INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(3)

shopping mall 509536 340

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(3)

โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย

จ. การลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติเศรษฐกิจ
จนถึงกลางปีค.ศ. 1998 ผลกระทบของวิกฤติเศรษฐกิจมีความรุนแรงขึ้น ปัญหาการขาดสภาพคล่องและการว่างงานมีมาก เงื่อนไขการกู้เงินของไอเอ็มเอฟถูกวิภาควิจารณ์มากขึ้น เมื่อมีการเบิกเงินกู้งวดถัดไปรัฐบาลไทยจึงพยายามเจรจาขอแก้เงื่อนไขการกู้เงินกับไอเอ็มเอฟ ข้อกำหนดการมีงบประมาณเกินดุลร้อยละหนึ่ง ปรับเปลี่ยนเป็นยอมให้มีการขาดดุลงบประมาณร้อยละสาม อัตราดอกเบี้ยก็ถูกดึงลงมาให้อยู่ในระดับที่ต่ำลง มีการปรับเพดานเงินกู้ต่างประเทศ อัดฉีดเงินเพื่อช่วยเหลือสถาบันการเงินที่ประสบกับปัญหาการขาดสภาพคล่อง
นอกจากนั้น ยังมีนโยบายและมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจไทยในระยะยาว เช่น ปัญหาการลดลงของขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย โดยมีแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และรับเงินกู้จากธนาคารโลกและธนาคารพัฒนาเอเชีย เพื่อการปรับโครงสร้างเศรษกิจ (Structural Adjustment Loans : SAL ) อย่างไรก็ตาม โครงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเหล่านี้ แม้มีการริเริ่ม แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ในต้นปีค.ศ. 2001 เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล จากรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปปัตย์มาเป็นพรรคไทยรักไทย โครงการแผนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ถูกยกเลิก และเริ่มมีการใช้นโยบายเศรษฐกิจประชานิยมมากขึ้น(เรื่องเกี่ยวกับแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จะมีการกล่าวในหัวข้อต่อไปในบทความนี้)
หลังจากได้ขึ้นเป็นรัฐบาลได้ปลายปีค.ศ. 1997 รัฐบาลใหม่ที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้มุ่งแก้ปัญหาสถาบันการเงินที่ได้รับกระทบมากจากวิกฤตเศรษฐกิจ แม้ภาวะเศรษฐกิจการเงินจะกระเตื้องขึ้นมาบ้าง แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า รัฐบาลไม่ให้ความสนใจแก้ปัญหาของประชาชนผู้ยากไร้ในเขตชนบท มีการชุมนุมประท้วงของชาวไร่ชาวนา รัฐบาลจึงมีนโยบายและมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้ยากไร้ในชนบทมากขึ้น เช่น การพักการชำระหนี้ที่ติดค้างกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ( ธกส.)เป็นเวลาห้าปี ตั้งคณะกรรมการในการเสนอแนะนโยบายและมาตรการในการพัฒนาชนบทและให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ จัดสรรงบประมาณเพื่อขจัดความยากจน และให้เงินกู้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและวิธีการผลิตแก่เกษตรกร รัฐบาลยังได้รับความช่วยเหลือจากธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชีย องค์การสหประชาชาติ และรัฐบาลญี่ปุ่น ในการจัดทำโครงการการช่วยเหลือผู้ว่างงานและผู้ยากจน โครงการเงินกู้ที่สำคัญในช่วงเวลานั้น ได้แก่ เงินกู้ภาคสังคม(Social Sector Program Loans: SSLP) ซึ่งให้ความช่วยเหลือแก่ภาคสังคมทางด้านแรงงาน สวัสดิการสังคม การศึกษา และสาธารณสุข และโครงการ ลงทุนเพื่อสังคม(Social Investment Project) ซึ่งมีโครงการต่างๆที่ส่งเสริมการจ้างงาน และลดผลกระทบทางสังคมที่เกิดจากวิกฤติเศรษฐกิจ รวมทั้งมาตรการที่มุ่งแก้ปัญหาระยะยาว เช่น การพัฒนาชุมชน และการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจสู่ภูมิภาค
โครงการที่มีความสำคัญ ในการสร้างงาน และแก้ปัญหาการว่างงาน ในส่วนของกระทรวงแรงงาน มีการตั้งคณะกรรมการช่วยเหลือผู้ว่างงาน ส่งเสริมให้นายจ้างกับลูกจ้างมีการเจรจากัน จัดทำข้อมูลความต้องการแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการ และมีโครงการฝึกอบรมแรงงาน ตลอดจนขยายขอบเขตการช่วยเหลือแรงงานทางด้านสวัสดิการ เช่น ขยายระยะเวลาการจ่ายค่าชดเชยการว่างาน และเพิ่มความช่วยเหลือแรงงานทางด้านอื่นๆ
ทางด้านการศึกษา ก่อนหน้านี้ รัฐบาลไทยมีโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาอยู่แล้ว แต่ดำเนินการในขอบเขตที่จำกัดมาก หลังวิกฤตเศรษฐกิจ จึงมีการขยายขอบเขตโครงการเงินกู้นี้ นอกจากนั้น ทบวงมหาวิทยาลัย ได้ริเริ่มโครงการการจ้างผู้จบการศึกษาใหม่มาทำงานรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลในเรื่องต่างๆ ทั่วภูมิภาคของประเทศ รวมทั้งฝึกอบรมความรู้และทักษะการทำงานให้แก่ผู้จบการศึกษาใหม่ เพื่อให้มีโอกาสทำงาน หรือริเริ่มกิจการของตนเอง ให้เงินกู้แก่กิจการที่ต้องการจ้างคนงานเพิ่ม กระทรวงศึกษาธิการ ก็มีการให้เงินกู้แก่โรงเรียนเอกชนที่ประสบปัญหาทางด้านการเงิน
ในด้านสาธารณสุข ก็มีโครงการช่วยเหลือต่างๆ เช่น ให้บัตรสวัสดิการในการรักษาพยาบาลฟรีแก่ผู้ยากไร้ และผู้สูงอายุ แม้รัฐบาลจะประสบกับปัญหาข้อจำกัดของงบประมาณ แต่งบประมาณกระทรวงสาธารณสุข กลับเพิ่มขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือทางด้านเงินกู้จากต่างประเทศ
ในช่วงเวลานั้น องกรต่างๆของสหประชาชาติ เช่น โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ( UNDP ) องค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) องค์การอาหารและการเกษตร( FAO) องค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งสหประชาชาติ(UNIDO) ล้วนมีโครงการช่วยเหลือรัฐบาลไทย นอกจากนี้ การเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ ทำให้รัฐบาลตื่นตัวในเรื่องปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีต่อเศรษฐกิจไทย ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น หลังค.ศ. 1998 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวขึ้น แต่จากปี 2001 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจอุตสาหกรรมไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด รัฐบาลไทยในหลายสมัย มีนโยบาย เศรษฐกิจแบบประชานิยม ที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศมาก ความเสียหายของนโยบายประชานิยม จะกล่าวถึงในตอนต่อไปของบทความชุด “นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร”นี้ ในที่นี้ จะกล่าวเพียงแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมก่อน

un 4984799 340

ฉ. แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปีค.ศ.1997 แสดงให้เห็นข้อบกพร่องหลายประการของเศรษฐกิจไทย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่มีการคำนึงถึงมากนัก เพราะเศรษฐกิจยังมีอัตราการเจริญเติบโตในระดับสูง แต่วิกฤติเศรษฐกิจครั้งนี้ ทำให้ผู้บริหารเศรษฐกิจและประชาชนทั่วไป ตระหนักว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆที่สะสมมาเป็นเวลานาน
ด้วยความตระหนักถึงจุดอ่อนของอุตสาหกรรมไทย ทั้งข้อจำกัดด้านเทคโนโลยี คุณภาพแรงงาน ความสามารถด้านการจัดการ การตลาด การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการมีข้อมูลที่ทันสมัย รวมทั้งปัญหาอื่นๆเช่น การกระจุกตัวของกิจการอุตสาหกรรมในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ปัญหามลภาวะ และกฎระเบียบบางประการที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบการอุตสาหกรรม รัฐบาลไทยนำโดยกระทรวงอุตสาหกรรม จึงได้จัดทำแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในปีค.ศ.1998 แผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ เป็นผลจากการประชุมระดมความคิดระหว่างเจ้าหน้าที่ของรัฐบาล นักวิชาการ และผู้ประกอบการเอกชนในสาขาต่างๆ การประชุมระดมความคิดนี้ ใช้เวลาเป็นแรมเดือน ในการประชุม มีการกำหนดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ อภิปรายถึงปัญหาและอุปสรรค วิเคราะห์ขีดความสามารถในการแข่งขัน ระบุถึงจุดแข็ง จุดอ่อน ข้อจำกัด และโอกาสในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม จนกระทั่งมีการกำหนดกลยุทธ์และแผนปฏิบัติการเพื่อการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมขึ้นในอุตสาหกรรม 13 สาขา ซึ่งครอบคลุมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ของประเทศ แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้มีการตีพิมพ์เป็นรายงานออกมาหลายเล่ม
ในรายงานการศึกษาของแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม มีการกำหนดแผนงานปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมซึ่งมีแผนงานต่างๆ เช่น ปรับปรุงคุณภาพสินค้า และกระบวนการผลิต ยกระดับความสามารถทางเทคโนโลยี ปรับปรุงคุณภาพแรงงาน เสริมสร้างความเข้มแข็งของอุตสาหกรรมสนับสนุน ส่งเสริมกิจการอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม พัฒนาผลิตภัณฑ์ ปรับปรุงช่องทางการจำหน่ายสินค้า การกระจายกิจการอุตสาหกรรมสู่ภูมิภาค ชักชวนการลงทุนจากต่างประเทศ พัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทันสมัย และเทคโนโลยีสำหรับอนาคต จัดการมลภาวะ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสะอาด
จากแผนงานเหล่านี้ มีการจัดทำแผนปฏิบัติการและกำหนดโครงการต่างๆ ในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 1998 คณะรัฐมนตรีได้อนุมัติแผนปฎิบัติการเพื่อการปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ และมีมติอนุมัติงบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินงานสำหรับโครงการที่อยู่ในข่ายการปรับโครงสร้าง แผนปฎิบัติการนี้ จะดำเนินการในระยะเวลาห้าปี(ค.ศ.1998-2002) มีงบประมาณในวงเงิน 1.19 พันล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินกู้จากธนาคารโลก และธนาคารพัฒนาเอเซีย โดยมอบหมายให้สำนักงบประมาณ เป็นผู้จัดสรรงบประมาณภายใต้หัวข้อมาตรการการเพิ่มการใช้จ่ายภาครัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อใช้ในการดำเนินงานในโครงการต่างๆตามแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้
ระหว่างปีค.ศ. 1998 ถึง 2000 คณะรัฐมนตรีอนุมัติการดำเนินโครงการภายใต้การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมระยะที่หนึ่งและระยะที่สองรวมหลายร้อยโครงการ และจัดงบประมาณให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการปรับโครงสร้าง ผ่านสถาบันการเงินสามแห่ง คือ บรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย
การร่างแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม และการดำเนินการตามแผนนี้ เป็นความพยายามที่จะแก้ปัญหา ลดข้อจำกัด และปรับปรุงขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานตามแผนการปรับปรุงสร้างอุตสาหกรรมทั้งในระยะที่หนึ่งและระยะที่สอง ยังมีข้อจำกัดอยู่มาก และยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน โครงการที่ได้ดำเนินการ เมื่อเทียบกับโครงการที่รับความเห็นชอบจากมติคณะรัฐมนตรีแล้ว คิดเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก การปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรม กว่าจะเห็นผล ต้องใช้เวลานานพอควร แผนการปรับโครงสร้างนี้ จำเป็นต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านกำลังคนและงบประมาณ ในช่วงเวลาสามปีที่มีการดำเนินงานตามแผนปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมนี้ จึงยังไม่เห็นผลที่ชัดเจน
ในต้นปีค.ศ. 2001 มีการเปลี่ยนรัฐบาล เป็นพรรคไทยรักไทย รัฐบาลใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจแก่การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม แผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมที่ดำเนินการมาไม่ถึงสามปี ได้หยุดชะงักไป ความอ่อนแอของภาคอุตสาหกรรมในลักษณะต่างๆที่กล่าวถึงในแผนการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จึงยังคงมีอยู่ต่อมาจนถึงปัจจุบัน ขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย ก็ไม่มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น
