การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย

การวิเคราะห์และข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
โดย ศ. พล.ท. ดร.สมชาย วิรุฬหผล
จากการศึกษาพระราชบัญญัติธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2545 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 มีการวิเคราะห์และข้อเสนอแนะดังนี้
1. ประเด็นปัญหาที่พบจากกฎหมายปัจจุบัน
1.1 ข้อจำกัดด้านโครงสร้างเงินทุน
- กระทรวงการคลังถือหุ้นได้ไม่เกิน 49% (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน) ทำให้การระดมทุนจากภาครัฐมีข้อจำกัด
- ธนาคารเคยประสบปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้สูง ส่งผลต่อเงินสำรองและสภาพคล่อง
1.2 ข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน
- มาตรา 13 ห้ามธนาคารถือหุ้นในสถาบันการเงินอื่น ทำให้ไม่สามารถสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
- มาตรา 12 วัตถุประสงค์การดำเนินงานยังไม่ครอบคลุมผลิตภัณฑ์อิสลามิกแบงก์กิ้งที่หลากหลาย
- ขาดกลไกการบริหารความเสี่ยงเฉพาะสำหรับธุรกรรมอิสลามิก
1.3 ข้อจำกัดด้านการกำกับดูแล
- คณะที่ปรึกษาศาสนา (มาตรา 32-35) มีอำนาจเพียงให้คำแนะนำ ไม่มีอำนาจบังคับ
- ขาดมาตรฐานการรับรองผลิตภัณฑ์ว่าสอดคล้องหลักศาสนาอิสลาม
2. ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกฎหมาย
2.1 ปรับปรุงโครงสร้างเงินทุนและการลงทุน
ข้อเสนอที่ 1: เพิ่มความยืดหยุ่นในการระดมทุน
- แก้ไข มาตรา 7 ให้กระทรวงการคลังสามารถถือหุ้นได้สูงสุด 60% ในช่วงฟื้นฟูกิจการ
- เพิ่มกลไกการออกสุกุก (Islamic bonds) เป็นเครื่องมือระดมทุนทางเลือก
- อนุญาตให้ธนาคารจัดตั้งกองทุน Mudharabah Pool เพื่อรองรับเงินลงทุนจากนักลงทุนสถาบัน
ข้อเสนอที่ 2: ผ่อนคลายข้อจำกัดการลงทุน
- แก้ไข มาตรา 13(2) อนุญาตให้ถือหุ้นในสถาบันการเงินอิสลามอื่นได้ไม่เกิน 25% เพื่อสร้างเครือข่าย
- อนุญาตให้ร่วมทุนกับธนาคารอิสลามระหว่างประเทศในรูปแบบ Musharakah (ห้างหุ้นส่วน)
2.2 ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ
ข้อเสนอที่ 3: เพิ่มผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ในมาตรา 12
เพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่:
- (13) Murabaha: การซื้อขายสินค้าแบบเผื่อกำไร สำหรับสินเชื่อบริโภค
- (14) Ijarah: การเช่าซื้อทรัพย์สินตามหลักชาริอะห์
- (15) Istisna: สัญญาผลิตสินค้าตามสั่ง เหมาะกับโครงการก่อสร้าง
- (16) Wakalah: การเป็นตัวแทนจัดการเงินลงทุน
- (17) Takaful: ประกันภัยตามหลักอิสลาม (ร่วมกับประกันวินาศภัย)
- (18) Qard Hassan: เงินกู้ดอกเบี้ยฟรีเพื่อสังคม
- (19) Trade Finance: การให้สินเชื่อการค้าระหว่างประเทศแบบอิสลามิก
ข้อเสนอที่ 4: พัฒนาบริการดิจิทัล
- เพิ่มข้อกำหนดให้ธนาคารสามารถให้บริการ Digital Islamic Banking
- อนุญาตให้ออก Digital Sukuk และ Islamic Cryptocurrency ที่สอดคล้องหลักศาสนา
2.3 เสริมสร้างกลไกการกำกับดูแล
ข้อเสนอที่ 5: ยกระดับคณะที่ปรึกษาศาสนา (Shariah Board)
แก้ไข มาตรา 32-35:
- เปลี่ยนจาก “ให้คำปรึกษา” เป็น “มีอำนาจอนุมัติ” ผลิตภัณฑ์และธุรกรรมทางการเงิน
- กำหนดให้มีที่ปรึกษาอย่างน้อย 5 คน (เพิ่มจาก 4 คน) มีคุณสมบัติเฉพาะทาง
- ที่ปรึกษาต้องผ่านการรับรองจากสภาอิสลามแห่งชาติหรือองค์กรสากล เช่น AAOIFI
- ประชุมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง และรายงานต่อสาธารณะปีละ 1 ครั้ง
ข้อเสนอที่ 6: จัดตั้งหน่วยงานกำกับเฉพาะทาง
- จัดตั้ง “ศูนย์พัฒนาการเงินอิสลาม” ภายใต้ ธปท. หรือ กลต.
- มีหน้าที่กำหนดมาตรฐานผลิตภัณฑ์ รับรองความชอบด้วยศาสนา และพัฒนาบุคลากร
2.4 พัฒนาระบบบริหารความเสี่ยง
ข้อเสนอที่ 7: เพิ่มมาตรการบริหารความเสี่ยงเฉพาะ
เพิ่มหมวดใหม่ “การบริหารความเสี่ยงสำหรับธุรกรรมอิสลามิก”:
- กำหนดให้แยกบัญชีเงินฝากแบบรับฝากฝาก (Wadiah) และเงินลงทุน (Mudharabah) อย่างชัดเจน
- กำหนด Risk-Sharing Ratio ที่เหมาะสมระหว่างธนาคารกับผู้ฝากเงินลงทุน
- จัดตั้ง Profit Equalization Reserve (PER) และ Investment Risk Reserve (IRR)
- กำหนดให้มีระบบ Early Warning System สำหรับความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
2.5 ส่งเสริมการตลาดและการเข้าถึงบริการ
ข้อเสนอที่ 8: ขยายการเข้าถึงบริการ
แก้ไข มาตรา 6:
- กำหนดเป้าหมายให้มีสาขาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างน้อยจังหวัดละ 5 สาขา
- อนุญาตให้จัดตั้ง Islamic Banking Window ในธนาคารพาณิชย์ทั่วไป
- ส่งเสริม Agent Banking เพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกล
ข้อเสนอที่ 9: สิทธิประโยชน์ทางภาษี
- ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรจากการลงทุนใน Sukuk 5 ปีแรก
- ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาสำหรับเงินฝากลงทุนระยะยาว (มากกว่า 5 ปี)
- ยกเว้นอากรแสตมป์สำหรับสัญญา Murabaha และ Ijarah
2.6 พัฒนาบุคลากรและความรู้
ข้อเสนอที่ 10: สร้างองค์ความรู้
- เพิ่มในมาตรา 25 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่จัดฝึกอบรมพนักงานด้านการเงินอิสลาม
- ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจัดหลักสูตร Islamic Banking & Finance
- จัดทำ Islamic Banking Handbook เป็นภาษาไทย
3. ข้อเสนอด้านระเบียบและแนวทางปฏิบัติ
3.1 กำหนดระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน
ระเบียบที่ควรมี:
- ระเบียบการอนุมัติผลิตภัณฑ์ใหม่: กระบวนการตรวจสอบโดยคณะที่ปรึกษาศาสนา
- ระเบียบการบัญชีสำหรับธุรกรรมอิสลามิก: ตามมาตรฐาน AAOIFI
- ระเบียบการเปิดเผยข้อมูล: เพื่อความโปร่งใส เช่น อัตราส่วนกำไร-ขาดทุน
- ระเบียบการจัดการบัญชีซะกาต (มาตรา 12(8)): กำหนดหลักเกณฑ์การรับ-จ่าย
3.2 แนวทางปฏิบัติที่ดี (Best Practices)
ด้านธรรมาภิบาล:
- แยกบทบาทคณะกรรมการและคณะที่ปรึกษาศาสนาอย่างชัดเจน
- มีระบบ Internal Shariah Audit ตรวจสอบการปฏิบัติตามหลักศาสนา
- เปิดเผยรายงาน Shariah Compliance ต่อสาธารณะ
ด้านบริหารจัดการ:
- นำระบบ Islamic Financial Services Board (IFSB) Standards มาใช้
- จัดตั้งคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงเฉพาะ
- มีระบบ Shariah Compliance Testing อย่างสม่ำเสมอ
ด้านการตลาด:
- จัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ความแตกต่างระหว่างธนาคารทั่วไปกับธนาคารอิสลาม
- เน้น Financial Inclusion สำหรับมุสลิมและประชาชนทั่วไปที่ต้องการทางเลือกทางการเงินที่มีจริยธรรม
- สร้างความเชื่อมั่นว่าไม่ใช่ธนาคารสำหรับมุสลิมเท่านั้น
4. กรอบเวลาในการดำเนินการ
ระยะสั้น (1-2 ปี)
- ปรับปรุงกฎหมายหลัก (มาตรา 7, 12, 13, 32-35)
- ออกระเบียบปฏิบัติที่สำคัญ
- พัฒนาบุคลากรและระบบเทคโนโลยี
ระยะกลาง (3-5 ปี)
- ขยายสาขาและช่องทางบริการ
- พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ครบทั้ง 19 ประเภทที่เสนอ
- สร้างความร่วมมือกับธนาคารอิสลามระหว่างประเทศ
ระยะยาว (5-10 ปี)
- ทำให้ธนาคารอิสลามเป็นธนาคารชั้นนำทางเลือกของประเทศ
- พัฒนาเป็น Islamic Financial Hub ของภูมิภาคอาเซียน
- มีส่วนแบ่งตลาดอย่างน้อย 5% ของระบบสถาบันการเงินไทย
สรุป
การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธนาคารอิสลามต้องครอบคลุม 4 มิติหลัก:
- ความแข็งแกร่งทางการเงิน: ระดมทุน บริหารความเสี่ยง
- ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์: ตอบสนองทุกกลุ่มลูกค้า
- ความเชื่อถือทางศาสนา: กำกับดูแลโดยคณะที่ปรึกษาที่เข้มแข็ง
- การเข้าถึงและการรับรู้: ขยายบริการและประชาสัมพันธ์
ข้อเสนอทั้งหมดนี้จะช่วยให้ธนาคารอิสลามเป็นทางเลือกทางการเงินที่แท้จริงสำหรับประชาชนทุกคน โดยยึดหลักการไม่เกี่ยวข้องกับดอกเบี้ย และดำเนินงานผ่านกลไกการลงทุน การร่วมทุน และการซื้อมาขายไป ตามหลักชาริอะห์อย่างแท้จริง

