รู้จักนักปรัชญามุสลิม สำนักปรัชญาอิชรอกียะฮ์ Illuminationism หรือ Ishrāqi

รู้จักนักปรัชญามุสลิม สำนักปรัชญาอิชรอกียะฮ์ Illuminationism หรือ Ishrāqi
ดร.เชคชะรีฟ ฮาดีย์
ศูนย์อิสลามศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม
เชคชะฮาบุดดีน ซุรอวัรดีย์ หรือเป็นที่รู้จักในนาม “เชคอิชรอ๊ก”(شيخ الاشراق)นักปรัชญามุสลิม นิกายชีอะฮ์ ได้มีชีวิตอยู่ช่วงปี (1155 – 1191) เขาประจักษ์แจ้งและค้นพบหลักคิดทางปรัชญาที่มีฤษฎีไม่เหมือนกับแนวคิดของนักปรัชญาในยุคก่อนๆ แต่เป็นกรอบแนวคิดใหม่ทางปรัชญาอิสลามโดยมีความแตกต่างกับแนวคิดทางปรัชญาของสำนักมัชชาอียะฮ์หรือสำนักเหตุผลนิยมจัดอย่าง อัลฟารอบี และ อิบนิสีน่า และเชคอิชร๊อกได้อยู่ในช่วงสมัยของการเปลี่ยนผ่านกระบวนทัศน์ปรัชญาอิสลามที่มีความเอือมระอาแบบเหตุผลนิยมจัด กอรปกับได้เกิดกระแสการต้านจากนักเทววิทยาบางสำนักที่มีความเป็นอนุรักษ์นิยม จนกระทั้ง เขาได้เห็นว่าจะต้องปฎิรูปปรัชญาแบบเหตุผลนิยมนั้นโดยการนำหลักทางรหัสยะนัยวิทยานำหน้าหลักปรัชญา จนเกิดการผสมผสานกันและมีความลงตัวและเป็นทฤษฎีใหม่ทางปรัชญาอิสลามภายใต้ชื่อ”ปรัชญาอิชรอกียะฮ์หรือปรัชญาแห่งประจักษ์แจ้งชั่วขณะจิต” Illuminationism หรือ Ishrāqi เป็นการเข้าถึงความจริงและความเป็นจริงสูงสุดจากหนทางแห่งฌาณเป็นที่ตั้งหลัก แต่อธิบายปรากฏการณ์การค้นพบความจริงนั้นออกมาเป็นภาษาปรัชญา และเชคอิชร๊อกไม่ได้ปฏิเสธปรัชญากรีกหรือปรัชญาตะวันออกดังนั้นจะเห็นว่าในตำราของเขาได้กล่าวถึงและชื่นชมงแนวคิดเพลโต้(Plato)ขณะเดียวกันได้วิพากษ์ปรัชญาอริสโตเติล(Aristitle) แต่ถึงกระนั้น เขาเป็นผู้หลงใหลในทฤษฎีความคิดของเพลโต แต่เขาไม่เห็นด้วยกับการตีความบางอย่างของ สำนักมัชชาอียะฮ์ ดังนั้น เขาจึงหันมาหักล้างทฤษฎีความคิดของสำนัก มัชชาอียะฮ์อย่างเผ็ดดุ และ ตั้งสำนักอิชรอกที่มีอัตลักษณ์ทางปรัชญาเป็นของตัวเอง นอกจากนี้สำนักอิชรอกยอมรับเรื่องตะเซาวุฟอิสลามด้วย กล่าวคือพวกเขายอมรับว่า การใช้หนทางของหัวใจ และการขัดเกลา เคียงข้างการใช้ตรรกะ และ สติปัญญาและบางกรณีเขาก็ได้หยิบยกปรัชญาพุทธศาสนาและปรัชญาฮินดูมาวิพากษ์ให้เห็นอยู่บ้าง ส่วนในแวดวงของนักรรัสยะนัยที่เขาชื่นชอบคือ อิบนุอะรอบี ถึงแม้ว่า ตัวของเชคอิชร็อกจะสังกัดในนิยกายชีอะฮ์ตาม ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทางกระบวนทัศน์ทางปรัชญาอิสลามเลยทีน่าสนใจทีเดียว
