นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(1)

นโยบายเศรษฐกิจสำคัญอย่างไร(1)
โดย รศ.ดร สมศักดิ์ แต้มบุญเลิศชัย
1.ตัวอย่างผลกระทบของนโยบายเศรษฐกิจ
ในช่วงเวลา 50 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจ การเมือง และสังคมของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก เราได้เห็นการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ปัญหาเศรษฐกิจของประเทสังคมนิยมในยุโรปตะวันออกในช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากการวางแผนโดยส่วนกลางมาเป็นระบบตลาด และการก้าวขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลกของจีน ในหลายทศวรรษที่ผ่านมา แม้ความแตกต่างของรายได้เฉลี่ยระหว่างประเทศต่างๆในโลกลดลง แต่ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ของประชาชนกลุ่มต่างๆในหลายประเทศกลับเพิ่มขึ้นอย่างมาก วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าขึ้น แต่ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองภายในประเทศต่างๆ กลับรุนแรงมากขึ้น สิ่งเหล่านี้ เกิดจากนโยบายการพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน ถึงแม้ว่านโยบายการพัฒนาประเทศด้านอื่น เช่น การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การศึกษา สาธารณสุข และการสร้างสิ่งสาธารณูปโภค รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในเศรษฐกิจของโลก ก็มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของประเทศ แต่นโยบายเศรษฐกิจ มักมีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านอื่นด้วย ถ้าหากนโยบายเศรษฐกิจไม่ดี แม้จะมีความตั้งใจที่จะพัฒนาประเทศให้มีความเจริญรุ่งเรือง ก็มักไม่สำเร็จ และมีผลกระทบถึงสภาพการเมืองและสังคมด้วย ในสมัยที่เหมาเจ๋อตงเป็นผู้นำประเทศ จีน เมื่อเปรียบเทียบกับสมัยต่อมาหลังจากที่เขาเสียชีวิตไปแล้ว มีความแตกต่างกันมาก เห็นได้ชัดเจนว่า เศรษฐกิจของประเทศจีนเจริญเติบโตขึ้นมาก จากการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ที่มีการปฏิรูปและเปิดประเทศทางเศรษฐกิจตั้งแต่ปีค.ศ. 1978 เป็นต้นมา ทำให้จีนเปลี่ยนจากประเทศที่มีความยากจนมาก กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลก และประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก
เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองในสหรัฐอเมริกาที่เสื่อมถอยลงมากในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งที่อเมริกามีข้อได้เปรียบหลายอย่างเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ความสำเร็จในการพัฒนาของสิงคโปร์ เกาหลี เยอรมนี วิกฤติเศรษฐกิจในเวเนซุเอลา ปัญหาเงินเฟ้อในซิมบับเว ฯลฯ ล้วนแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจ (ผู้สนใจ อาจเปิดอ่านบทความชุด”ความเจริญและความเสื่อมทางเศรษฐกิจของประเทศ” และ”นโยบายเศรษฐกิจที่สร้างความเสียหายให้แก่ประเทศ” ที่เขียนไว้ในบล็อกก่อนหน้านี้ได้)
ความเจริญรุ่งเรืองของเศรษฐกิจจีนเป็นเวลาหลายทศวรรษหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมานั้น ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่เกิดจากการดำเนินนโยบายในแต่ละช่วงเวลา ตลอดระยะเวลาสี่ทศวรรษที่ผ่านมา
ในตอนแรกของการปฏิรูปฯ รัฐบาล ได้เชิญนักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการที่ถูกลงโทษและปลดออกในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรม ให้กลับเข้ามาทำงานใหม่ รื้อฟื้นระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีการส่งเสริมการพัฒนาคน เทคโนโลยี และสิ่งสาธารณูปโภคอย่างต่อเนื่อง ใช้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถมาทำงานบริหารประเทศ ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้ ที่เลือกเฉพาะผู้ที่มีความคิดทางการเมือง”ถูกต้อง”(เชื่อฟังผู้มีอำนาจในขณะนั้น) เป็นหลัก ความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมกับหน้าที่การงานเป็นรอง ในสี่ทศวรรษที่ผ่านมา สถานการณ์ของโลกได้เปลี่ยนแปลงไปมาก รัฐบาลจีนได้มีการปรับเปลี่ยนนโยบายให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป (ผู้สนใจ ดูรายละเอียดได้จากบทความชุด “ความเจริญและความเสื่อมของเศรษฐกิจจีน: จากอดีตถึงปัจจุบัน ตอนที่ 15-20” ที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้) ในทำนองเดียวกัน การสูญเสียความสามารถทางการแข่งขันในด้านการค้าและอุตสาหกรรมของสหรัฐอเมริกา เหตุสำคัญก็เกิดจากนโยบายเศรษฐกิจที่ผิดพลาด(สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมจากส่วนที่เกี่ยวกับอเมริกาในบทความชุด “ความเจริญและความเสื่อมของประเทศ”ได้)
เหตุใดประเทศต่างๆจึงมีนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่ดี?
ใหนังสือ”Good Economics in Hard Times” โดย Banerjie และ Duflo เขียนไว้ว่า Ideas are powerful, ideas drive changes (ความคิดเป็นสิ่งที่ทรงพลัง ความคิดก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง) และกล่าวถึงวิชาเศรษฐศาสตร์ว่า เศรษฐศาสตร์ที่ดีอาจไม่ทำให้เราพ้นภัย แต่ถ้าไม่มีเศรษฐศาสตร์ เราก็จะทำผิดซ้ำซาก ความไม่รู้หรือความเขลา อุดมการณ์ ความคิด และข้อเสนอแนะที่ไม่สอดคล้องกับแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์ ทำให้มีการใช้นโยบายเศรษฐกิจที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือให้โทษต่อประเทศ ความคิด และสถาบัน(ที่ไม่ถูกต้อง) ร่วมกับความเฉื่อยชา คำทำนายและสัญญาที่ไม่เป็นจริง ล้วนมีส่วนทำให้ประเทศเกิดความเสียหาย ดังนั้น เราต้องรู้จักคิด วิเคราะห์ และปฏิเสธความคิดที่ไม่ดี ต้องเข้าใจสภาวะการณ์ที่สลับซับซ้อน ปฏิเสธข้อเสนอแนะที่ดูเหมือนจะทำได้โดยง่ายดาย และหลีกเลี่ยงไม่ใช้นโยบายทางเศรษฐกิจที่มักง่าย

2.ประสบการณ์การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของประเทศไทยตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง
โครงสร้างและการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไปมากตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองจนถึงปัจจุบัน มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่องกัน จนถูกหมายตาว่า จะก้าวขึ้นมาเป็นเสือตัวที่ห้าในเอเชีย ต่อจากเกาหลี ไต้หวัน สิงคโปร์และฮ่องกง แต่อีกไม่กี่ปีต่อมา เศรษฐกิจไทยก็ทรุดตัวลงไปมาก จนเกิดวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ต้องกู้เงินจากองค์การการเงินระหว่างประเทศ (IMF) หลังจากนั้น เศรษฐกิจก็ล้มลุกคลุกคลานเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน สาเหตุสำคัญของความเจริญเติบโตและความเสื่อมในการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผ่านมา ก็คือ การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย และผลกระทบจากสภาพเศรษฐกิจและการเมืองของโลก แต่เราจำเป็นต้องดำเนินนโยบายให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ต้องปรับเปลี่ยนนโยบายการพัฒนาประเทศ ซึ่งจะได้กล่าวโดยละเอียดตามลำดับ ดังนี้
ก. นโยบายเศรษฐกิจก่อนปี ค.ศ. 1960
หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เศรษฐกิจไทยต้องประสบกับปัญหาหลายประการ อาทิ ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภค เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูง ปริมาณการค้าต่างประเทศมีน้อย ไม่มีเงินตราต่างประเทศเพียงพอที่จะนำเข้าสินค้าที่จำเป็น ในช่วงหนึ่ง รัฐบาลต้องเข้าควบคุมตลาดเงินตราต่างประเทศ แต่ก็ต้องประสบกับปัญหาทางด้านปฏิบัติมาก เช่น เกิดมีการลักลอบส่งออกและนำเข้าสินค้า และเกิดตลาดมืดในตลาดเงินตราต่างประเทศ
ตั้งแต่ปีค.ศ. 1947 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา (multiple-rate system) ซึ่งมีอัตราทางการ(official rate)ที่ต่ำกว่าอัตราตลาด(market rate)มาก สินค้านำเข้าและส่งออกที่สำคัญต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนทางการ สินค้าออกสำคัญ เช่น ข้าว ยาง ดีบุก และไม้สัก ผู้ส่งออกต้องนำเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาแลกเป็นเงินบาทกับธนาคารแห่งประเทศไทยทั้งหมดหรือบางส่วน โดยผู้ส่งออกข้าวต้องนำเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาทั้งหมดแลกเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยนทางการ ผู้ส่งออกดีบุก และไม้สัก ต้องนำเงินตราต่างประเทศร้อยละ 50 ที่ได้รับมาแลกเป็นเงินบาท ผู้ส่งออกยางพาราต้องนำเงินตราต่างประเทศร้อยละ 20 มาแลกเป็นเงินบาท
