INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

Final Embrace : โอบกอดครั้งสุดท้าย

255279

Final Embrace : โอบกอดครั้งสุดท้าย

ยูนิโคล่ เอช แอนด์ เอ็ม และซาร่า จะเป็นผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าระหว่างประเทศยิ่งใหญ่สามราย พวกเขาจะมีร้านค้ามากกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก บริษัทแข่งขันกันด้วยการมุ่งเป้าหมายตลาดอย่างเดียวกัน แต่ใช้กลยุทธ์แตกต่างกันภายในโมเดลธุรกิจของพวกเขา เพื่อการบริหารสายผลิตภัณฑ์ ผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าสามรายเหล่านี้จะมีวิถีทางแตกต่างกันต่อการเป็นเจ้าของวัตถุดิบ การจัดหาการผลิต และการรักษาตราสินค้าของพวกเขา
เอช แอนด์ เอ็ม ได้เข้าสู่ผู้รักแฟชั่นทั่วโลก และได้เดินทางมาไกล นับตั้งแต่ร้านเฮนเนสแห่งแรกเปิดภายในสวีเดนย้อนหลังไปเมื่อ ค.ศ1947 ปัจจุบันนี้เราได้นำเสนอการออกแบบและปฟชั่นของโลกด้วยวิถีทางที่ตื่นเต้นและยั่งยืน
อุตสาหกรรมฟาสต์ แฟชันกำลังเบ่งบาน เอช แอนด์ เอ็ม ดูเหมิอนกับอยู่แนวหน้าของฟาสต์ แฟชั่นนี้ บุคคลเกือบทุกคนอย่างน้อยที่สุดจะมีเสื้อผ้าหนึ่งชิ้นจากเอช แอนด์ เอ็ม หรืออย่างน้อยที่สุดเดินเข้าไปภายในร้านของพวกเขา
เพราะว่าเอช แอนด์ เอ็ม สามารถนำเสนอขอบเขตที่กว้างของเสื้อผ้าและเครื่องตกแต่ง ณ ราคาที่ต่ำ
ปัจจุบันเอช แอนด์ เอ็ม ได้ขยายตัวไปทุกมุมของโลกด้วยร้านค้ามากกว่า 5,000 แห่ง ภายในมากกว่า 50 ประเทศ แม้ว่าการเริ่มต้นจะอยู่ภายในสวีเดน อเมริกา
จะมีร้านมากที่สุดถึง 543 แห่ง แต่ตราสินค้าจะปรากฏอยู่ภายในทุกส่วนของโลก รวมทั้งไซปรัส มาเก๊า ทาสมาเนีย และไอซ์แลนด์
เมื่อ ค.ศ 1946 ผู้ประกอบการสวีเดนอายุ 30 ปี เออร์ลิง เพรสสัน ได้ขับรถเที่ยวไปอเมริกา ภายในนิวยอร์ค ความคิดของการขายแฟชั่นผู้หญิงภายในวิถีทางใหม่ได้กำเนิดขึ้น
เอช แอนด์ เอ็ม หรือ เฮนเนส แอนด์ มอริทซ์ จะเป็นบริษัทเสื้อผ้าเก่าแก่ที่สุด ผู้ค้าปลีกส่วนลดราคาไม่แพง บริษัทก่อตั้งเมื่อ ค.ศ 1947 โดยเออร์ลิ่ง
เพรสสัน เมื่อเขาได้เปิดร้านแห่งแรกของเขาภายในวาสเทอรา สวีเดน ร้านค้าชื่อ เฮนเนส – ภาษาสวีเดนแปลว่าสำหรับเธอ ขายเสื้อผ้าของผู้หญิงอย่างเดียว
เมื่อ ค.ศ 1968 เออร์ริง เพรสสัน ได้ซื้อผู้ค้าปลีกเสื้อผ้าล่าสัตว์ มอร์บิทซ์ วิดฟอรสส์ การรวมเสื้อผู้ชายเข้ามาภายในสายผลิตภัณฑ์ นี่คือการเริ่มต้นของการนำเสนอเสื้อผ้าของผู้ชายและเด็กด้วย การนำไปสู่การนำเสนอเสื้อผ้าต่อทั้งครอบครัว และได้ปลี่ยนชื่อเป็นเฮนเนส แอนด์ มอร์ริทซ์
พวกเขาจะเป็นเสื้อผ้าฟาสต์ แฟชั่นแก่ผู้ชาย ผู้หญิง วัยรุ่น และเด็ก และได้เจริญเติบโตเป็นตราสินค้าหนึ่งที่จำกันได้มากที่สุดภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น
เมื่อ ค.ศ 2019 เอช แอนด์ เอ็ม ได้ดำเนินงานภายใน 74 ประเทศด้วยร้านค้ามากกว่า 5,000 แห่งภายใต้ตราสินค้าบริษัทที่หลากหลาย
เอส แอนด์ เอ็ม จะเป็นบริษัทซื้อขายหุ้นทั้งภายในสวีเดนและอเมริกา พวกเขาได้เข้าสู่สาธารณะภายในสวีเดนเมื่อ ค.ศ 1974 การขยายตัวได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อ ค.ศ 1969 เอช แอนด์ เอ็ม จะมีร้าน 42 แห่ง ระหว่างทศวรรษนี้ การเจริญเติบโตระหว่างประเทศได้เริ่มต้นขึ้น นอร์เวยจะมาก่อน ตามมาด้วยเดนมาร์ค อังกฤษ และสวิซเซอร์แลนด์ เมื่อ ค.ศ 1973 เอช แอนด์ เอ็ม ได้เริ่มต้นขายชุดชั้นใน การเจริญเติบโตได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยร้านใหม่ห้าถึงหกแห่งเปิดขึ้นทุกปี เมื่อ ค.ศ 1974 เฮนเนส แอนด์ มอริตซ์ ได้จดทะเบียนบนตลาดหุ้นสต็อคโฮล์ม
ภายในปีเดียวกันร้านได้ถูกเปลี่ยนตราสินค้าด้วยคำย่อเป็นเอช แอนด์ เอ็ม
มันจะเป็นประเพณีของบริษัทที่จะมีพนักงานใหม่ฉลองการเปิดร้านใหม่ด้วยการออกแบบท่าเต้นต่อหน้าลูกค้าและสื่อ โดยทั่วไปเราจะมี ดีเจ นาเสนอ “แฟลช ม้อป”
เอช แอนด์ เอ็ม สามารถแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่แก่ร้านได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเป็นผู้ค้าปลีกบางราย เช่น แก้ปส์ พวกเขาต้องใช้หกเดือนที่จะออกแบบและผลิตสไตล์ใหม่ แต่ถ้าเป็นเอช แอนด์ เอ็ม พวกเขาจะใช้เพียงสัปดาหเท่านั้น ณ สำนักงานใหญ่ภายในสต็อคโฮลม เอช แอนด์ เอ็ม ได้ว่าจ้างนักออกแบบที่เฝ้ามองแนวโน้มแฟชั่น และจากนั้นได้สร้างชีวิตแก่มันด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ ซัพพลายเออร์ทั่วโลกจะช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ไปสู่ร้านเพียงไม่ถึงเดือน
มันน่าจะอธิบายได้ว่าทำไมเราจะมีเสื้อผ้าใหม่ทุกครั้งที่เราเดินเข้าไปภายในร้านเอช แอนด์ เอ็ม
เพื่อที่จะช่วยลดของเสียและความตระหนักทางสิ่งแวดลัอมของตราสินค้า
เมื่อ ค.ศ 2013 บริษัทได้แนะนำการรวบรวมเสื้อผ้า ลูกค้าสามารถหย่อนทิ้งเสื้อผ้าทุกอย่างจากตราสินค้าอะไรก็ได้ ณ ร้าน เอช แอนด์ เอ็ม ทุกแห่งทั่วโลก ร้าน
จะพิจารณาว่าเสื้อผ้าแต่ละชิ้นสามารถขายเป็นเสื้อผ้าใช้แล้ว เปลี่ยนแปลง
เป็น
ผลิตภัณฑ์อื่น หรือทำให้เป็นสิ่งทออื่นได้หรือไม่ ถ้าเราบริจาคให้ เราจะได้ส่วนลด 15% จากการซื้อของเรา
ความลับของความสำเร็จของเอช แอนด์ เอ็ม สามารถอ้างได้จากโมเดล ฟาสต์ แฟชั่น ของพวกเขา ดังที่สรุปโดยวารสารฟอร์บ ฟาสต์ แฟขั่นคือ ความคิดของการเคลื่อนสินค้าจำนวนมากจากโต๊ะของนักออกแบบไปสู่พื้นห้องแสดงสินค้าภายในเวลาสั้นที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ผู้ค้าปลีกสามารถบรรลุเป้าหมายนี้ด้วยการมีอัตราการหมุนเวียนสินค้าสูง และด้วยการใส่ท่อลำเลียงผลิตภัณฑ์ด้วยแนวโน้มแฟชั่นล่าสุดอย่างสม่ำเสมอ โมเดลของเอช แอนด์ เอ็ม ต้องการทีมการตลาดที่ไว้ใจได้สามารถพิจารณาความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคืออะไรได้อย่างรวดเร็ว และดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็นภายในลูกโซ่อุปทาน กระดูกสันหลังของฟาสต์ แฟชั่น คือราคาต่ำ และฟาสต์ แฟชั่นจะเป็นชื่อที่ดูถูกว่า “เก๋ราคาถูก” เพราะว่าเสื้อผ้าของเอช แอนด์ เอ็ม จะขึ้นชื่อต่อ คุณภาพ ใช้แล้วทิ้งได้ และง่ายที่จะผลิต
ระหว่างเวลาที่ผู้หญิงได้ต่อสู้เพื่อบทบาทความเป็นผู้นำอย่างต่อเนื่องภายในธุรกิจและเลยพ้น แตส่วนใหญ่ของคณะกรรมการบริษัทของเอช แอนด์ เอ็ม จะเป็นผู้หญิง ที่จริงแล้วเจ็ดคนของสิบเอ็ดคนภายในคณะกรรมการบริษัทเป็น
ผู้หญิง แม้ว่าซีอีโอจะเป็นผู้ชาย คณะกรรมการบริษัทขับเคลื่อนด้วยผู้หญิงสามารถตรวจสอบการเกิดขึ้นทางการเงินและปัญหาอื่นที่เกิดขึ้นได้ มันน่าสังเกตุด้วยว่าสิบเอ็ดคนทุกคนของคณะกรรมการบริษัทจะเป็นผิวขาว บางสิ่งบางอย่างที่ได้สร้างปัญหามาแล้วในอดีต
แม้ว่าเป้าหมายของเอช แอนด์ เอ็ม ค.ศ 2013 ได้ระบุว่า การให้ค่าจ้างที่ดำรงชีวิตได้แก่คนงานทั่วโลก พวกเขายังคงเผชิญกับเสียงเรียกร้องค่าจ้างและสภาวะโรงงงานของซัพพลายเออร์ ตัวอย่างเช่น เมื่อ ค.ศ 2016 รายงานได้เผยแพร่ว่าโรงงานภายในเขมรที่ผลิดคอลเลคชั่นบียอนเซ่ สภาวะคล้ายกับโรงงานเลวร้ายทำงานหยาดเหงื่อต่างน้ำ พวกเขาได้เผชิญกับข้อตำหนิต่อสภาวะ ณ ซัพพลายเออร์ ภายในบังคลาเทศด้วย เมื่อ ค.ศ 2018 ซัพพลาย
เออร์ของเอช
แอนด์ เอ็ม ได้ถูกระบุชื่อภายในรายงานของโกลเบิ้ล เลเบอร์ จัสติซ รายละเอียดเกี่ยวกับการละเมิดคนงานเสื้อผ้าหญิง และองค์การสิทธิแรงงานชี้ว่าเอช แอนด์ เอ็ม ไม่ได้ทำตามคำสัญญา ค.ศ 2013 จะจ่ายค่าจ้างที่ดำรงชีวิตได้
แก่คนงาน 850, 000 คน ภายใน ค.ศ 2018
แรงกดดันที่จะบรรลุกำหนดเวลาของฟ้าสต์ แฟชั่น ได้นำไปสู่ผู้หญิงทำงาน
ภายในโรงงานของซัพพลายเออร์ของเอช แอนด์ เอ็ม และแก้ปส์ ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศและร่างกาย คนงานมากกว่า 450 คน ณ โรงงานที่ผลิตแก่ผู้ค้าปลีกสองรายได้คุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ รายงานได้ยืนยันว่าข้อกล่าวหาเหล่านี้ได้บันทึกจากเขมร บังคลาเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย ผลลัพธ์โดยตรงจากแรงกดดันเพื่การหมุนรอบอย่างรวดเร็วและโสหุ้ยต่ำ การล่วงละเมิดจะเป็นความเป็นจริงทุกวันต่อคนงานเสื้อผ้าหญิงผลักดันที่จะบรรลุเป้าหมายที่ไม่เป็นจริงภายในลูกโซ่อุปทานของเอช แอนด์ เอ็ม และแก้ปส์ กรณีเหล่านี้ส่วนใหญ่จะไม่ถูกรายงานเนื่องจากความกลัวของการแก้แค้นภายในโรงงาน
เอช แอนด์ เอ็ม ได้ยืนยันที่จะตรวจสอบ และพวกเขายินดีต้อนรับการริเริ่มที่จะต่อสู้ความรุนแรงเหล่านี้ เราต้องเข้าใจว่าความรุนแรงทางเพศจะเป็นผลลัพธ์ของโครงสร้างลูกโซ่อุปทานโลก โมเดลลูกโซ่อุปทานฟ้าสต์ แฟชั่นของเอช แอนด์ เอ็ม ได้สร้างเป้าหมายการผลิตที่ไม่สมเหตุผลและสัญญาที่ประมูลต่ำไป
การทำให้ผู้หญิงทำงานล่วงเวลาไม่ได้รับรายได้ และทำงานอย่างรวดเร็วมากภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงมาก
ณ โรงงานซัพพลายเออร์ของเอช แอนด์ เอ็ม ภายในศรีลังกา ผู้หญิงคนหนึ่งได้กล่าวว่า
เมื่อเด็กผู้หญิงได้ตำหนิผู้ควบคุมครื่องจักรต่อการสัมผัสหรือชอบจับพวกเธฮ พวกเขาได้ทำการแก้แค้น บางครั้งพวกเขาได้ให้เครื่องจักรที่บกพร่องแก่พวกเธอ จากนั้นพวกเขาจะไม่มาและซ่อมแซมมันเป็นเวลานาน ต่อมาหัวหน้าคนงานจะดุด่าพวกเราต่อการไม่บรรลุเป้าหมาย
ภายในโรงงานซัพพลายเออร์ของแก้ปส์ภายในอินโนีเซีย ผู้หญิงได้กล่าวถึงเกี่ยวกับการถูกเรียกว่าหน้าโง่ทุกวัน เยาะเย้ยต่อการทำงานไม่รวดเร็วขึ้น
และข่มขู่ด้วยการยกเลิกสัญญา
พวกเขาจะโยนวัตถุ พวกเขาเตะเก้าอี้ของเรา พวกเขาจะไม่ทิ้งรอยสัมผัสเราถูกใช้เป็นหลักฐานกับตำรวจ
เอช แอนด์ เอ็ม จะมีเว็บเพจพิเศษทุ่มเทที่จะรับมือการกับสภาวะโรงงานของซัพพลายเออร์
เอช แอนด์ เอ็ม ไม่ได้เป็นเจ้าของโรงงานใดเลย ผลิตภัณฑ์ของเราจะถูกผลิตโดยซัพพลายเออร์อิสระมักจะอยู่ภายในประเทศกำลังพัฒนา เป็นไปไม่ได้
ต่อเราที่จะดำเนินงาน ถ้าเราไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อบุคคลทำงานอยู่กับซัพพลายเออร์ของเรา บุคคลทุกคนควรจะถูกปฏิบัติด้วยความเคารพ และซัพพลายเออร์ควรจะให้ค่าจ้างที่ยุติธรรมและสภาวะการทำงานที่ดีแก่คนงานของพวกเขา เอช แอนด์ เอ็ม จะมีเวบเพจที่แสดงซัพพลายเออร์ของบริษัททั่วโลกด้วย
นานกว่าสามสิบปี เอช แอนด์ เอ็ม ได้ว่าจ้างซัพพลายเออร์บังคลาเทศ และภูมิภาคนั้นได้กลายเป็นตลาดซื้อสำคัญที่สุดของบริษัท เมื่อ ค.ศ 2011 เพรสสัน ซีอีโอ
ได้พบกับนายกรัฐมนตรีบังคลาเทศ เพื่อที่จะมีอิทธิพลต่อรัฐบาลขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ และการยกระดับตลาดซื้อค้าปลีกให้สูงขึ้น

