เบื้องหลัง ไบเดนกับการเยือนตะวันออกกลาง

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
เบื้องหลัง ไบเดนกับการเยือนตะวันออกกลาง
การเดินทางเยือนตะวันออกกลางของประธานาธิบดีไบเดน เป็นเวลา 4 วัน ด้วยความคาดหวังสูงที่จะขยายอิทธิพลของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลาง หลังจากที่อิทธิพลของสหรัฐฯ เริ่มเสื่อมโทรมลงเป็นลำดับ ทั้งนี้สรุปสาเหตุสำคัญที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องดังนี้

1.สหรัฐฯเลือกข้างสนับสนุนอิสราเอลอย่างเต็มที่และเลือกปฏิบัติกับกลุ่มอาหรับมาโดยตลอด แม้จะได้ผลประโยชน์มหาศาลจากการค้าน้ำมัน โดยเฉพาะกับซาอุดิอาระเบีย หรือการขายอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆให้ แต่ก็มีขีดความสามารถน้อยกว่าอาวุธชของอิสราเอลโดยสิ้นเชิง
ขณะที่อิสราเอลได้งบประมาณสนับสนุนทุกปีโดยไม่มีเงื่อนไข แต่ได้อาวุธที่ทัดเทียมกับอาวุธของกองทัพสหรัฐฯ
2.ในทางการเมืองสหรัฐฯมองว่ากลุ่มอาหรับ คือเบี้ยที่ตนเองสามารถชี้นำบงการได้เสมอมาตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
3.จีนและรัสเซียได้เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นในภูมิภาค เช่น รัสเซียมีความผูกพันและให้การสนับสนุนซีเรียทางทหารอย่างเต็มพิกัดมากกว่าแต่ก่อน ส่วนจีนก็มีผลประโยชน์ในทางการค้ากับตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการค้าน้ำมันกับซาอุดิอาระเบีย ด้วยเงินหยวนแทนดอลลาร์ ที่เคยผูกขาดมาก่อน
4.จุดยืนสหรัฐฯต่อปาเลสไตน์นั้น คือแนวทางที่อิสราเอลเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าอิสราเอลจะทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ หรือผิดหลักมนุษยธรรมอย่างไร สหรัฐฯก็จะยังคงสนับสนุน ซึ่งจุดเหล่านี้ทำให้ประชาชนในพื้นที่ได้สัมผัสอย่างเด่นชัด
5.อิหร่านได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้นในภูมิภาค โดยเฉพาะในกลุ่มชนและประเทศที่ถูกกดขี่อย่างเยเมน อิรักที่ถูกทำลายโดยสหรัฐฯอย่างยับเยิน ขณะที่สหรัฐฯกล่าวหาฝ่ายตรงข้ามว่ามีบทบาทสนับสนุนการก่อการร้าย แต่สหรัฐฯเองนั่นแหละที่สนับสนุนการก่อการร้ายหลายกลุ่มเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยเฉพาะการลักลอบนำน้ำมันจากอิรักและซีเรียออกขายในตลาดมืด

ทางด้านวัตถุประสงค์การเยือนของไบเดนนั้นก็พอสรุปได้ว่า
1.ต้องการให้ซาอุดิอาระเบีย และกลุ่มอาหรับผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้น เพื่อจะได้กดดันยอดขายน้ำมันของรัสเซีย
2.ต้องการให้กลุ่มอาหรับจัดตั้งกองกำลังทำนองนาโต้อาหรับ โดยมีอิสราเอลเข้ามาเป็นแกนนำ ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อกดดันและล้อมกรอบอิหร่าน กรณีที่อาจมีการปะทะกันด้วยกำลังทหาร
3.ให้หลักประกันกับอิสราเอลว่าสหรัฐฯ จะสนับสนุนอิสราเอลในทุกวิถีทางหากเกิดความขัดแย้งกับอิหร่าน
4.ยังคงมีจุดยืนหนุนอิสราเอล และการยึดครองปาเลสไตน์ โดยเฉพาะเยรูซาเล็ม ที่อิสราเอลจะไม่มีวันยอมทำตามมติขององค์การสหประชาชาติ
ทว่านักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะผู้เชี่ยวชาญด้านตะวันออกกลาง ต่างมีความเห็นตรงกันว่าไบเดนไม่น่าจะได้อะไรติดมือกลับบ้าน โดยเฉพาะจากกลุ่มอาหรับ

ประการแรกเรื่องการผลิตน้ำมันเพิ่ม แม้ซาอุดิอาระเบียจะเอออวยว่าจะผลิตน้ำมันดิบเพิ่มเป็นวันละ 19 ล้านบาเรล/วัน แต่ก็ไม่ได้กำหนดระยะเวลา เพราะในหมู่ผู้ผลิตน้ำมันต่างก็รู้กันดีว่า ซัพพลายของน้ำมันดิบกำลังล้นตลาด กล่าวคือทั้งโลกผลิตได้ประมาณ 9 ล้านบาเรล/วัน แต่มีดีมานด์ที่ไม่ขยายตัวนัก เพราะเศรษฐกิจถดถอย เงินเฟ้อและโควิด จึงมีความต้องการอยู่ประมาณ 3-4 ล้านบาเรล/วัน แต่เหตุที่น้ำมันราคาแพง เพราะการแซงก์ชั่นของตะวันตก ทำให้ระบบการขนส่งน้ำมันเรรวนขาดตอน ต่อเมื่อมีการปรับตัวเข้าที่ราคาน้ำมันดิบ จะต้องลดลงแน่นอน ถึงขั้นลง มาแตะระดับ 60 ดอลลาร์/บาเรล หรือต่ำกว่า
ดังนั้นใครที่ผลิตน้ำมันในระดับสูงก็จะมีภาระในการเก็บรักษาที่เป็นต้นทุน จึงต้องชะลอการผลิตและเร่งระบายออกโดยเร็ว ด้วยเหตุนี้ไบเดนจะไม่ได้อะไรในเรื่องนี้ติดมือไปแน่นอน แต่ที่มานำเสนอก็เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมทางจิตวิทยา ซึ่งก็จะไม่ได้ผลอะไร เพราะตอนนี้ตลาดซื้อขายน้ำมันล่วงหน้าก็ลดระดับราคาลงมาเป็นระยะๆต่ำกว่าสปอตแล้ว
ประการที่ 2 เรื่องการจัดตั้งกองกำลังเพื่อล้อมกรอบอิหร่าน ฟังจากรัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอารเบีย ที่แถลงว่าเราต้องการแสวงหาแนวทาง ทางการทูตในการแก้ปัญหามากกว่าการใช้กำลัง แม้จะมีความเห็นว่าอิหร่านควรจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศก็ตาม
ในประเด็นอิหร่านนั้น อิสราเอลยืนยันว่าหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ ตนก็พร้อมจะประกาศสงครามกับอิหร่าน ในขณะที่อิหร่านก็ยืนยันว่าตนจะปฏิบัติตามข้อตกลงเดิม ที่กระทำกับมหาอำนาจ 5 ชาติ JCPOA 2015 และจะไม่มีการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ตามข้อตกลงนั้น
อนึ่งก็เป็นเรื่องแปลกที่ฝั่งอิสราเอลนั่นเองเป็นฝ่ายที่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ซึ่งตามรายงานข่าวกรองมีเกือบ 200 ลูก
ดังนั้นท่าทีของกลุ่มอาหรับก็คงจะไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างในการจัดกองกำลังอันเป็นภาระทางการเงิน ที่รัฐมนตรีต่างประเทศซาอุดิอาระเบียกล่าวว่าเราต้องการ การพัฒนา ควบคู่ไปกับความมั่นคง

ประการที่ 3 การให้คำมั่นต่อการคุ้มครองเยรูซาเล็ม และอิสราเอลของสหรัฐฯ ในกรณีเกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลางนั้น แม้สหรัฐฯจะมีความตั้งใจอย่างแรงกล้า แต่ดุลอำนาจของโลกกำลังเปลี่ยนไปหากเกิดสงครามใหญ่ สหรัฐฯเองจะต้องเลือกปกป้องตนเองก่อนหรือไม่ก็น่าคิด
อย่างไรก็ตามเหตุผลเบื้องหลังที่ไบเดนต้องลุกขึ้นมาเยี่ยมเยือนตะวันออกกลาง จากที่เคยเปิดหน้าโชว์กรณียูเครนอย่างกะทันหันนี้ เพราะคะแนนเสียงภายในประเทศของไบเดน และพรรคดิโมแครตกำลังตกต่ำ และมีโอกาสจะแพ้การเลือกตั้งในช่วงกลางเทอม (เดือนพ.ย.นี้) ในหลายเขต จนไบเดนอาจกลายเป็นเป็ดง่อยได้
ไบเดน จึงต้องลุกขึ้นมาเพื่อเอาใจยิว-ไซออนิสต์ ด้วยการออกมาทัวร์ตะวันออกกลาง โดยเป้าหมายสำคัญคือการพบปะกับนายลาปีด รักษาการนายกฯอิสราเอล เพื่อเอาใจ AIPAC (AMERICAN ISRAEL PUBLIC AFFAIR COMMITTEE) ที่ทรงอิทธิพลทางการเมืองในสหรัฐฯ โดยองค์กรนี้แท้จริงก็คือองค์กรที่มียิวไซออนิสต์ผู้ทรงอิทธิพลอยู่เบื้องหลังในการกำกับการเมืองของสหรัฐฯ
นี่จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ไบเดนต้องถ่อสังขารมาตะวันออกกลาง และพยายามฟื้นความสัมพันธ์ครั้งเก่ากับอาหรับเป็นผลพลอยได้ นอกเหนือจากการมาให้กำลังใจอิสราเอลเรื่องการช่วยปกป้องจากอิหร่าน โดยยืมมืออาหรับมาช่วย หากคราวนี้คงกลับไปมือเปล่า เพราะอาหรับรุ่นใหม่หูตาสว่างแล้ว ไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือแบบต่ำชั้นอีกต่อไป
เท่านั้นยังไม่พอทันทีที่ไบเดนเดินทางกลับปูตินก็เดินทางไปเตหรานเพื่อประชุมสุดยอดกับซีเรีย-ตุรเคีย และแน่นอนกับประธานาธิบดีราอีซี แห่งอิหร่าน ในวันที่ 19 ก.ค. 2022
ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่าตะวันออกกลางกับรัสเซียมีแนวโน้มที่จะขยายความร่วมมือในระดับนานาชาติมากขึ้น เช่น การที่ซาอุดิอารเบียและอียิปต์ประกาศตนเข้าร่วมประชาสังคมกับกลุ่ม BRICS ซึ่งมีรัสเซีย จีน บราซิล อินเดีย และสหภาพอาฟริกาใต้ เป็นแกนอีกด้วย
จึงเห็นได้ว่าตะวันออกกลางได้มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีไปจากเดิมมากแล้ว คือ แทนที่จะผูกพันและตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสหรัฐฯแต่ ประเทศเหล่านี้กลับพยายามเคลื่อนตัวออกห่างและขยายวงการสร้างสัมพันธ์ภายในวงที่กว้างขวางกว่า
ดังนั้นการตอบรับในการเยือนของไบเดน จากตะวันออกกลางจึงเป็นเพียงมารยาทของพิธีการทูตเท่านั้น หาได้มีนัยสำคัญอะไรในการเปลี่ยนแปลงพลวัตรทางการเมืองในภูมิภาคนี้ ที่เริ่มมีตัวเล่นหลากหลายมากขึ้น







