ยุทธศาสตร์หมากรุก VS ยุทธศาสตร์หมากล้อม

คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
ยุทธศาสตร์หมากรุก VS ยุทธศาสตร์หมากล้อม
ในที่สุดทางการจีนก็ต้องออกมาแถลงข่าวอีกครั้งในกรณีที่มีการเชิญอดีตประธานาธิบดี หู จินเทา ออกจากที่ประชุมใหญ่พรรคคอมมิวนิตส์จีนในช่วงวันปิดประชุม
คราวนี้มีคลิปภาพเคลื่อนไหว โชว์ว่าหลังจากที่อดีตประธานาธิบดีหู ได้ออกไปพักผ่อนจากอาการป่วย (ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร) ก็ได้รับการเชิญกลับมาร่วมพิธีปิด
อย่างไรก็ตามการชี้แจงนี้ค่อนข้างล่า หลังจากถูกสื่อตะวันตกนำไปขยายผลโจมตีจีน รวมไปทั้งการเสนอข่าวว่ามีการประท้วงรัฐบาลจีนภายใต้การนำของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ไปทั่วประเทศ
แต่ถึงแม้ว่าทางการจีนจะชี้แจงอย่างนี้ก็ยังมีจุดที่ฝ่ายตะวันตกจะตั้งข้อสังเกต กล่าวคือ คลิปเหล่านั้นมีการตัดต่อให้ดูเหมือนคำแถลงหรือไม่ ทำไมแถลงล่าช้า หรือเพราะเห็นว่าสิ่งที่ทำไปมันเกิดผลเสียมากกว่าผลดีจึงต้องปรับแก้ใหม่
อนึ่งหากประธานาธิบดี สี ต้องการแสดงอำนาจให้ตะวันตกเห็น โดยเลือกจังหวะที่ผู้สื่อข่าวตะวันตกได้รับการเชิญให้เข้ามาทำข่าว เขาทำไปเพื่ออะไร ในเมื่อมันมีความชัดเจนอยู่แล้วว่าผลจากการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 20 นี้ ท่าน สี จิ้นผิ ง ได้สถาปนาอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ และไม่จำเป็นต้องไปแสดงอะไร

เห็นทีจีนอาจจะต้องจัดให้สัมภาษณ์ท่าน หู จินเทา อีกหรือไม่ แต่ประเด็นก็คือจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องออกมาแถลงแบบแก้ตัวอย่างนี้
กลับมาพูดถึงยุทธศาสตร์ของจีน และของสหรัฐฯ ในการเผชิญหน้ากันบนเวทีโลก
ยุทธศาสตร์จีนทางทหารคือการเสริมสร้างกองทัพให้เข้มแข็งและทันสมัย ซึ่งจีนรู้ตัวดีว่ายังเป็นรองต่อสหรัฐอเมริกา ทว่าการจะพัฒนากองทัพให้ทันสมัยจีนจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีทางทหาร แต่จีนมีข้อจำกัดในการพัฒนาการผลิตไมโครชิบบนแผ่นชิบซิลิก้า ที่ทำจากทรายขาว นั่นคือจีนสามารถทำได้ขนาดเล็กสุดเพียง 7 นาโนเมตร แต่สหรัฐฯทำได้ถึง 3-5 นาโนเมตร และเป็นอันสิ้นสุดของเทคโนโลยีในด้านนี้ ด้วยหลักทฤษฎีควอนตัม ทว่ายังมีเทคโนโลยีใหม่ที่อยู่ในการทดลองคือ นาโนคาร์บอนทิวบ์ ที่จะพัฒนาให้เล็กลงได้อีก
ข้อจำกัดในการผลิตไมโครชิปนี้จะกลายเป็นข้อจำกัดในการพัฒนาเทคโนโลยีทางทหารต่อไป แม้ว่าปัจจุบันจีนจะยังคงมีขีดความสามารถด้านนี้ไม่ทิ้งห่างสหรัฐฯมากนัก นอกจากนี้จีนก็ชดเชยด้วยการพัฒนาศักยภาพด้านอวกาศ ซึ่งแนวโน้มสงครามอนาคตจะกลายเป็นเวทีสำคัญ
ส่วนยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจของจีนก็คือภายในเร่งสร้างความเข้มแข็ง ด้วยการลดช่องว่างทางรายได้ ทำสงครามกับความยากจน และแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่กำลังเกาะกินจีนอยู่ นั่นคือ ปัญหาอสังหาริมทรัพย์ และปัญหาด้านวิกฤติทางการเงิน
นอกจากนี้การที่จีนใช้นโยบายโควิดเป็นศูนย์นั้น ก็อาจมองได้ว่าจีนกำลังทดลองการบริหารเศรษฐกิจหากมีการต้องถูกแซงก์ชั่น ต้องปิดประเทศ หรือยู่ในภาวะสงคราม
ยุทธศาสตร์ด้านการเมืองภายในประเทศ คือ สถาปนาอำนาจเบ็ดเสร็จให้ผู้นำโดยการกระชับอำนาจ โดยเชื่อว่าจะก่อให้เกิดความมั่นคงทางการเมืองภายใน
ส่วนยุทธศาสตร์การเมืองระหว่างประเทศนั่น ก็มุ่งขยายหาพวกหาพันธมิตรเพิ่มขึ้น โดยผสมผสานกับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
ทั้งนี้ได้รับการตอกย้ำด้วยการปรับเปลี่ยนนโยบาย BRI (BRIDGE AND ROAD INITIATIVE) ที่มุ่งเน้นสร้างเครือข่ายคมนาคมขนส่งมาเป็น GDI (GlOBAL DEVELOPMENT INITIATIVE)

นั่นคือการขยายความร่วมมือในการพัฒนากับประเทศต่างๆทั่วโลก เท่าที่จะสร้างความร่วมมือได้ และเกิดประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งในการนี้จีนก็คงจะแทรกเอาแนวคิดความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารเข้าไปด้วย
ด้วยยุทธศาสตร์ดังกล่าวของจีนแบบสรุปนี้ ก็พอเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าจีนมี “ยุทธศาสตร์หมากล้อม” คือขยายความร่วมมือไปในหลายภูมิภาคทั่วโลก เพื่อรับมือกับสหรัฐฯ เพราะถ้ามัวตั้งรับในประเทศหากเกิดสงครามขึ้น ประเทศจีนจะถูกทำลายจนยับเยิน ในขณะที่สหรัฐฯทำการรบนอกประเทศ ความเสียหายภายในย่อมมีน้อยกว่าแม้จะโดนโจมตีด้วยขีปนาวุธ ICBM ติดหัวรบนิวเคลียร์ก็ตาม สหรัฐฯก็ยังได้เปรียบและมีหัวรบมากกว่า
ประเด็นสุดท้ายแม้จีนจะถูกยั่วยุจากสหรัฐฯ ด้วยการสนับสนุนไต้หวันในทุกรูปแบบจนเกือบเท่าการสนับสนุนอิสราเอล ให้ยึดครองปาเลสไตน์ เพื่อให้ไต้หวันแข็งข้อและประกาศตนเป็นอิสรภาพ แต่จีนก็คงต้องใช้ความอดทนและอดกลั้นตอบโต้ไปตามสถานะการณ์ในขณะที่ตนเองยังไม่มีความมั่นใจในความพร้อมที่จะต่อกรกับสหรัฐฯได้อย่างสูสีมีเปรียบ
ดังนั้นโดยเฉพาะหน้า จีนจึงต้องรักษาความเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย เพราะถ้า 2 มหาอำนาจนี้รวมกันก็พอที่จะต้านทางสหรัฐฯและพันธมิตรได้แบบสูสี จีนจึงจะยังไม่ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์เป็นแบบหมากรุก นั่นคือยกกำลังเข้ายึดไต้หวัน แต่จะใช้เศรษฐกิจและการเมืองกดดันเปิดแนวรุก
ด้านสหรัฐฯนั้นด้วยความที่เป็นมหาอำนาจอันดับ 1 ทำให้เกิดความกังวลที่ตำแหน่งของตนจะถูกแย่งยึดไป โดยขณะนี้ก็มองว่าจีนและรัสเซียกำลังท้าทายอำนาจของตนอยู่
จึงได้มีการใช้ยุทธศาสตร์แบบหมากรุก เพื่อเข้าจัดการกับฝ่ายตรงข้ามโดยทุกวิถีทาง ตั้งแต่เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการทหาร
ทั้งนี้ในแผนยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯที่ได้รับการปรับปรุงล่าสุด ได้กำหนดให้ยุทธศาสตร์ภายในและยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศต้องสอดรับกัน นั่นคือ เพื่อรักษาประโยชน์สูงสุดของชาติ สหรัฐฯ จำเป็นต้องควบคุมอำนาจที่จะกำกับโลก ตามกระบวนการที่สร้างสมมา ตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นคือ ต้องรักษาระเบียบโลกใหม่ภายใต้การนำของสหรัฐฯให้ได้
สหรัฐฯจึงถือว่า จีนคือภัยคุกคามที่เป็นระบบ คือ มีความเข้มแข็ง และความพร้อมในทุกๆด้าน แม้จะยังเป็นรองอยู่ แต่ก็กำลังพัฒนาให้เติบโตกล้าแข็ง โดยเฉพาะจีนได้เปรียบสหรัฐฯ ด้วยจำนวนประชากรถึง 1,400 ล้านคน ในขณะที่สหรัฐฯ มีเพียง 332 ล้านคน (ปี 2564)

สหรัฐฯจึงมียุทธศาสตร์ในเชิงรุก โดยตั้งกลุ่มปิดล้อมกดดันจีน ตามยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิค จัดตั้งกลุ่ม QUAD และ AUKUS และกลุ่มเศรษฐกิอย่าง IPEF (INDO PACIFIC ECONOMIC FRAMWORK) และยังขยายกำลังของนาโต้ออกมาโดยกำลังดำเนินการให้ไต้หวันเป็นสมาชิกนอกนาโต้อีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นสหรัฐฯ ยังมียุทธศาสตร์ลุ่มน้ำโขงตอนล่าง เพื่อจูงใจประเทศลาว กัมพูชา เวียดนาม และไทย ให้เข้าร่วมเป็นสมาชิกในการสนับสนุนของสหรัฐฯ เพื่อกดดันและต่อรองกับจีน ที่มีผลประโยชน์ขัดแย้งเกี่ยวกับการแสวงประโยชน์ในลุ่มน้ำโขง ด้วยการสร้างเขื่อนจำนวนมาก และมีผลกระทบกับประเทศที่อยู่ตอนล่าง ซึ่งประเทศเหล่านี้ไม่อาจทัดทานจีนได้ ถ้าไม่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯ เหมือนกรณีทะเลจีนตอนใต้
ประเด็นเหล่านี้ประเทศไทยจึงควรมีการทบทวนและปรับปรุงยุทธศาสตร์ของตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงและรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยเริ่มจากการกระชับความสัมพันธ์กับอาเซียน และขยายตัวไปสู่กลุ่มที่ไม่ต้องการผูกพันกับมหาอำนาจใด แต่มีอำนาจต่อรองพอที่จะทำให้เขาเกรงใจได้







