INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

คำสาบานฮิปโปเครติคต่อการบริหาร

คำสาบานฮิปโปเครติคต่อการบริหาร

การปฏิบัติของแพทย์ได้ถูกนำทางโดยคำสาบานฮิปโปเครติค ด้วย
การให้กรอบข่ายทางบรรทัดฐานที่สร้างเอกลักษณ์และทิศทางของ
พวกเขาไปสู่สังคม ในเเง่ของความไว้วางใจของสาธารณะที่ลดลง
ภายในผู้บริหารธุรกิจ มันเป็นเวลาต่อการบริหารที่จะรับเอาคำสาบานฮิป
โปรเครติคของพวกเขาเอง
ภายในต้น ค.ศ 2000 การปลุกให้ตื่นของเรื่องอื้อฉาวของเอนรอนและ
เวิรลดคอม เมื่อ ค.ศ 2010. กลุ่มของผู้นำโลกวัยหนุ่ม ณ สภาเศรษฐกิจโลกได้ประกาศ คำสาบานธุรกิจโลกของพวกเขาเพื่อผู้นำ ด้วยข้อมูลจากคณะทั่วโลก
ต้นกำเนิดของคำสาบานเอ็มบีเออยู่ภายในบทความโดยอาจารยคณะ
บริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ราเคส คูรานา และนิทิน โนเรีย เน้นความต้องการทำให้การบริหารเป็นวิชาชีพ เริ่มต้นด้วยการสร้างจรรยาบรรณ
คำสาบานเอ็มบีเอ ได้ถูกรับเอาไว้โดยนักศึกษามากกว่า 10,000 คนทั่วโลก
มันเป็นคำสาบานอย่างสมัครใจสร้างด้วยเป้าหมายของยกมาตรฐานทาง
ศีลธรรมภายในธุรกิจและการบริหาร เเต่มันได้ใช้เป็นความท้าทายต่อ
เอ็มบีเอต่อไป สร้างชุมชนของเอ็มบีเอด้วยมาตรฐานร่วม เพื่อ
พฤติกรรมทางจริยธรรมและวิชาชีพ
ความคิดได้กลายเป็นที่นิยมแพร่หลาย ณ คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด
เมื่ออาจารย์สองคนได้เสนอแนะความต้องการเพื่อคำสาบานฮิปโปเครติต
นำทางเอ็มบีเอผ่านทางอาชีพของพวกเขา เป้าหมายของพวกเขา
ที่จะนำจรรยาบรรณเป็นทางการ มาสู่ผู้บริหารเหมือนกับแพทย์
และทนายความ
การคิดค้นของคำสาบานเอ็มบีเอโดยทั่วไปถูกยกย่องแก่นิทิน โนเรีย
และราเคส คูรานา อาจารย์สองคน ณ คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด
พวกเขาได้เขียนบทความเรื่องนี้ คำสาบานที่ได้รับความสนใจมาก
ที่สุด อยู่ที่ฮาร์วาร์ด
คำสาบานเอ็มบีเอ เริ่มต้นด้วยกลุ่มของชั้นเรียน 2009 ของผู้จบการ
ศึกษาของคณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ตามหลังวิกฤติการเงินไม่นาน
มานี้ การพังทลายของบริษัทเหมือนเช่นเอนรอนและลีห์แมน บราเธอร์
และการจับกุมนักลงทุน เบอร์นี่ แมดออฟ กลุ่มของนักศึกษาธุรกิจต้อง
การสร้่างการเปลี่ยนแปลงภายในสาขาวิชาของพวกเขา บันดาลใจ
โดยอาจารย์ของพวกเขา พวกเขาถูกกระตุ้นทั้งห้องเรียนของพวก
เขา ผูกพันหลักการทางจริยธรรมมากขึ้นภายในธุรกิจ
แต่ความคิดคำสาบานเอ็มบีเอฝังรากอยู่ภายในประเพณีที่ยาวนาน ตั้งแต่คำสาบานฮิปโปเครติค ไปสู่คำสาบานเกียรติยศของธันเดอร์เบิรด และคำสาบานของคณะบริหารธุรกิจของโคลัมเบีย
ภายในบทความ 2008 ของฮาร์วาร์ด บิสซิเนส รีวิว เกี่ยวกับการทำให้
การบริหารเป็นวิชาชีพ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจฮาวารด นิทิน โนเรีย
และราเคส คูรานา ได้เสนอแนะการสร้าง “คำสาบานฮิปโปเครติคแก่ผู้บริหาร” การ
สร้างบนความพยายามรากฐานเหล่านี้ กลุ่มของผู้จบการศึกษาเอ็มบีเอ
ณ ฮาร์วาร์ด ได้มารวมกัน ณ จุดสูงสุดของวิกฤติการเงิน 2009 พัฒนา
คำสาบานเอ็มบีเอ
เรามีแปดคำสัญญาที่กำหนดภายในคำสาบานสร้างโดยนักศึกษาเอ็ม
บีเอของฮาร์วาร์ด มันครอบคลุมด้านที่สำคัญสามด้าน
*บันดาลใจเเละสนับสนุนเอ็มบีเอผูกพันที่จะสร้างคุณค่าอย่างรับผิดชอบ
และจริยธรรม
*ท้าทายเอ็มบีเอทั้งหมดทำงานกับมาตรฐานวิชาชีพที่สูงขึ้น ไม่ว่าพวกเขา
ได้ลงนามคำสาบานเอ็มบีเอหรือไม่
*สร้างการสนทนาทางสาธารณะเกี่ยวกับการเป็นวิชาชีพเเละปรับปรุง
การบริหาร
ระหว่างนั้นเอ็มบีเอไม่ได้ถูกกำหนดเป็นวิชาชีพ ณ ระดับใดก็ตามของ
ธุรกิจ การตัดสินใจของผู้บริหารยากที่จะชัดเจน พวกเขารับผิดชอบต่อ
บุคคล ลูกค้า และผู้มีส่วนได้เสียอื่นของบริษัท แต่อะไรเกิดขึ้นเมื่อความต้องการ
ของพวกเขาขัดเเย้งกับความสำเร็จระยะยาวขององค์การ มันสามารถ
ทำให้คำสาบานเอ็มบีเอเป็นความผูกพันท้าทายมากขึ้นที่จะสร้่าง
คำสาบานเอ็มบีเอ สามารถถูกย้อนหลังไปยังการสร้างเริ่มแรกของ
การศึกษาการบริหารภายในต้นศตวรรษที่ยี่สิบ ราเคส คูรานา อาจารย์
ณ คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ได้ย้อนรอยวิวัฒนาการของปริญญาการ
บริหารภายในหนังสือของเขา
เมื่อ ค.ศ 1908 เมื่อฮาร์วาร์ดได้เริ่มต้นโครงการปริญญาโทสองปีแรก
ของ
โลกภายในการศึกษาการบริหาร พวกเขาได้เรียกร้องการทดลองที่
ยิ่งใหญ่แต่ทุ่มเท การทดลองได้เสนอแนะทำให้อาชีพการบริหารเป็น
วิชาชีพเหมิอนกฏหมายหรือเเพทย์ ผู้นำของการเคลื่อนไหวของคณะ
บริหารธุรกิจต้องการรับรองว่าบริษัทใหญ่จะถูกบริหารภายใน
ผลประโยชน์ของสังคม มันเป็นความพยายามที่จะกล่าวว่า “เราอยู่
ด้วยกัน” สุภาษิตของคณะของเราเองสะท้อนวิสัยทัศน์นี้ ให้การ
ศึกษาผู้นำที่สร้่างความแตกต่างภายในโลก
ผู้บริหารควรจะถูกกำหนดให้รับเอาการเทียบเท่าของคำสาบานฮิปโปเคร
ติค ภายในการปลุกให้ตื่นของเรื่องอื้อฉาวของเอนรอน ไทโก้ และเวิรลดคอม ผู้นำของพวกเขายุ่งเกี่ยวภายในการฉ้อโกง
แต่กระนั้นภายในบทความ The Hippocratic Oath of the Manager :
Good or Bad Idea ? ซีน แจสโซ เสนอแนะว่าผู้บริหารไม่จำเป็นต้องมี
ใบอนุญาติวิชาชีพที่จะปฏิบัติการบริหารหรือรับเอาคำสาบาน นักปฏิบัติ
แพทย์ ทนายความ และซีพีเอ สามารถรับเอาคำสาบาน เมื่อสาขาวิชา
ของงานพวกเขาแตกต่างจากการบริหาร
ความคิดเกี่ยวกับคำสาบานฮิปโปเครติคของผู้บริหารดีหรือไม่ดียังคง
โต้เถียงกันอยู่ เพราะว่าบุคคลบางคนเชื่อว่าการมีใบอนุญาติวิชาชีพ
ที่จะปฏิบัติการบริหารจะทำให้ความล้มเหลวของธุรกิจน้อยที่สุด แต่
บุคคบบางคนเชื่อว่า ตราบเท่าที่ผู้บริหารได้สร้างผลลัพธ์อย่างมี
ประสิทธิภาพภายใต้กฏหมาย คำสาบานไม่จำเป็นหรือช่วยเหลือ
ตัวอย่างเช่น เอ็มบีเอฮาร์วาร์ดรับเอา “คำสาบานเอ็มบีเอ” ได้ถูก
บันดาลใจโดยอาจารย์ราเคส คูรานา และนิทิน โนเรีย ตัวอย่างของ
คณะบริหาร
ธุรกิจฮาร์วาร์ดแสดงว่าวิกฤติของธุรกิจสามารถป้องกันหรือปรับ
ปรุงด้วยการทำให้การบริหารเป็นวิชาชีพเหมือนกับกฏหมายและ
แพทย์ เพราะว่านักวิชาชีพเหล่านี้ต้องรับเอาคำสาบาน : ไม่ทำ
อันตรายต่อสังคมและบุคคล แม้ว่าความคิดของคำสาบานเอ็มบีเอ
ของราเคส คูรานา และนิทิน โนเรีย มีคุณธรรมสูง เจสโซ เชื่อว่า
มันไม่เป็นความจริงภายในสังคม
นิทิน โนเรีย นักวิชาการอินเดีย – อเมริกัน เป็นคณบดีคนที่สิบของคณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ตั้งแต่ ค.ศ 2010 – 2020 เขาเกิดภายในโนฮาร์
ราจาสทาน ครอบครัวพ่อค้า อินเดีย นิทิน โนเรีย ได้ก้าวไปที่จะเพิ่มความหลากหลาย
การครอบคลุม เเละโอกาสโลกที่เป็นจริงแก่นักศึกษา นิทิน โนเรีย อายุ
58 ปี
เข้าร่วมกับคณะบริหารธุรกิจเมื่อ ค.ศ 1988 และถูกเสนอชื่อเป็นคณบดี
คนที่สิบเมื่อ ค.ศ 2010
นิทิน โนเรีย ได้เป็นสมาชิกคนหนึ่งของคณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด
นับตั้งแต่ ค.ศ 1988 และสอนวิชาความเป็นผู้นำและพฤติกรรมองค์การ
ภายหลังได้ปริญญาตรีทางวิศวกรรมเคมีเมื่อ ค.ศ 1984 จากสถาบันเทค
โนโลยีอินเดีย ภายในบอมเบย์ นิทิน โนเรีย ได้ย้ายมาสู่เคมบริดจ์ ศึกษา
ณ คณะบริหารสโลนของเเมสซาชูเสตต์ อินสติติว ออฟ เทคโนโลยี
ตรงที่เขาได้รับปริญญาเอกของการบริหารเมื่อ ค.ศ 1988 เขาเป็นผู้เขียนร่วม
หรือบรรณาธิการร่วมของหนังสือ 16 เล่ม เล่มล่าสุด Handbook of
Leadership Theory and Practice บทสรุปที่พยายามเดินหน้าการ
วิจัยความเป็นผู้นำ และเป็นผู้เขียนบทความวารสารมากกว่า 50 เรื่อง
และกรณีศึกษาด้วย เขาเป็นที่ปรึกษาแก่แก่บริษัทใหญ่และเล็กจำนวน
มากทั่วโลก
นิทิน โนเรีย กล่าวว่าเอสบีอาร์อาจจะไม่สร้างวิทยาเขตภายในอินเดีย
แต่พวกเขาได้ผูกพันที่จะขยายการปรากฏตัวผ่านศูนย์การวิจัยของ
พวกเขา การสร้างทุนปัญญาที่สามารถใช้อย่างกว้างขวางภายในส่วน
อื่นของโลก การศึกษาการบริหารได้มาดีที่สุดจากการปฏิบัติอย่างแท้
จริงของผู้บริหาร และเรามีมากมายที่จะเรียนรู้จากบริษัทอินเดีย เรา
ได้เขียนมากกว่า 50 กรณีศึกษาของบริษัทอินเดีย เพี่อใช้ภายในห้อง
เรียน ณ ฮาร์วาร์ด
นิทิน โนเรีย ได้แนะนำวิชาบังคับเเก่นักศึกษาปีเเรกชื่อ Leadership &
Corporate Responsibility มันเป็นแก่นสารที่เขาลุ่มหลง และ
เขาได้นำเสนอความคิดของคำสาบานของฮิปโปเครทิตเพื่อธุรกิจ ผม
เชื่อว่าธุรกิจมีบทบาทที่สำคัญที่จะเล่นภายในสังคม และมันต้องถูก
ดำเนินการด้วยความซื่อสัตย์ ภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา สังคมได้สูญเสีย
ความศรัืทธาภายในธุรกิจ เพราะว่ามันได้ยอมให้กำไรระยะสั้นบดบัง
ผลประโยชน์ระยะยาว
เราพยายามให้นักศึกษาของเราเข้าใจสิ่งนี้
พวกเขาต้องมองอาชีพของพวกเขาเป็นการวิ่งมาราธอนไม่ใช่วิ่งเร็ว
นี่หมายถึงการมีส่วนช่วยโลก ไม่ใช่เพียงแค่ชีวิตของตัวเราเอง
นิทิน โนเรีย ได้ขอโทษทางสาธารณะต่อการปฏิบัติของนักศึกษา
และอาจารย์ผู้หญิงของคณะ และได้ยืนยันที่จะทำการเปลี่ยนแปลง
ณ สถาบันชั้นเลิศ จัดการกับความลำเอียงทางเพศ เขายอมรับว่า
คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ดบางครั้งปฏิบัติต่อนักศึกษาและอาจารย์
เพศหญิงอย่างก้าวร้าว บางครั้งผู้หญิง ณ ฮาร์วาร์ด รู้สึกไม่ถูกเคารพ
ออกไป และไม่มีใครรักโดยคณะ เขากล่าวว่า สถิติ 41% ของการเข้า
เรียนเอ็มบีเอของ ค.ศ 2014 เป็นผู้หญิง สูงขึ้นจาก 35% ของสิบปีที่
เเล้ว และ 25% เท่านั้นภายใน ค.ศ 1985
นิทิน โนเรีย ได้นำทางคณะผ่านการตกต่ำทางเศรษฐกิจ
ครั้งใหญ่ การแพร่ระบาดของโคโรนาไวรัส และวิกฤติเศรษฐกิจไม่นาน
มานี้ ในฐานะของคณบดีอินเดียอเมริกันคนเเรก นิทิน โนเรีย ได้พยายามนำ
นักศึกษาเอ็มบีเออกนอกห้องเรียน ไปทำงานกับความท้าทายธุรกิจ
โลกที่กว้างขึ้น ด้วยการเปิดตัวของหลักสูตรฟิลด์ เขาได้ทำงานทำให้คณะ
ครอบคลุมมากขึ้น และเป็นตัวแทนของเชื้อชาติและเพศ
นิืิทิน โนเรีย กล่าวว่า คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ไม่ได้เป็นเพียงแค่สถาน
ที่ทำงานต่อผม มันเป็นบ้านของผมด้วย เพราะว่าผมอยู่บนวิทยาเขต
คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด ผมคิดว่าผมจะเพียงแค่ขาดความรู้สึก
ของการเป็นส่วนหนึ่งของสถานที่นี้ เมื่อผมได้เกษียณออกไป มันไม่ได้เป็นเพียงแค่ชีวิตของ
ผม มันเป็นชีวิตของภรรยาของผม โมนิคา และครอบครัวของเรา
นี่เป็นตรงที่เราอยู่เพื่อสิบปีที่แล้ว ดังนั้นเรามีความรู้สึกเล็กน้อย
ของการสูญเสีย
ตอนเริ่มแรกเวลาของผมเป็นคณบดี ผมได้เดินทางรับฟัง ผมจบลง
ด้วยการพูดคุยกับบุคคลประมาณ 500 คน ตรงที่ผมถามคำถาม
คุณคิดอะไรเป็นลำดับความสำคัญควรจะเป็น เมื่อเราเริ่มต้นศตวรรษ
ที่สองของประวัติของคณะ และเราได้ถ่ายทอดกลุ่มของลำดับความ
สำคัญห้าอย่างเรียกว่าไอห้าตัว
นวัตกรรมภายในโครงการศึกษาของเรา ความทะเยอทะยานทางสติปัญญาที่จะเดินตามปัญหาที่สำคัญ
ภายในธุรกิจและสังคม การดำเนินการกลายเป็นนานาชาติของคณะ
เพื่อที่เราสามารถนำโลกมาสู่คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด และคณะ
บริหารธุรกิจฮาร์วาร์ดไปสู่โลก การครอบคลุมเพื่อที่บุคคลทุกคน
ณ คณะบริหารธุรกิจฮาร์วาร์ดสามารถเจริญเติบโต และการบูรณา
การกับส่วนที่มีอยู่ของมหาวิทยาลัย และเเม้แต่ภายในคณะบริหาร
ธุรกิจฮาร์วาร์ด ผมรู้สึกค่อนข้างดีเกี่ยวกับความก้าวหน้าที่เราได้ทำ
กับลำดับความสำคัญเหล่านี้ การทำงานไม่เคยจบสิ้นเลย
ด้านหนึ่งที่เรากำลังทำงานอย่่างหนักมากคือ การครอบคลุม เรา
เริ่มต้นด้วยการมุ่งที่เพศ เมื่อ ค.ศ 2013 เราได้ฉลอง 50 ปีของผู้หญิง
สมัครภายในโครงการเอ็มบีเอของเรา เเละเราได้ใช้โอกาสนั้น
พยายามเดินหน้าอย่างแท้จริงของความเสมอภาคทางเพศ
เมื่อ ค.ศ 2018 เรามี 50 ปีของสหภาพนักศึกษาชาวอเมริกันผิวดำที่
ชัดเจน ผมคิดว่าประเด็นของความเสมแภาคทางเชื้อชาติและเพศเป็น
ธุรกิจที่ยังไม่เสร็จสิ้น แต่ผมคิดว่าเราได้สร้างความก้าวหน้าอย่างมาก

. นานหลายปีเรามีความคิดว่าการศึกษาเอ็มบีเอไม่ควรจะเพียง
แค่ประสบการณ์สองปี แต่เป็นโอกาสที่จะสร้างการศึกษาตลอด
ชีวิต ผมคิดว่าเราอาจจะเตรียมการเพื่อการศึกษาตลอดชีวิต ด้วย
วิถีทางที่เราไม่เคยทำมาก่อน เพราะว่าในขณะนี้นักศึกษาของเรา
ได้เรียนรู้การเกี่ยวพันระหว่างกันกับเราทางดิจิตอลอย่างไร พวกเขา
ควรจะคิดว่าวิถีทางเดียวเท่านั้นที่จะผูกพันกับการศึกษาตลอด
ชีวิตกับคณะต้องกลับมารวมตัวกันใหม่ หรือโครงการหนึ่งสัปดาห์
ภายในคณะ และนั่นเป็นสิ่งที่มีต้นทุนที่จะทำ เมื่อเราเริ่มต้นชีวิต
ของเรา และเราเริ่มต้นอาชีพของเรา หรือเรามีลูก และเราเริ่มต้น
มีครอบครัว
ไอไอที บอมเบย์ ให้การศึกษาที่เหลือเชื่อแก่ผม การให้บทเรียน
ชีวิตที่รับใช้เขาอย่างดีภายในอาชีพของเขา ไอไอทีสอนผมที่จะ
อยู่รอดอะไรก็ตาม การมีชีวิตอยู่ภายในอเมริกาเป็นความท้าทาย
ภายในปีเริ่มแรก และประสบการณ์ไอไอทีของผมช่วยเหลือได้
อย่างแท้จริง เราควรจะภูมิใจไอไอที และอะไรที่พวกเขาทำเพื่อ
นักศึกษา
คำสาบานเอ็มบีเอเริ่มต้นด้วยกลุ่มห้องเรียนของ 2009 ของคณะ
บริหารธุรกิจฮาร์วาร์ด แต่ความคิดอยู่บนรากฐานของประเพณี
ที่ยาวนานของคำสาบานฮิปโปเครติค ภายในบทความ 2008 ของ
เอส
บีอาร์ เกี่ยวกับการทำให้การบริหารเป็นวิชาชีพ นิทิน โนเรีย
และราเคส คูรานา อาจารย์เอสบีอาร์ ได้เสนอแนะการสร้างคำ
สาบานของฮิป แก่ผู้บริหาร
คำสาบานฮิปโปเครติคเป็นจรรยาบรรณเก่าแก่ที่สุดและรู้จักกัน
กว้างขวางที่สุด ถ้อยคำต้นกำเนิดมาจากฮิปโปเครติค แพทย์ชาว
กรีกที่ยกย่องกันโดยทั่วไป ด้วยการเริ่มต้นการปฏิบัติทางแพทย์
เป็นวิทยาศาสตร์ คำสาบานเป็นการแสดงเริ่มแรกที่สุดของจริย
ธรรมทางแพทย์ภายในโลกตะวันตก การสร้างหลักการหลายอย่าง
ของจริยธรรมทางแพทย์ที่ยังคงสำคัญสูงสุดจนวันนี้ สิ่งเหล่านี้มีทั้ง
หลักการของความลับและการไม่ทำอันตรายทางแพทย์
คำสาบานฮิบโปเครติค เป็นเอกสารผูกพันเก่าแก่ที่สุดภายใน
ประวัติศาสตร์ เขียนภายในยุคโบราณ หลักการของมันถูกยึด
ถืออย่างศักดิ์สิทธิ์โดยแพทย์ของวันนี้ รักษาความเจ็บป่วยด้วย
ความสามารถอย่างดีที่สุด รักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ป่วย
สอนความลับของยาแก่รุ่นต่อไป และอย่างอื่น
นิทิน โนเรีย และราเคส คูราน ได้เขียนบทความเอสบีอาร์ It’s
Time to Make Management a True Profession พวกเขา
ได้กล่าวว่า ผู้บริหารได้สูญเสียความชอบธรรมตลอดทศวรรษ
ที่แล้ว ภายในการเผชิญกับการพังทลายของความ
ไว้วางใจต่อการบริหารธุรกิจ เพื่อที่จะได้ความไว้วางใจของสังคม
คืนมา เราเชื่อว่าผู้นำธุรกิจต้องรับเอาวิถีทางของการมองดูที่บทบาท
ของพวกเขาเลยพ้นไปจากความรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นของพวกเขา
มันเป็นเวลาที่การบริหารในที่สุดกลายเป็นวิชาชีพ

ภายในหลักการ เราไม่มีเหตุผลทำไมการบริหารไม่ควรจะพยายาม
กลายเป็นวิชาชีพ ความยุ่งยากคือ การตัดสินใจที่จะผลักดันไปสู่
ทิศทางนั้นหรือไม่ การศึกษาการบริหารอย่างเป็นทางการทำให้
ผู้บริหารมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่
นิทิน โนเรีย กล่าวว่า ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ขึ้นคือ การได้การยอมรับความคิดว่ามาตรฐานทางการศึกษาจะปรับปรุงการปฏิบัติของการบริหาร นักวิชาการและนักปฏิบัติการบริหารหลายคนเชื่อว่าการบริหารเป็นทั้งศาสตร์และศิลป การเรียนรู้ผ่านทางประสบการณ์ดีกว่าการศึกษาอย่างเป็ทางการ ทักษะอ่อน
ของการบริหาร – ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความเป็นผู้นำ และการสื่อสาร ยากที่จะเรียนรู้ผ่านการศึกษาอย่างเป็นทางการ และยากขึ้นที่จะทดสอบด้วยการสอบมาตรฐาน นักวิชาการบางคน เช่น เจฟฟรีย์ เฟฟเฟอร์ จากคณะบริหารธุรกิจสแตนฟอร์ด ไปไกลด้วยการยืนยันว่า
ประสบการณ์เป็นครูที่ถูกต้องเท่านั้น ด้วยคำพูดอีกอย่างหนึ่ง บุคคลที่
ครอบครองการศึกษาการบริหาร ไม่ได้มีประสิทธิภาพมากกว่าบุคคลที่
ไม่
การเป็นวิชาชีพสกัดความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ถ้าเรายอมรับว่า
ผู้บริหารมืออาชีพดีกว่าผู้บริหารไม่มืออาชีพ เครื่องยนต์แท้จริงของ
เศรษฐกิจทุนนิยมไม่ได้อยู่ตรงกลางของการกระจายความสามารถ
แต่อยู่ภายในหาง ดังที่นักเศรษฐศาสตร์ โจเซฟ ชุมปีเตอร์ ยืนยัน วีรบุรุษ
ที่แท้จริงของระบบทุนนิยมเป็นผู้ประกอบการที่แหกคอก ต่อต้าน
ประเพณีนิยม และผ่านกระบวนการของการคิดค้นใหม่ทำลาย
อย่างสร้่างสรรค์กับมัน
ถ้าผู้บริหารมืออาชีพถูกไว้วางใจเท่านั้นกับการบริหารธุรกิจ เราอาจจะสกัดอัฉริยะที่สร้างสรรค์ของบุคคลเหมือนเช่นบิลล์ เกตส์ และเเซม วอลตัน ไม่ได้เรียนภายในการบริหาร แต่มีผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าผู้บริหารมืออาชีพส่วนใหญ่
แต่บิลล์ เกตส์ และเเซม วอลตัน จะเเย่ลงถ้าพวกเขาได้สนับสนุนความ
สามารถผู้ประกอบการของพวกเขา ด้วยการศึกษาการบริหาร
มืออาชีพหรือไม่ การแพทย์สร้างความก้าวหน้าอย่างสร้่างสรรค์มากขึ้น
ถ้ามันไม่ได้กลายเป็นวิชาชีพหรือไม่ อะไรที่เรารู้เป็นความจริงคือ การก้าวไป
ของการค้นพบและความก้าวหน้าอย่่างสร้่างสรรค์ภายในการแพทย์
เร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อมันได้กลายเป็นวิชาชีพ ข้อกำหนดที่จะเรียนรู้
องค์ความรู้ไม่ได้ขัดขวางผู้คิดค้นใหม่ที่กล้าหาญ ที่จริงแล้วการมีอยู่ของ
องค์ความรู้ได้เร่งและกระตุ้นนวัตกรรม
คำถามที่ยั่งยืนอย่างหนึ่งภายในสาขาวิชาการบริหารคือ การบริหารเป็น
ศาสตร์หรือศิลป
นักวิจัยการบริหารเริ่มแรกหลายคนมองผู้บริหารเป็นนักวิทยาศาสตร์
การเคลื่อนไหวของการบริหารแบบวิทยาศาสตร์เป็นเเรงขับเคลื่อน
พื้นฐานของมุมมองนี้ การบริหารเป็นศาสตร์เเสดงคุณลักษณะครั้งแรก
โดยเฟดเดอริีค เทเลอร์ เขาเป็นบิดาของการบริหารแบบวิทยาศาสตร์
และน่าจะเป็นบุคคลแรกที่พิจารณาการบริหารเป็นศาสตร์
การบริหารแบบวิทยาศาสตร์หมายถึงการรู้อย่างแน่นอนอะไรที่เรา
ต้องการให้คนงานทำ และมองว่าพวกเขาทำมันด้วยวิถีทางดีที่สุดและถูก
ที่สุด ตามมุมมองของเทเลอร์ ถ้างานได้ถูกวิเคราะห์อย่างวิทยาศาสตร์
มันเป็นไปได้ที่จะค้นพบวิถีทางดีที่สุดอย่างหนึ่งที่จะทำมัน
การบริหารเป็นศาสตร์ เพราะว่ามันมีหลักการทางวิทยาศาสตร์
บางอย่าง ดังเช่นการบริหารแบบวิทยาศาสตร์ของเฟดเดอริค เทเลอร์
สามารถประยุกต์ใช้ เพื่อทีจะปรับปรุงประสิทธิภาพขององค์การ
ถ้อยคำการบริหารแบบวิทยาศาสตร์เป็นการรวมกันของสองถ้อยคำ
วืทยาศาสตร์และการบริหาร

เดวิด ลิเลียนธาล นักวิชาการบริหาร ได้ยืนยันว่าการบริหารเป็นศิลปอย่างหนึ่ง ครั้งแรกที่
ถ้อยคำ มนุษย์ และ การบริหาร ได้ปรากฏร่วมกันภายในหนังสือถูกพิมพ์เมื่อ
ค.ศ 1967 และผู้เขียนโดย เดวิด ลิเลียนธาล ด้วยชื่อว่า Management : A
Humanistic Art วิสัยทัศน์ของหนังสือเล่มนี้คือ การบริหารไม่ได้เป็น
ศาสตร์ แต่เป็นศิลป นี่ตรงกันข้ามกับกับการบริหารแบบวิทยาศาสตร์
ของเฟรดเดอริค เทเลอร์ เดวิด ลิเลียนธาล ไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของ
เทคนิคและทักษะภายในการบริหาร แต่เน้นว่าผู้บริหารควรจะเข้าใจ
บุคคลและแรงจูงใจของพวกเขา และช่วยพวกเขาบรรลุเป้าหมาย
ของพวกเขา
การบริหารแบบมนุษย์มุ่งที่บุคคลภายในการบริหารองค์การ
มันมุ่งไม่เพียงแต่การได้ผลลัพธ์ผ่านทางบุคคลเท่านั้น แต่เหนือสิ่ง
อื่นใดไปสู่บุคคลตัวพวกเขาเองด้วย การเเสดงการดูแลต่อความ
เจริญรุ่งเรืองและความเป็นอยู่ที่ดีของพวกเขาด้วย ถ้อยคำ มนุษย์
ภายในการบริหาร ถูกใช้ครั้งแรกภายในหนังสือชื่อ Management
a Humanistic Art พิมพเมื่อ 1967 โดยเดวิด ลิเลียนธาล
การบริหารได้ผ่านการพัฒนาอย่างมากตลอดศตวรรษที่ยี่สิบ
ระหว่างทศวรรษแรกของศตวรรษนั้น เช่น การบริหารแบบ
วิืทยาศาสตร์ของเฟดเดอริค เทเลอร์ และการบริหารโดยทั่วไปของ
เฮนรี่ฟายอล การให้ความสนใจน้อยต่อสภาวะ
มนุษย์ของคนงาน ยกเว้นแต่การทำให้พวกเขามีประสิทธิภาพ
สูงขึ้นภายในการผลิต เฟดเดอริค เทเลอร์ มุ่งที่ผลประโยชนตัวเอง
ของคนงานที่จะได้เงินมากขึ้น การใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ เช่น
การศึกษาการเคลื่อนไหวและเวลา เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
ในขณะที่เฮนรี ฟายอล จำกัดวิถีทางของเขาอยู่ที่หน้าที่การ
บริหารและหลักการบริหาร ทำนองเดียวกัน เฮนรี่ ฟอร์ดมุ่งที่
การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตผ่านทางสายพานประกอบชิ้น
ส่วนรถยนต์ พวกเขาแสดงการบริหารแบบเครื่องจักร การมอง
บุคคลค่อนข้างเป็นเครื่องจักร ผู้บริหารวางแผนงาน และออก
คำสั่งที่บุคคลต้องเชื่อฟัง
การบริหารแบบมนุษย์เป็นทางเลือกหนึ่งของการบริหารเเบบ
เครื่องจักร ดังที่มาก่อนของการเคลื่อนไหวในขณะนี้ของการ
บริหารแบบมนุษย์ นักวิชาการหลายคนได้รักษาความสำคัญของมนุษย์
ภายในการบริหาร แม้ว่าไม่ได้
ใช้ถ้อยคำ การบริหารแบบมนุษย์ นักวิชาการบางคน เช่น
อับราฮัม มาสโลว์ ดักกลาส แมคเกรเกอร์ และเฟดเดอริค
เฮิรสเบิรก มุ่งที่
ความต้องการของมนุษย์และการจูงใจ ในขณะที่บุคคลอื่นนำ
เสนอวิสัยทัศน์ที่ไม่ได้แยกระหว่างเทคนิคและมนุษย์ เช่น
แมรีย์ ฟอลเลต เชสเตอร์ บาร์นาร์ด และปีเตอร์ ดรัคเกอร์
แมรีย์ ฟอลเลต ครั้งหนึ่งได้เขียนว่า
เราไม่เคยสามารถแยกปัญหามนุษย์และเครื่องจักรได้ แต่เรา
ทุกคนมองเห็นทุกวันว่าการศึกษามนุษยสัมพันธ์ภายในธุรกิจ
และการศึกษาเทคนิคของการดำเนินงานได้ถูกผูกไว้ด้วยกัน
เฮนรี มิงทเบิรก กล่าวว่า ด้วยความรู้สึก การศึกษาเอ็มบีเอได้ให้เสื้อผ้า
ใหม่แก่ผู้บริหาร ทำนองเดียวกับช่างตัดเสื้อทำกับจักพรรดิ์ภายในเรื่องราว
ของฮันส์ แอนเดอร์เซน The Emporer’s New Cloths ความยุ่งยากคือ
เมื่อผู้บริหารเหล่านี้เข้ามาภายในห้องทำงาน ความเปลือยของเขาได้
ปรากฏขึ้น เฮนรี่ มิงท์เบิรก น่าจะเป็นนักวิชาการมีชื่อเสียงมากที่สุดของการสนับสนุนการบริหารเป็นศิลปอย่างหนึ่ง เขาได้ศึกษางานประจำวันอย่างแท้
จริงของผู้บริหารเป็นการวิจัยแหวกแนว ณ เวลานั้น

Cr : รศ สมยศ นาวีการ

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com