2655855 255280

เอช แอนด์ เอ็ม ได้ถูกสั่นสะเทือนไม่กี่ปีที่๋ผ่านมาด้วยลำดับของความละอายจากร้อยเท้าสิ่งแวดล้อมและการใช้โรงานหยาดเหงื่อแรงงานเด็กภายในพม่า บังคลาเทศ และเขมร เมื่อ ค.ศ 2016 นักข่าวสดีเดนได้เปิดเผยว่าคนงานอายุ 14 ปี
เหน็ดเหนื่อบภายในโรงงานพม่าของบริษัททำงานมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวัน
พวกเขาได้พบว่าแรงงานเด็กได้ค่าจ้าง 15 เซ็นต์ต่อขั่วโมง ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของค่าจ้างขั้นต่ำ บริษัทเสื้อผ้าจะเป็นผู้ซื้อสิ่งทอรายใหญ่ที่สุดจากบังคลาเทศ
พวกเขาได้ทำสัญญากับโรงงาน 200 แห่งภายในประเทศที่จะผลิตเสื้อผ้า
ภายหลังจากที่คนงาน 1,129 คนเสียชีวิตภายในการพังทลายของอาคารรานา
พลาซ่าเมื่อ ค.ศ 2013 พวกเขาได้ลงนามสัญญาความปลอดภัยของไฟไหม้และอาคารของบังคลาเทศ ข้อตกลงที่ผู้สังเกตุการณ์มองว่าไม่ได้ถูกดำเนินการ
รายการทีวีของเยอรมันชื่อ Your Cheap Fashion – Our Misery ได้รายงานเอช แอนด์ เอ็ม เชื่อมโยงกับแรงงานเด็กและการเอาเปรียบแรงงานภายในบังคลาเทศและอุซเบกิสถาน ตามรายงานเด็กอายุ 12 ปีทำงาน 12 ชั่วโมงต่อวัันภายในโรงงานด้วยค่าจ้างที่น่าสงสารเพื่อการผลิตเสื้อผ้าแก่เอช แอนด์ เอ็ม การนำเสนอผลิตภัณฑ์ด้วยคำขวัญว่า แฟชั่นและคุณภาพ ณ ราคาดีที่สุด และการกล่าวหารัฐบาลเผด็จการอุซเบกิสถานทำกำไรอย่างมากมายจากการส่งออกฝ้ายด้วย บริษัทเสื้อผ้ากำลังอยู่ภายใต้ไฟไหม้จากการทำสัญญากับโรงงานที่ถูกกล่าวหาละเมิดกฏหมายแรงงานเด็ก ตามกอร์เดียน หนังสือที่พิมพ์ภายในสวีเดน
ได้อธิบายโรงงานสองแห่งภายในพม่ามีคนงานอายุ 14 ปีทำงานหนักมากกว่า 12 ชั่วโมงต่อวันเย็บเสื้อผ้า เอส แอนด์ เอ็ม จะเป็นลูกค้ารายหนึ่งของพวกเขา การประชุมระหว่างประเทศเกี่ยวกับแรงงานเด็กโดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศยอมให้เด็กเริ่มต้นที่จะทำงานอายุ 14 ปี แต่ช่วงเวลาของวันทำงาน
จะละเมิดทั้งไอแอลโอและกฏหมายแรงงานของพม่าเอง ที่จริงอายุ 14 ปี ไม่จำเป็นจะต้องอยู่ภายใต้คำนิยามแรงงานเด็กของไอแอลโอ เพราะว่าไอแอลโอจะยอมให้ประเทศกำลังพัฒนากำหนดอายุต่ำสุดการทำงานเริ่มต้นที่ 14 ปี
แต่มันจะเป็นอย่างอื่นถ้าเด็กทำงานชั่วโมงยาวนาน เช่น ทำงานล่วงเวลา หรือกะกลางคืน การทำงานเหล่านี้อายุต่ำกว่า 18 ปีจะเป็นงานอีนตราย
ผู้เขียนหนังสือชื่อ Modeslavar หรือ Slave Fashion เป็นภาษาอังกฤษ
ทาสแฟชั่น ได้พูดคุยกับเด็กหญิงที่ทำงานทั้งวันจนถึงสึ่ทุ่ม ณ โรงงานสองแห่งของพม่า เด็กหญิงคนหนึ่ง ซูซู
เริ่มต้นทำงาน ณ โรงงานเมื่อเธออายุ 14 ปี ได้บอกแก่ผู้เขียนหนังสือว่า
พวกเขาจะจ้างใครก็ตามที่ต้องการทำงาน ผู้เขียนได้พบกับเด็กหญิงอายุ 15 ปีทำงานจนถึงสี่ทุ่มละเมิดกฏหมายพม่าและไอแอลโอ
เอช แอนด์ เอ็ม กล่าวว่าบริษัทได้เรียกร้องแผนการปฏิบัติงาน รวมทั้งการปรับปรุงงานประจำวันจากบรรดาซัพพลายเออร์ที่ว่าจ้างทุกราย
คาร์ล โจฮัน เพรสสัน เป็นซีอีโอของเอช แอนด์ เอ็ม ตั้งแต่ ค.ศ 2009 เมื่อเขาได้ถือบังเหียนจากบิดาของเขา มหาเศรษฐี สเตฟาน เพรสสัน เขาจะเป็นรุ่นที่สามของครอบครัวของเขา ปู่ของคาร์ล โจฮันคือ เออร์ริง เพรสสัน ผู้ก่อตั้งเอช แอนด์ เอ็ม เมื่อ ค.ศ 1947 เขาได้ยึดครองบทบาทความเป็นผู้นำที่จะสนับสนุนความยั่งยืนภายในบริษัทของเขา และมีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงภายในค่าจ้างของคนงานลูกโซ่อุปทานต่างประเทศนับตั้งแต่ ค.ศ 2009 เขาได้นำแผนความยั่งยืนของบริษัทรวมทั้งการริเริ่มค่าจ้างดำรงชีวิตที่ยุติธรรม ภายใต้การริเริ่ม วิสัยทัศน์ของเอช แอนด์ เอ็ม คือ การรับรองว่าคนงานสิ่งทอทุกคนสามารถดำรงชีวิตบนค่าจ้างขอวพวกเขาได้ การมุ่งริเริ่มที่ซัพพลายเออร์ของบริษัทเอง เป้าหมายคิอ ความมั่นใจว่าซัพพลายเออร์ทุกคนได้ปรับปรุงโครงสร้างรายได้เพื่อค่าจ้างดำรงชีวิตที่ยุติธรรมภายใน ค.ศ 2018 กระทบต่อคนงานประมาณ 850,000 คน
คาร์ล โจฮัน เพรสสัน ได้กล่าวว่าในอนาคตลูกค้าควรจะเข้าสู่ข้อมูลความยั่งยินทั้งหมดของผลิตภัณฑ์
แนวคิดธุรกิจแกนของเราคือ คุณภาพ ณ ราคาดีที่สุด เรามองว่าความยั่งยืน
จะเป็นส่วนที่สำคัญของคุณภาพ ทางเลือกอื่นไม่มีเลย ในระยะสั้นมันจะหมายถึงต้นทุน แต่ในระยะยาวมันจะเป็นกรณีทางธุรกิจที่ดี มันจะทำให้เราเป็นนายจ้าวที่ดึงดูดมากขึ้น เพราะว่าเพื่อนร่วมงานจะห่วงใยความยั่งยืน ลูกค้าจะห่วงใยความยั่งยืนมากขึ้นทุกที พวกเขาอาจจะยังไม่พร้อมที่จะจ่ายมากขึ้นแก่มัน แต่พวกเขาจะห่วงใยมัน มันจะเป็นโอกาสที่จะเพิ่มคุณค่าตราสินค้าด้วย
ไม่มีข้อสงสัยเลยความพยายามสร้างความยั่งยืนของเราได้ปรับปรุงธุรกิจของเราในระยยาว แม้ว่ามันจะมีต้นทุนแก่เราหลายร้อยล้านเหรียญในระยะสั้น
ภายใต้จุดยืนของพวกเขา การปฏิบัติความยั่งยืนของเอช แอนด์ เอ็ม ได้ถูกทำตาม
อย่างใกล้ชิดโดยบริษัทอื่น การเปลี่ยนแปลงของเอช แอนด์ เอ็ม จะมีอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ภายในอุตสาหกรรมแฟชั่น นั่นคือทำไมเพรสสันได้มองว่าความยั่งยืนจะเป็นหัวใจต่ออนาคตของบริษีท นอกจากการนำธุรกิจแล้ว คาร์ล โจฮัน เพรสสัน จะเป็นคณะกรรมการของมูลนิธิเอช แอนด์ เอ็ม องค์การที่ไม่มุ่งกำไรอิสระด้วย
สนับสนุนเงินทุนโดยครอบครัวของเขา ภารกิจคือ การช่วยเหลือโลกให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาความยั่งยืนของยูเอ็น
ภายใต้ความเป็นผู้นำของคาร์ล โจฮัน เพรสสัน ความยั่งยืนได้กลายเป็นความรับผิดชอบต่อผู้บริหารและได้ถูกรวมภายในทุกหน้าที่และประเทศที่ถูกวัดตามเป้าหมายของความยั่งยืน การซื้อ การขนส่ง การตลาด และแผนกอื่นจะมีเป้าหมายความยั่งยืนเรียกว่า “ความตระหนัก” ตามเพรสสันแล้ว เราไม่มีวิถีทางอื่นใดเลยที่จะส่งมอบความยั่งยืน มันจะต้องถูกรวมและเป็นส่วนหนึ่งของดีเอ็นแอ
เขาได้กล่าวว่า มันจะเป็นวิสัยทัศน์ของเราอยู่เสมอที่คนงานสิ่งทอทุกคนควรจะสามารถดำรงชีวิตด้วยค่าจ้างของพวกเขา เราได้ทำงานที่จะส่งเสริมการเพิ่มค่าจ้างแก่คนงานเสื้อผ้ามาหลายปี ในขณะนี้เราได้ยกระดับและเปิดตัวแผนค่าจ้างดำรงชีวิตที่ยุติธรรม การมีส่วนช่วยอย่างสำคัญไปสู่ค่าจ้างดำรงชีวิตที่ยุติธรรมภายในอุตสาหกรรมสิ่งทอ ผมหวังว่าสิ่งนี้จะบันดาลใจบริษัทอื่นทำ
ตาม
สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งเรากำลังทำคือ การกลายเป็นโปร่งใสมากขึ้นเกี่ยวกับความยั่งยืน การทำให้การกระทำชัดเจนมากขึ้นแก่ลูกค้า ผมเชื่อบุคคลทุกคนจะได้ประโยชน์ เมื่อลูกค้าได้ถูกบอกกล่าว ณ เวลาของการซื้อ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ถูกผลิตอย่างไร และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคมของมันคืออะไร ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นส่วนที่สำคัญของกระบวนการตัดสินใจ
ความท้าทายยิ่งใหญ่ที่สุดอย่างหนึ่งของยุคเราคือ การทำให้อุตสาหกรรมแฟชั่นแพร่หลาย เราควรจะหยุดการใช้ “วัตถุดิบบริสุทธ์” วิถีทางที่เราทำอยู่ในขณะนี้ ชนชั้นกลางกำลังเจริญเติบโตทั่วโลกซึ่งเป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ามันหมายความเราจะมีงานและความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันมันหมายความเราควรจะจัดการผลกระทบทางลบที่การเจริญเติบโตนี้ต่อสิ่งแวดล้อม มันเป็นไปได้ที่จะทดแทนวัตถุดิบสมัยเดิมด้วยวัตถุดิบนำกลับมาใช้ใหม่ที่มีคุุณลักษณะและราคาอย่างเดียวกัน แต่มีผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมน้อยกว่ามาก ผมมองโลกในแง่ดี ผมคิดว่าเราสามารถทำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ได้ แต่มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่

255614

2655927

 

 2656063

ทาสลิมา แอคเตอร์ ช่างภาพและนักกิจกรรมบังคลาเทศ ได้ถ่ายภาพที่หลอกหลอนและใช้ชื่อที่สัมผัสได้ว่า “Final Embrace” : โอบกอดครั้งสุดท้าย แสดงให้เห็นคนงานเสื้อผ้าสองคนโอบกอดภายในเศษอิฐและปูน
เสียชีวิตจากการพังทลายของโรงงานเสื้อผ้า ณ อาคารรามา พลาซ่า ใกล้ดากา บังคลาเทศ มันจะเป็นรูปภาพข่าวที่ได้รางวัลภายในเวิรล์ด เพรส โฟโต้ 2014
ภายใต้ประเภท “สปอร์ต นิวส์” และได้ถูกเลือกเป็นรูปภาพสิบลำดับสูงสุดโดยวารสารไทม์ด้วย บุคคลสองคนภายในการโอบกอดครั้งสุดท้ายด้วยครึ่งหนึ่งของร่างกายของพวกเขาฝังอยู่ภายในเศษอิฐและปูน และหยดเลือดได้ไหลรินลงมาจากตาข้างหนึ่งของผู้ชายคล้ายกับน้ำตา จากรูปภาพเราสามารถมองเห็นผู้หญิงกำลังพยายามอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวดในขณะที่เธอได้ถูกกอดแน่นจากผู้ชาย ด้วยหน้าของเขาอยู่บนหน้าอกของเธอ
เมื่อมองดูครั้งแรก เนื่องจากบุคคลสองคนอยู่ตรงศูนย์กลางของรูปภาพ ภาพของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นส่วนที่เด่นและจุดรวมของภาพ ผู้เคราะห์ร้ายสองคนเต็มไปด้วยฝุ่นนอนอยู่ภายในซากสลักหักพังด้วยกัน เศษอิฐและปูนสีเทา
จะเปรียบเทียบกับเสื้อผ้ามีสีสันของบุคคลสองคน การทำให้พวกเขาโดดเด่นจากรูปภาพ เมื่อมองที่หน้าของผู้ชายอย่างรอบคอบ หน้าของผู้หญิงจะไม่เห็น
เนื่องจากมุมกล้อง เราจะเห็นเลือดจากตาที่ปิด และแก้มของเขาที่แข็งกล้า
ไหลลงมาคล้ายกับน้ำตา การทำให้ผลกระทบต่อความเศร้าสลดรุนแรงขึ้น
สิ่งที่สำคัญที่สุด ทั้งโอบกอดและซากสลักหักพังจะแสดงสัญลักษณ์บางสิ่งบางอย่างสำคัญภายในการเปรียบเทียบ การโอบกอดบุคคลบางคนหมายถึงความรักและการดูแลอยู่เสมอ โดยเฉพาะโอบกอดภายในความตาย ทาสลิมา แอคเตอร์ ได้แสดงความรู้สึกของเธอ เมื่อเธอมองเห็นพวกเขาครั้งแรก ฉันมองที่พวกเขาคือใครภายในเวลาสุดท้ายของพวกเขา เมื่อพวกเขายืนอยู่ด้วยกันและพยายามช่วยชีวิตระหว่างกัน เพื่อที่จะช่วยชีวิตอันเป็นที่รักของพวกเขา แต่กระนั้น
ซากสลักหักพังของอาคารที่พังทลายจะเป็นสัญลักษณ์ของการไร้มนุษยธรรม
เพราะว่าโรงงานเหล่านี้ไม่ปลอดภัยภายในแง่ของสภาพแวดล้อมการทำงาน และโครงสร้างอาคารที่น่ากลัว หมายความว่า คนงานที่ค่าจ้างต่ำเหล่านี้ได้ถูกเอาเปรียบและชีวิตของพวกเขาไม่มีคุณค่า ด้วยการเปรียบเทียบการโอบกอดของบุคคลสองคน และอาคารที่พังทลาย ความรักและการไร้มนุษย์ธรรม ทาสลิมา แอคเตอร์ ต้องการจะแสดงข่าวสารของการเคารพต่อชีวิตมนุษย์ โดยไม่มองถึงเชื้อชาติ ศาสนา เพศ และสถานะทางสังคม เมื่อบุคคลทุกคนเท่าเทียมกันและทุกชีวิตมีคุณค่า
เมื่อผมได้ดูรูปภาพนี้ครั้งแรก ผมพบว่ามันรบกวนและไม่สามารถมองมันได้นาน ลักษณะท่าทาง การแสดงออกทางสีหน้า และความตาย มันทำให้บุคคลรู้สึกไม่สบายใจและเศร้าใจ โดยเฉพาะการมองเห็นพวกเขาโอบกอดด้วยกัน
ชาฮิดูล อราม ช่างภาพ นักเขียน และนักกิจกรรมบังคลาเทศ ได้กล่าว
วารสารไทม์ได้เลือกภาพนี้เป็นภาพแห่งปีของภาพสิบลำดับสูงสุด 2013 กล่าวว่า Final Embrace ได้จับภาพความเศร้าโศรกร่วมกันของความหายนะของรานา พลาซ่า ภายในรูปเดียว ไม่มีใครรู้ว่าบุคคลสองคนนี้คือใคร ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังคงไม่ถูกระบุ ทาสลิมา แอคเตอร์ ได้กล่าวว่า ฉ้นได้พยายามอย่างหมดหวัง แต่ยังคงจะต้องค้นหาร่องรอยอะไรก็ตามเกี่ยวกับพวกเขา ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร หรือความสัมพันธ์ของพวกเขาระหว่างกันคืออะไร
แต่บางทีพวกเขากำลังพยายามจะช่วยชีวิตระหว่างกัน ณ เวลาสุดท้ายของชีวิตภายในสถานที่ที่เต็มไปด้วยอันตรายของรานา พลาซ่า
วารสารไทม์ได้ยกคำพูดของช่างภาพบังคลาเทศ ชาฮิดุล อลาม ได้กล่าวว่า
“ภาพ แม้ว่าจะปั่นปวนอย่างมาก จะเป็นความสวยงามที่หลอกหลอน โอบกอดด้วยความตาย ความรักใคร่ได้ลอยสูงขึ้นบนอิฐและปูนที่จะสัมผัสเรา ตรงที่เราได้บาดเจ็บมากที่สุด”
ประมาณตีสอง ฉันได้พบพวกเขาโอบกอดระหว่างกันภายในเศษอิฐและปูน เมื่อฉันได้มองเห็นพวกเขา ฉันไม่อยากจะเชื่อมันเลย ฉันรู้สึกคล้ายกับฉันรู้ความรู้สึกที่ใกล้ชิดกับฉันมาก ทุกครั้งที่ฉันมองกลับที่รูปภาพนี้ ฉันรู้สึกไม่สบายใจ มันหลอกหลอนฉันตลอดเวลา มันเหมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดกับฉันว่า เราไม่ได้เป็นตัวเลข ไม่ได้เป็นแรงงานราคาถูก และขีวิตราคาถูก เราคือมนุษย์เหมือนกับคุณ ชีวิตของเรามีคุณค่าเหมือนกับของเรา และความฝันของเราจะมีคุณค่าด้วย ถ้าบุคคลที่รับผิดชอบไม่ได้รับการลงโทษสูงสุด เราจะมองเห็นความหายนะนี้อีกครั้งหนึ่ง เราจะไม่ได้ผ่อนคลายจากความรู้สึกที่น่ากลัวเหล่านี้ ฉันจะรู้สึกกดดันอย่างมากและเจ็บปวดตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา
ล้อมรอบด้วยร่างกายที่เสียชีวิต ในฐานะพยานของความโหดร้ายนี้ ฉันได้รู้สึกกระตุ้นที่จะร่วมความเจ็บปวดนี้กับบุคคลทุกคน นั่นคือเหตุผลทำไมฉันต้องการให้รูปภาพนั้ได้ถูกมองเห็น

เราจะไม่มีการชี้ที่ชัดเจนถึงร่างกายที่ยังคงติดอยู่ภายในซากสลักหักพัง
จำนวนเท่าไร เพราะว่าจำนวนที่แน่นอนของบุคคลภายในอาคารตอนพังทลาย
จะไม่รู้ บุคคลมากกว่า 2,500 คนได้ถูกช่วยชีวิตไว้ สมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกเสื้อผ้าของบังคลาเทศก่อนหน้านี้ได้กล่าวว่าคนงาน 3,122 คน ได้ถูกจ้าง ณ โรงงานห้าโรงภายในอาคาร แต่มันไม่ชัดเจนว่าคนงานที่อยู่ะหว่างกะเช้า
ตอนที่อาคารพังทลายจำนวนเท่าไร

เมื่อ 24 เมษายน 2013 รานา พลาซ่า อาคารแปดชั้นภายในซาวาร์ ใกล้ดากา
บังคลาเทศ ที่อยู่ของโรงงานเสื้อผ้าห้าโรง ได้พังทลายลงมา โรงงานกำลังผลิตเสื้อผ้า เพื่อขายภายในอังกฤษ เดนมาร์ค ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปน ไอร์แลนด์ แคนาดา และอเมริกา บุคคลเสียชีวิตอย่างน้อยที่สุด 1,132 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และบาดเจ็บมากกว่า 2,500 คน นี่จะเป็นความหายนะร้ายแรงที่สุดภายในประวัติของอุตสาหกรรมการผลิตเสื้อผ้า อาคารราน่า พลาซ่า ได้ถูกสร้างด้วยวัตถุต่ำกว่ามาตรฐานภายใต้สภาพที่บกพร่อง แต่โรงงานเสื้อผ้ายังคงทำการผลิตอยู่จนกระทั่งพังทลาย
เมื่อ 23 เมษายน 2013 รอยร้าวลึกทางโครงสร้างได้ถูกพบภายในอาคารรานา พลาซ่า ร้านค้าและธนาคารบนชั้นล่างได้ปิดทันที แต่การเตือนที่จะหลีกเลี่ยง
การใช้อาคารภายหลังจากรอยร้าวได้ถูกละเลยโดยเจ้าของโรงงานเสื้อผ้าบนชั้นบน คนงานเสื้อผ้าได้ถูกสั่งให้กลับมาทำงานวันต่อมา คนงาน ณ รานา พลาซ่า ได้ถูกบังคับให้เข้าไปสู่อาคารที่อันตราย พวกเขาได้ร้องเรียนวันก่อนหน้านี้เกี่ยวกับเสียงมาจากรอยร้าวที่เห็นได้ชัดเจนภายในอาคารที่จากนั้นได้พังทลายใส่พวกเขา
การตรวจสอบภายหลังจาการพังทลายได้พบว่านายกเทศมนตรีของเมือง
อนุญาติการก่อสร้างอย่างไม่ถูกต้อง และการยอมให้เจ้าของละเลยกฏหมายการก่อสร้าง เจ้าของอาคาร โซเฮล ราน่า ได้สร้างชั้นบนของอาคารผิดกฎหมายเป็นที่ตั้งโรงงาน
ด้วยคนงานหลายพันคน และเครื่องกำเนิดไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่กระตุกอาคารทุกครั้งเมื่อเปิดสวิทช์ ก่อนวันพังทลาย ร้อยร้าวใหญ่ได้ปรากฏภายในอาคาร และวิศวกรได้ถูกเรียกที่จะตรวจสอบอาคาร ได้พิจารณาว่ามันไม่ปลอดภัย แต่กระนั้นรานาและเจ้าของโรงงานได้สั่งคนงานกลับมาทำงานวันรุ่งขึ้น เมื่อเครื่องกำเนิดไฟฟ้าได้ถูกเปิดสวิทช์วันนั้น อาคารได้พังทลายลงทันที

2655855

บริษัทตะวันตกจำนวนหนึ่งได้ยอมรับพวกเขาได้จ้างโรงงานเสื้อผ้าเหล่านี้
และบริษัทบางบริษัท ได้เสนอค่าตอบแทนแก่ครอบครัวของผู้เคราะห์ร้าย
รอยร้าวลึกได้ปรากฏภายในอาคารแปดชั้นก่อนหน้านั้น ตอนเช้าวันนั้นคนงานได้ขอที่จะไม่ถูกส่งเข้าไปข้างใน ผู้จัดการไม่ยอมผ่อนปรน คนงานมากกว่า 2,009 คนได้เดินแถวเข้าไป ก่อนเก้าโมงเช้า ชั้นอาคารได้เริ่มต้นหายไป และคนงานได้ตกลงมา รานา พลาซา ใช้เวลาไม่ถึง 90 วินาทีพังทลาย ฆ่าบุคคล 1,134 คน สหภาพได้เรียกมันว่า การฆาตกรรมหมู่ทางอุตสาหกรรม นอกจากการเสียชีวิตแล้ว สถาปัตยกรรมที่ผิดกฏหมายและการก่อสร้างต่ำกว่ามาตรฐานได้ปล่อยทิ้งคนงานที่บาดเจ็บอีก 2.000 คน คำถามคือ……การกระทำตามมา
ที่จะป้องกันการพังทลายอย่างเดียวกันในอนาคตมีหรือไม่ เท่าที่ผ่านมาไม่มีการกระทำอย่างเพียงพอเลย เราจะมีเรื่องราวที่เจ็บปวดของผู้รอดชีวิต บุคคลที่ไม่มีทางเลือก แต่จะต้องตัดขาของพวกเขาเอง เพื่อที่จะหลุดพ้นจากเศษอิฐและรอดชีวิต ผู้รอดชีวิตหลายคนได้ติดอยู่ภายใต้เศษอิฐและเครื่องจักรหลายชั่วโมงหรือแม้แต่วัน ก่อนที่พวกเขาจะถูกช่วยชีวิต โศกนาฏกรรมที่น่าสยองนี้ได้ทำลายล้างชีวิตคนงานหลายพันคนและครอบครัวจากการเสียชีวิตและบาดเจ็บ ความทรมานของพวกเขาจะน่ากลัวและต้องการการดูแลทางแพทย์และค่าตอบแทนระยะยาวทันที
อุบัติเหตุได้สร้างการเรียกร้องระหว่างประเทศเกี่ยวกับสภาวะการทำงานที่ปลอดภัยและสิทธิแรงงาน ภายในการตอบสนองต่อการเรียกร้องการกระทำขององค์การสิทธิแรงงาน บริษัทเสื้อผ้ามากกว่า 150 บริษัทจาก 20 ประเทศ
ภายในยุโรป อเมริกา เอเชีย และออสเตรเลีย ได้ลงนามข้อตกลงร่วมไฟไหม้และความปลอดภัยของอาคารภายในบังคลาเทศ บังคลาเทศจะเป็นบ้านของโรงงานเสื้อผ้ามากกว่า 5,000 โรง ผลิตเสื้อผ้าแก่ตราสินค้าลำดับสูงส่วนใหญ่ทั่วโลก คนงานเสื้อผ้าภายในบังคลาเทศจะอยู่ท่ามกลางค่าจ่างต่ำที่สุด
ภายในโลก บริษัทที่ผลิตเสื้อผ้า ณ รานา พลาซ่า จะมีทั้งวอลมาร์ท แก้ปส์ อดิแดส เอช แอนด์ เอ็ม และบริษัทอื่นหลายบริษัท บริษัทเหล่านี้ได้เผชิญกับแรงกดดันให้รับผิดชอบจากการพังทลาย บริษัทบางบริษัทได้บริจาคเงินช่วยเหลือแก่ผู้เคราะห์ร้าย บังคลาเทศจะมีคนงานเสื้อผ้าประมาณ 4 ล้านคน เกือบสามในสี่จะเป็นผู้หญิง อุตสาหกรรมเสื้อผ้าของบังคลาเทศจะประมาณ 80% ของการส่งออกของประเทศ มันได้ถูกประมาณว่าอุตสาหกรรมเสื้อผ้าจะสนุบสนุนบุคคล 25 ล้านคนต่อไปอีก และมีบทบาทที่สำคัญภายในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ได้เข้าสู่ความสนใจของโลก ส่วนหนึ่งของปัญหาคือบริษัทบางบริษัทคิดซีเอสอาร์คือ การเขียนเช็คแก่พิพิธภัณฑ์ การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่มันไม่ได้ช่วยชีวิตใดเลย
มันเป็นไปไม่ได้ต่อพวกเขาที่จะไปทำงานที่ไหนก็ตาม เพราะว่านี่จะเป็นทักษะของพวกเขา…..ไม่เพียงแต่เรากำลังขอค่าตอบแทนจากตราสินค้าเท่านั้น เรากำลังขอพวกเขา อย่าเดินออกไปจากเรา อย่าเดินออกไปจากบังคลาเทศ ด้วย
เพียงห้าเดือนก่อนหน้านี้เท่านั้นคนงาน 112 คน ได้เสียชีวิตภายในอุบัติเหตุน่าสลดใจ ติดอยู่ภายในโรงงานทาซรีน แฟชั่น ไฟไหม้ นอกเมืองดากา ความหายนะเหล่านี้ท่ามกลางอุบัติเหตุทางอุตสาหกรรมเลวร้ายที่สุดที่ถูกบันทึกไว้ ได้ปลุกโลกต่อสภาวะแรงงานที่น่าสงสารเผชิญโดยคนงานภายในอุตสาหกรรมเสื้อผ้าของบังคลาเทศ ค่าจ้างต่ำที่สุดภายในโลก บุคคลหลายล้านคนส่วนใหญ่จะเป็นเด็กหญิงและผู้หญิงต้องเผชิญทุกวันกับสภาพแวดล้อมงานที่ไม่ปลอดภัย เหตุการณ์อุบัติเหตุและเสียชีวิต และ
ความเจ็บป่วยจากงานที่ทำ โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดโดย
กฏหมายอาคารและการก่อสร้าง ด้วยเหตุนี้การเสียชีวิตจากกรณีไฟไหม้และการพังทลายของอาคารจะเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
นับตั้งแต่ความหายนะของรานา พลาซา อุบัติเหตุไม่น้อยกว่า 100 ครั้งได้เกิดขึ้น บรรดาอุบัติเหตุเหล่านี้ 35 ครั้งจะเป็นอุบัติเหตุของโรงงานเสื้อผ้า คนงาน 491 คนบาดเจ็บและ 27 คนได้สูญเสียชีวิตของพวกเขา
เรามักจะมีความขัดแย้งระหว่างเป้าหมายการทำกำไรและเป้าหมายความปลอดภัยของคนงาน บริษัททุกบริษัทจะมุ่งการทำเงิน แต่พวกเขาควรจะ
ข้อผูกพันทางจริยธรรมที่จะให้ความปลอดภัยแก่คนงานด้วย เมื่อผู้บริหารของบริษัทมุ่งที่กำไรเท่านั้น และละเลยความปลอดภัยของคนงาน การสร้างกรอบการตัดสินใจของพวกเขาที่ขาดจริยธรรมได้เหมือนเช่นกรณีของรานา พลาซ่า
การพังทลายของโรงงานบังคลาเทศ ได้ทำให้ซีเอสอาร์ สำคัญมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทไม่ใช่เกี่ยวกับการเขียนเช็คส่งไปที่พิพิธภัณฑ์ มันจะเป็นชีวิตและความตาย และต้องกลายเป็นส่วนที่สำคัญของบริษัทจะทำธุรกิจอย่างไร เมื่อผู้เสียชีวิตจากการพังทลายของโรงงานรานา พลาซ่า สูงถึงพันกว่าคน มันเป็นเวลาที่จะถามว่าความรับผิดชอบทางสังคมของบริษัทได้บรรลุความสำเร็จหรือไม่ บริษัทได้ทุ่มเทเงินจำนวนมากไปสู่การสร้างทีมซี
เอสอาร์ และดำเนินการตรวจสอบทางสังคมนับตั้งแต่ ค.ศ 1990 เมื่อโรงงานอาบเหงื่อต่างน้ำได้ผลิตรองเท้ากีฬาแก่ไนกี้ และเคธี่ ลี กริฟฟอร์ด
เนื่องจากการพังทลายของโรงงานเสื้อผ้าภายในบังคลาเทศ คนงานได้เสียชีวิตมากกว่า 1,100 คน บังคลาเทศ ประเทศส่งออกเสื้อผ้าใหญ่ที่สุดลำดับสองของโลก ได้เผชิญกับการตำหนิอย่างรุนแรงที่ไม่รับรองความรับผอดชอบทางสังคม ณ สถานที่ทำงาน ตราสินค้าแฟชั่นของโลกที่ว่าจ้างการผลิตเสื้อผ้าจากบังคลาเทศได้ถูกตาหนิต่อการไม่ใช้ซีเอสอาร์ของพวกเขาอย่างเหมาะสมที่อาจจะนำไปสู่ความหายนะอย่างเดียวกันในอนาคได้
แรวกดดันทาง ซีเอสอาร์ ได้มุ่งหมายที่จะกดดันบริษัทให้บรรลุสิ่งที่เรียกกันว่า
“สามบรรทัดสุดท้าย” ที่พิจารณาไม่เพียงแต่กำไร แต่เป็นสภาวะการทำงานและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย

255618

ธุรกิจทุกอย่างจะต้องทำเงิน แต่บริษัทสามบรรทัดสุดท้ายได้รับรู้ว่าพวกเขาสามารถทำได้มากกว่า ความคิดนี้ได้สร้างแรงกระตุ้นภายในโลกบริษัท ในขณะนี้สามบรรทัดสุดท้ายกำลังขับเคลื่อนการตัดสินใจของตราสินค้าลำดับสูงของโลก สมัยเดิมผู้นำธุรกิจจะมุ่งตัวพวกเขาเองด้วยบรรสุดท้ายของพวกเขา – กำไรทางการเงินที่ธุรกิจของพวกเขาได้สร้าง ปัจจุบันผู้นำธุรกิจมากขึ้นได้เริ่มต้นที่จะคิดถึงความยั่งยืน แนวคิดของสามบรรทัดสุดท้ายได้ขยายกรอบข่ายทางการบัญชีสมัยเดิมด้วยการรวมอีกสองด้านของการปฏิบัติงาน : ผลกระทบทางสังคม และสิ่งแวดล้อมของบริษัทของพวกเขา
ธุรกิจสามบรรทัดสุดท้ายจะไม่เคยใช้แรงงานเด็ก และพวกเขาจะตรวจสอบซัพพลายเออร์ที่ว่าจ้างต่อการเอาเปรียบแรงงานเด็กอยู่เสมอ ซัพพลายเออร์เหล่านี้จะต้องให้ค่าจ้างที่ดี และรักษาสภาวะการทำงานที่ปลอดภัย
จอห์น เอลคิงตัน ได้สร้างถ้อยคำนี้ขึ้นมาเป็นครั้งแรกเมื่อ ค.ศ 1994 เพื่อที่จะเสนอแนะว่าผู้บริหารควรจะวัดผลการดำเนินงานของบริษัทภายในสามด้านคือ กำไร บุคคล โลก : 3 พี ที่จริงแล้วแนวคิดสามบรรทัดสุดท้าย จะเป็นกรอบข่ายทางการบัญชีธุรกิจอย่างหนึ่ง ภายใต้การบัญชีดั้งเดิม บรรทัดสุดท้ายจะหมายถึงกำไรหรือขาดทุนที่ภายในงบกำไรและขาดทุนของบริษัท แต่เมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและความยุติธรรมทางสังคม ได้เรียกร้องให้บริษัทมีความรับผิดชอบทางสังคมมากขึ้น ดังนั้นสามบรรทัดสุดท้ายจะเพิ่มสองบรรทัดสุดท้ายเข้ามาคือ สังคม และสิ่งแวดล้อม
บรรทัดสุดท้ายสามบรรทัดนี้ได้กลายเป็นความสำคัญมากขึ้นต่อธุรกิจปัจจุบันนี้ จุดมุ่งของสามบรรทัดสุดท้ายจะอยู่ที่ความยั่งยืนของธุรกิจ
แต่กระนั้นการวัดระดับความยั่งยืนขององค์การ หรือการมุ่งการเจริญเติบ
โตอย่างยั่งยืนจะยุ่งยาก จอห์น เอลคิงตัน ได้พยายามจะวัดความยั่งยืน
ด้วยกรอบข่ายทางการบัญชีเรียกว่าสามบรรทัดสุท้ายที่เลยพ้นไปจากเครื่องวัดสมัยเดิมของการทำกำไร ผลตอบแทนจากการลงทุน และมูลค่าของผู้ถือหุ้น
ด้วยการรวมมิติทางสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ามา ภายใต้การมุ่งผลลัพธ์ของการลงทุนที่ครอบคลุม นั่นคือด้วยการพิจารณาการปฏิบัติงานตามมิติที่เกี่ยวพันระหว่างกันของกำไร บุคคล และโลก การรายงานสามบรรทัดสุดท้ายสามารถเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะสนับสนุนเป้าหมายความยั่งยืนได้
อิเกีย ได้ใช้แนวคิดสามบรรทัดสุดท้ายภายในความยั่งยืนของบริษัท กำไร บุคคล และโลก จะอยู่ ณ แกน ของโมเดลทางธุรกิจของอิเกีย เมื่อก้าวไปข้างหน้า ความยั่งยืนได้กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อบริษัท

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *