การลอบสังหาร “อาเบะ” เป็นสัญญาณอันตรายต่อการเมืองระหว่างประเทศ

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
การลอบสังหาร “อาเบะ” เป็นสัญญาณอันตรายต่อการเมืองระหว่างประเทศ
ถึงแม้ว่าตำรวจญี่ปุ่นจะได้ให้ข้อมูลบางส่วน ประกอบกับการสืบค้นของสื่อ จะออกมาในทำนองว่า “นายเท็ตสึยะ ยามากามิ” มือสังหารวัย 41 ปี ว่าเขาเป็นคนที่ไม่ได้สนใจ หรือฝักใฝ่ทางการเมือง แต่เป็นเพราะเขามีความแค้นกับโบสถ์แห่งหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวจิตใจให้ผู้ศรัทธาได้บริจาคเงินจนหมดตัว เพื่อหวังสวรรค์ในโลกหน้า และมารดาของฆาตกรก็เป็นสมาชิกที่แทบหมดเนื้อหมดตัว เพราะบริจาคให้โบสถ์นี้ คือลัทธิหรือโบสถ์แห่งความสามัคคี หรือโบสถ์แห่งความเป็นเอกภาพ และเป้าหมายสำคัญคือการสร้างสันติภาพของโลก

ทว่ามันก็มีความจริงที่ว่าโบสถ์หรือลัทธินี้มีเงินบริจาคจำนวนมาก และยังเอาเงินบริจาคเหล่านั้นไปลงทุนในธุรกิจต่างๆ ผู้เขียนในฐานะที่เคยได้รับเชิญและแต่งตั้งให้เป็นหนึ่งในทูตสันติภาพก็เพราะแนวคิดนี้นั่นเอง จึงพอจะเข้าใจที่มาที่ไปของลัทธิดังกล่าว แต่เมื่อศึกษาลึกซึ้งถึงคำสอนบางอย่าง เช่น การอ้างว่าท่านสาธุคุณ “ซัน เมียนมูน” เป็นศาสดาองค์สุดท้ายที่จะมาสร้างสันติภาพให้แก่โลก ก็เริ่มจะมีประเด็นคำถามและถอยออกมาตั้งหลัก
ส่วนเงินบริจาคนั้นรายได้หลักมาจากนักการเมืองเกาหลีใต้ และนักธุรกิจที่มีจิตศรัทธา ส่วนจะมาจากสมาชิกโบสถ์ระดับธรรมดาก็คงจะมีการบริจาคบ้างแต่เมื่อนับเป็นสัดส่วนของรายได้อาจค่อนข้างสูง ตรงนี้ไม่ทราบรายละเอียดจริงๆ
อีกประเด็นลัทธินี้อาจแตกต่างจาก “ลัทธิจานบิน” ก็คือ “โบสถ์แห่งความสามัคคี” มุ่งสร้างสันติภาพและความเป็นเอกภาพของชาวโลก แต่ลัทธิจานบินสนับสนุนลัทธิสุดโต่ง ที่ปลุกระดมให้คนเกลียดกันแบ่งแยกกัน ด้วยข้อมูลอันเป็นเท็จเสียส่วนใหญ่
แต่ก็เอาเถอะมันไม่ใช่ประเด็นที่ผู้เขียนจะนำเสนอในประเด็นนี้ เพียงเป็นการเกริ่นว่าการด่วนสรุปว่าการลอบสังหารนาย ชินโซะ อาเบะ ว่าไม่มีเรื่องการเมือง หรือเรื่องอื่นมาเกี่ยวข้องและการที่นายอาเบะจะมีความสัมพันธ์กับลัทธินี้ก็อาจมีวัตถุประสงค์สร้างความเชื่อมโยงกับเกาหลีก็ได้เพราะโบสถ์นี้มีอิทธิพลทางการเมืองต่อเกาหลีพอสมควร
อนึ่งจากรายงานดังกล่าวยังระบุว่า นายนายเท็ตสึยะ ยามากามิ มีอาการของโรคประสาท จึงทำให้ตัดสินใจก่อเหตุด้วยความแค้น

ประเด็นนี้อยากขอยกตัวอย่าง 2 กรณีที่เป็นข่าวกระฉ่อนโลก ก็คือการลอบสังหาร “กษัตย์ไฟซอล” แห่งซาอุดิอารเบีย ซึ่งก็ไม่ได้มีการคลั่งลัทธิการเมืองใดๆ แต่ผู้ก่อการมีอาการป่วยทางจิตประสาท จึงถูกองค์กรลับองค์กรหนึ่งของต่างชาตินำไปล้างสมองให้เกิดความโกรธแค้นจนต้องฆ่า เพราะกษัตริย์ไฟซอลก็กำลังจะมีการเตรียมการเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติซาอุดิอารเบีย แต่จะทำให้ชาติมหาอำนาจที่ไปมีผลประโยชน์อย่างมากในอุตสาหกรรมน้ำมันของซาอุฯจนทำให้จะต้องเสียประโยชน์มหาศาล
อีกเรื่องหนึ่งก็คือการกราดยิงกษัตริย์เนปาล ที่เตรียมจะสละราชสมบัติและปลดปล่อยให้เนปาลเป็นประชาธิปไตย แต่พี่ชายของพระองค์ไม่พอพระทัย จึงไปยุหลาน คือ ลูกชายกษัตริย์ที่มีอาการป่วยทางจิตให้นำปืนเข้ามากราดยิงจนสิ้นพระชนชีพ พร้อมมเหสี และท่านลุงก็สังหารหลานเสียชีวิตเพื่อปิดปาก จากนั้นก็ตั้งตนเป็นกษัตริย์ แต่ก็อยู่ไม่ได้นานเพราะกระแสประชาชนไม่ตอบรับ สุดท้ายก็ฝืนกระแสไม่ไหวต้องถูกขับออกจากอำนาจ และการเมืองเนปาล ก็พลิกผันมาจนถึงปัจจุบัน อย่างเช่น การที่รัฐบาลเนปาลเห็นว่าการร่วมมือกับสหรัฐฯ ตามสนธิสัญญานั้นทำให้ผลประโยชน์ของชาติเสียหาย จึงประกาศยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
ครับที่เขียนมานี้ก็มิได้มีเจตนาไปโต้แย้งกับบทความบางอันที่มองว่าฆาตกรไม่มีแรงจูงใจทางการเมือง จึงตัดประเด็นทางการเมืองออกไป เพราะเขาอาจถูกล้างสมองก็ได้
อนึ่งนโยบายเศรษฐกิจของอาเบะ แม้จะทำให้เศรษฐกิของญี่ปุ่นฟื้นตัวขึ้นมาในระยะสั้น แต่ทำให้ช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวยในญี่ปุ่นยิ่งถ่างกว้างออกไปอีก คนจนในญี่ปุ่นเดือดร้อนมากขนาดเงินค่าทำศพยังไม่มี คนแก่ชราต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยว บางคนแห้งตายในบ้าน โดยญาติไม่รู้ มารู้ทีหลังก็ไม่มีเงินจัดงานศพ หรืออีกกรณีหนึ่งที่เป็นข่าวก็คือ คนสูงอายุชอบทำผิดกฎหมาย เพื่อจะได้ติดคุก ได้กินข้าวหลวงฟรี ที่พักฟรีอย่างนี้ก็มี เพราะอยู่ข้างนอกรายได้ไม่พอค่าใช้จ่ายมีแต่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

- นาย เท็ตสึยะ ยามากามิ อาจจะเจ็บแค้นในเรื่องนี้ด้วยก็ได้ เพราะตนได้รับผลกระทบโดยตรง ก็เป็นอีกประเด็นที่น่าจะวิเคราะห์
อย่างไรก็ตามการลอบสังหารนาย ชินโสะ อาเบะ แม้จะไม่มีการเมืองแอบแฝง แต่มันมีผลกระทบต่อการเมืองระหว่างประเทศอย่างเป็นนัยสำคัญ
ประการแรกแนวความคิดทางการเมืองของนายอาเบะ คือ เป็นอนุรักษ์นิยมขวาจัด และเป้าหมายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จำกัดค่าใช้จ่ายในทางทหาร และห้ามมีกองทัพ มีแต่กองกำลังป้องกันประเทศ แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่าแนวคิดนี้เพื่อต้องการกู้เกียรติของญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำให้ลัทธิทหารต้องเสื่อมโทรมลงซึ่งแนวคิดของลัทธินี้มาจากลัทธิบูชิโดซึ่งเป็นพื้นฐานของซามุไร ในยุคก่อน
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ทำให้ญี่ปุ่นไม่อาจปรับสัมพันธภาพกับจีน และเกาหลี นั่นคือ การเปิดพิธีสักการะดวงวิญญาณของทหารกล้าของญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกุนิ แต่จีนและเกาหลีถือว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นอาชญากรสงคราม เพราะได้ก่อกรรมทำเข็ญกับชาวจีนและชาวเกาหลีไว้อย่างโหดเหี้ยม เช่น เอาผู้หญิงเกาหลีและจีนมาเป็นโสเภณี เพื่อบำรุงขวัญทหาร เท่านั้นยังไม่พอยังจับเอาชาวจีน-เกาหลีมาทดลองเชื้อโรค เพื่อใช้ในการสงครามตลอดจนเข่นฆ่าชาวจีนและเกาหลีอย่างโหดเหี้ยม
แม้นายอาเบะในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จะไม่ได้ไปงานสักการะด้วยตนเอง แต่ก็ส่งตัวแทนไปโดยไม่ขาด ครั้นพ้นตำแหน่งนายอาเบะก็ไปโดยตลอด ซึ่งมันสะท้อนแนวคิด
ของความเป็น “ลัทธิทหารนิยม” ที่จะประกาศตนเป็นมหาอำนาจทางทหารในอนาคต ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจที่กำลังถดถอย
ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศอีก 3 เรื่องที่จีนอึดอัดใจมาก ก็คือ การที่ญี่ปุ่นภายใต้การผลักดันของนายอาเบะ ผู้ทรงอิทธิพลทางการเมืองของญี่ปุ่น ก็คือการเข้าร่วมกับกลุ่ม “QUAD” ที่มีสหรัฐฯ ออสเตรเลีย และอินเดีย เพื่อปิดล้อมจีน
เรื่องที่ 2 ก็คือท่าทีของญี่ปุ่นที่สนับสนุนให้สหรัฐฯปกป้องไต้หวันหากถูกจีนบุกทางทหาร
ส่วนเรื่องที่ 3 ญี่ปุ่นได้กดดันรัฐบาลโอบามาว่าสนธิสัญญาด้านความมั่นคงในภูมิภาคของสหรัฐฯ นอกจากจะบรรจุเรื่อง “FREE AND OPEN” แปซิฟิคแล้ว ต้องบรรจุเรื่อง “หมู่เกาะเตียวหยู” ที่ญี่ปุ่นมีกรณีพิพาทกับจีน
ด้านความสัมพันธ์กับรัสเซีย ที่เคยดำเนินการอย่างราบรื่นมาก่อนหน้านี้ก็มีอันสะดุดหยุดลงเมื่อญี่ปุ่นประกาศแซงก์ชั่นรัสเซีย และยุติโครงการขุดก๊าซธรรมชาติที่เกาะสะขะรินของรัสเซีย ซึ่งเป็นโครงการร่วมรัสเซีย-ญี่ปุ่น
เมื่อนายอาเบะถูกสังหารแทนที่กระแสชาตินิยมขวาจัดของญี่ปุ่นจะลดถอยลงกลับเพิ่มทวีความรุนแรงขึ้น จะเห็นได้ว่าแนวคิดชาตินิยมขวาจัดได้รับเลือกเข้าในสภามากขึ้นในสภาสูง นั่นทำให้แนวคิดนี้จะมีคะแนนเสียงถึง 2 ใน 3 ของทั้ง 2 สภา ซึ่งเปิดทางให้แก้รัฐธรรมนูญได้อย่างง่ายดาย
ทิศทางการเมืองของญี่ปุ่นช่วงหลังการวายชนม์ของนายอาเบะ แม้จะเป็นผลงานของนายคิชิดะ แต่อิทธิพลนั้นมาจากแนวคิดของนายอาเบะทั้งสิ้น
ดังนั้นทิศทางการเมืองของญี่ปุ่นในช่วงทศวรรษหน้า จึงเป็นไปในแนวคิดของ “ชาตินิยมขวาจัด” และอนุรักษ์นิยมสุดโต่ง และจะนำไปสู่การฟื้นฟู “ลัทธิทหาร” ที่ญี่ปุ่นถือว่าเป็นการกู้ศักดิ์ศรีในการประกาศตนเป็นมหาอำนาจทางทหารของโลก ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสันติภาพโลก ที่ขณะนี้ก็หมิ่นเหม่มากแล้ว
รัฐบาลไทยคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการมาเยือนของนายคิชิดะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น