นโยบายอีกอย่างหนึ่งที่มีส่วนในการปรับปรุงขีดความสามารถของอุตสาหกรรม ก็คือ การตั้งสถาบันเฉพาะทางในหลายกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งริเริ่มขึ้นก่อนการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ และได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน สถาบันอุตสาหกรรมที่สำคัญ ได้แก่ สถาบันอาหาร สถาบันสิ่งทอ สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า สถาบันเหล่านี้ส่วนใหญ่จัดตั้งขึ้นโดยรัฐบาล และได้รับการอุดหนุนจากงบประมาณของรัฐในระยะแรก แต่ก็มีเป้าหมายว่า ในระยะยาว สถาบันเหล่านี้ จะสามารถพึ่งตนเองทางการเงินได้ หน้าที่สำคัญของสถาบันเหล่านี้คือ ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมในด้านต่างๆ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การยกระดับเทคโนโลยี การพัฒนาบุคลากร ช่วยจัดระบบการตรวจสอบและการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำการวิจัยศึกษา ให้การสนับสนุนทางวิชาการ ให้การปรึกษาทางด้านเทคนิค ให้บริการทางด้านการทดลอง รวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลทางด้านการผลิตและการตลาด หากมีการดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ สถาบันเหล่านี้ มีส่วนช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมในกลุ่มของตนเองได้มาก แต่จนถึงปัจจุบัน ผลการดำเนินงานของสถาบันต่างๆ ยังไม่ปรากฏชัด แม้รัฐบาลไทย โดยความช่วยเหลือของธนาคารโลก เคยมีการศึกษาประเมินผลการดำเนินงานของสถาบันบางแห่ง ในปลายปีค.ศ. 2000 แต่หลังจากนั้นแล้ว ดูเหมือนว่ายังไม่มีการประเมินผลอย่างเป็นระบบ สถาบันแต่ละแห่ง อาจมีการตีพิมพ์รายงานการดำเนินงานประจำปีของตนเอง
ข้อจำกัดที่สำคัญของสถาบันอุตสาหกรรมแต่ละแห่ง ก็คือ ข้อจำกัดทางด้านงบประมาณและกำลังคน ข้อกำหนดที่ให้สถาบันแต่ละแห่งสามารถเลี้ยงตัวได้ทางด้านการเงิน ทำให้สถาบันต่างๆ มุ่งจัดทำกิจกรรมที่สามารถหารายได้ เช่น ให้บริการตรวจสอบมาตรฐานสินค้าและออกใบรับรอง จัดสัมมนาหรือฝึกอบรมในระยะสั้น โดยมุ่งหวังการสร้างรายได้ให้กับสถาบัน แต่เพื่อให้สถาบันเฉพาะทางเหล่านี้ สามารถดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพ และมีบทบาทในการเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของอุตสาหกรรม รัฐบาลควรให้การสนับสนุนทางด้านงบประมาณและกำลังคน โดยหลักการแล้ว กิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อสถานประกอบการ สร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และมีผลประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม เช่น มีการส่งออกเพิ่มขึ้น มีกำลังแรงงานที่มีทักษะฝีมือดีขึ้น ซึ่งอาจไม่ก่อให้เกิดรายได้แก่สถาบัน รัฐบาลก็ควรให้การสนับสนุน กิจกรรมใดที่มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ ถือเป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นสินค้าสาธารณะ(public goods) ที่รัฐบาลควรสนับสนุน ถึงแม้กิจกรรมเหล่านี้จะไม่สร้างรายได้ให้แก่สถาบัน ก็ตาม แต่ทั้งรัฐบาลและประชาชนส่วนใหญ่ กลับอยากเห็นสถาบันเหล่านี้ มีรายได้พอเลี้ยงตัว โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน บทบาทสำคัญของสถาบันเหล่านี้จึงเปลี่ยนไป
ในเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลชุดต่างๆ ไม่ค่อยให้ความสนใจส่งเสริมการทำวิจัย พัฒนา โดยเฉพาะการศึกษาวิจัยของสถาบันการศึกษาวิจัยที่อยู่ในภาครัฐ โดยทั่วไป การศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีทั้งการวิจัยขั้นพื้นฐาน(basic research) และการวิจัยที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์โดยตรงได้(applied research) การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีขั้นพื้นฐาน มักไม่สามารถสร้างรายได้ หรือนำมาผลิตสินค้าและบริการเพื่อขายออกไปได้ แต่การวิจัยขั้นพื้นฐานนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการเพิ่มองค์ความรู้และสามารถนำเอาความรู้นี้ไปต่อยอดเป็นการวิจัยประยุกต์ที่ใช้ประโยชน์ได้ ในบางประเทศ รัฐบาลมีงบประมาณในการทำวิจัยขั้นพื้นฐานจำนวนมาก ประเทศที่มีการอุดหนุนการทำวิจัยขั้นพื้นฐาน ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่สามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีได้ดี มีการวิจัยประยุกต์จำนวนมาก ที่นำมาใช้ในการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน สร้างรายได้ให้กับผู้ผลิตและผู้ค้าได้ แต่ประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างรายได้จากการวิจัย โดยไม่ได้อุดหนุนงานวิจัยขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถจะสร้างรายได้โดยตรงได้ กลับมีความเจริญก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีน้อยกว่ามาก ถึงเวลาแล้ว ที่รัฐบาลและประชาชนชนไทย ควรที่จะเลิกล้มความคิดที่จะทำให้งานวิจัยทุกอย่างเป็นงานวิจัยที่สร้างรายได้ให้แก่ประเทศโดยทันที แต่ควรสนับสนุนการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งการวิจัยขั้นพื้นฐาน และการวิจัยประยุกต์ จัดงบประมาณที่เพียงพอแก่การทำการวิจัยพื้นฐานในบางแขนง โดยไม่มุ่งหวังให้ผลการวิจัยเหล่านี้ สามารถสร้างรายได้ขึ้นมาทันที ความคิดที่จะให้สถาบันการศึกษาและสถาบันวิจัยทุกแห่งสามารถมีรายได้เลี้ยงตนเองได้ สักแต่จะทำให้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของประเทศเสื่อมถอยลงไป
นอกจากสถาบันอุตสาหกรรมที่ดูแลโดยกระทรวงอุตสาหกรรมแล้ว ยังมีสถาบันที่อยู่ภายใต้สังกัดหรือการดูแลของกระทรวงอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เช่น สำนักงานการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(สวทช.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.)ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม และหน่วยงาน สมาคม หรือสถาบัน ในสังกัดกระทรวงอื่น หรือที่อยู่ในภาคเอกชน เช่นสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น สถาบันไทย-เยอรมัน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมการค้าอุตสาหกรรมต่างๆในภาคเอกชนเอกชน และหน่วยงานที่สังกัดกระทรวงเกษตร และกระทรวงอื่น สถาบัน สมาคม และหน่วยงานต่างๆเหล่านี้ ล้วนมีกิจกรรมที่มีส่วนเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจไทย หากมีการร่วมมือประสานงานกัน ก็จะมีช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศได้มาก

สวทช

ช. การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับต่างๆ มีการกล่าวถึงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อมแทบทุกฉบับ ตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่สามเป็นต้นมา ยังมีการกล่าวถึงการกระจายอุตสาหกรรมไปสู่ภูมิภาค แต่นโยบายเหล่านี้ ดูเหมือนว่าไม่ได้นำสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง มาตรการต่างๆในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ทั้งที่อยู่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคม และหน่วยงานของรัฐบาลต่างๆ ก็ไม่มีความละเอียดชัดเจนเท่าที่ควร แต่วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดย่อม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของภาคเศรษฐกิจต่างๆ หากวิสาหกิจขนาดย่อมมีความอ่อนแอแล้ว เศรษฐกิจของประเทศ ก็ไม่สามารถพัฒนาได้ดี
นโยบายการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพิ่งจะมีความชัดเจนมากขึ้น หลังการเกิดวิกฤติเศรษฐกิจปี 1997 ในปีค.ศ. 2000 มีการประกาศพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในปลายปีต่อมา มีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมขึ้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา นโยบายการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม จึงมีการนำสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนขึ้น และถือได้ว่าเป็นนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญส่วนหนึ่งของรัฐบาล
นิยามของคำว่า”วิสาหกิจขนาดย่อม”และ”วิสาหกิจขนาดกลาง” มีเกณฑ์ในการแบ่งแตกต่างกันในแต่ละประเทศ ในประเทศไทย วิสาหกิจขนาดย่อม หมายถึงกิจการต่างๆ ทั้งในภาคการผลิต การขายสินค้า และการประกอบกิจกรรมบริการอื่นๆ ในภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดย่อมหมายถึงกิจการที่มีการจ้างงานต่ำกว่า 50 คน หรือมีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี ส่วนวิสาหกิจขนาดกลาง เป็นกิจการที่มีจำนวนแรงงานตั้งแต่ 50 ถึง 200 คน และมีรายได้ระหว่าง 100 ถึง 500 ล้านบาทต่อปื กิจการการพาณิชย์และบริการ ก็มีนิยามที่แตกต่างกันออกไป
วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นสถานประกอบการที่มีความสำคัญ ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคการเกษตร ภาคการค้า และบริการ ในช่วงแรกที่มีนโยบายส่งเสริมการลงทุน รัฐบาลเน้นส่งเสริมการลงทุน ทั้งการลงทุนในประเทศและจากต่างประเทศขนาดใหญ่ เพราะเชื่อว่า กิจการขนาดใหญ่ มีเทคโนโลยีการผลิต และมีวิธีการ
จัดการที่ทันสมัยกว่า ผลิตสินค้าที่มีคุณภาพดีกว่า ถ้าจะมีการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้า ควรเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่กิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก ต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของภาคเศรษฐกิจต่างๆ และกิจการขนาดเล็กอาจมีความได้เปรียบกว่ากิจการขนาดใหญ่ในบางด้าน เช่น มีความคล่องตัวในการดำเนินงาน และปรับตัวได้ดีกว่าเมื่อประสบกับปัญหาและอุปสรรค
เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆส่วนใหญ่ในโลก ในประเทศไทย วิสาหกิจส่วนใหญ่มีขนาดเล็ก แต่ละราย แม้จะมีการจ้างงาน มูลค่าการจำหน่าย การลงทุนในสินทรัพย์และรายได้น้อยกว่า แต่ก็มีจำนวนที่มากกว่า สถิติโรงงานอุตสาหกรรมที่รวบรวมโดยกระทรวงอุตสาหกรรม พบว่า เกือบร้อยละ 90 ของโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยเป็นโรงงานขนาดเล็ก ในขณะที่โรงงานขนาดใหญ่และขนาดกลาง เมื่อรวมกันแล้ว มีประมาณร้อยละ 10 ของโรงงานทั้งหมด โดยโรงงานขนาดกลางมีจำนวนที่มากกว่าโรงงานขนาดใหญ่ อย่างไรก็ดี สถิติโรงงานนี้ ยังมีการรวบรวมจำนวนโรงงานไม่ครบถ้วนนัก คือ รวมเฉพาะโรงงานที่เข้าข่ายการจดทะเบียนโรงงานเท่านั้น ไม่รวมโรงงานขนาดเล็กที่มีการจ้างงานไม่กี่คน หรือ ไม่มีการจ้างแรงงานเลย โดยเจ้าของกิจการที่เป็นผู้ประกอบการเอง และอาจมีญาติพี่น้องร่วมทำงานบ้าง กิจการทางด้านการค้าและบริการ ก็ยิ่งมีกิจการขนาดเล็กรวมอยู่เป็นสัดส่วนสูง ในชนบท มีคนประกอบอาชีพหัตถกรรมและบริการในบ้านของตนเองอยู่เป็นจำนวนมาก แต่กิจการเหล่านี้ ก็ไม่ได้รวมอยู่ในสถิติจำนวนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
นอกจากจำนวนที่มีมากแล้ว วิสาหกิจขนาดย่อม ยังมีลักษณะที่สำคัญหลายประการที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เช่น การสร้างรายได้และการจ้างงาน การกระจายกิจการอุตสาหกรรมการค้าและบริการสู่เขตภูมิภาค การระดมทุนและใช้เงินทุนให้เกิดประโยชน์ การพัฒนาผู้ประกอบการและการสร้างรายได้จากการส่งออก โดยสินค้าที่ผลิตจากกิจการขนาดย่อมบางประเภท สามารถส่งไปจำหน่ายในต่างประเทศได้ การประกอบการของธุรกิจขนาดย่อม ไม่ต้องใช้เงินตราต่างประเทศมากนัก คือมีการผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ปัจจัยการผลิตที่นำเข้าจากต่างประเทศน้อยกว่ากิจการขนาดใหญ่ ทางด้านการจ้างงาน ก็มีการจ้างงานต่อหน่วยการลงทุนและการผลิตมากกว่าเมื่อเทียบกับกิจการขนาดใหญ่ กล่าวคือ กิจการขนาดย่อมส่วนใหญ่ มักมีกรรมวิธีการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (labor intensive) ต่อการผลิตสินค้าจำนวนเท่าๆกัน กิจการขนาดเล็ก จึงมีการใช้แรงงานต่อหน่วยการผลิตหรือการลงทุนในอัตราที่สูงกว่า การมีเทคโนโลยีการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้นเช่นนี้ มีความสอดคล้องกับความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของทรัพยากรในประเทศกำลังพัฒนาที่มีแรงงานอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ขาดแคลนเงินทุนและเงินตราต่างประเทศ
ในยุคปัจจุบัน เทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้ามาก ธุรกิจขนาดเล็ก สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่ได้มากขึ้นโดยการใช้เทคโนโลยี ความเสียเปรียบที่เกิดจากขนาดที่มีอยู่เดิม เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ การโฆษณา การจัดจำหน่าย การผลิตและขนส่งสินค้า ตลอดจนการติดต่อสื่อสารกับลูกค้าที่อยู่ห่างไกล ล้วนทำได้โดยเสียค่าใช้จ่ายต่อหน่วยไม่มากกว่ากิจการที่มีขนาดใหญ่ ซึ่งแต่เดิมมีข้อได้เปรียบด้านการประหยัดจากขนาด(economies of scale) การค้นหาข้อมูลข่าวสาร และการโฆษณาในอินเตอร์เน็ต ตลอดจนการเกิดขึ้นของธุรกิจออนไลน์ ทำให้กิจการขนาดเล็ก สามารถแข่งขันกับธุรกิจขนาดใหญ่โดยมีข้อเสียเปรียบทางด้านต้นทุนน้อยลงไปมาก

coins 948603 340
ตั้งแต่มีการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)ในปลายปีค.ศ. 2001 เป็นต้นมา สสว.ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหน่วยงานสำคัญของรัฐในการปฎิบัติภารกิจด้านการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมกำหนดไว้ว่า คณะกรรมการการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายและแผนการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม โดยมีกรรมการบริหาร เป็นผู้กำหนดแผนงาน นโยบาย และควบคุมดูแลการบริหารงานของสสว. ซึ่งนำแผนงานและนโยบายนี้สู่การปฏิบัติ
อย่างไรก็ดี ภารกิจการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยังมีหน่วยงานในภาครัฐและภาคเอกชนอีกจำนวนมาก ที่มีส่วนสนับสนุนทางด้านต่างๆ ภารกิจในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีขอบเขตครอบคลุมหลายด้าน เช่น การพัฒนาบุคลากร การให้บริการทางการเงิน การปรับปรุงรูปแบบคุณภาพ การช่วยเหลือด้านการตลาด และการส่งเสริมด้านเทคโนโลยีซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาวิสาหกิจได้หลายด้าน เช่น ส่งเสริมการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ปรับปรุงกรรมวิธีการผลิต และช่วยทำให้ผู้ประกอบการรู้จักใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยให้เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานในด้านการผลิต การตลาด และการจัดการ
หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อม ทั้งที่อยู่ในภาครัฐและภาคเอกชน ก็สามารถใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เป็นประโยชน์ต่อกิจกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมในด้านต่างๆ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีจำนวนมาก อยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ การจะทราบถึงปัญหาของกิจการ ซึ่งมีจำนวนมากและอยู่ในหลายพื้นที่ ย่อมไม่สามารถทำได้ทั่วถึง ในการนี้ การใช้เครื่องมือทางด้านเทคโนโลยี เช่น การจัดสัมมนา ฝึกอบรม รวบรวมและเผยแพร่ข่าวสารข้อมูล รวมทั้งการให้คำแนะนำทางด้านต่างๆ ล้วนสามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสื่อสาร เช่น ใช้อินเตอร์เน็ต ไลน์ อีเมลล์ และเว็ปไซต์เพื่อการค้นหาข้อมูลได้ การจัดทำนามสงเคราะ ห์(directory) ของหน่วยงานที่มีหน้าที่ให้การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมออกแจกจ่าย เพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกิจการในภาคเอกชนที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือ จะมีผลทำให้ภารกิจการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางด้านต่างๆ ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริม ไม่ต้องออกไปเยี่ยมธุรกิจขนาดย่อมและขนาดกลางในทุกพื้นที่ ในขณะที่ผู้ที่ประสบปัญหาอุปสรรคและต้องการความช่วยเหลือในด้านต่างๆ สามารถติดต่อเข้ามาหาหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบในการส่งเสริมแต่ละด้านด้วยตนเอง
ในปัจจุบัน นอกจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแล้ว หน่วยงานสำคัญที่มีภารกิจในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ นอกจาก สสว แล้ว ก็มี สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ISMED) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME BANK) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.)
อย่างไรก็ดี หน่วยงานทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน ที่มีภารกิจส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในแต่ละด้าน ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก ทางด้านการเงิน นอกจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อมแล้ว ก็มี ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารพาณิชย์ส่วนมาก มีแผนกการให้สินเชื่อแก่วิสาหกิจขนาดย่อมโดยเฉพาะ
ทางด้านการตลาด มีหน่วยงานของกระทรวงต่างๆ เช่น กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมส่งเสริมการส่งออกในกระทรวงพาณิชย์ กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว องค์การตลาดเพื่อการเกษตรในกระทรวงเกษตร และหน่วยงานในกระทรวงอื่นที่มีอำนาจหน้าที่ดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคเอกชนตลอดจนสมาคมอุตสาหกรรมการค้าต่างๆในภาคเอกชนที่มีอยู่จำนวนมาก
หน่วยงานที่ให้การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมด้านการพัฒนาบุคลากร นอกจากสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแล้ว ก็มี กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สำนักงานมาตรฐานสินค้าอุตสาหกรรม และสถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทางสาขาต่างๆ กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในกระทรวงพาณิชย์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานในกระทรวงแรงงาน รวมทั้งสำนักงาน สมาคม สถาบัน และมูลนิธิต่างๆ ในภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานหรือองค์กรในประเทศ และที่มีการร่วมมือกับรัฐบาลและหน่วยงานต่างประเทศ
นอกจากนั้น ยังมีหน่วยงานที่มีภารกิจส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมทางด้านอื่นๆอีกเช่น ด้านการพัฒนาพื้นที่ประกอบการ ด้านโลจิสติกส์และการขนส่ง ด้านข้อมูลและระบบเตือนภัยล่วงหน้า และที่สำคัญคือ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรมอีกหลายแห่ง เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ(สวทช.) ซึ่งมีอยู่ศูนย์เทคโนโลยีเฉพาะทางหลายศูนย์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ซึ่งมีกิจกรรมหลายอย่างที่ประสานงานกับชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางขนาดย่อมทั่วประเทศ สถาบันอุตสาหกรรมเฉพาะทางต่างๆ เช่น สถาบันยานยนต์ สถาบันไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันสิ่งทอ สถาบันเหล็กและเหล็กกล้า ตลอดจนสถาบันที่ร่วมมือกับต่างประเทศ เช่น สถาบันไทย-เยอรมัน สถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ สถาบันคีนันแห่งเอเชีย ก็มีกิจกรรมที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในสถาบันการศึกษาบางแห่ง ก็มีศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เช่น ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจพระจอมเกล้าลาดกระบัง ศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์บ่มเพาะวิสาหกิจขนาดย่อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เป็นต้น

academic 1822682 340
นอกจากนี้ การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ยังต้องมียุทธศาสตร์ในด้านอื่น เช่น การพัฒนาเครือข่ายหรือคลัสเตอร์(cluster) ก็เป็นแนวทางหนึ่งที่จะส่งเสริมขีดความสามารถการแข่งขันของสถานประกอบการธุรกิจ การเชื่อมโยงนี้ ไม่เพียงเชื่อมโยงกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมในสาขาเดียวกัน เท่านั้น ยังหมายถึงการเชื่อมโยงของกิจการในสาขาอื่นที่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน รวมทั้งการเชื่อมโยงระหว่างกิจการขนาดย่อมและกิจการขนาดใหญ่อีกด้วย การเชื่อมโยงทำให้กิจการที่เกี่ยวข้องมีการร่วมมือ กันในลักษณะต่างๆ เช่น การพัฒนาแรงงาน การได้มาซึ่งข่าวสารข้อมูลการตลาด และการพัฒนาเทคโนโลยี
การยกระดับเทคโนโลยีด้านการผลิต การจัดจำหน่าย การจัดการ และการยกระดับฝีมือแรงงาน เป็นสิ่งสำคัญต่อการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของวิสาหกิจขนาดย่อม การให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่ส่งเสริม ทั้งในภาครัฐและเอกชน และการร่วมมือกับวิสาหกิจที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า จะมีผลเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันได้ ความร่วมมือในลักษณะเครือข่ายเช่น นี้ แม้มีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งซึ่งกันและกัน แต่อาจต้องมีผู้ประสานงานการพัฒนาเครือข่าย(cluster development agent) เพื่อให้มีการเชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบการส่งเสริมวิสาหกิจทั้งในภาครัฐและภาคเอกชน เช่น กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม อาจทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานการเชื่อมโยงนี้ได้
ยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่สำคัญอย่างหนึ่ง คือ การเสนอกฎหมาย กฎระเบียบ และการปฏิบัติ เช่น การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การสร้างจิตสำนึกให้มีตระหนักถึงความสำคัญของการผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ ควรเป็นภารกิจสำคัญอย่างหนึ่งของสสว. ซึ่งมีอำนาจหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
แม้หน่วยงานหลายแห่งที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่ได้จำกัดภารกิจเพียงการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม แต่ครอบคลุมการให้ความช่วยเหลือแก่วิสาหกิจขนาดต่างๆ เนื่องจากวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจในประเทศ การร่วมมือประสานงานของหน่วยงานต่างๆ ที่มีหน้าที่ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง หากทำได้ ย่อมมีส่วนทำให้การส่งเสริม ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่เนื่องจากหน่วยงานที่มีส่วนรับผิดชอบมีจำนวนมาก การประสานร่วมมือระหว่างหน่วยงานจึงไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง อย่างไรก็ดี การประสานงานระหว่างหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยเฉพาะ ซึ่งได้แก่ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย(SME Bank) สถาบันพัฒนาและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(ISMED) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม(บสย.) ถ้ามีการประสานงานและแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลกัน ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อภารกิจในการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมได้ และการกำหนดยุทธศาสตร์รวมของการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทยของสสว. ก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *