INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ 1

สายสื่อสารใต้มหาสมุทร: เส้นเลือดดิจิทัลของโลก ตอนที่ ๑ — โครงสร้างพื้นฐานที่โลกลืมนึกถึง

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

เมื่อสายใยแก้วบาง ๆ แบกภาระโลกทั้งใบ

ในช่วงเวลาที่คุณส่งอีเมลหาเพื่อนในลอนดอน โอนเงินไปนิวยอร์ก หรือดูซีรีส์สตรีมมิงจากเซิร์ฟเวอร์ในแคลิฟอร์เนีย ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้วิ่งผ่านอากาศหรือดาวเทียมอย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่กำลังเดินทางผ่านสายใยแก้วนำแสงที่วางอยู่บนพื้นมหาสมุทรลึก บางเส้นฝังอยู่ในทรายลึกหลายเมตร บางเส้นวางเปลือยอยู่บนพื้นทะเลลึกหลายกิโลเมตร ทั้งหมดมีเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่างจากสายยางรดน้ำในบ้านของคุณ

เครือข่ายใต้ทะเลนี้ประกอบด้วยสายเคเบิลกว่า ๖๐๐ เส้นทั่วโลก รวมความยาวกว่า ๑.๕ ล้านกิโลเมตร หรือราว ๓๗ รอบโลก โดยรับภาระขนส่งข้อมูลถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ของการสื่อสารระหว่างประเทศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกรรมทางการเงินมูลค่ากว่า ๑๐ ล้านล้านดอลลาร์ต่อวัน การโอนข้อมูลของ Amazon, Google, Microsoft การสื่อสารทางทหาร และข้อมูลข่าวกรองระดับรัฐ

คอขวดสองแห่งที่โลกเชื่อมต่อกัน

แม้ว่าสายเคเบิลใต้น้ำจะกระจายอยู่ทั่วทุกมหาสมุทร แต่กายภาพของโลกบังคับให้เส้นทางสำคัญระหว่างยุโรปกับเอเชียต้องผ่านจุดคอขวดเพียงไม่กี่แห่ง จุดที่อันตรายที่สุดสองแห่งในโลกขณะนี้คือ ช่องแคบบาบอัลมันดับ ทางใต้ของทะเลแดง และช่องแคบฮอร์มุซ ทางเข้าอ่าวเปอร์เซีย

ที่บาบอัลมันดับ ช่องแคบกว้างเพียง ๒๖–๓๐ กิโลเมตร มีสายเคเบิลระหว่าง ๑๕ ถึง ๑๗ เส้นผ่านพร้อมกัน รับส่งข้อมูลราว ๑๗–๒๕ เปอร์เซ็นต์ของอินเทอร์เน็ตโลก และสูงถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของข้อมูลระหว่างยุโรปกับเอเชียทั้งหมด ที่ฮอร์มุซ ซึ่งกว้างราว ๓๓ กิโลเมตร มีสายเคเบิลที่รับใช้ประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ทั้งอิหร่าน อิรัก คูเวต บาห์เรน กาตาร์ และ UAE

“ไม่มีเส้นทางโทรคมนาคมใดในโลกที่รวมสายเคเบิลจำนวนมากไว้ในคอขวดที่ซ้อนกันได้อย่างนี้ — นี่อาจเป็นสถานที่เปราะบางที่สุดของอินเทอร์เน็ตบนโลก” — CSIS, มกราคม ๒๕๖๙

ประวัติศาสตร์ที่เพิ่งเกิดขึ้น: จาก ‘ความเสี่ยงทางทฤษฎี’ สู่ความเป็นจริง

ก่อนปี ๒๕๖๗ การพูดถึงการโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำในภูมิภาคนี้ยังถูกมองเป็นเรื่องไกลตัว แต่นับตั้งแต่ปลายปี ๒๕๖๖ ที่ฮูตีเริ่มโจมตีเรือสินค้าในทะเลแดง เพื่อตอบโต้ที่อิสราอลโจมตีกาซาอย่างโหดร้ายทารุญ ทำให้สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างพลิกหน้ามือ

มีนาคม ๒๕๖๗: เรือสินค้าที่ถูกโจมตีโดยฮูตีจมลงพร้อมสมออันใหญ่โต ลากผ่านสายเคเบิล AAE-1, EIG และ Seacom/TGN-Gulf กระทบการสื่อสารราว ๒๕ เปอร์เซ็นต์ระหว่างเอเชีย ยุโรป และแอฟริกา กว่าจะซ่อมแซมเสร็จใช้เวลา ๖ เดือน เพราะเรือซ่อมไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ แต่ผลกระทบมีไม่มากและไม่ค่อยมีการนำเสนอข่าว

กันยายน ๒๕๖๘: สายเคเบิล ๔ เส้นรวมถึง SMW4 และ IMEWE ถูกตัดอีกครั้ง ประเทศในเอเชียใต้และตะวันออกกลางประสบปัญหาเน็ตช้าและการเชื่อมต่อขาดหาย Microsoft Azure ต้องประกาศ latency สูงผิดปกติ ใช้เวลาซ่อม ๕ เดือน และเส้นหนึ่งยังไม่ได้ซ่อมถึงปัจจุบัน

กุมภาพันธ์–มีนาคม ๒๕๖๙: สงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้น IRGC ประกาศควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ เรือพาณิชย์กว่า ๑๕๐ ลำติดอยู่รอบช่องแคบ ในเวลาเดียวกัน ฮูตีกลับมาโจมตีการเดินเรือในทะเลแดงอีกครั้ง นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่คอขวดทั้งสองถูกปิดเป็นครั้งคราวพร้อมกัน

ความหมายเชิงยุทธศาสตร์

Doug Madory ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์อินเทอร์เน็ตที่ Kentik ซึ่งเป็นบริษัทติดตามสถานะเครือข่ายชั้นนำของโลก กล่าวในเดือนมีนาคม ๒๕๖๙ ว่า ‘การปิดทั้งสองคอขวดพร้อมกันจะเป็นเหตุการณ์ที่ก่อความวุ่นวายระดับโลก ผมไม่เคยรู้จักว่าเคยเกิดขึ้นมาก่อน’ ขณะที่ Sam Zabin นักวิเคราะห์จาก CSIS ชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลในอ่าวเปอร์เซียไม่เคยถูกทดสอบในลักษณะนี้มาก่อน

ในขณะที่น้ำมันได้รับการออกแบบให้ต้านทานสงครามมาหลายสิบปีแล้ว มีท่อส่งสำรอง มีคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ และมีแผนฉุกเฉิน แต่ Data Center และสายเคเบิลอินเทอร์เน็ต ถูกมองเป็นสินทรัพย์เชิงพาณิชย์ ไม่ใช่ความมั่นคงของชาติ — จนกระทั่งถึงตอนนี้จึงเริ่มตระหนักและตระหนก

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

WP2Social Auto Publish Powered By : XYZScripts.com