INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สงครามรอบที่สาม

ChatGPT Image Jul 17 2026 01 45 21 PM

สงครามรอบที่สาม

สถาปัตยกรรมการรื้อโครงสร้างรัฐอิหร่านจากภายใน และขีดจำกัดของมัน

ทหารประชาธิปไตย

 

 

บทนำ: จากการยับยั้งสู่การเตรียมพร้อม

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 รัฐมนตรีกลาโหมอิสราเอล อิสราเอล คัทซ์ ประกาศต่อสาธารณะว่ากองทัพอิสราเอล “พร้อมและตื่นตัวสำหรับการกลับมาสู้รบ” กับอิหร่านเป็นครั้งที่สาม พร้อมระบุเงื่อนไขชัดเจนว่าสงครามรอบใหม่จะเกิดขึ้นได้จากสองทางเท่านั้น คือ ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจว่าการเจรจา “หมดหนทาง” หรืออิหร่านโจมตีอิสราเอลโดยตรง คำประกาศนี้ไม่ใช่เพียงวาทศิลป์ทางการเมือง แต่สะท้อนสถาปัตยกรรมทางทหารและข่าวกรองที่มีอยู่จริงและถูกทดสอบมาแล้วในสองรอบก่อนหน้า

บทเรียนจากสองรอบแรก: การตัดหัวคือเครื่องมือหลัก ไม่ใช่ทางเลือกสุดท้าย

รูปแบบการโจมตีของอิสราเอลในสงครามครั้งนี้มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากความขัดแย้งในอดีต คือการมุ่งเป้าไปที่การลอบสังหารผู้นำระดับสูงเป็นยุทธศาสตร์หลัก มากกว่าจะเป็นเพียงผลพลอยได้จากการโจมตีทางทหารทั่วไป การสังหารผู้นำสูงสุดอาลี คาเมเนอี เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เกิดขึ้นจากการที่หน่วยข่าวกรองกลางของสหรัฐฯ (CIA) แบ่งปันข้อมูลตำแหน่งการประชุมของผู้นำระดับสูงให้อิสราเอล ซึ่งเลื่อนกำหนดเวลาการโจมตีให้เร็วขึ้นเพื่อฉวยโอกาสจากหน้าต่างข่าวกรองที่เปิดออกมาเฉพาะหน้า สะท้อนถึงเครือข่ายการแทรกซึมข่าวกรองระดับลึกที่อิสราเอลสั่งสมมาอย่างยาวนาน รวมถึงการเจาะระบบกล้องวงจรปิดและกล้องจราจรในกรุงเตหะราน

เมื่อผู้นำสูงสุดคนใหม่ โมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายของผู้ล่วงลับ ได้รับการแต่งตั้ง คัทซ์ก็ประกาศต่อสาธารณะแล้วว่าเขา “ถูกทำเครื่องหมายให้ตาย” เช่นกัน นี่ยืนยันว่ายุทธศาสตร์การตัดหัวผู้นำต่อเนื่องยังคงเป็นแกนหลักของแผนปฏิบัติการ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งเดียวที่จบไปแล้ว

แผนแม่บท: การล่มสลายของระบอบไม่ใช่ผลพลอยได้ แต่เป็นเป้าหมาย

เอกสารและรายงานข่าวจำนวนมากยืนยันว่า สหรัฐฯ และอิสราเอลดำเนินยุทธศาสตร์ที่ผสมผสานสี่องค์ประกอบเข้าด้วยกันอย่างจงใจ ได้แก่ การโจมตีทางทหารเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร การลอบสังหารผู้นำระดับสูงต่อเนื่อง การสนับสนุนการลุกฮือของประชาชนภายใน และการผลักดันฝ่ายค้านที่เป็นมิตรกับตะวันตกขึ้นสู่อำนาจ หัวหน้าหน่วยข่าวกรองมอสสาดของอิสราเอล เดวิด บาร์เนีย เป็นผู้ริเริ่มวางแผนนี้อย่างเป็นระบบหลังสงคราม 12 วันในปี 2025 และนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูก่อนสงครามครั้งปัจจุบันจะเริ่มขึ้น แม้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลทรัมป์จะแสดงความสงสัยในความเป็นไปได้ของแผน แต่ก็แสดงความหวังในตัวแผนเช่นกัน

บุคคลสำคัญที่อาจถูกวางตัวไว้ในโครงสร้างนี้คือ เรซา ปาห์ลาวี บุตรชายกษัตริย์องค์สุดท้ายของอิหร่าน ผู้ตอบรับคำเรียกร้องของผู้นำสหรัฐฯ และอิสราเอลให้ประชาชนอิหร่าน “ยึดคืนรัฐบาลของตนเอง” โดยขอให้ผู้สนับสนุนของเขารอ “การเรียกครั้งสุดท้าย” ก่อนจะลงมือ นี่คือสัญญาณว่ามีการเตรียมผู้นำทางเลือกไว้รองรับ สถานการณ์หลังการล่มสลายของระบอบแล้ว

แนวรบเคิร์ด: ความพยายามที่ล้มเหลวและบทเรียนสำหรับรอบต่อไป

องค์ประกอบที่ทะเยอทะยานที่สุดของแผนคือการใช้กองกำลังฝ่ายค้านชาวเคิร์ดอิหร่านที่ตั้งฐานอยู่ในเขตปกครองตนเองเคอร์ดิสถานของอิรัก ห้ากลุ่มฝ่ายค้านเคิร์ดหลักประกาศรวมตัวกันเป็นพันธมิตรเพียงหกวันก่อนสงครามเริ่มต้น หน่วยข่าวกรองมอสสาดและซีไอเอถูกรายงานว่าติดอาวุธให้กลุ่มเคิร์ดมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน แผนเดิมคือให้นักรบเคิร์ดหลายหมื่นคนข้ามพรมแดนจากอิรักเข้าอิหร่านในวันแรกๆ ของสงคราม ภายใต้การคุ้มกันทางอากาศขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ-อิสราเอล เพื่อ “ทลายกำแพงความกลัว” ในหมู่ฝ่ายค้านอิหร่านที่เพิ่งผ่านการปราบปรามรุนแรงจากการประท้วงทั่วประเทศ

แต่แผนล้มเหลวเพราะปัจจัยเชิงปฏิบัติการสามประการ คือข่าวรั่วไหลสู่สื่อก่อนกำหนด การล็อบบี้จากพันธมิตรที่ไม่ต้องการให้สงครามลุกลาม และความลังเลของผู้นำเคอร์ดิสถานอิรักเองที่กังวลเรื่องผลกระทบต่อเสถียรภาพภูมิภาค รัฐบาลอิรักยืนยันหนักแน่นว่าจะไม่ยอมให้ดินแดนอิรักถูกใช้เป็นฐานคุกคามอิหร่าน ทำให้แม้จะมีนักรบเคิร์ดหลายร้อยคนเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน แต่การรุกรานขนาดใหญ่ตามแผนไม่เคยเกิดขึ้นจริง

แนวรบบาลูจ: กองทัพธรรมและการก่อความไม่สงบที่ดำเนินอยู่แล้ว

ต่างจากแนวรบเคิร์ดที่เป็นปฏิบัติการที่วางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ แนวรบในจังหวัดซิสตาน-บาลูจิสถานทางตะวันออกเฉียงใต้ของอิหร่านเป็นความขัดแย้งที่ดำรงอยู่แล้วมานานนับทศวรรษ กลุ่มกองทัพธรรม (Jaish al-Adl) ซึ่งควบรวมเข้ากับกลุ่มพันธมิตรใหม่ที่ชื่อ People’s Fighters Front เมื่อปลายปี 2025 ได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าระบอบอิหร่าน “กดขี่และไร้ความสามารถ” ต้องรับผิดชอบต่อสงคราม พร้อมประกาศเดินหน้าต่อสู้จนกว่าระบอบจะล่มสลาย ในวันที่สงครามเริ่มต้น ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกร้องให้ชนกลุ่มน้อยของอิหร่าน รวมถึงชาวบาลูจโดยตรง ลุกขึ้นต่อต้านระบอบ เป็นสัญญาณที่เชื่อมโยงเวลาชัดเจนระหว่างการโจมตีทางทหารกับการปลุกระดมกลุ่มชาติพันธุ์

ตัวแปรที่ควบคุมไม่ได้: ISIS-Khorasan

องค์ประกอบที่แตกต่างจากกลุ่มอื่นอย่างสิ้นเชิงคือสาขาแอฟกานิสถานของกลุ่มรัฐอิสลาม หรือ ISIS-Khorasan ซึ่งปฏิบัติการตามเป้าหมายของตัวเอง — การต่อต้านนิกายชีอะห์ — โดยอยู่ใต้การการสนับสนุนของสหรัฐฯ และอิสราเอล แม้หน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ จะยืนยันแล้วว่ากลุ่มนี้เป็นผู้ก่อเหตุระเบิดที่เมืองเคอร์มานในปี 2024 ซึ่งคร่าชีวิตเกือบ 90 คน แต่อิหร่านยังคงกล่าวโทษอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อสาธารณะอยู่เสมอ ความน่ากังวลของตัวแปรนี้คือ แม้จะไม่มีสายบังคับบัญชาเชื่อมโยงกับตะวันตก แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น — ความไร้เสถียรภาพในอิหร่าน — ตรงกับผลประโยชน์ของทุกฝ่ายที่ต้องการเห็นระบอบอ่อนแอลง ทำให้เป็น “พันธมิตรโดยพฤตินัย” ที่ยากจะคาดเดาทิศทางหรือควบคุมขอบเขตความรุนแรงได้

การตอบโต้ของอิหร่าน: กดปราบอาการ ไม่ใช่แก้ที่ราก

อิหร่านแสดงให้เห็นชัดเจนว่ารับรู้ถึงยุทธศาสตร์นี้และเตรียมมาตรการรับมือไว้หลายชั้น ผู้นำสภาความมั่นคงชั่วคราวออกคำเตือนอย่างเปิดเผยต่อ “กลุ่มแบ่งแยกดินแดน” ทันทีหลังการลอบสังหารคาเมเนอี มีรายงานว่าเจ้าหน้าที่ที่ปราบปรามในพื้นที่ชาวเคิร์ดพูดภาษาอาหรับ บ่งชี้ว่าเป็นทหารรับจ้างชีอะห์อิรักที่ถูกนำเข้ามาโดยเฉพาะเพื่อปราบปราม แทนที่จะใช้กำลังท้องถิ่นที่อาจเห็นใจหรือแปรพักตร์ อิหร่านยังกดดันทางการทูตกับรัฐบาลอิรักให้บังคับใช้ข้อตกลงความมั่นคงปี 2023 ที่กำหนดให้ปลดอาวุธและย้ายกลุ่มฝ่ายค้านเคิร์ดออกจากพื้นที่ชายแดน และมีรายงานว่ากองกำลังพันธมิตรของอิหร่านอย่างฮิซบอลเลาะห์ถูกปรับโครงสร้างให้กระจายอำนาจมากขึ้นหลังถูกอิสราเอลตัดหัวผู้นำไปหลายคน หลักการเดียวกันน่าจะถูกนำมาใช้ภายในอิหร่านเองเพื่อให้ระบบทนต่อการลอบสังหารผู้นำระดับสูงได้ดีขึ้น นอกจากนี้อิหร่านยังทำการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครติดอาวุธนับล้านคน ที่มีการกระจายตัวตามชุมชนเพื่อคอยย่อยสลายการปลุกระดมเพื่อก่อการจราจลของฝ่ายค้านอีกด้วย

แต่มาตรการเหล่านี้แก้ปัญหาที่อาการ ไม่ใช่ที่ต้นเหตุ องค์กรสิทธิมนุษยชนตะวันตกอ้างว่ามีผู้ประท้วงถูกสังหารอย่างน้อย 3,428 คน และถูกจับกุมกว่า 10,000 คน ในช่วงพีคของการประท้วงเดือนมกราคม 2026 ซึ่งฝ่ายค้านของรัฐบาลคิดว่าจะเป็นเชื้อฟืนในการจุดชนวนการก่อการจราจลในครั้งต่อไปได้กลับถูกกดทับด้วยกระแสท่วมท้นของการจัดพิธีเคารพศพของอดีตผู้นำสูงสุด

ผลสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในการทำพิธีเคารพศพของอดีตผู้นำสูงสุด ที่มีคนมาร่วมรวมกัน5เมืองใหญ่ ทั้งในอิหร่านและอิรัคที่มีจำนวนหลายสิบล้าน ตลอดจนความสำเร็จในการบริหารจัดการมวลชนอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดผลใหญหลวงในสงครามจิตวิทยา ที่ทำให้ขวัญและกำลังใจของฝ่ายอิหร่านเพิ่มสูงอย่างยิ่ง ในขณะที่ฝ่ายที่เตรียมก่อเหตุรุนแรงรู้สึกลดทอนความเข้มแข็งลงอย่างมาก ซึ่งนี่เองเป็นชนวนที่ศัตรูของอิหร่านจำเป็นต้องรีบเร่งการปฏิบัติการทหารเพื่อพยายามลดทอนความฮึกเหิมที่พุ่งถึงขีดสุดของฝ่ายอิหร่านและพันธมิตรในภูมิภาค

คำสั่งยืนพื้นของทรัมป์: วาทศิลป์กับความเป็นจริงทางกฎหมาย

อีกปัจจัยที่เพิ่มความไม่แน่นอนให้สถานการณ์คือคำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์เองว่า หากอิหร่านลอบสังหารเขาสำเร็จ เขาได้สั่งการทหารไว้ล่วงหน้าแล้วให้ “ทำลายล้างทุกพื้นที่ของอิหร่านในระดับที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” เป็นเวลาหนึ่งปีพร้อมต่ออายุได้ อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย รัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มีกลไกที่จะสร้างคำสั่งอัตโนมัติเช่นนี้ได้จริง หากทรัมป์ถูกลอบสังหารจริง การถ่ายโอนอำนาจจะเป็นไปตามรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่ 25 โดยรองประธานาธิบดีแวนซ์จะกลายเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดทันทีและเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจตอบโต้ด้วยตนเอง

นี่สร้างช่องโหว่เชิงยุทธศาสตร์ที่น่าขบคิด คำพูดของทรัมป์เป็นเพียงคำประกาศทางการเมือง ไม่ใช่กลไกอัตโนมัติที่ผูกมัดผู้สืบทอดตำแหน่งได้จริง แปลว่าฝ่ายใดก็ตามที่ต้องการยกระดับความขัดแย้ง มีช่องทางที่จะพยายามจุดชนวนการตอบโต้แบบทำลายล้างได้โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจของทรัมป์เอง เพราะสุดท้ายผู้ตัดสินใจจริงจะเป็นบุคคลอื่นที่มีท่าทีต่ออิหร่านซึ่งอาจแตกต่างออกไป

อย่างไรก็ตามนี่อาจกลายเป็นเงื่อนไขที่มือที่สามหรือDeep Stateจะใช้เป็นตัวจุดชนวนที่ทำให้สหรัฐ โดยประธานาธิบดีคนใหม่ใช้เป็นข้ออ้างในการโจมตีอิหร่านได้ไม่ยาก

ปฏิกิริยาของมหาอำนาจ: วาทศิลป์ที่ไม่แปลงเป็นการกระทำ

หากพิจารณาจากนักวิเคราะห์ตะวันตกแพทเทิร์นการตอบสนองของรัสเซียและจีนต่อการโจมตีสองรอบแรก จะพบรูปแบบที่คาดเดาได้ชัดเจนสำหรับรอบต่อไป รัสเซียออกแถลงการณ์ประณามรุนแรงที่สุด เรียกปฏิบัติการนี้ว่า “การรุกรานด้วยอาวุธที่วางแผนไว้ล่วงหน้า” และเตือนถึงความเสี่ยงที่การแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์จะควบคุมไม่ได้ ขณะที่จีนใช้ท่าทีระมัดระวังกว่า เน้นย้ำเรื่องอธิปไตยและเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา แต่ทั้งสองประเทศไม่มีสนธิสัญญาป้องกันร่วมผูกมัดกับอิหร่าน แม้ให้การสนับสนุนทางทหารที่จับต้องได้ในระดับหนึ่งตลอดความขัดแย้งนี้ แต่ผู้เชี่ยวชาญตะวันตกชี้ว่าความเป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์” กับทั้งสองประเทศยังห่างไกลจากการเป็นพันธมิตรทางทหารที่แท้จริง จึงมองว่าทั้งจีนและรัสเซียจะไม่ส่งทหารเข้าร่วมในสงครามรอบที่สามนี้อีกเช่นกัน

ทว่าล่าสุดรัสเซียส่งเครื่องบินที่จะเป็นศูนย์บัญชาการยามเกิดสงครามนิวเคลียร์ไปแวะลงจอดที่เทหะราน ก่อนบินไปปักกิ่ง อันอาจเป็นการส่งสัญญานว่ารัสเซียพร้อมสนับสนุนอิหร่านอย่างเต็มที่เพราะทั้งจีนและรัสเซียแม้ไม่ยอมออกหน้าในสงครามนี้ แต่คงไม่ยอมให้อิหร่านซึ่งเป็นตัวเชื่อมโยงnorth-south corridor ของรัสเซีย หรือ east- west corridor ของจีน ต้องกลับกลายเป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐ หากรัฐบาลอิหร่านต้องถูกเปลี่ยนแปลง

บทสรุป: โครงสร้างพื้นฐานพร้อมแล้ว รอเพียงจุดชนวน

ภาพรวมที่ปรากฏจากการวิเคราะห์นี้คือ สถาปัตยกรรมสำหรับสงครามรอบที่สามมีอยู่พร้อมแล้วในทุกมิติ ทั้งความชอบธรรมทางการเมืองจากถ้อยแถลงของผู้นำอิสราเอล เครือข่ายพันธมิตรชาติพันธุ์ที่พร้อมเคลื่อนไหว ตัวแปรอิสระที่เอื้อผลประโยชน์ร่วม และคำสั่งทางทหารที่รอเพียงเงื่อนไขจุดชนวน สิ่งที่ยังไม่แน่นอนคือรูปแบบและจังหวะเวลาที่แน่ชัด ซึ่งอาจเป็นการจุดประกายสงครามขนาดใหญ่ในภูมิภาค หากทั้งสองขั้วอำนาจตรงข้ามมองว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะไม่ยอมถอยอีกต่อไป

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *