INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามไซเบอร์และบทบาทของแฮกเกอร์ในสมรภูมิไฮบริด

สงครามไซเบอร์ในสมรภูมิไฮบริด

สงครามไซเบอร์และบทบาทของแฮกเกอร์ในสมรภูมิไฮบริด

ทหารประชาธิปไตย

สงครามไฮบริดคือการผสมผสานเครื่องมือทั้งทางทหารและมิใช่ทางทหารเข้าด้วยกัน ตั้งแต่กำลังรบตามแบบ การบ่อนทำลายทางการเมือง การโฆษณาชวนเชื่อ แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงปฏิบัติการในโลกไซเบอร์ โดยอาศัยความคลุมเครือเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามตัดสินใจตอบโต้ได้ยาก ในบรรดาเครื่องมือเหล่านี้ มิติไซเบอร์ได้รับแรงหนุนจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากที่สุด เพราะมีต้นทุนต่ำ ลงมือได้จากระยะไกล ปฏิเสธความรับผิดชอบได้ และสร้างผลกระทบได้ตั้งแต่ระดับรบกวนไปจนถึงการทำลายโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐ

ลักษณะเฉพาะของสงครามไซเบอร์

สงครามไซเบอร์ต่างจากสงครามแบบดั้งเดิมในสาระสำคัญหลายประการ ประการแรก ไม่มีเส้นพรมแดนที่ชัดเจน การโจมตีอาจมาจากเซิร์ฟเวอร์ในประเทศที่สามโดยที่ผู้ลงมือจริงอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง ประการที่สอง ฝ่ายโจมตีมีความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง เพราะต้องการเพียงช่องโหว่จุดเดียว ขณะที่ฝ่ายป้องกันต้องปิดช่องโหว่ทุกจุดตลอดเวลา ประการที่สาม การขยายตัวของคลาวด์ อุปกรณ์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต และระบบควบคุมอุตสาหกรรมทำให้พื้นที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีกว้างขึ้นทุกปี และล่าสุด ปัญญาประดิษฐ์ได้ช่วยให้การสแกนหาช่องโหว่ การเขียนอีเมลหลอกลวงที่แนบเนียน และการสร้างเนื้อหาปลอมทำได้เร็วและถูกลงอย่างมาก ปฏิบัติการส่วนใหญ่จึงอยู่ใน “พื้นที่สีเทา” คือต่ำกว่าระดับการใช้กำลังตามกฎหมายระหว่างประเทศ แต่สะสมผลเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างแท้จริง

ปฏิบัติการไซเบอร์ยังไม่ทำงานโดดเดี่ยว แต่มักถูกผสานเข้ากับปฏิบัติการข่าวสารและปฏิบัติการทางทหารอย่างเป็นระบบ ตัวอย่างเช่น การเจาะระบบเพื่อขโมยข้อมูลแล้วปล่อยรั่วไหลในจังหวะทางการเมืองที่เหมาะสม การปลอมแปลงเว็บไซต์สื่อ การใช้บัญชีอัตโนมัติบนโซเชียลมีเดียเพื่อสร้างกระแส และการใช้เทคโนโลยีปลอมภาพและเสียงเพื่อบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อสถาบันของรัฐ ขณะเดียวกัน ในมิติทางทหาร การโจมตีระบบบัญชาการ ระบบสื่อสาร และระบบเตือนภัยล่วงหน้าก่อนการเคลื่อนกำลัง ช่วยให้ฝ่ายโจมตีได้เปรียบเชิงสถานการณ์โดยที่ยังไม่ต้องยิงกระสุนนัดแรก

บทบาทของแฮกเกอร์: จากปัจเจกสู่กลไกของรัฐ

ภาพของแฮกเกอร์ในฐานะเด็กหนุ่มนั่งหน้าจอในห้องมืดล้าสมัยไปแล้ว ปัจจุบันแฮกเกอร์มีบทบาทอย่างน้อยสี่รูปแบบ หนึ่ง กลุ่มที่รัฐหนุนหลัง หรือที่เรียกว่า APT (Advanced Persistent Threat) ซึ่งสังกัดหรือทำงานให้หน่วยข่าวกรองและกองทัพ เน้นการเจาะระบบระยะยาว การจารกรรม การก่อวินาศกรรม และการเตรียมพื้นที่ปฏิบัติการล่วงหน้า สอง แฮกทิวิสต์และแฮกเกอร์อาสาสมัครผู้รักชาติ ที่โจมตีเว็บไซต์หรือเผยแพร่ข้อมูลรั่วไหลเพื่อสนับสนุนฝ่ายที่ตนเลือก สาม อาชญากรไซเบอร์ที่ถูกใช้เป็นตัวแทน โดยเฉพาะกลุ่มแรนซัมแวร์ที่รัฐบางแห่งปล่อยให้ปฏิบัติการอย่างเสรี หรือใช้ประโยชน์เมื่อต้องการโจมตีโดยไม่เปิดเผยตัว และ สี่ ฝ่ายป้องกัน ได้แก่นักวิจัยช่องโหว่ ทีมตรวจจับภัยคุกคาม และทีมจำลองการโจมตี (Red Team) ซึ่งเป็นกำลังหลักของการป้องกันเชิงรุก ความหมายเชิงยุทธศาสตร์คือ รัฐสามารถแปลงทักษะของพลเรือนให้เป็นขีดความสามารถทางทหารได้โดยไม่ต้องผ่านระบบกำลังพลแบบเดิม ขณะเดียวกันเส้นแบ่งระหว่างทหารกับพลเรือนก็พร่าเลือนลง

เบื้องหลังบทบาทเหล่านี้คือระบบนิเวศที่ซับซ้อน มีตลาดมืดซื้อขายช่องโหว่แบบ Zero-day ผู้ค้าสิทธิ์การเข้าถึงระบบของเหยื่อ และบริษัทเชิงพาณิชย์ที่ขายซอฟต์แวร์สอดแนมให้รัฐ ทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเข้าถึงขีดความสามารถระดับสูงได้โดยไม่ต้องพัฒนาเอง อย่างไรก็ตาม เครื่องมือเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะรั่วไหลและย้อนกลับมาทำร้ายผู้สร้าง ดังกรณีเครื่องมือเจาะระบบ EternalBlue ที่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะในปี 2017 และถูกนำไปใช้ในการแพร่ระบาดของมัลแวร์ครั้งใหญ่ของโลก

บทเรียนจากสมรภูมิจริง

กรณีเอสโตเนียปี 2007 เป็นตัวอย่างแรก ๆ ของการโจมตีแบบปฏิเสธการให้บริการ (DDoS) ต่อธนาคาร สื่อ และหน่วยงานรัฐทั้งประเทศ หลังความขัดแย้งทางการเมืองเรื่องอนุสาวรีย์ทหารโซเวียต ต่อมาหนอนไซเบอร์ Stuxnet ราวปี 2010 ซึ่งตามรายงานของสื่อและนักวิเคราะห์จำนวนมากเชื่อว่าเป็นฝีมือสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ได้สร้างความเสียหายทางกายภาพต่อเครื่องหมุนเหวี่ยงในโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน พิสูจน์ว่าโค้ดคอมพิวเตอร์สามารถทำลายสิ่งของจริงได้ นอกจากนี้ยังเชื่อกันว่าทั้งสหรัฐฯและอิสราเอลยังใช้ปฏิบัติการเพื่อล้มรัฐบาลในประเทศที่ไม่ตอบสนองผลประโยขน์ของตน โดยเฉพาะในความพยายามที่จะโค่นล้มระบอบปกครองของอิหร่าน ในยูเครน การโจมตีโครงข่ายไฟฟ้าปี 2015  และมัลแวร์ NotPetya ปี 2017 ซึ่งมีการกล่าวหาว่ามาจากรัสเซีย แพร่ระบาดไปทั่วโลกจนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจหลายพันล้านดอลลาร์  ระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมของ Viasat ถูกโจมตีจนกระทบการสื่อสารทางทหารและพลเรือนในยุโรป ขณะที่ยูเครนกก็มีการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครไซเบอร์ที่เรียกว่า IT Army of Ukraine ซึ่งรวมพลเรือนจากหลายภาคส่วนในโลกเข้าร่วมปฏิบัติการ สะท้อนว่าสงครามสมัยใหม่เปิดให้ผู้เล่นนอกรัฐเข้ามามีส่วนร่วมได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน นอกจากนี้ยังมีการกล่าวหาว่าหน่วยข่าวกรองบางประเทศยังใช้ปฏิบัติการไซเบอร์เพื่อสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายในประเทศอี่น

ข้อสังเกตสำคัญคือ แม้หลายฝ่ายเคยคาดการณ์ถึง “เพิร์ลฮาร์เบอร์ไซเบอร์” ที่จะทำให้ประเทศล่มสลายในชั่วข้ามคืน แต่ในบางกรณีก็มีปฏิบัติการที่ชี้ว่าไซเบอร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสนับสนุนมากกว่าปัจจัยตัดสิน คือใช้จารกรรม ป่วนการสื่อสาร และสร้างความสับสน ส่วนฝ่ายป้องกันที่เตรียมพร้อมล่วงหน้า ทั้งการกระจายข้อมูลสำคัญไปเก็บบนคลาวด์นอกประเทศและการได้รับความช่วยเหลือจากบริษัทเทคโนโลยีเอกชนและพันธมิตร ก็สามารถลดผลกระทบลงได้อย่างมีนัยสำคัญ บทเรียนนี้ย้ำว่าความทนทาน (Resilience) สำคัญไม่น้อยไปกว่าขีดความสามารถในการโจมตี

ปัญญาประดิษฐ์กับอนาคตของสมรภูมิไซเบอร์

ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนสมดุลระหว่างผู้โจมตีและผู้ป้องกัน ด้านหนึ่ง เทคโนโลยีนี้ลดกำแพงด้านทักษะ ทำให้ผู้ที่มีความรู้จำกัดสามารถสร้างมัลแวร์หรือแคมเปญหลอกลวงที่ซับซ้อนได้ อีกด้านหนึ่ง ฝ่ายป้องกันก็ใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติและตอบสนองต่อเหตุการณ์ด้วยความเร็วระดับสูง และในอนาคตอันใกล้จะมีความเร็วระดับควอนตัม ผลที่ตามมาคือการแข่งขันที่เร็วขึ้นและคาดเดายากขึ้น ความเสี่ยงสำคัญอยู่ที่การปล่อยให้ระบบอัตโนมัติตัดสินใจโจมตีหรือตอบโต้โดยปราศจากการกำกับของมนุษย์ อาจนำไปสู่การยกระดับความขัดแย้งโดยไม่ตั้งใจ จึงจำเป็นต้องวางหลักการให้มนุษย์ควบคุมการตัดสินใจในจุดวิกฤตเสมอ

ความท้าทายด้านกฎหมายและยุทธศาสตร์

ปัญหาใหญ่ที่สุดคือการพิสูจน์ผู้กระทำ (Attribution) ซึ่งต้องใช้เวลา ข้อมูลข่าวกรอง และการตัดสินใจทางการเมือง ทำให้การตอบโต้ล่าช้าและขาดความชอบธรรมเมื่อหลักฐานไม่ชัด อีกทั้งยังไม่มีสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ครอบคลุมสงครามไซเบอร์โดยตรง แนวทางที่ใช้อ้างอิงกันมากคือคู่มือทาลลินน์ (Tallinn Manual) ซึ่งเป็นความเห็นของผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่กฎหมายที่มีผลผูกพัน นอกจากนี้ แฮกเกอร์พลเรือนที่เข้าร่วมปฏิบัติการอาจกลายเป็นเป้าหมายที่ชอบด้วยกฎหมายสงครามได้ ในขณะที่ตัวพวกเขาเองมักไม่ตระหนักถึงความเสี่ยงนี้ และการโจมตีไซเบอร์ที่ลุกลามเกินคาดอาจยกระดับเป็นการเผชิญหน้าทางทหารโดยไม่ตั้งใจ

ในระดับสากล ความพยายามสร้างบรรทัดฐานยังก้าวหน้าช้า รายงานของคณะผู้เชี่ยวชาญภายใต้สหประชาชาติเมื่อปี 2015 วางหลักไว้ว่ารัฐไม่ควรโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐอื่นในยามสงบ และควรร่วมมือกันสอบสวนเหตุที่ส่งผลข้ามพรมแดน แต่หลักเหล่านี้เป็นเพียงข้อตกลงโดยสมัครใจ ไม่มีกลไกบังคับใช้ และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจทำให้การเจรจากติกาที่มีผลผูกพันยากยิ่งขึ้น รัฐขนาดกลางและเล็กจึงต้องพึ่งพาการเสริมความเข้มแข็งภายในประเทศควบคู่ไปกับการทูตไซเบอร์

ข้อพิจารณาสำหรับประเทศไทยและบทสรุป

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเศรษฐกิจและบริการภาครัฐพึ่งพาระบบดิจิทัลมากขึ้น และอยู่ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจในภูมิภาค ควรให้น้ำหนักกับการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญทางสารสนเทศ เช่น พลังงาน การเงิน สาธารณสุข และโทรคมนาคม การสร้างและรักษาบุคลากรด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ที่มีคุณภาพ การประสานงานระหว่างภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ รวมถึงความร่วมมือด้านการแบ่งปันข่าวกรองภัยคุกคามในกรอบอาเซียนและกับมิตรประเทศ

ในเชิงนโยบาย ประเทศไทยมีกรอบกฎหมายพื้นฐานอย่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พ.ศ. 2562 แต่ยังต้องพัฒนาการซ้อมรับมือเหตุการณ์ระดับชาติอย่างสม่ำเสมอ การกำหนดสายการบังคับบัญชาเมื่อเกิดวิกฤต และการสร้างความตระหนักรู้ในระดับผู้บริหาร นอกจากนี้ ประเทศไทยไม่ควรประเมินว่าการวางตัวเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์จะคุ้มครองจากภัยไซเบอร์ได้โดยอัตโนมัติ เพราะระบบของไทยอาจตกเป็นเป้าหมายโดยตรง หรือถูกใช้เป็นทางผ่านและฐานปล่อยการโจมตีไปยังประเทศอื่นโดยที่เจ้าของระบบไม่รู้ตัว

โดยสรุป สงครามไซเบอร์ไม่ได้เข้ามาแทนที่สงครามตามแบบ แต่ทำหน้าที่เป็นตัวคูณกำลังที่ขยายผลของเครื่องมืออื่นในสงครามไฮบริด และแฮกเกอร์ซึ่งเป็นตัวละครหลักของมิตินี้ได้เปลี่ยนจากบุคคลชายขอบมาเป็นผู้เล่นเชิงยุทธศาสตร์ ผู้ที่เข้าใจธรรมชาติของภัยคุกคามนี้และลงทุนสร้างความทนทานล่วงหน้าจะเป็นฝ่ายที่รักษาอธิปไตยในมิติดิจิทัลไว้ได้ โดยเฉพาะในยามที่การเผชิญหน้าระหว่างมหาอำนาจที่กำลังเข้มข้นมากขึ้นในภูมิภาคนี้

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *