INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

เอ้าชวิทซ์ ทุ่งสังหาร และกูลัก

เอ้าชวิทซ์ ทุ่งสังหาร และกูลัก

ศตวรรษที่ยี่สิบได้มองเห็นการเสียชีวิตและการสังหารหมู่บนขนาดอย่างไม่เคยมีมาก่อน มันเป็นศตวรรษของสงครามโลกครั้งที่สอง นาซีเยอรมันฟาสซิสต์ และคอมมิวนิสต์ ท่ามกลางพวกเขาได้ฆ่าบุคคลมากกว่า 100 ล้านคนเมษายนเป็นเดือนแห่งความโหดร้าย มันเป็นเดือนที่ทั้งอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ผู้นำนาซีเยอรมัน และพอลพต ผู้นำเขมรแดง เสียชีวิต มันเป็นเดือนแห่งโศรกนาฏกรรมต่อวอร์ซอร์และพนมเปญด้วยการลุกฮือของเก็ตโต – ชุมชนเเออัดวอร์ซอร์ ได้เริ่มต้นเมษายน ค.ศ 1943 เมื่อชาวยิวของวอร์ซอได้เลือกที่จะต่อสู้และตายอย่างมีศักดิ์ศรี แทนการส่งไปสู่โชคชะตาของพวกเขาภายในค่ายมรณะของนาซี และเมื่อเมษายน ค.ศ 1975 พนมเปญได้ตกไปสู่เขมรแดง พอลพต แสดงการเริ่มต้นของการกลายเป็นความโหดร้ายของทุ่งสังหารทั้งโปแลนด์และเขมรเป็นดินแดนแห่งการสังหารมวลชน ค่ายมรณะของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ และทุ่งสังหารของ พอลพต นาซีเยอรมันได้ใช้ค่ายมรณะหกแห่งภายในยุโรปกลางระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองฆ่าบุคคลมากกว่า 2.7 ล้านคนอย่างมีระบบ ส่วนใหญ่เป็นชาวยิว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้ขับไล่ชาวยิวจากทั่วยุโรปที่ยึดครองไปสู่ค่ายมรณะภายในโปแลนด์ ตรงที่พวกเขาถูกฆ่าภายในการทำลายล้าง เยอรมัน นาซี ได้สร้างค่ายมรณะภายในโปแลนด์ที่ยึดครองด้วยความมุ่งหมายเดียวฆ่าบุคคลระดับขนาดอุตสาหกรรมด้วยการใช้แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์มันได้ตั้งอยู่ภายในพื้นที่เป็นป่า ไกลจากศูนย์กลางประชาชน แต่เชื่อมโยงกับเครือข่ายรถไฟภายในการขนลงจากรถไฟ เหยื่อได้ถูกสั่งการให้ถอดเสื้อผ้า และทิ้งสมบัติของพวกเขาไว้ข้างหลัง และได้ถูกนำไปสู่พื้นที่ทำความสะอาดของมีค่าใดก็ตามได้ถูกขโมยโดยทหารนาซี ณ ค่ายมรณะเเทรบลิงกาพวกเขาถูกกวาดต้องไปสู่ห้องเเก้ส และเสียชีวิตจากแก้ส ศพได้ถูกนำไปที่หลุมตรงที่พวกเขาถูกเผา บุคคลประมาณสองล้านคนถูกฆ่าด้วยวิถีทางนี้เอาชวิทซ์ เป็นค่ายมรณะใหญ่ที่สุดของนาซี มันถูกสร้างโดยคำสั่งของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เมื่อ ค.ศ 1940 ภายในโปแลนด์ ผู้ต้องขังเริ่มแรก ส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองชาวโปแลนด์ ถูกนำมาที่นี่และใช้เป็นแรงงานทาสจนกระทั่งต้น ค.ศ 1942 นาซี ได้ขับไล่ชาวยิวจำนวนหนึ่งไปเอาชวิทซ์ถูกส่งไปพร้อมด้วยนักโทษไม่ใช่ยิว ส่วนใหญ่เป็นชาวโปเเลนด์ เมื่อ ค.ศ 1941 นักโทษมากกว่า 10,000 คนได้ถูกคุมขังอยูาที่นี่ ค่ายเอาซวิทช์รู้จักกันต่อความรุนเเรงของมันภายใน ค.ศ 1942-1944 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของการเเก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย เอาซวิทช์ ได้ถูกใช้เป็นศูนย์กลางนาซีใหญ่ที่สุด เพื่อการทำลายล้างชาวยิวของประเทศยุโรปถูกยึดครองโดยนาซี ชาวยิวส่วนใหญ่ถูกขนส่งมาสู่เอาซวิทซ์โดยองค์การของไฮริช ฮิมเลอร์ อย่างน้อยที่สุดชาวยิว 1.1 ล้านคน รวมทั้งเด็กและหนุ่มสาวมากกว่า 2 แสนคน ถูกฆ่าภายในห้องแก้สถ้อยคำ “Final Solution of the Jewish Question” การแก้ปัญหาชาวยิวครั้งสุดท้าย เป็นภาษาที่สละสลวยใช้โดยผู้นำของนาซี มันอ้างถึงการฆ่าหมู่ของชาวยิวของยุโรป มันได้ไปสู่การสิ้นสุดต่อนโยบายมุ่งหมายการกระตุ้นหรือการบังคับชาวยิวออกไปจากเยอรมัน ไรช์ และส่วนอื่นของยุโรปนโยบายเหล่านี้ได้ถูกทดแทนโดยการทำลายล้างอย่างมีระบบไฮริช ฮิมเลอร์ สถาปนิกแห่งความน่ากลัว เขาได้ถูกรู้จักกันต่อบทบาทของเขาภายในการดำเนินการของ “Final Solution” เมื่อ ค.ศ 1929 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้แต่งตั้งไฮริช ฮิมเลอร์ เป็นไรซส์ ฟือเรอล์เอสเอสหัวหน้าเอสเอส ณ เวลานั้น เอสเอสรับใช้เป็นผู้คุ้มครองอดอลฟ์ ฮิตเลอร์ และผู้นำนาซีระดับสูงคนอื่น ไฟนอล โซลูชัน เป็นระยะสุดท้ายของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ เเม้ว่าชาวยิวจำนวนมากได้ถูกฆ่าก่อนไฟนอล โซลูชั่น เริ่มต้น เหยื่อชาวยิวส่วนใหญ่ได้ถูกฆ่าระหว่างช่วงเวลานี้ ไฟนอล โซลูชัน เป็นแผนนาซีกำจัดชาวยิวของยุโรป มันได้ถูกดำเนินการตั้งแต่ ค.ศ 1941 ถึง 1945 และทำให้เกิดการฆ่าอย่างมีระบบชาวยิว 6 ล้านคนทั่ว 21 ประเทศตวลสเลง เป็นคุกอื้อฉาวมากที่สุดของเขมร อยู่ภายในพนมเปญสถานที่คุมขังและทรมานนักโทษชาวเขมร ก่อนที่จะถูกนำมายังทุ่งสังหาร เพื่อที่จะฆ่าและฝังในขณะเดียวกัน เขมรแดงได้ดัดแปลงโรงเรียนแห่งหนึ่งให้เป็นคุกตวลสเลง เมื่อ ค.ศ 1970 อย่างน้อยที่สุดชาวเขมร 12,000 คนได้ถูกทรมานที่นี่และฆ่า ตวลสเลง ชื่อรหัสคือ เอส – 21 พิพิธภัณฑ์ตวลสเลง เป็นที่สถานที่ตั้งแห่งความทรงจำของศูนย์กลางของการสอบปากคำและการกักขังของเขมรเเดง ตั้งอยู่ภายในพนมเปญมันได้ถูกรักษาเป็นช่วงเวลาโศรกนาฏกรรมภายในประวัตืศาสตร์ด้วยความมุ่งหมายเพื่อการกระตุ้นผู้มาเยี่ยมเป็นผู้ส่งข่าวสารแห่งสันติภาพทุ่งสังหาร เป็นสถานที่ตั้งภายในเขมรตรงที่บุคคลมากกว่าหนึ่งล้านคนได้ถูกฆ่าและเผาโดยพรรคคอมมิวนิสต์ของเขมร ระหว่างเขมรเเดงปกครองประเทศ ดิทปาน นักข่าวชาวเขมร ได้สร้างถ้อยคำ “Killing Fields”ภายหลังการหลบหนีของเขาจากการปกครองของเขมรแดง เขมรเเดงได้จับและในที่สุดได้ประหารบุคคลที่สงสัยเชื่อมโยงกับรัฐาลก่อนหน้านี้ หรือกับรัฐบาลต่างประเทศ รวมทั้งนักวิชาชีพและผู้มีสติปัญญาการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุเขมรเป็นการฆ่าชาวเขมรอย่างมีระบบโดยเขมรแดง ทุ่งสังหารใหญ่ที่สุดคือ เจืองเเอก ภายนอกคุก ชาวเขมรจำนวนมากได้ถูกฆ่าบนทุ่งสังหาร พื้นที่การเพาะปลูกตรงที่บุคคลถูกฆ่าด้วยการสับด้วยพลั่วหรือมีดพร้า เนื่องจากกระสุนแพงเกินไปและขาดแคลนศพได้ถูกทุ่มลงไปที่หลุมฝังศพหมู่ บุคคลถูกฆ่า ณ ที่นี่ไม่มีคุ้มค่ากับราคาของกระสุน ดิท ปราน นักข่าวชาวเขมร ได้นำความโหดร้ายของเขมรเเดงมาสู่แสงสว่างประสบการณ์ของเขาได้บันดาลใจภาพยนตร์ “The Killing Fields” ภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับการปกครองของเขมรเเดง มันได้ถูกสร้างบนพื้นฐานประสบการณ์ของนักข่าวสองคน ชาวเขมร ดิท ปราน และชาวอเมริกัน ซิดนี่ย์ แชนเบิรก และวันนี้มันเป็นอนุสาวรีย์ต่อบุคคลที่เสียชีวิต และบุคคลที่รอดชีวิต มันเป็นเป็นครื่องมือการศึกษาที่สามารถช่วยเรามั่นใจว่าประวัติศาสตร์เขมรอย่าซ้ำตัวมันเอง
ซิดนีย์ แชนเบิรก เป็นนักข่าวนิวยอร์ค ไทม์ ได้ทำข่าวสงครามกลางเมืองภายในเขมรกับนักข่าวท้องที่ ดิท ปราน เขาได้รางวัลพูลิตเซอร์ต่อการทำข่าวการล้มลงของเขมรไปสู่การปกครองของเขมรแดง และบันดาลใจภาพยนตร์ “The Killing Fields”

ด้วยเรื่องราวการรอดชีวิต
ของเพื่อนเขมรของเขาระหว่างการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ตั้งแต่ ค.ศ 1972 จนกระทั่ง ค.ศ 1975 ดิท ปรานทำงานผู้ช่วยซิดนีย์ เเชนเบิรกภายในเขมร ครอบครัวของปรานได้อพยพก่อนการล่มสลายของพนมเปญในขณะที่ซิดนีย์ เเชนเบิรก และดิท ปราน ยังคงอยู่ต่อทำข่าวการยึดครองโดยเขมรแดง ภายหลังไม่กี่วัน ม้นได้กลายเป็นชัดเจนว่าการยึดครองไม่สันติภาพและเขมรแดงได้สั่งให้นักข่าวต่างประเทศ ทุกคนออกไปจากเขมร แต่ ดิท ปรานไม่สามารถออกไปได้ระหว่างนี้มันได้ถูกประมาณว่าชาวเขมร 1.4 – 2.7 ล้านคนสูญเสียชีวิตของพวกเขา เขมรแดงทำให้เมืองว่าง และบังคับให้บุคคลทุกคนไปสู่ชนบท แล้วเริ่มต้นฆ่าใครก็ตามที่มีการศึกษา หรือการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลก่อนหน้านี้ หรือมีอะไรก็ตามกับรัฐบาลหรือองค์การต่างประเทศดิท ปราน มีชีวิตอยู่ผ่านการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ภายใต้การปกครองของเขมรแดง เขาได้รับปากถ้าเขารอดชีวิต เขาจะบอกโลกเกี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ และเขาได้เรียกมันว่า ทุ่งสังหาร เมื่อ ค.ศ 1979 ดิท ปรานได้หลบหนีและซิดนีย์ แชนเบิรกสามารถนำเขามาสู่อเมริกา และดิท ปรานได้กลายเป็นช่างภาพของ นิวยอร์ค ไทม์ ซิดนีย์ แชนเบิรก ได้เขียนบทควาทบมเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ของ ดิท ปรานภายใต้เขมรเเดง และในที่สุดนำไปสู่ภาพยนตร์ 1984 “The Killing Fields” มันเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจของวันก่อนและหลังการล้มลงของพนมเปญ มันเป็นเรื่อวราวชองชายคนหนึ่งต่อสู้เพื่อรอดชีวิตภายในประเทศที่กลายเป็นค่ายมรณะต่อชาวเขมรหลายล้านคน
พอลพต ผู้นำเขมรเเดงและนายกรัฐมนตรีเขมรตั้งแต่ ค.ศ 1976 ถึง 1979. มักจะถูกอ้างเป็นตัวอย่างของผู้นำเชิงบารมีด้านมืด เขามีวิสัยทัศน์ที่รุนเเรง ปฏิรูปเขมรไปสู่เกษตรคอมมิวนิสต์ อุดมการณ์สุดขั้วของเขาได้ดึงดูดใจต่อผู้ตามจำนวนมากเเสวงการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงพอลพตได้ใช้ประโยชน์ของความไว้วางใจและความศรัทธาของผู้ตามของเขาชักจูงพวกเขาเข้าร่วมหรือไม่สนใจต่อความโหดร้ายผูกพันภายใต้การปกครองของเขา เขาได้ปลูกฝังการบูชาบุคคลของบุคลิกภาพตรงที่ภาพของเขาได้ถูกใช้รวมเป็นหนึ่งเดียวและควบคุมประชาชนภายใต้ความเป็นผู้นำของพอลพต เขมรเเดงรับผิดชอบต่อการเสียชีวิตของบุคคลประมาณ 1.7 ถึง 2 ล้านคนด้วยความอดยาก แรงงานบังคับการทรมาน และการฆ่า นโยบายของ  พอลพต นำไปสู่การทำลายล้างโครงสร้างสังคมของเขมรทำให้ครอบครัวและชุมชนแตกสลาย การขาดความเห็นอกเห็นใจต่อชีวิตของมนุษย์ของพลพจ พอลพต มองเห็นได้จากความเต็มใจของเขาสังเวยชีวิตบุคคลหลายล้านคนเพื่อเป้าหมายอุดมการณ์ของเขาพอลพต ใช้ความเป็นผู้นำเชิงเผด็จการ ไม่ยอมให้มีพื้นที่เพื่อการไม่เห็นด้วยหรือการคัดค้าน เขาใช้การโฆษณาชวนเชื่อเเละการตรวจสอบรักษาการควบคุม และระงับการต่อต้านใดก็ตามการใช้บารมีเพื่อการทำลายเเละความมุ่งหมายรับใช้ตัวเองของพอลพต เป็นตัวอย่างศักยภาพอันตรายของความเป็นผู้นำเชิงบารมี เมื่อมันไม่ได้อยู่บนรากฐานหลักการจริยธรรม และความสนใจต่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน ความเป็นผู้นำของเขาทำให้เกิดความหายนะต่อเขมรการทำให้เขาเป็นตัวอย่างที่สำคัญของความเป็นผู้นำเชิงบารมีทางลบการวิจัยได้เเสดงว่าบารมีของผู้นำสามารถถูกเชื่อมโยงกับคุณลักษณะด้านมืดของ เหมือนเช่น นาร์ซิสอิสซึม มาเคียเวลเลียนอิสซึ่ม และไซโคปาธีระหว่างความนิยมแพร่หลายผู้นำเชิงบารมี เรามีด้านมืดของบารมีที่ต้องถูกเข้าใจและอธิบาย เพราะว่ามันทำลายล้าง ภายในเทววิทยา บารมีได้ถูกระบุเป็นพรสวรรค์หรืออำนาจจากพระเจ้า ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง บารมีสามารถเทียบเคียงสถานภาพคล้ายพระเจ้าของบุคคล ผู้นำที่มีบารมีจะถูกเคารพ บูชา และชื่นชม เเต่บารมีเหมือนกับคุณลักษณะอื่นใด เป็นบวกหรีอลบ ขึ้นอยู่กับมันได้ถูกใช้โดยผู้นำเชิงบารมีอย่างไร พลพจ พอลพต หรือ บราเธอร์ นัมเบอร์ วัน เป็นผู้นำเขมรเเดงภายในเขมรตั้งแต่ ค.ศ 1975 ถึง 1979 ระหว่างนั้นชาวเขมรประมาณ 1.7 ถึง 2.2 ล้านคนเสียชีวิต เกือบหนึ่งในสี่ของประชาชนของเขมร เนื่องจากการถูกฆ่า แรงงานบังคับ และการอดอยาก ระบบการปกครองมุ่งหมายที่จะสร้างสังคมนิยมเกษตรกรรมทำให้เกิดความเจ็บปวดและสูญเสียชีวิต พอลพต ได้พูดว่าเขากำลังสร้างชีวิตใหม่และดีกว่าพอลพต ได้ประกาศว่า ค.ศ 1975 เป็นปีศูนย์ เมื่อเขมรได้เเยกออกมาและสังคมของมันได้สร้างใหม่ตามอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ สิทธิพลเมือง และสิทธิทรัพย์สินได้ถูกยกเลิกทันที และการแสดงสาธารณะของความเชื่อศาสนาใดก็ตามได้ถูกห้าม คุกตวลสเลงภายในพนมเปญได้กลายเป็นจุดศูนย์กลางเพื่อการฆ่ามวลชน


ในยุคปัจจุบันคงไม่มีเหตุการณ์ใดนำความสะเทือนขวัญ และเป็นวิกฤติทางมนุษยธรรมที่เลวร้ายที่สุดในยุคนี้บุคคลแห่งปีที่ผสมผสานความอมหิตของบุคคลในอดีต ในฐานะอาชญากรสงคราม

คือนายเนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ผู้นำขวาสุดโต่ง และถอดเอาความประพฤติของทั้งฮิตเลอร์และพอลพต ที่เข่นฆ่าผู้คนเป็นผักเป็นปลา ทว่าเนทันยาฮูนอกจากโจมตีเข่นฆ่าชาวปาเลสไตน์ในกาซา 2.3ล้านคน ในพื้นที่635ตร.กม. ที่ถูกปิดล้อมโดยกองกำลังอิสราเอล ให้อดอาหาร ขาดยารักษาโรค ขาดน้ำสะอาด

ในขณะที่กำลังเกิดโรคระบาดท้องร่วงแพร่ระบาดล้มตายอีกจำนวนไม่น้อยแม้นานาชาติในสหประชาติจะมีมติถึง153เสียง ต่อเสียงคัดค้าน10เสียง เพื่อให้มีการหยุดยิงและช่วยเหลือทางมนุษยธรรม แต่เนทันยาฮู และรัฐบาลอิสราเอลคัดค้านไม่ยอมให้มีการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม นอกจากนี้เมื่อมีการนำเสนอญัตติดังกล่าวเข้าประชุมในคณะมนตรีความมั่นคงก็ถูกสหรัฐวีโต้ในที่สุดเมื่อวันที่29ธ.ค2023 สหภาพอาฟริกาใต้ก็ยื่นฟ้องอิสราเอลต่อศาลโลกในข้อหาผกระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวปาเลสไตน์

ด้วยมีเงื่อนไขครบถ้วนตามข้อกำหนดของสหประชาชาติจากปฏิบัติการของอิสราเอลทำให้ถึงวันนี้ชาวปาเลสไตน์ในกาซาเสียชีวิตถึง21800คน บาดเจ็บ55000คน ในจำนวนนี้มีเด็ก เกือบ1หมื่นคน และประชากร2ล้านคนเป็นผู้ไร้ที่อยู่อาศัยและไม่รู้จะหาที่ปลอดภัยที่ใดได้ เพราะกาซาถูกปิดล้อม และถูกถล่มโจมตีด้วยระเบิดร้ายแรง กับกระสุนปืนใหญ่ทั้งนี้จะเห็นได้ว่าสื่อตะวันตกกลับนำเสนอข่าวแต่บางส่วน และตบแต่งถ้อยคำให้ดูบางเบาทั้งๆที่เนทันยาฮูมีพฤติกรรมไม่แตกต่างจากฮิตเลอร์และพอลพต เลยแม้แต่น้อย

เมื่อมาเคียเวลลี เขียน “The Prince” เมื่อ ค.ศ 1500 ความมุ่งหมายของเขาไม่ได้ประยุกต์ใช้กับศตวรรษที่ยี่สิบ บุคคลที่สำคัญบางคนของศตวรรษที่ยี่สิบได้ใช้ความคิดพิ้นฐานจาก “The Prince” เพื่อที่จะได้มาและรักษาตำแหน่งภายในอำนาจของพวกเขา บุคคลหนึ่งคือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เขาได้ใช้ความคิดมาเคียเวลลีหลายอย่างชนะตำแหน่งตามลำดับของเขาภายในรัฐบาลของเยอรมัน หลักการมาเคียเวลลีที่สำคัญอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ใช้คือ การชนะบุคคล และเขาได้จัดการกับความโหดร้ายและการสังหารอย่างไร การอ้างตัวเองเป็น ผู้ช่วยชีวิต ของชาวเยอรมัน บุคคลที่ทะนงตัวและหลงตัวเอง ควบคุมชาวเยอรมันด้วยลางที่ไม่ดี ฮิตเลอร์ เชื่อว่าเขาสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ตามด้วยกำลังความเจ็บปวดเกิดของประวัติศาสตร์มนุษย์ นับตั้งแต่การเริ่มต้นของศตวรรษที่ยี่สิบเกิดขึ้นจากผู้นำดาร์ค ไทรแอดผิดปรกติทางจิตใจ ก่อนศตวรรษที่ยี่สิบ ระบบบนพื้นฐานการสืบทอดของอำนาจจำกัดการเข้ามาสู่ความเป็นผู้นำ แต่เมื่อโครงสร้างทางสังคมเหล่านี้ได้พังทลายลง และถ้ามันไม่ได้ถูกแทนที่ด้วยระบบประชาธิปไตย ผู้นำที่มีบารมีด้านมืดหรือดาร์ค ไทแอดมักจะลุกขึ้นไปสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ มุสโสลินี ซัดดาม ฮุสเซน หรือ บิน ลาเดน นักจิตวิทยาได้ระบุคุณลักษณะบุคลิกภาพด้านมืดสามอย่าง ดาร์ค ไทรแอด : นอร์ซิสอืสซึม มาเคียเวลเลียนอิสซึม และไซโคปาธี เชื่อมโยงต่อผู้นำที่มีบารมีด้านมืด อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ส่วนใหญ่เนื่องจากบารมีอย่างท่วมท้นของเขา ได้ช่วยสร้างลัทธิบูชาบุคคลของบุคลิกภาพภายในเยอรมันหลายปี ภายในตอนเริ่มแรกอาชีพการเมืองของเขา อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ พยายามสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อเยอรมันในขณะที่มันกำลังเผชิญความยากจน การแยกตัวจากโลก และความกดดันของสนธิสัญญาแวร์ซายภายหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ไม่ว่าดีหรือเลว อดอล์ฟ ฮิตเลอร์เป็นตัวตนของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป ความสามารถของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ทำให้บุคคลหลงใหลและได้รับการสนับสนุนของพวกเขาได้พิสูจน์อำนาจที่ผิดธรรมดาวิกฤติอาจจะสร้างเวทีเพื่อผู้นำเชิงปฏิรูปที่มีประสิทธิภาพ ตามกรณีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ วิกฤติคือ การตกต่ำทางเศรษฐกิจที่รุนเเรงของเยอรมัน อดอลฟ ฮิตเลอร์ ได้ค่อยสร้างพรรคนาซีตลอด ค.ศ 1920 และระหว่างเวลาการตกต่ำทางเศรษฐกิจ เขาได้โจมตีสภาพเเวดล้อมภายในเยอรมันที่สุกงอม เพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง เขาได้ยึดโอกาสมีอิทธิพลต่อมวลชน มองหาคำตอบต่อปัญหาของสังคมที่พวกเขาได้เผชิญอยู่ บุคคลหลายล้านคนออกจากงาน ธุรกิจจำนวนมากได้ถูกปิดและธนาคารใหญ่สุดของเยรมันล้มลง อดอลฟ อิตเลอร์ได้สร้างบารมีด้วยอิทธพลอุดมการณ์ ลอเรนซ์ ลีส์ นักประวัติศาสตร์ ได้กล่าวว่า อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้บอกชาวเยอรมันหลายล้านคนว่าพวกเขาเป็นชาวอรายัน บุคคลที่พิเศษและเชื้อชาติดีกว่าบุคคลอื่นอำนาจหน้าที่เชิงบารมี ไม่เหมือนกับอำนาจหน้าที่เชิงประเพณี และอำนาจหน้าที่เชิงกฏหมาย อำนาจหน้าที่เชิงบารมีมุ่งที่การปฏิรูปและไม่มั่นคง แมกซ์ เวเบอร์ ได้ยืมถ้อยคำทางศาสนาของบารมี และขยายการใช้ของมันไปสู่ความหมายทางโลกบุคคลเชื่อว่าผู้นำเชิงบารมีเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดต่ออำนาจศักดิ์สิทธิ์ พวกเขามีทักษะผิดธรรมดาหรือน่ายกย่องภายในวิถีทางบางอย่าง ผู้นำเชิงปฏิรูปสัญญาการเปลี่ยนแปลงเพื่อสังคม และเปลี่ยนแปลงค่านิยมของบุคค ภายในวิถีทางนี้ อำนาจหน้าที่เชิงบารมีได้ปฏิรูปด้วยวิถีทางที่อำนาจหน้าที่เชิงประเพณี และอำนาจหน้าที่เชิงกฏหมายไม่เป็น แต่กระนั้นบารมีไม่มั่นคงและเสื่อมลง ถ้าผู้นำเชิงบารมีไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เขาได้สัญญาไว้ความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูปร่วมกันมากกับความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แต่บารมีเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้นของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป จุดที่สำคัญอย่างหนึ่งคือบุคคลหลายคนอ้างถึงด้านมืดของบารมี ผู้นำเชิงบารมีเหล่านี้ได้ใช้ความสามารถของพวกเขาบันดาลใจ และนำผู้ตามไปสู่เป้าหมายที่ทำลาย เห็นแก่ตัว หรือเเม้แต่ชั่วร้าย เรามีหลายตัวอย่างของผู้นำเหล่านี้ได้สร้างความหายนะและการเสียชีวิตจำนวนมาก เช่น โจเซฟ สตาลิน อดอล์ฟ ฮิตเลอร์และบิน ลาดิน แต่พวกเขาอาจจะถูกเรียกว่าผู้นำเชิงปฏิรูปปลอม ตามมุมมองของริชาร์ด แบส พวกเขาได้แสดงองค์ประกอบหลายอย่างของความเป็นผู้นำเชิงปฏิรูป แต่ส่วนใหญ่เป็นการใช้บารมี เพื่อการหาประโยชน์ส่วนบุคคลและแรงจูงใจแผ่อำนาจตัวเอง


มาเคียเวลเลียนอิสซึม เป็นคุณลักษณะบุคลิกภาพที่แสดงถึงการใช้เพทุบาย หลอกล่อ และขับเคลื่อนใช้วิธีการใดก็ตามที่จะได้อำนาจ มาเคียเวลเลียมอิสซึมเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งที่สร้างบุคลิกภาพด้านมืดสามด้าน ดาร์ก ไทรแอดภายในจิตวิทยา ดาร์ก ไทรแอด ด้านมืดสามด้าน อ้างถึงคุณลักษณะบุคลิกภาพที่เชื่อมโยงระหว่างกันสามอย่าง – นอร์ซิสอิสซิม มาเคียเวลเลียนอิสซึม และไซโคปาธี การแสดงคุณลักษณะโดยไม่เห็นอกเห็นใจ หลอกล่อ เห็นแก่ตัว และโหดเหี้ยมเควิน วิลเลียม และเดลรอย พอลฮัส นักจิตวิทยา ได้สร้างถ้อยคำดาร์ก ไทเเอด เมื่อ ค.ศ 2002 สนับสนุนผลงานส่วนใหญ่ของบุคลิกภาพจิตวิทยาบนคุณลักษณะบิก ไฟว์ ดาร์ก ไทเเอด อ้างถึงบุคลิกภาพทางลบสามอย่าง แต่ละประเภทบุคลิกภาพเหล่านี้ถูกเรียกว่า “มืด” เพราะว่ามันได้ถูกมองมีคุณลักษณะมุ่งร้าย
*นาร์ซิสอิสซิม แสดงคุณลักษณะโดยความยิ่งใหญ่ ความภูมิใจความเห็นแก่ตัว และการไม่เห็นอกเห็นใจ
*ไซโคพาธี แสดงคุณลักษณะโดยพฤติกรรมต่อต้านสังคมอย่างต่อเนื่อง ความเห็นแก่ตัว ความหุนหันพลันแล่น ความไม่เห็นอกเห็นใจ และการไม่มีความรู้สึก
*มาเคียเวลเบียรอิสซึม ต้นกำเนิดจากนิคโคโล มาเคียเวลลี นักการเมืองศตวรรษที่ 16 จากอิตาลี คุณลักษณะของมาเคียเวลเลียนอิสซึมมีทั้งการหลอกล่อ การไม่มีศีลธรรม และการหลอกลวง

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com