การนำเข้าสินค้าจำเป็นบางอย่าง เช่น น้ำมันและเครื่องจักร ผู้นำเข้าแลกเงินต่างประเทศในอัตราทางการได้ ข้อกำหนดการแลกเงินนี้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายครั้ง แต่สำหรับข้าว ซึ่งราคาตลาดโลกสูงกว่าราคาข้าวในประเทศมาก ผู้ส่งออกยังต้องนำเงินตราต่างประเทศที่ได้รับทั้งหมดมาแลกเงินบาทตามอัตราทางการโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง
ระบบอัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรานี้มีการใช้อยู่หลายปี (จากปีค.ศ. 1947 ถึง 1955 ) การใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรานี้ แม้ยังมีความยากลำบากในการควบคุม และมีตลาดมืดในการแลกเงิน แต่ก็ทำให้ค่าเงินบาทมีเสถียรภาพมากขึ้น รัฐบาลสามารถสะสมเงินตราต่างประเทศได้ในระดับหนึ่ง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ ก็สามารถนำสินค้าเข้าที่จำเป็นในราคาต่ำได้
ในปีค.ศ. 1995 เทศประไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการเงินระหว่างประเทศ(International Monetary Fund) ทำให้ต้องยกเลิกระบบเงินหลายอัตรา หันมาใช้ระบบอัตราเดียว ที่เคลื่อนไหวขึ้นลงในขอบเขตจำกัด ตามกฎขององค์การการเงินระหว่างประเทศ
เมื่อมีการใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนอัตราเดียว ผู้ส่งออกข้าวไม่ต้องนำเงินตราต่างประเทศที่ได้รับมาแลกเป็นเงินบาทในอัตราแลกเปลี่ยนทางการอีก รัฐบาลจึงเริ่มมีการเก็บค่าพรีเมียมข้าว ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของภาษีส่งออก การเก็บพรีเมี่ยมข้าวในเวลานั้นมีความจำเป็น เพราะข้าวในประเทศมีราคาต่ำกว่าราคาข้าวในตลาดโลกมาก การเก็บพรีเมี่ยมควบคู่กับการจำกัดปริมาณส่งออก มีผลทำให้ข้าวในประเทศขายได้ในราคาต่ำ ข้าวเป็นอาหารหลักของคนไทย ถ้าราคาข้าวสูงขึ้นมาก ประชาชนและข้าราชการก็จะมีค่าครองชีพเพิ่มสูง ทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อในประเทศ นอกจากนั้น พรีเมียมข้าวยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ (ในบางปี มีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ 30 ของรายได้รัฐ) การเก็บพรีเมี่ยมข้าว ยังอาจมีผลในการขจัดการทุจริตในการซื้อขายข้าวได้ด้วย
อย่างไรก็ดี เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศต่างๆส่งข้าวออกได้มากขึ้น ข้าวในตลาดโลกมีราคาลดลง และข้อได้เปรียบในราคาข้าวของไทยลดลง เสียงเรียกร้องให้ยกเลิกพรีเมี่ยมข้าวจึงมีมากขึ้นตามลำดับ การเก็บค่าพรีเมียมมีผลกดราคาข้าวในประเทศให้ต่ำลงไปมาก และเป็นภาระภาษีที่สร้างความทุกข์ยากให้ชาวนา ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานะยากจน แต่เนื่องจากพรีเมี่ยมข้าวเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐ แม้มีการปรับลดอัตราค่าพรีเมี่ยมลงบ้าง แต่ยังคงค่าพรีเมี่ยมข้าว อยู่ จนถึงปีค.ศ. 1985 จึงได้ยกเลิก
ในช่วงที่ จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลมีความคิดชาตินิยม และมีแนวคิดที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศ จึงมีการออกกฏหมายคุ้มครองอุตสาหกรรม ปลูกฝังความคิดให้ประชาชนใช้สินค้าไทย และสงวนอาชีพบางอย่างให้คนไทย ในทศวรรษ1950 มีการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจหลายแห่ง ครอบคลุมหลายภาคเศรษฐกิจ ทั้งสิ่งสาธารณูปโภค การเงิน คมนาคม อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม รัฐบาลในสมัยนั้นอ้างว่า ภาคเอกชนไทยยังไม่มีความพร้อม ทั้งทางด้านเงินทุนและความรู้ที่จะลงทุนในภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงต้องเป็นผู้นำในการพัฒนาเศรษฐกิจเสียเอง แต่สาเหตุของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจอย่างหนึ่งก็คือ รัฐบาลไม่อยากเห็นภาคการเงิน อุตสาหกรรม และการค้าถูกครอบงำโดยพ่อค้าชาวจีน ซึ่งยังถือว่าเป็นคนต่างด้าว คนจีนในสมัยนั้น ส่วนใหญ่มีอาชีพทำธุรกิจ หรือรับจ้างในสถานประกอบการธุรกิจ ในขณะที่คนไทยส่วนมากเป็นชาวไร่ชาวนาและข้าราชการ การจัดตั้งรัฐวิสากิจจึงเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คนไทยได้มีส่วนในภาคธุรกิจการค้า และการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมมากขึ้น ในช่วงสิบกว่าปีหลังสงคราม จึงมีรัฐวิสาหกิจที่ทำการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น ปูนซีเมนต์ สิ่งทอ น้ำตาล กระดาษ และกระสอบ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ ประสบปัญหาขาดทุน เนื่องจากไม่มีประสิทธิภาพในการบริหาร และมีปัญหาทุจริตคอรัปชั่น มีการแต่งตั้งนายทหาร นักการเมือง และข้าราชการ เป็นกรรมการจำนวนมาก ผู้บริหารขาดความรู้ความสามารถในการบริหารร รัฐวิสากิจส่วนใหญ่จึงประสบกับการขาดทุน นอกจากจะไม่สามารถสร้างรายได้ให้แก่รัฐแล้วยังทำให้รัฐต้องสิ้นเปลืองงบประมาณจำนวนมากในการอุดหนุน รัฐวิสาหกิจเหล่านั้นอีกด้วย
ในช่วงปลายทศวรรษ 1950 เกิดรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม รัฐบาลใหม่นำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจที่ส่งเสริมการลงทุนโดยภาคเอกชน และการลงทุนจากต่างประเทศ ลดบทบาทของรัฐในการผลิตและการค้า หันมาพัฒนาสิ่งสาธารณูปโภค และวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ตามคำแนะนำของธนาคารโลก รายงานการศึกษาคณะผู้แทนธนาคารโลก: A Public Development Program in Thailand (1959) จึงเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจไทยในสมัยหลังสงคราม

ข. การพัฒนาอุตสาหกรรม: จากการทดแทนนำเข้าถึงการส่งเสริมการส่งออกในสินค้าอุตสาหกรรม
ในประเทศไทย ภาคการเกษตรเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศ มีประชาชนอาศัยอยู่มาก สามารถผลิตอาหารเลี้ยงคนได้ทั้งประเทศ และยังมีเหลือส่งออก นำมาซึ่งรายได้เงินตราต่างประเทศที่ใช้ในการนำสินค้าเข้าได้เป็นจำนวนมาก ภาคเกษตรจึงเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีคุณูปการต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย
อย่างไรก็ดี ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ความสำคัญของภาคการเกษตรในผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและการส่งออกได้ลดลงมาตามกาลเวลา ในอดีต ประเทศไทยมีความได้เปรียบในสินค้าเกษตรหลายชนิด แต่ในปัจจุบัน สินค้าเกษตรไทยชนิดต่างๆมีข้อได้เปรียบลดน้อยลงไปมาก สาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการสูญเสียความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของสินค้าเกษตร ก็คือ การมีนโยบายที่ผิดพลาด สินค้าเกษตรสำคัญของไทย เช่น ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ถูกขนานนามว่าเป็น”พืชการเมือง”ที่นักการเมืองไทยใช้ในการหาเสียง มีนโยบายที่ล่อใจเกษตรกร เพื่อให้ได้รับคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง นโยบายเหล่านี้เน้นที่การสร้างราคาพืชผลทางการเกษตรโดยใช้งบประมาณของรัฐในการแทรกแซงราคา เมื่อนักการเมืองเหล่านี้ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแล้วนำนโบายที่หาเสียงมาปฏิบัติ ก็สร้างความเสียหายแก่ภาคการเกษตรในระยะยาว และสร้างความเสียหายต่อประเทศชาติ ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีการพัฒนาไปมาก รายได้เฉลี่ยต่อหัวของประชาชนก็เพิ่มขึ้นมากเมื่อเทียบกับหลายสิบปีก่อน แต่ภาคเกษตรยังมีการพัฒนาไม่มากนัก เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศยังมีฐานะยากจน และมีจำนวนมากที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ภาคการเกษตรของไทยก็มีการพัฒนาไปบ้าง สินค้าเกษตรมีความหลากหลายมากขึ้น มีการใช้ปุ๋ย และเครื่องจักรกลในการทำไร่ทำนา การปศุสัตว์ และการจับสัตว์น้ำ ก็มีการพัฒนามากขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในโลกแล้ว ภาคการเกษตรของไทยยังล้าหลังกว่ามาก ผลิตภาพในการการผลิตพืชผล ต่ำ ต้นทุนการผลิตไม่ได้ลดลง ไม่มีการปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นเท่าที่ควร สาเหตุที่สำคัญของการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าเกษตร ก็คือ มีนโยบายของภาครัฐที่เน้นแต่เรื่องราคา โดยไม่ปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของสินค้า และไม่มีการลดต้นทุนผลิต ในแต่ละปี งบประมาณที่ใช้ในการพยุงราคาสินค้าเกษตร มีมากกว่างบวิจัยและพัฒนาหลายสิบเท่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาคการเกษตรของไทยจึงไม่พัฒนา สินค้าเกษตรที่สำคัญหลายชนิดแข่งขันสู้ประเทศอื่นไม่ได้ ทำให้ไทยสูญเสียตลาดของสินค้าสำคัญให้แก่ประเทศเพื่อนบ้าน
ตัวอย่างของนโยบายที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติมากคือ นโยบายรับจำนำข้าวทุกเมล็ดในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก และเป็นต้นตอของการทุจริตจำนวนมาก เช่นกัน หลังจากรัฐบาลยิ่งลักษณ์ มีคดีความทุจริตฟ้องร้องหลายคดี จนถึงปัจจุบัน รัฐบาลยังคงต้องรับภาระหนี้สินที่เกิดจากการจำนำข้าวเป็นจำนวนมาก(นโยบายจำนำข้าวมีข้อเสียอย่างไร จะกล่าวถึงภายหลัง)
การที่นักการเมืองใช้นโยบายการเกษตรที่เน้นในเรื่องราคา แต่ไม่สนใจการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และปรับปรุงคุณภาพ เพราะ นโยบายราคาใช้หาเสียงได้ง่าย และทำตามสัญญาได้อย่างรวดเร็ว แต่การเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปรับปรุงคุณภาพ ทำได้ยาก กว่าจะเห็นผลต้องใช้เวลานาน เกษตรกรจึงถูกหลอกลวงด้วยผลประโยชน์ระยะสั้น ด้วยทิศทางนโยบายที่ผิดพลาด ภาคเกษตรจึงไม่มีการพัฒนา ชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องเกษตรกร ก็ไม่ดีขึ้น
มีผู้กล่าวว่า การที่ภาคการเกษตรมีความสำคัญทางเศรษฐกิจน้อยลง เพราะภาคเศรษฐกิจอื่น คือ ภาคอุตสาหกรรมและบริการ มีอัตราเจริญเติบโตที่สูงกว่า สิ่งนี้เป็นความจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ประเทศไทยควรเน้นแต่การพัฒนาภาคเกษตร ไม่ควรพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและบริการ ภาคเศรษฐกิจต่างๆมีความเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่ว่าเมื่อมีนโยบายส่งเสริมการพัฒนาและอุตสาหกรรมและบริการแล้ว ก็ต้องละเลยการพัฒนาภาคการเกษตร ในความเป็นจริง การพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการ ไม่ได้ทำให้ภาคการเกษตรรับความเสียหาย แต่สามารถทำให้ภาคการเกษตรรับประโยชน์ได้เช่นกัน การพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร การซื้อขายสินค้าเกษตรโดยการค้าออนไลน์ การใช้ปุ๋ย และเครื่องจักรกลในการผลิต ล้วนเป็นประโยชน์ต่อภาคการเกษตร และมีผลดีต่อรายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกร







