คนสมัยโบราณ เวลาจะอวยพรลูกหลาน จะอวยพรว่า ให้รู้เนื้อรู้ตัวนะลูก

คนสมัยโบราณ เวลาจะอวยพรลูกหลาน จะอวยพรว่า ให้รู้เนื้อรู้ตัวนะลูก
โดยพระไพศาล วิสาโล
ผู้หญิงคนหนึ่ง เธอกับสามีอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขมาสิบกว่าปี มีความรู้สึกว่าสามีเป็นคนที่รักครอบครัว แล้ววันหนึ่งเธอพบว่าเขามีผู้หญิงอื่น พอรู้ความจริง เธอทุกข์มากเลย โกรธกราดเกรี้ยว ขึ้นกูขึ้นมึงเลย สุดท้ายก็แยกทางกัน
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าเธอคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา แต่ตอนนี้คิดว่าไม่มีเขาดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ เพราะว่าหลังจากนั้นมันก็มีความทุกข์เกิดขึ้น มีความโกรธ แม้จะแยกทางกับเขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังมาคอยรบกวนจิตใจของเธอ นึกถึงเขาทีไรก็โกรธ รุ่มร้อน จนกระทั่งเธอต้องไปปฏิบัติธรรม
เธอก็ไปปฏิบัติธรรมเจริญสติอยู่หลายครั้ง ก่อนหน้านั้นก็มีความสงบเย็น แต่คราวนี้มันรุ่มร้อนตั้งแต่วันแรกเลย ไม่ว่าจะเดินหรือจะนั่งมันรุ่มร้อน วันที่ 2 ก็ยังเป็นอย่างนี้ ไม่มีความสงบเย็นเลย วันที่ 3 ก็ยังโกรธ ยังเกรี้ยว กราด ยังรุ่มร้อน
แต่มีช่วงหนึ่งเธอเดินจงกรม แล้วเธอก็เอามือประสานไว้ มือสองมือประสานไว้ข้างหน้า แล้วก็เดินเป็นชั่วโมง หลังจากที่เดินเป็นชั่วโมงเธอรู้สึกเมื่อยมือ พอเมื่อยเธอก็เลยปล่อยมือ ปล่อยแขน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมันไม่เพียงแต่สบายกายเท่านั้น แต่ใจมันโล่งด้วย
ครั้งหนึ่งเธอเคยคิดว่าเธอคงอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา แต่ตอนนี้คิดว่าไม่มีเขาดีกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าเธอจะผ่านเหตุการณ์นี้ไปได้ เพราะว่าหลังจากนั้นมันก็มีความทุกข์เกิดขึ้น มีความโกรธ แม้จะแยกทางกับเขาไปแล้ว แต่เขาก็ยังมาคอยรบกวนจิตใจของเธอ นึกถึงเขาทีไรก็โกรธ รุ่มร้อน จนกระทั่งเธอต้องไปปฏิบัติธรรม
เธอก็ไปปฏิบัติธรรมเจริญสติอยู่หลายครั้ง ก่อนหน้านั้นก็มีความสงบเย็น แต่คราวนี้มันรุ่มร้อนตั้งแต่วันแรกเลย ไม่ว่าจะเดินหรือจะนั่งมันรุ่มร้อน วันที่ 2 ก็ยังเป็นอย่างนี้ ไม่มีความสงบเย็นเลย วันที่ 3 ก็ยังโกรธ ยังเกรี้ยว กราด ยังรุ่มร้อน
แต่มีช่วงหนึ่งเธอเดินจงกรม แล้วเธอก็เอามือประสานไว้ มือสองมือประสานไว้ข้างหน้า แล้วก็เดินเป็นชั่วโมง หลังจากที่เดินเป็นชั่วโมงเธอรู้สึกเมื่อยมือ พอเมื่อยเธอก็เลยปล่อยมือ ปล่อยแขน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือมันไม่เพียงแต่สบายกายเท่านั้น แต่ใจมันโล่งด้วย

เพราะตอนนั้นเธอได้มารู้ว่าที่เธอทุกข์ใจ ที่เธอร้อน เพราะใจไปนึกถึงเขาอยู่ตลอดเวลา การที่ใจไปนึกถึงผู้ชายคนนั้น มันทำให้จิตใจเธอโกรธ เธอคับแค้นรุ่มร้อนมาก พอเธอปล่อยเขาไปจากใจในช่วงเวลาเดียวกับที่ปล่อยมือ มันสบายเลย เธอได้เห็นเลยว่าปล่อยเมื่อไหร่ก็ทุกข์เมื่อนั้น
แต่ตอนที่เธอทุกข์ 3 วันเต็มๆ เธอไม่รู้เลยว่าเป็นเพราะเธอไปยึดชายคนนั้นเอาไว้ หมกมุ่นอยู่กับชายคนนั้น ทั้งๆ ที่นึกแล้วทุกข์ นึกแล้วร้อน แต่ไม่รู้ ไม่รู้ตัวว่าไปยึดเอาไว้ ไม่รู้ตัวว่าไปหมกมุ่นครุ่นคิดกับคนๆ นั้น จนกระทั่งพอปล่อยมือ มันถึงได้คิด ได้เห็นว่าใจกำลังทำอะไรอยู่ ใจกำลังแบกกำลังยึด กำลังหมกมุ่น
#ธรรมชาติของจิตน่ะพอรู้มันปล่อย และที่ #รู้คือรู้ด้วยสติ เกือบ 3 วันที่เธอไปยึดไปแบกไว้โดยที่ไม่รู้ตัว ทำให้ทุกข์ร้อนมากเลย แต่ทันทีที่มีสติ มันปล่อยเลย พอปล่อยหรือวาง สิ่งที่เกิดขึ้นคือเบา
ที่จริงเราจะไกลทุกข์ ถ้าเรารู้จักปล่อยรู้จักวาง ปล่อยวางอย่างแรกคือมีสติ รู้ว่ากำลังแบกความทุกข์อยู่ เหมือนกับผู้หญิงคนนั้น ที่มารู้ในวันที่ 3 ว่าไปแบกไปยึด ความทรงจำเกี่ยวกับผู้ชายคนนั้นเอาไว้ ซึ่งเป็นคนที่ไม่สมควรจะนึกถึงเลย พอรู้เท่านั้น ปล่อยเลย
นี่เรียกว่า #ปล่อยด้วยสติ ต่อมา #ปล่อยด้วยปัญญา คือเห็นว่ามันไม่มีอะไรที่จะมายึดมั่นถือมั่นได้ ทุกอย่างมันไม่เที่ยง ทุกอย่างมันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พอปล่อยวางได้ แม้ทุกข์กายแต่ใจไม่ทุกข์ เพราะว่ามันทุกข์แต่กาย แต่มันไม่มีเราที่ทุกข์
หลวงพ่อคำเขียน หลวงพ่อของอาตมา ท่านพูดถึงตอนที่ท่านเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็ง แล้วคนก็สงสารท่าน ท่านบอกอย่าสงสารท่านเลย สงสารตัวเองดีกว่า
แล้วท่านก็บอกว่า ความปวดนี่มันไม่ได้ลงโทษเรา ความเป็นผู้ปวดต่างหากที่มันลงโทษเรา ความปวดมันเป็น อาการที่เอาไว้ #ดูเอาไว้เห็น #อย่าเข้าไปเป็น
กายปวดแต่ถ้าไม่ยึดความปวดนั้นว่าเป็นเรา เป็นของเรา มันก็ไม่มีผู้ปวด มันมีแต่กายที่ปวด เมื่อไม่มีผู้ปวด ใจก็ไม่ปวดด้วย
คราวหนึ่งหลวงปู่บุดดาท่านไปผ่าเอานิ่วออก สมัยก่อนต้องใช้วิธีการผ่า ผ่าเสร็จท่านก็บอกหมอว่าจะไปแล้ว ค่อยยังชั่วแล้ว ไม่เป็นไรแล้ว คือท่านจะออกโรงพยาบาลแล้ว
หมอพยาบาลก็แปลกใจ หลวงปู่ไม่เจ็บเหรอ คนที่ผ่าน้อยกว่าท่านยังเจ็บเลย หลวงปู่ทำไมไม่เจ็บ
หลวงปู่บอกเจ็บสิ ทำไมไม่เจ็บ ร่างกายหลวงปู่ก็เหมือนคนทั่วไปนั่นแหละ แต่ใจไม่ได้เจ็บด้วย อย่ามาปนกัน คือท่านเจ็บแต่กาย แต่ว่าใจไม่ได้เจ็บ เพราะมันไม่ได้มีความรู้สึกว่ามีกูผู้เจ็บ เพราะท่านมีปัญญาเห็นว่า ทั้งเนื้อทั้งตัวมันมีแต่กายกับใจ #มันไม่มีกู
คนไปสำคัญมั่นหมายว่า #กายนี้คือกู #ใจนี้คือกู ฉะนั้นพอกายเจ็บก็กูเจ็บ แต่หลวงปู่ท่านมีปัญญาเห็นว่ามันไม่มีกู มันมีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ เป็นเพราะคนเรามองไม่เห็นตรงนี้จึงทุกข์ เพราะมีแต่ความคิดว่ากูๆ ตลอดเวลา

รถของกู บ้านของกู ลูกของกู รวมทั้งร่างกายของกูด้วย แต่พอมีปัญญาเห็นแล้วมันไม่มีกู มีแต่รูปกับนาม มีแต่กายกับใจ เวลาปวดก็ปวดแต่กาย แต่ใจไม่ได้ปวดด้วย เพราะมันไม่มีกูผู้ปวด
ถ้ามองแบบนี้ ใจมันไกลทุกข์เลย แม้ว่ากายจะทุกข์ก็ตาม แต่ใจมันไกลทุกข์
ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น มีสติรู้ จักปล่อยรู้จักวางอารมณ์ และความคิดที่มันทิ่มแทงเผารนจิดใจ อย่างน้อยก็รู้จักหาความสุขที่มันอยู่กับตัวอยู่แล้ว
มีความสุขอยู่กับความรู้เนื้อรู้ตัว คนสมัยโบราณเวลาจะอวยพรลูกหลาน เขาจะอวยพรว่าให้รู้เนื้อรู้ตัวนะลูก เพราะความรู้เนื้อรู้ตัวหรือความรู้สึกตัว คืออริยทรัพย์ที่มีค่า
คุณมีเงินเท่าไหร่ คุณเรียนสูงเท่าไหร่แค่ไหน คุณมีบ้านหลังใหญ่เพียงไร แต่ถ้าไม่มีความรู้เนื้อรู้ตัว ไม่มีความรู้สึกตัว ก็จะพบว่าไม่มีความสุข และต้องไปหาความสุขจากที่นั่นที่นี่
แต่เพียงแค่มีความรู้สึกตัว ซึ่งอาจจะอาศัยลมหายใจมาช่วยดึงจิตพาใจมาอยู่กับเนื้อกับตัว คุณก็จะมีความสุขได้ง่าย
เมื่อมีความรู้สึกตัว จิตใจโปร่งเบา จะเรียกว่าความสุขมันจะมาหาเราก็ได้ ความสุขมันเลือกที่จะมาหาคนที่มีความรู้สึกตัว เหมือนกับผีเสื้อที่จะมาหาบ้านที่มีดอกไม้
อยากให้ความสุขมาสู่ใจเรา ก็ทำใจให้มีความรู้สึกตัว มีสติ หรือให้ดียิ่งก็คือมีปัญญา แล้วความสุขก็จะ พรั่งพรูสู่ใจเรา สุขจะไม่ใช่เป็นเรื่องไกลตัว มันจะเป็นเรื่องใกล้ตัว และความรู้สึกตัวนั่นแหละที่จะทำให้ทุกข์ห่างไกลจากจิต แม้จะมีสิ่งรอบตัวที่ไม่น่าพิศมัยก็ตาม
Facebook Comments Box