สำนัก อิชร๊อกกียะฮ์ยอมรับทฤษฎีทางญาณวิทยา ( Epistemology ) เขากล่าวว่า สัจจะ(หรือพระเจ้า) สามารถประจักษ์แจ้งชั่วขณะจิตได้ สติปัญญาคือเครื่องมือที่ทำให้รับรู้สิ่งต่างๆ ที่เหนือไปจากสัมผัสทั้ง 5 ดังนั้นปัญญาจึงเป็น “ตาใจ” และเชคอิชร็อกถือว่า พระเจ้าคือแสงแห่งความสมบูรณ์และงดงามที่สุด เป็นปฐมของแสงทั้งมวล เป็นแสงเหนือแสงทั้งผอง และเขาเชื่อว่าเอกภพนั้นมี ๔ โลก คือ โลกแห่งทิพย์บริสุทธิ์ โลกแห่งแบบ โลกสสาร และสุดท้ายคือโลกระหว่างกลาง คือระหว่างวัตถุกับอวัตถุ เชคอิชร็อกกล่าวว่า พระเจ้าทรงรู้รอบ และทรงรอบรู้ โดยวิทยาปัญญาของพระองค์ และโดยองค์ความรู้ที่ทรงประจักษ์รู้เองของพระองค์
ต่อมาสำนักอิชรอกียะฮ ได้เน้นไปทางนักรหัสยะนัยหรือทางซูฟีมากกว่าจะมีอัตลักษณ์แบบนักปรัชญา พวกเขาทำพิธีทางการสวดและภาวนาหรือเข้าเงียบทำสมาธิ จนทำให้สำนักอิชร๊อกถูกโจมตีจากนักนิติศาสตร์อิสลามและนักเทววิทยาแนวจารีตนิยมบางคนว่ากลุ่มอิชรอกียะฮ์นี้ เป็นพวกนอกรีต มิได้มั่นคงอยู่กับคำสอนอิสลามไม่มีส่วนร่วมกับอิสลาม
ชีวิตของเชคอิชร๊อกอยู่ในช่วงเวลาที่การเมืองรุนแรง แบ่งแยกนิกายมีความทิฐิมานะสูงระหว่างนิกาย โดยเฉพาะกลุ่มก้อนที่นิยมความเป็นซูฟีและปรัชญาจะไม่ถูกยอมรับในแวดวงวิชาการสักเท่าไหร่ จนกระทั้งเหตุการณ์บานปลายเขาได้เดินทางไปยังกรุงดะมัสกัส และเมืองฮะลับ(หรือเมืองอะเลปโป) ประเทศซีเรีย ในสมัยนั้นเป็นช่วงการปกครองของราชวงศ์อัยยูบียะฮ์ หรือกษัตริย์ซอลาฮุดดดีน อัยยูบีย์ผู้มีอำนาจเด็ดขาดแห่งอาณาจักรอิสลาม และด้วยกับเชคอิชรอ็กเป็นผู้นิยมลัทธิชีอะฮ์ และได้แสดงตนอย่างชัดเจนต่อความชีอะฮ์จนเกินไปทำให้กษัตริย์ศอลาฮุดดีน อัยยูบีย์ไม่ค่อยจะปลึ้มเขาสักเท่าไหร่และมองว่าเขาเป็นอันตรายทางความคิดต่อรัฐถะและอาจจะทำให้ประชาชนเกิดความสับสนในวิถีแห่งศาสนาและนิกายได้ ดังนั้นหลายต่อหลายครั้งที่ถูกได้ส่งสัญญาณจากอำนาจรัฐให้เชคอิชร็อกลดกระแสการเผยแพร่หลักคิดทางปรัชญาแบบฌานนิยมหรือแบบรหัสยะนัย จนกระทั้งบุตรชายของกษัตริย์ซอลฮุดดีน อัยยูบี ซึ่งได้ปกครองอยู่ในซีเรียขณะนั้น เขาได้ส่งสาส์นฉบับหนึ่งถึงเจ้าเมืองอเลปโป ให้ควบคุมและดูแลการเคลื่อนไหวเชคอิชร็อกอย่างใกล้ชิด และยังรับสั่งให้เจ้าเมืองนคร ให้กดดันชคอิชรอ็กให้ยุติการนำเสนอแนวคิดทางปรัชญาแบบฌาณนิยมหรือแบบรหัสยะนัยแบบชีอะฮ์พร้อมกับให้เขาขอลุแก่โทษ แล้วจะไม่ถูกควบคุมหรือติดตามการเคลื่อนไหว แต่ทว่าเชคอิชร็อกผู้หลงรักในแนวทางปรัชญาและรหัสยะนัยและยังได้ยึดต่ออุดมการณ์ตามแนวคิดชีอะฮ์อย่างเหนียวแน่น การขอร้องนั้นย่อมไม่ส่งผลต่ออุดมการณ์นั้น แต่เขายังได้สั่งสอนศิษย์อย่างไม่หย่อนยาน ทำให้เจ้าเมืองนครต้องใช้มาตรการขั้นสูงรับสั่งให้จับคุมตัวเชคอิชร็อกและนำไปขังคุกในปี ค.ศ.1191 ในข้อหาผู้เผยแพร่ลัทธินอกรีตและฝักใฝ่ลัทธิชีอะฮ์ และได้อดน้ำอดข้าวจนทำให้เชคอิชร็อกเสียชีวิตในคุกอายุของเขาเพียง ๓๘ปีเท่านั้นและสถานฝังศพเขาฝัง ณ ประเทศซีเรีย
เชคอิชรอ็กได้นำเสนอประเด็นทางปรัชญาว่าด้ายเรื่องภาววิทยา(ontology)ไว้อย่างน่าสนใจว่า ความมีอยู่และสิ่งมี(ภวันต์และภาวะทางภวันต์) เป็นเพียงการจินตภาพทางปัญญาเท่านั้น มีนัยยะความเป็นจริงอยู่ แต่ไม่ใช่แก่นแท้ของของความมี ซึ่งแตกต่างกับสำนักมัชชาอียะฮ์เชื่อว่า ความเป็นแก่นแท้และภาพจริง มีอยู่ ณ ภาวะทางภวันต์ส่วน คุณานุภาพเป็นเพียงการสมมติ หรือเป็นการจินตภาพที่เกิดจากภาวะของความมีอยู่ที่ส่งผลเชิงประกอบสร้าง
เชคอิชร็อกถือว่า สสารไม่ได้ถูกประกอบขึ้นด้วยธาตุที่เป็นส่วนย่อยจากมวลสาร แต่ทว่ามีสถานะเป็นความบริสุทธิ์แตกต่างกับสำนักมัชชาอียะฮ์เชื่อว่าสสารถูกประกอบขึ้นสองส่วนคือจากมวลสารและรูปของมวลสาร
เชคอิชร็อกเชื่อว่าแท้จริงจิตและวิญญาณจะไม่เป็นอมตะแตกต่างกับสำนักมัชชาอียะฮ์เชื่อว่าวิญญาณเป็นอสสารและจะมีความเป็นอมตะ เชคอิชร็อกเชื่อในเรื่อง”โลกแห่งแบบ”(World of From)ของเพลโต แตกต่างกับสำนักมัชชาอียะฮ์ปฎิเสธในเรื่องดังกล่าว
เชคอิชรอ็กเชื่อว่าภวันต์ทั้งหมดและสิ่งที่มีอยู่มาจากต้นกำเนิดมาจากรัศมีหนึ่งกล่าวคือความจริงสูงสุดคือแสงแห่งรัศมีและเป็นที่มาของการกำเนิดทุกสิ่งทุกอย่างเป็นรัศมีแห่งแสงทั้งหลายและเชื่อว่าในระหว่างสิ่งมีอยู่นั้นมีระดับความต่าง เหมือนกับแสงที่มีความต่างในเรื่องของแสง แต่ทั้งหมดคือแสงเดียวกันเชคอิชร็อกเชื่อว่า การฟื้นคืนชีพในชีวิตโลกหน้าคือการกลับคืนสู่โลกแห่งแสงโลกแห่งรัศมีซึ่งเป็นของแท้ทุกๆสิ่ง
อิทธิพลทางความคิดเชคอิชร๊อกต่อชาวอิหร่านและโลกปรัชญา
ว่ากันแล้วชาวอิหร่านหรือเปอร์เซียที่รุ่งเรือง เป็นอูุ่อารยธรรมนั้น เป็นเพราะพวกเขารับมรดกทางปัญญาและปรัชญาที่แหลมคมของปวงปราชญ์ยุคก่อนสู่ยุคปัจจุบัน และวันนี้ไม่มีใครกล้าปฏิเสธถึงความก้าวหน้าด้านวิชาการ การเมืองวัฒนธรรมของอิหร่านเลย และนี่คือหนึ่งจากอิทธิพลทางความคิดของปรัชญาที่เกิดขึ้นในเปอร์เซีย และถ้าเราได้สัมผัสกับผู้รู้หรือนักวิชาการอิหร่านปัจจุบัน เราได้พบว่าพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล เป็นโลกทัศน์ที่ผูกติดอยู่กับปรัชญา ที่มีมุมมองต่อโลก มนุษย์และเอกภพอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะโลกทัศน์เกี่ยวกับรหัสยะนัยตามวิถีของนักซูฟีและนักรหัสยะนัยมุสลิมที่วางหลักคิดทางปรัชญาแบบ”อิชรอกียะฮ์”หรือเรียกว่า ปรัชญารู้แจ้งชั่วคณะจิต
เชคอิชร๊อกผู้สร้างปรากฏการณ์ทางปรัชญาที่ค่อนข้างจะแตกต่างกับสำนักเหตุผลนิยมจัด แต่ก็ไม่ได้ต่างกันหมดเสียทีเดียว จุดอ่อนและความเปราะบางของสำนักเหตุผลนิยมทำให้กระแสการต่อต้านและการหันมาสนใจปรัชญาแบบแนวซูฟีจึงปรากฎขึ้นในคุรอซาน ดินแดนอิหร่านยุคนั้น และอิทธิพลของซูฟีได้ไหลบ่าไปทุกแห่งในอิหร่านและนอกอิหร่าน แต่สิ่งที่น่าสนใจคือว่า ปรัชญาอิชรอกียะฮฺ เป็นปรัชญามีกลิ่นอายของสำนักคิดชีอะฮ์อย่างชัดแจ้งและโด่งดัง ที่ทำให้กระแสการต่อต้านปรัชญาลดลงได้ เนื่องจากการปรับตัวและปรับวิธีคิดและยังทำให้ลัทธิซูฟีทั้งฟากฝั่งซุนนีและชีอะฮ์ไม่ได้โดนกระแสต่อต้าน แต่กลับกันยังได้รับการขานรับที่ดี ยกเว้นในช่วงปั้นปลายชีวิตของเชคอิชร๊อก ซุรอวัรดี กระแสการต่อต้านมาจากอำนาจรัฐทางการเมืองที่นิยมในลัทธิที่มีอคติต่อสำนักคิดชีอะฮ์เชิงการเมืองและชีอะฮ์ถูกใส่คล้ายว่าเป็นพวกนอกรีต จากกระแสทางการเมืองและนำไปสู่การต่อต้านลัทธิชีอะฮ์ขึ้น
เชคอิชร็อกผู้ทรงอิทธิพลโดยได้สร้างกระแสการขานรับถึงขนาดว่าคือผู้ปฎิรูปแนวทางซูฟีเสียด้วยซ้ำ นั่นหมายความว่า ซูฟที่ถูกต้องพึงต้องยึดหลักคิดทางปรัชญาและหลักอภิปรัชญาที่ตรวจสอบได้ อธิบายได้ จนทำให้ลัทธิซูฟีในอิหร่านและนอกอิหร่านเกิดกระแสการเปลี่ยนแปลงและปรับตัวอีกครั้งทั้งในแวดวงซุนนีและแวดวงชีอะฮ์เลยทีเ ดียว
เชคอิชร๊อกถือว่าเป็นนักปรัชญาที่อยู่ในระดับขั้นสูงสุด โดยมีวิถีแบบนักรหัสยะนัย(รู้แจ้งเห็นจริง)พร้อมกับนำทฤษฎีปรัชญามาพิสูจน์ถึงความจริงที่ประจักษ์เห็นทางจิตได้ด้วย เขาเป็นนักปรัชญาที่เน้นวิถีแบบรหัสยะนัยแบบลัทธิซูฟี(Sufism) แต่จุดเด่นอีกด้านของปรัชญาสำนักอิชรอกียะฮ์ เป็นสำนักคิดเข้ามาปฏิรูปหลักคิดของลัทธิซูฟีอีกหมวดหนึ่งเพื่อให้ลัทธิซูฟีเห็นจุดอ่อนตัวเองและหันมาปรับตัวกันในเวลาต่อมา แต่ทว่าอิทธิพลของเชคอิชร๊อกไม่ได้มีเพียงแค่นี้นะครับ ยังส่งผลกระทบต่อปรัชญาซูฟี ปรัชญาการเมือง จนกระทั้งได้ผ่านการกลั่นกรองอีกชั้นโดย มีร ดาม๊าด และมุลลา ศ็อดรอ เป็นนักปรัชญายุคต่อมาของอิหร่าน จนส่งผ่านมาถึงอิมามโคมัยนีและต่อแวดวงนักวิชาการคนสำคัญอื่นๆจนถึงปัจจุบันเลยทีเดียว และยังทรงอิทธิพลถึงโลกตะวันตกและปรัชญาตะวันตกบางลัทธิอีกด้วย

