รอบบ้านผ่านเมือง
คอลัมน์ ช่วยกันคิด ช่วยกันทำ
ทหารประชาธิปไตย
www.INEWHORIZON.NET
รอบบ้านผ่านเมือง
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังจะมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงขนาดเล็กหรือใหญ่ และจะเป็นไปในทิศทางไหน แต่รอบๆบ้านเราก็มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจจะมีผลกระทบต่อประเทศไทยไม่มากก็น้อย
วันนี้ผู้เขียนจึงขอนำเอาสาระข่าวรอบบ้านมาวิเคราะห์เป็นกรณีๆไป เริ่มด้วยจีนแสดงบทบาทนำในการประชุมที่เวียดนาม และฟิลิปินส์โดยนายสีจิ้นผิง ได้แสดงบทบาทที่โดดเด่นด้วยการเปิดช่องทางในการเจรจาแก้ปัญหาวิกฤติทะเลจีนใต้กับกลุ่มประเทศอาเซียน นอกจากนี้ยังแสดงบทบาทในฐานะเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์ จีนกระชับความสัมพันธ์กับพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และพรรคคอมมิวนิสต์สปป.ลาว
ส่วนนายหลี่ เคอเฉียง ก็แสดงบทบาทที่สอดรับกันในการประชุมที่ฟิลิปปินส์ นอกจากนี้จีนยังส่งรัฐมนตรีต่างประเทศของจีน นายหวัง ยี ไปบังคลาเทศเพื่อส่งเสริมให้บังคลาเทศและเมียนมาร์เร่งเจรจาในการแก้ปัญหาโรฮิงยา และดำเนินการส่งกลับผู้อพยพจำนวนหลายแสนกลับประเทศ แต่ต้องได้รับความมั่นใจจากเมียนมาร์ และนานาชาติในความปลอดภัยของชาวโรฮิงยา ซึ่งในกรณีนี้อาจต้องให้หน่วยรักษาความปลอดภัยจากนานาชาติเข้าไปดูแลในเบื้องต้น หากรัฐบาลเมียนมาร์ยินยอม ทั้งนี้กองทัพเมียนมาร์เคยยื่นเงื่อนไขว่า การอพยพกลับเมียนมาร์ของโรฮิงยาจะต้องได้รับความยินยอมจากชาวพุทธพม่า และชาวพุทธในรัฐยะไข่ ซึ่งถ้าพูดแบบนี้คือเป็นไปไม่ได้ที่จะกลับเมียนมาร์
นอกจากนี้จีนยังส่งผู้แทนพิเศษจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปเยือนเกาหลีเหนือ โดยไม่มีการพูดกันเลยถึงวิกฤตกาลคาบสมุทรเกาหลี คาดว่าคงส่งไปเพื่อให้กำลังใจเกาหลี และคงขอให้งดการท้าท้ายสหรัฐฯและพันธมิตร ในระยะนี้รวมทั้งการทดลองจรวดและนิวเคลียร์ ซึ่งก็ดูจะได้ผล เพราะช่วงนี้เกาหลีเหนือเงียบจริงๆ
ที่สำคัญจีนและรัสเซียยังเสนอให้ประธานาธิบดีทรัมป์ยุติการซ้อมรบในคาบสมุทรเกาหลี เพื่อแลกกับการที่เกาหลีเหนือจะยุติการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และจรวด
จะเห็นได้ว่าในช่วงนี้จีนรุกทางการเมืองอย่างมาก ในเวทีโลกและอาเซียน นอกเหนือจากแผนการ one belt one road อันเป็นแผนการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับประเทศทั้งหลายทั่วโลก แม้ว่าความมุ่งหมายของจีนจะต้องการระบายเงินสำรอง เงินตราต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่คือดอลลาร์ ออกมาลงทุนต่างประเทศ ทำให้ค่าเงินหยวนของจีนอ่อนตัวลง และจีนยังต้องการส่งชาวจีนจำนวนมากมาทำงานกับบริษัทจีนที่มาลงทุนในต่างประเทศอีกด้วย
นอกจากนี้การตั้งธนาคาร AIIB ของจีนมองได้ 2 แง่ คือ ด้านหนึ่งในด้านการเงิน คือ ADB ประเมินความต้องการเม็ดเงินเพื่อใช้ในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของเอเชียในช่วงปี 2553-2563 ไว้ราว 8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในด้านการเมืองจีนต้องการขยายอิทธิพลด้านการเงินมาแข่งกับ ADB และในอนาคตก็ต้องการแข่งกับธนาคารโลก ซึ่งจีนถูกกันไม่ให้มีบทบาท อนึ่งจีนก็รุกทางด้านการเงินโดยพยายามเอาเงินหยวนเข้ามามีบทบาทแทนเปโตรดอลลาร์สหรัฐอีกด้วย
บทบาทของสหรัฐอเมริกา ประธานาธิดีทรัมป์อ้างว่าประสบความสำเร็จในการเยือนเอเซีย โดยสามารถทำให้จีนสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯอีกเป็นจำนวนมาก แต่ในทางการเมืองจีนสงวนท่าทีที่จะตอบสนองสหรัฐฯแถมยังแย่งซีนของทรัมป์ในการประชุมที่เวียดนามอีกด้วย
อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทรัมป์พยายามจะบอกกับกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศพันธมิตรอย่างเกาหลีใต้ และญี่ปุ่นก็คือ แม้ว่าสหรัฐฯจะถือนโยบาย AMERICA FIRST ก็ตามแต่มิได้หมายความว่าสหรัฐฯจะลดบทบาทของตนในภูมิภาคนี้ โดยสหรัฐฯต้องการเน้นในเรื่องการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับพันธมิตรและหุ้นส่วนเศรษฐกิจ สร้างระบบการค้าที่ยุติธรรม และลดการขาดดุลของสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตามหากสหรัฐฯไม่เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันเชิงเปรียบเทียบให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศแล้ว สิ่งที่สหรัฐฯจะขายได้ก็คงจะเป็นอาวุธที่ทันสมัยเป็นส่วนใหญ่ และสหรัฐฯจะขายได้ก็ต้องกระตุ้นให้มีสงครามในภูมิภาคต่างๆ โดยเฉพาะในตะวันออกกลางที่เป็นแหล่งสำคัญในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และถือว่าภูมิภาคนั้นมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง แต่การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วมาก จะทำให้สภาพทางภูมิรัฐศาสตร์เปลี่ยนไป เพราะในอนาคต แหล่งแร่ที่จะใช้เป็นพลังงานสำคัญในการขนส่งจะกลายเป็น ลิเธียม และโคบอล ซึ่งจะใช้ทำแบตเตอร์สำหรับรถยนต์ทั้งหลาย ซึ่งแหล่งใหญ่ประมาณ 50% ของโลกที่มีแร่ลิเธียมคืออาเจนตินา โบลิเวีย และซิลี ส่วนแหล่งแร่โคบอลที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่คองโก แถมคองโกยังมีโคแทนที่ใช้เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ๆอีกด้วย
ดังนั้นประเทศเหล่านั้นที่ปกติก็ไม่ค่อยมั่นคงทางการเมืองอยู่แล้วจะประสบกับปัญหาความวุ่นวายมากขึ้น เพราะการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติจากมหาอำนาจ เหมือนที่ตะวันออกกลางกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ และตัวแปรสำคัญก็คือสหรัฐอเมริกา
มาดูการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยสำคัญทางการเมืองในกัมพูชา ศาลสูงของประเทศได้ตัดสินยุบพรรค CNRP หรือพรรคประชาสงเคราะห์กัมพูชา อันเป็นพรรคฝ่ายค้านที่กำลังโตวันโตคืน นอกจากนี้ยังตัดสิทธิทางการเมืองของสมาชิกระดับนำ 5 ปี โดยมีจำนวนมากถึง 118 คน และมีผลทำให้สิ้นสภาพการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปด้วย บุคคลสำคัญของพรรคได้แก่นายกึม สุขา ประธานพรรคที่ถูกจับกุมในข้อหากบฏ นายปล ฮอม รองประธานพรรค นายเอง ไชอาง รองประธานพรรคและนายยึม โซะวันโฆษกพรรค ส่วนข้อหาการยุบพรรคก็คือผู้บริหารพรรคสมคบกับต่างชาติ(สหรัฐฯ) เพื่อล้มรัฐบาล เรื่องนี้สหรัฐฯและยุโรปมีปฏิกริยาทางลบต่อกัมพูชาอย่างมาก แต่ก็คงไม่ถึงขั้นที่จะมีการแซงซั่นนอกจากอาจจะยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าที่ให้กับกัมพูชาในฐานะประเทศยากจน แต่มีข้อน่าสังเกตคือเหตุการณ์คล้ายๆแบบนี้เคยเกิดที่สิงคโปร์สมัยลีกวนยู ที่พอจะมีเลือกตั้งทีก็จับฝ่ายค้านที แต่ประเทศตะวันตกไม่เคยประณามหรือมีปฏิกริยาอะไรรุนแรงเลย พอเกิดกับกัมพูชากลับมีปฏิกิริยา และสอดรับกับบทบาทของนายสมรังสี อดีตหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่ไปลี้ภัยที่ฝรั่งเศสที่ได้เดินทางไปสหรัฐอเมริกา เพื่อไปล็อบบี้ให้ทางสหรัฐฯกดดันกัมพูชา แต่คงทำอะไรไม่ได้มากเพราะกัมพูชามีจีนเป็นหลังพิงอยู่ ประเด็นนี้ไทยที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านควรจะกระชับสัมพันธ์กับกัมพูชามากขึ้น เพราะนายกฮุนเซนคงจะมีอำนาจในการปกครองอีกนาน
มาเลเซียก็มีการเปลี่ยนแปลงในทางการเมืองที่อาจสั่นคลอนรัฐบาลของนาจิบ ราซัค ได้ไม่น้อยนั่นคือการจับมือกันระหว่างมหาเดร์ และอันวา อิบรอฮีม ที่เคยเป็นคู่ปรับกัน ทั้งนี้ภาษิตที่ว่าศัตรูของศัตรูคือมิตรก็ยังใช้ได้ เพราะทั้งคู่ต่างก็อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนาจิบ ราซัค นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย แม้ว่าในอดีตทั้งมหาเดร์กับอันวาจะเป็นอริกันก็ตาม ในช่วงนี้มหาเดร์จึงได้ประกาศจะลงเลือกตั้งในนามพรรค PPBM ที่ตนเองเป็นประธานและจะเป็นแกนประสานแนวร่วมฝ่ายค้าน โดยท่านตั้งใจจะลงเลือกตั้งที่เขตลังกาวีอันเป็นบ้านเกิด คาดว่าพรรคท่านที่มีเสียงอยู่ทางภาคเหนือของมาเลเซียจะได้นั่งประมาณ 49 ที่ และหากอันวาร์ได้รับอภัยโทษออกมาก็อาจร่วมมือกันขยายจำนวนสมาชิกของแต่ละฝ่าย เพื่อถ่วงดุลกับพรรคอัมโนของรัฐบาลได้
สุดท้ายคือสิงคโปร์ที่การเมืองไม่ยุ่ง มุ่งการค้าอย่างเดียว ประกาศตัดสัมพันธ์ทางการค้ากับเกาหลีเหนือ ซึ่งชัดเจนว่าสิงคโปร์ไม่ได้มีการปรึกษาหารือกับอาเซียนเพื่อดำเนินการเป็นกลุ่มเหมือนในอดีต ที่สำคัญในขณะนี้สิงคโปร์มีบทบาทในการลงทุนและตัวกลางในการลงทุนไปทั่วโลก ทั้งนี้สิงคโปร์ได้มาลงทุนและเข้าไล่ซื้อกิจการหลายแห่งในประเทศไทย
ด้วยเหตุต่างๆที่ได้บรรยายโดยสรุปนี้ประเทศไทยซึ่งแม้จะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านก็ควรมีการเตรียมการเพื่อปรับความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและมหาอำนาจต่างๆ อย่ามัวแต่คิดแต่เรื่องการเมืองภายในประเทศจนไม่สนใจอะไร เพราะในยุคโลกาภิวัฒน์นี้ทุกอย่างมันเชื่อมโยงกันหมด








