออิมามท่านที่สี่ของชีอะฮ์สิบสองอิมาม(ชีอะฮ์แบบในอิหร่านและอิรัก)
ชีอะฮ์ซัยดียะฮ์กลุ่มนี้ได้เกิดขึ้นหลังจากที่อิมามฮูเซน บุตรของอะลี บินอะบีตอลิบเสียชีวิตถูกสังหาร ณ กัรบาลาประเทศอิรักในฮ.ศ.ที่61 ทำให้ชีอะฮ์กลุ่มนี้ซึ่งเดิมทีได้ยอมรับการเป็นอิมามของอิมามฮุเซนเป็นทุนเดิมอยู่แล้วและยังถือว่าเป็นชีอะฮ์ที่มีความเป็นนักต่อสู้อย่างมากต่อมาได้ประกาศการล้างแค้นให้กับอิมามฮุเซนที่ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยม ณ กัรบาลา โดยการนำของซัยด์ บุตรของอิมามซัยนุลอะดบีดีน และต่อมาพวกเขาได้แยกตัวออกมาจากชีอะฮ์สายอิมามียะฮ์ หรือชีอะฮ์สิบสองอิมาม โดยมีความเชื่อว่าตำแหน่งหลังจากอิมามฮูเซนคือเซด บุตรของอิมามซัยนุลอะบีดีน จึงได้เรียกชีอะฮ์กลุ่มนี้ว่า”ซัยดียะฮ์” โดยอ้างถึงซัยด์ บุตรของอิมามซัยนุลอะบีดีนนั่นเอง
ชีอะฮ์ซัยดียะฮฺได้มีบทบาทตลอดมา และถือได้ว่าสถานที่มั่นสำคัญที่สุดของชีอะฮ์กลุ่มนี้อยู่ทางตอนเหนือของประเทศเยเมนและต่อมาได้จัดตั้งขบวนการต่อสู้และฟื้นฟูวัฒนธรรมอิสลามแบบสำนักคิดชีอะฮ์สาขาซัยดียะฮ์ในเยเมนมากขึ้น จนกระทั้งได้มีกองกำลังเป็นของตนเองและมีอำนาจทางการเมืองจนถึงวันนี้







