INEWHORIZON

ขอบฟ้าใหม่

สัญญามักกะฮ์: เกราะใหม่หรือกระดาษเปื้อนไฟสงคราม?

1356244264463125537

สัญญามักกะฮ์: เกราะใหม่หรือกระดาษเปื้อนไฟสงคราม?

ศาสตราจารย์ พลโท ดร.สมชาย วิรุฬหผล

ว่าด้วยพันธมิตรซาอุดีอาระเบีย-ตุรกี-ปากีสถาน และเส้นทางที่เชื่อมโยงมันเข้ากับสงครามอิหร่านและเยเมน

 

วันที่ 7 สิงหาคม 2026 ที่นครมักกะฮ์ ผู้นำสามประเทศ — มกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย มุฮัมมัด บิน ซัลมาน, ประธานาธิบดีตุรกี เรเจป ไตยิป แอร์โดอัน, และนายกรัฐมนตรีปากีสถาน เชห์บาซ ชารีฟ — ลงนามใน “ข้อตกลงป้องกันร่วมมักกะฮ์” ข้อความสำคัญที่สุดของเอกสารระบุว่า การโจมตีทางทหารต่อรัฐใดรัฐหนึ่งในสามรัฐจะถือเป็นการโจมตีต่อทั้งสามรัฐ เป็นโครงสร้างที่เลียนแบบมาตรา 5 ของนาโตโดยตรง คำถามที่ควรถามไม่ใช่แค่ “นี่คือพันธมิตรต่อต้านอิหร่านหรือไม่” แต่คือสัญญาฉบับนี้เกิดขึ้น ณ จุดตัดของสงครามสองสมรภูมิที่กำลังดำเนินอยู่พร้อมกัน — สงครามเต็มรูปแบบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่ปลายกุมภาพันธ์ และสงครามกลางเมืองเยเมนที่กลับมาคุกรุ่นอีกครั้งหลังซาอุดิอารเบียเปิดฉากโจมตีสนามบินซานา และปิดล้อมเยเมน ซึ่งก็ฮูตีตอบโต้ด้วยการปิดล้อมทางทะเลต่อซาอุดีอาระเบีย ทั้งสองสมรภูมินี้คือบริบทที่แท้จริงซึ่งกำหนดตรรกะและข้อจำกัดของสัญญามักกะฮ์

1. กำเนิดจากความจำเป็น ไม่ใช่แผนระยะยาว

แม้แถลงการณ์ร่วมจะอธิบายสัญญานี้ด้วยภาษา “ภราดรภาพอิสลาม” และ “ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ร่วมกัน” แต่จังหวะเวลาบอกเรื่องราวที่ต่างออกไป สัญญานี้ต่อยอดจากข้อตกลงทวิภาคีซาอุฯ-ปากีสถานเมื่อกันยายน 2025 ซึ่งเกิดขึ้นก่อนสงครามอิหร่านจะเริ่ม แต่การขยายเป็นไตรภาคีกลับเกิดขึ้นกลางสงคราม หลังจากซาอุดีอาระเบียเผชิญการโจมตีตอบโต้จากอิหร่านต่อฐานทัพสหรัฐฯ ในดินแดนของตน และหลังจากฮูตีเปิดฉาก “ปิดล้อมแลกปิดล้อม” ต่อเรือบรรทุกน้ำมันซาอุฯ กลางเดือนกรกฎาคม กล่าวอีกแบบคือ สัญญานี้เป็นผลผลิตของความรู้สึกไม่มั่นคงเฉพาะหน้าของซาอุดิอารเบีย มากกว่าจะเป็นวิสัยทัศน์ระยะยาวที่วางแผนไว้ล่วงหน้า

โครงสร้างการแบ่งบทบาทตามความถนัดของแต่ละประเทศก็สะท้อนตรรกะนี้ชัดเจน: ตุรกีนำอุตสาหกรรมกลาโหมและโดรนที่พิสูจน์ตัวเองแล้วในสมรภูมิหลายแห่ง ซาอุดีอาระเบียนำกำลังเงินและที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ส่วนปากีสถานนำประสบการณ์รบและสถานะรัฐมุสลิมเดียวที่มีอาวุธนิวเคลียร์ ทั้งสามองค์ประกอบนี้เมื่อรวมกันไม่ได้สร้างกองทัพเดียวที่บัญชาการร่วม แต่สร้าง “เมนูทางเลือก” ที่ริยาดสามารถหยิบใช้ได้ตามสถานการณ์ — นี่คือจุดอ่อนโครงสร้างที่สำคัญที่สุดของสัญญานี้

2. เยเมนคือสนามทดสอบแรกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ไม่มีสมรภูมิใดที่จะทดสอบความน่าเชื่อถือของสัญญามักกะฮ์ได้เร็วเท่าเยเมน เพราะฮูตีกำลังโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของซาอุฯ อยู่แล้วในขณะที่หมึกบนสัญญายังไม่แห้ง ทว่าสิ่งที่สังเกตได้คือ ริยาดเลือกไม่เรียกใช้เงื่อนไขพันธมิตรทันที แต่ยังคงเดินหน้าเจรจาผ่านคนกลางโอมานคู่ขนานไปกับการเตรียมทางเลือกทางทหารสำรอง เหตุผลเชิงยุทธศาสตร์ชัดเจน: การเรียกร้องให้ตุรกีและปากีสถานเข้าร่วมรบในเยเมนทันทีจะเปิดเผยจุดอ่อนสองประการพร้อมกัน — หนึ่ง ยืนยันว่าพันธมิตรใหม่ไม่ได้ให้อำนาจยับยั้ง (deterrence) จริงตั้งแต่ต้น และสอง ลากตุรกีซึ่งมีความสัมพันธ์ซับซ้อนกับอิหร่านเข้าสู่สงครามตัวแทนที่อังการาไม่มีผลประโยชน์โดยตรง รวมทั้งปากีสถานก็เช่นกัน

สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติคือการสนับสนุนเชิงรับ — ระบบป้องกันภัยทางอากาศและขีปนาวุธจากตุรกีและปากีสถานเพื่อสกัดโดรน/ขีปนาวุธของฮูตีที่มุ่งเป้าโรงกลั่นและท่าเรือ มากกว่าการส่งกำลังรบเข้าสู่พื้นที่ขัดแย้งโดยตรง กล่าวคือ สัญญามักกะฮ์จะทำหน้าที่เป็น “ตัวคูณขีดความสามารถป้องกัน” ของซาอุฯ ไม่ใช่ “เครื่องมือรุก” ต่อฮูตี — เป็นการยกระดับต้นทุนที่ฮูตีต้องจ่ายเพื่อโจมตีสำเร็จ มากกว่าจะเปลี่ยนดุลอำนาจในสนามรบเยเมนโดยตรง

3. ปฏิกิริยาอิหร่าน: ยอมรับอย่างมีเงื่อนไขและใช้ประโยชน์เชิงวาทกรรม

จุดที่น่าประหลาดใจที่สุดคือท่าทีของเตหะราน แทนที่จะประณามสัญญานี้ว่าเป็นการปิดล้อม อิหร่านกลับเลือกท่าทีที่แทบจะเป็นการต้อนรับ โฆษกกระทรวงต่างประเทศระบุว่าไม่มีเหตุผลต้องกังวล และยังกล่าวว่าสัญญานี้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองของภูมิภาคต่อสหรัฐฯ ไปในทิศทางเดียวกับที่อิหร่านเรียกร้องมาตลอดสงคราม — ให้ประเทศในภูมิภาคพึ่งพาความสามารถของตนเองมากกว่าอาศัยหลักประกันจากวอชิงตัน อิหร่านถึงขั้นแสดงท่าทีรับเครดิตบางส่วนว่าสัญญานี้เป็นผลจากการที่สงครามพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าหลักประกันความมั่นคงจากสหรัฐฯ ไม่น่าเชื่อถือ

นี่คือตรรกะแบบ cui bono ที่ชัดเจน: อิหร่านไม่ต้องเสียต้นทุนใดๆ ในการสร้างสัญญานี้ขึ้นมา แต่ได้ประโยชน์เชิงวาทกรรมสองต่อพร้อมกัน — ยืนยันเรื่องเล่าเรื่องการเสื่อมถอยของอำนาจสหรัฐฯ ในภูมิภาค และหลีกเลี่ยงการถูกมองว่าเป็นผู้แพ้จากการที่คู่แข่งรวมตัวกันต่อต้านตน อย่างไรก็ตาม ความเห็นภายในอิหร่านเองก็ไม่เป็นเอกฉันท์ — มีทั้งฝ่ายที่ดูแคลนความสามารถของพันธมิตรใหม่นี้ว่าเป็นเพียง “กระดาษ” ไม่ต่างจากการพึ่งพาสหรัฐฯ ที่ล้มเหลวมาก่อน และฝ่ายที่มองอย่างจริงจังว่านี่คือก้าวแรกของสถาปัตยกรรมความมั่นคงภูมิภาคที่จะขยายตัวต่อไป โดยเฉพาะหากอียิปต์เข้าร่วมและนำการควบคุมคลองสุเอซเข้ามาผูกกับพันธมิตรนี้ด้วย

4. ความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง: กลไกจุดชนวนที่ไม่มีใครควบคุมได้เต็มที่

ความเสี่ยงที่แท้จริงของสัญญามักกะฮ์ไม่ได้อยู่ที่เจตนาของทั้งสามผู้ลงนาม แต่อยู่ที่กลไกการเรียกใช้เงื่อนไขพันธมิตร ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นที่สี่ที่ไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจา — ฮูตีและเครือข่ายที่อิหร่านหนุนหลัง หากการโจมตีต่อโครงสร้างพื้นฐานพลังงานซาอุฯ ยกระดับถึงจุดที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากหรือกระทบขีดความสามารถส่งออกน้ำมันอย่างรุนแรง ริยาดจะเผชิญแรงกดดันภายในให้เรียกร้องการสนับสนุนจากพันธมิตรอย่างจริงจัง ซึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ว่าสัญญานี้เป็นของจริงหรือเป็นเพียงเกราะกระดาษ

ในอีกด้านหนึ่ง หากทั้งฮอร์มุซและทะเลแดง-บับเอลมันเดบถูกกดดันพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง สมดุลกำลังทางทะเลของภูมิภาคจะเปลี่ยนจากปัญหาจุดคอขวดเดี่ยวเป็นปัญหาการกระจายทรัพยากรป้องกันในสองแนวรบพร้อมกัน สถานการณ์เช่นนี้เพิ่มโอกาสที่สัญญามักกะฮ์จะถูกทดสอบเร็วกว่าที่ผู้ลงนามคาดการณ์ไว้ และหากพันธมิตรตอบสนองต่ำกว่าที่คาดหวัง ผลลัพธ์จะไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของข้อตกลงฉบับเดียว แต่จะเป็นการตอกย้ำวาทกรรมของอิหร่านเรื่องความไม่น่าเชื่อถือของหลักประกันความมั่นคงทุกรูปแบบในภูมิภาค ไม่ว่าจะมาจากวอชิงตันหรือจากพันธมิตรอาหรับ-มุสลิมด้วยกันเอง หากไม่มีอิหร่านอยู่บนเวทีด้วย

5. บทสรุป: สถาปัตยกรรมที่ยังไม่ผ่านบทพิสูจน์

สัญญามักกะฮ์คือสัญญาณที่แท้จริงของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างในตะวันออกกลาง — ภูมิภาคที่เคยพึ่งพาหลักประกันจากมหาอำนาจภายนอกเพียงขั้วเดียวกำลังนำไปสู่การทดลองสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงของตนเอง แต่ความสำเร็จของการทดลองนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับถ้อยแถลงในวันลงนาม หากขึ้นอยู่กับว่าเมื่อฮูตียิงขีปนาวุธลูกต่อไปใส่โรงกลั่นซาอุฯ ตุรกีและปากีสถานจะตอบสนองอย่างไรในทางปฏิบัติ นั่นคือช่วงเวลาที่จะบอกว่าตะวันออกกลางกำลังเข้าสู่ยุคของดุลอำนาจภายในที่แท้จริง หรือเพียงแค่สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับความเปราะบางเดิมที่ดำรงอยู่มานานแล้ว

อย่างไรก็ตามซาอุดิอารเบียก็ยังมีทางออกที่จะไม่ร้องขอความช่วยเหลือตามพันธสัญญาหรือเร่งเจรจาสงบศึกกับฮูตี แต่การขับเคลื่อนเพื่อสร้างพันธมิตรแห่งความมั่นคงจากในภูมิภาค ย่อมไม่เป็นที่ปรารถนาของทั้งสหรัฐและอิสราเอล

Facebook Comments Box

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *